สินค้าเกษตร

ศุภจี เปิด 4 คณะทำงาน ดันเศรษฐกิจไทยรับมือความท้าทายโลก 5D

ในยุคที่โลกหมุนเร็วและเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง การขับเคลื่อนประเทศให้ทันต่อสถานการณ์เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ล่าสุด ศุภจี เปิด 4 คณะทำงาน ดันเศรษฐกิจไทยรับมือความท้าทายโลก 5D เพื่อสร้างความยืดหยุ่นและยกระดับศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ โดยเน้นการทำงานแบบร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชนที่เน้นผลลัพธ์ที่วัดผลได้จริง

ศุภจี เปิด 4 คณะทำงาน ดันเศรษฐกิจไทยรับมือความท้าทายโลก 5D

การปรับตัวครั้งนี้ไม่ได้มาเล่นๆ แต่เป็นการรับมือกับความท้าทายรอบด้านที่เรียกว่า 5D ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์, การกระจายความเสี่ยง, เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI, การเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อม และโครงสร้างประชากร ซึ่ง ศุภจี เปิด 4 คณะทำงาน ดันเศรษฐกิจไทยรับมือความท้าทายโลก 5D ได้อย่างตรงจุด เพื่อให้เศรษฐกิจไทยไม่เพียงแค่อยู่รอด แต่ต้องเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในตลาดโลก

กลยุทธ์ยกระดับเกษตรและ SMEs แบบ Cluster

การทำงานภายใต้ 4 คณะทำงานนี้ มุ่งเน้นการแก้ปัญหาผ่านระบบ Cluster เพื่อยกระดับภาคเกษตรกรรมและกลุ่ม SMEs โดยมีแนวทางที่ชัดเจน ดังนี้:

  • ภาคเกษตร: เน้นยกระดับการผลิต การแปรรูป และการสร้างมูลค่าเพิ่มตั้งแตต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้เกษตรกรไทยพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว
  • SMEs: สร้าง SME Journey ที่ดูแลผู้ประกอบการตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ ไปจนถึงการก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นระดับภูมิภาค ด้วยการปลดล็อกกฎระเบียบและเข้าถึงแหล่งทุน
  • เศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy: ปรับโฉมจากแค่การนับจำนวนนักท่องเที่ยว สู่การสร้างประสบการณ์ที่มีมูลค่าสูง
  • การค้าระหว่างประเทศ: เน้นการขยายตลาดใหม่ๆ และการใช้ประโยชน์จาก FTA อย่างเต็มประสิทธิภาพ

สิ่งที่น่าสนใจคือการเน้นย้ำว่าเราต้องเปลี่ยนจากคำถามว่า “เรามีอะไร” เป็น “ตลาดต้องการอะไร” ซึ่งนี่คือหัวใจสำคัญของการปรับตัวในยุคใหม่ การทำงานที่มุ่งเน้นการลงมือปฏิบัติจริงโดยมีกูรูอย่าง คุณวีระศักดิ์ และ คุณกอบศักดิ์ เข้ามาช่วยขับเคลื่อน จะทำให้เราเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นในเร็วๆ นี้

โดยสรุป การผนึกกำลังครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนว่าประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ การให้ความสำคัญกับกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการ SMEs คือกุญแจหลักที่จะกระจายรายได้และความมั่งคั่งให้ลงไปถึงฐานรากของสังคมได้อย่างแท้จริง ซึ่งเราต้องจับตาดูกันต่อไปว่าผลสัมฤทธิ์ใน 6 เดือนถึง 1 ปีข้างหน้าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – “ศุภจี” เปิด 4 คณะทำงาน ดันเศรษฐกิจไทยรับมือความท้าทายโลก 5D ยกระดับเกษตร-SMEs

ปิยะรัฐชย์ เดินหน้ายกระดับสหกรณ์ทั่วประเทศ ลดต้นทุนเพิ่มรายได้

ในยุคที่การเกษตรต้องปรับตัวให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลง รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการผลักดันภาคเกษตรกรรมให้มีความแข็งแกร่ง วันนี้เราจะมาพูดถึงประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ เมื่อ ปิยะรัฐชย์ เดินหน้ายกระดับสหกรณ์ทั่วประเทศ ลดต้นทุนเพิ่มรายได้ ให้กับพี่น้องเกษตรกรไทย เพื่อสร้างรากฐานเศรษฐกิจที่ยั่งยืนผ่านการนำนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาใช้จริง

ปิยะรัฐชย์ เดินหน้ายกระดับสหกรณ์ทั่วประเทศ ลดต้นทุนเพิ่มรายได้

นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เปิดเผยแนวทางสำคัญในการประชุมขับเคลื่อนนโยบายเพื่อเพิ่มความเข้มแข็งให้แก่สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร โดยเน้นย้ำว่าสหกรณ์คือกลไกหลักที่คอยดูแลปากท้องและคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่น การที่ ปิยะรัฐชย์ เดินหน้ายกระดับสหกรณ์ทั่วประเทศ ลดต้นทุนเพิ่มรายได้ ผ่านการส่งเสริมเทคโนโลยีจึงเป็นทิศทางที่ถูกต้องที่จะช่วยให้เกษตรกรสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

ทำไมการใช้เทคโนโลยีจึงเป็นหัวใจสำคัญ?

การปรับตัวเข้าสู่ระบบดิจิทัลและการใช้เครื่องมือทันสมัยไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป สหกรณ์หลายแห่งเริ่มนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการผลิตและการบริหารจัดการ เพื่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดแก่สมาชิก โดยมีจุดประสงค์หลักดังนี้:

  • ลดต้นทุนการผลิต: เปลี่ยนจากการทำเกษตรแบบเดิมมาเป็นการใช้แม่นยำสูง (Precision Farming) เพื่อลดการใช้สารเคมีและปุ๋ยเกินความจำเป็น
  • เพิ่มมูลค่าผลผลิต: การแปรรูปสินค้าเกษตรให้มีมาตรฐานสากล เพื่อสร้างรายได้ที่มากกว่าแค่การขายวัตถุดิบ
  • การจัดการที่มีธรรมาภิบาล: ใช้ระบบฐานข้อมูลเชื่อมโยงกันทำให้การตรวจสอบและบริหารจัดการมีความโปร่งใสมากขึ้น

ทางด้านกรมส่งเสริมสหกรณ์ก็ได้ขานรับนโยบายนี้อย่างเต็มที่ โดยมุ่งเป้าไปที่การสร้างเครือข่ายความร่วมมือในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาอุปกรณ์การผลิตที่ทันสมัย หรือการเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาหนี้สินให้กับสมาชิกสหกรณ์ ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่กระทรวงเกษตรฯ กำลังพยายามขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม

บทสรุปของการพัฒนาในครั้งนี้ คือการเปลี่ยนภาพลักษณ์ของสหกรณ์จากการเป็นเพียงจุดรับซื้อผลผลิต มาสู่การเป็นองค์กรธุรกิจชุมชนที่ทรงพลัง หากสมาชิกสหกรณ์ร่วมใจกันปรับตัวและเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เชื่อมั่นได้เลยว่าอนาคตของเกษตรกรไทยจะมั่นคงและยืนหยัดได้อย่างสง่างามในเศรษฐกิจยุคใหม่ครับ

ที่มา – “ปิยะรัฐชย์” เดินหน้ายกระดับสหกรณ์ทั่วประเทศ ชูเทคโนโลยีลดต้นทุน-เพิ่มรายได้

พาณิชย์ ห่วงชาวสวนจันทบุรี สั่งสำรวจ ดันแปรรูปทุเรียน

สวัสดีครับเพื่อนๆ เกษตรกรและคนรักทุเรียนทุกท่าน วันนี้เรามาพูดถึงข่าวสำคัญที่กำลังเป็นกระแส พาณิชย์ ห่วงชาวสวนจันทบุรี กันหน่อยนะครับ จังหวัดจันทบุรีที่ขึ้นชื่อเรื่องสวนทุเรียนคุณภาพดีสุดๆ ของไทย กำลังเผชิญวิกฤตจากพายุที่พัดกระหน่ำ ทำให้ผลทุเรียนเสียหายหนัก โดยเฉพาะช่วงใกล้เก็บเกี่ยว น่าเป็นห่วงจริงๆ ครับ

พาณิชย์ ห่วงชาวสวนจันทบุรี สั่งเร่งสำรวจความเสียหายจากพายุ

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมาแสดงความห่วงใยอย่างยิ่งต่อพี่น้องเกษตรกรชาวสวนทุเรียนในจันทบุรีที่ได้รับผลกระทบจากพายุ เธอสั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดจันทบุรี รีบประสานผู้ว่าราชการจังหวัดลงพื้นที่สำรวจความเสียหายทันที พร้อมประสานกระทรวงมหาดไทยเพื่อหาแนวทางช่วยเหลือและเยียวยาให้เร็วที่สุด นี่คือมาตรการเร่งด่วนที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลใส่ใจเกษตรกรจริงๆ ครับ

พาณิชย์ ห่วงชาวสวนจันทบุรี สั่งเร่งสำรวจความเสียหายจากพายุ

จันทบุรีเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตทุเรียนรายใหญ่ของไทย ผลผลิตปีละหลายหมื่นตัน ส่งออกไปต่างประเทศเพียบ สร้างรายได้มหาศาลให้ประเทศ แต่พายุครั้งนี้ทำให้ผลร่วงหล่น เสียหายเป็นแสน หากไม่ช่วยเหลือเร็ว เกษตรกรอาจขาดทุนยับเยิน พาณิชย์ ห่วงชาวสวนจันทบุรี จึงไม่รอช้า เริ่มเคลื่อนไหวทันที

ดันแปรรูปทุเรียน สร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกร

สำหรับทุเรียนที่เสียหายแต่ยังใช้ได้ เช่น มีน้ำหนักแห้งเกิน 30% กระทรวงพาณิชย์จะพาผู้ซื้อและโรงงานแปรรูปเข้าไปคัดสรรผลผลิตตรงจากสวน นำไปทำผลิตภัณฑ์อย่างทุเรียนทอดกรอบ ช่วยลดการสูญเสียและยังสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้ต่อ แม้ผลจะไม่สมบูรณ์แบบ นี่เป็นไอเดียเจ๋งมากครับ!

  • นำทุเรียนเสียหายไปทอดกรอบขายเป็นของว่าง
  • ผสมทำไอศกรีมทุเรียนรสชาติเข้มข้น
  • แปรรูปเป็นแป้งทุเรียนสำหรับทำขนมอบ
  • ผลิตน้ำทุเรียนหรือทุเรียนกวน
  • ส่งออกเป็นทุเรียนแช่แข็งสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร

ส่วนทุเรียนที่ยังดีอยู่บนต้น กรมการค้าภายในจะดูแลพิเศษ ประสานผู้รับซื้อโดยตรง สร้างตลาดมั่นคงให้ฤดูนี้ ขณะที่ทุเรียนเสียหายหนัก จะคัดแยกไม่ให้ปนตลาดปกติ ป้องกันคุณภาพทุเรียนไทยตกต่ำ ช่วยรักษาความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

ทำไมการแปรรูปถึงเป็นทางออกยั่งยืน?

ในยุคที่สภาพอากาศแปรปรวนแบบนี้ การพึ่งพาการส่งออกผลสดอย่างเดียวเสี่ยงเกินไปครับ การแปรรูปช่วยเพิ่มมูลค่า ลดความสูญเสียจากภัยธรรมชาติ และเปิดตลาดใหม่ๆ เช่น ผลิตภัณฑ์แปรรูปส่งออกไปจีน ญี่ปุ่น หรือทำแบรนด์ของตัวเองขายออนไลน์ เกษตรกรที่ปรับตัวได้จะรอดและรุ่งแน่นอน พาณิชย์ ห่วงชาวสวนจันทบุรี แบบนี้แหละที่เป็นจุดเริ่มต้นดีๆ

นอกจากนี้ ยังมีแผนร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ อบรมเกษตรกรเรื่องเทคนิคแปรรูป สร้างอาชีพเสริม ลดการพึ่งพาผลสด 100% ซึ่งจะช่วยให้เกษตรไทยแข็งแกร่งขึ้นในอนาคต

สุดท้าย กระทรวงพาณิชย์ส่งกำลังใจให้ชาวสวนทุเรียนทุกท่าน ขอให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้เร็วๆ และยืนยันว่าจะช่วยเต็มที่ ถือเป็นตัวอย่างว่ารัฐและเอกชนต้องจับมือกันช่วยเกษตรกรฐานราก

ความเห็นส่วนตัว: นี่คือโอกาสทองสำหรับเกษตรกรที่อยากลองแปรรูป ลองศึกษาตลาดดูนะครับ อาจกลายเป็นเศรษฐีทุเรียนแปรรูปคนใหม่! ถ้าชอบข่าวนี้ แชร์ให้เพื่อนเกษตรกรรู้ด้วย และติดตามบล็อกเราเพื่ออัปเดตข่าวเกษตรเพิ่มเติมครับ

ที่มา – “พาณิชย์“ ห่วงชาวสวนจันทบุรี สั่งเร่งสำรวจความเสียหายจากพายุ ดันแปรรูปทุเรียนสร้างรายได้

“ศุภจี” แจงดราม่าทุเรียน ดันทุเรียนซูเปอร์จิ๋วสู้ราคา

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวสวนทุเรียนและคนรักทุเรียนทุกคนนะคะ! ช่วงนี้ดราม่าทุเรียนกำลังมาแรงมาก โดยเฉพาะเรื่องราคาที่เกษตรกรต้องเจอปัญหากดดัน ล่าสุด “ศุภจี” แจงดราม่าทุเรียน อย่างละเอียดในเฟซบุ๊กส่วนตัว ยอมรับคำตำหนิจากทุกฝ่าย และประกาศลุยดัน ทุเรียนซูเปอร์จิ๋ว หรือทุเรียนลูกเล็กให้มีราคาดีขึ้น เพื่อสู้กับ 3 ปัจจัยหลักที่กำลังกดราคาในปีนี้ มาฟังกันว่ามีอะไรบ้าง และทำไมถึงเป็นเรื่องดีสำหรับเกษตรกร

“ศุภจี” แจงดราม่าทุเรียน ยอมรับคำตำหนิ ลุยดัน “ทุเรียนซูเปอร์จิ๋ว” สู้ 3 ปัจจัยกดราคา

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โพสต์เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2567 (ตามข่าววันที่ 1 พ.ค.) เพื่อชี้แจงดราม่าที่เกิดขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เธอรับฟังทุกข้อติง ข้อเสนอแนะจากประชาชน โดยเฉพาะเรื่องการดูแลพืชผลเกษตรอย่างทุเรียนที่เป็นผลไม้เศรษฐกิจตัวสำคัญของไทย เป้าหมายหลักคือช่วยให้พี่น้องเกษตรกรไม่ต้องเจ็บตัวจากราคาตก

ศุภจีบอกว่าปีนี้สัญญาณไม่ดีตั้งแต่แรก เห็นล่วงหน้าว่าจะมีปัญหาใหญ่ กระทรวงพาณิชย์เลยต้องทำการตลาดเชิงรุก ไม่รอให้ผลผลิตล้นตลาดแล้วค่อยแก้ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดซ้ำทุกปี ถ้าปล่อยไว้เกษตรกรจะถูกกดราคารับซื้อแบบเลวร้าย

3 ปัจจัยกดราคาทุเรียนที่ศุภจี แจงดราม่าทุเรียนไว้ชัดเจน

  • ผลผลิตพุ่งสูง 33%: ปีนี้ทุเรียนออกมากกว่าปีที่แล้วเกือบ 1 ใน 3 ทำให้อุปทานล้นตลาด แน่นอนว่าราคาต้องลง
  • อากาศร้อนแล้งจัด: ทำให้ทุเรียนลูกเล็กหรือตกเกรดเยอะขึ้น สวนทุเรียนเจอผลกระทบหนัก ลูกจิ๋วออกมามาก
  • เศรษฐกิจโลกผันผวน: ผู้บริโภคใช้จ่ายระมัดระวัง ค่าขนส่งแพงขึ้น ส่งออกไปจีนและตลาดอื่นๆ จึงกดดันราคา

ถ้าไม่ทำอะไร เกษตรกรจะรอขายไม่ออกแน่นอน ศุภจีเลยย้ำว่า “ศุภจี” แจงดราม่าทุเรียน เพื่อบอกว่าการกระทำวันนี้คือการป้องกัน ไม่ใช่รอแก้ปัญหา

ลุยดัน “ทุเรียนซูเปอร์จิ๋ว” มาตรการเด็ดช่วยเกษตรกร

กระทรวงพาณิชย์ไม่นิ่งนอนใจ เริ่มปลุกกระแสบริโภคทุเรียนไซส์เล็กที่เนื้อแน่น อร่อย คุณภาพดี ราคาถูกกว่า โดยใช้ Live Commerce ขายตรงจากสวน ไม่พึ่งพาคนกลาง ชาวสวนมีช่องทางขายเพิ่ม ลูกค้าคนไทยได้กินทุเรียนดีๆ ในราคาย่อมเยา

เปลี่ยน mindset ว่า ทุเรียนดีดูที่เนื้อ ไม่ใช่ขนาด ลูกเล็กจากสวนดี คัดเกรดแล้ว อร่อยไม่แพ้ส่งออก แถมยังมีมาตรการอื่นๆ เช่น แปรรูปเพิ่มมูลค่าด้วยห้องเย็น จัดระบบน้ำชลประทาน ผลักดันส่งออกตลาดใหม่ จีนตะวันตก เกาหลีใต้ อินเดีย UAE และดูแลโลจิสติกส์ผ่านเวียดนามไปจีนใต้ให้รวดเร็ว

เรียกทุเรียนลูกเล็กนี้ว่า “ทุเรียนซูเปอร์จิ๋ว” สร้างตลาดใหม่ สร้างดีมานด์เกิน supply ให้ราคาขึ้น เป็นนวัตกรรมการตลาดนอกกรอบ แน่นอนมีทั้งคนเห็นด้วยและติงแรง แต่ศุภจีพร้อมรับคำตำหนิวันนี้ เพื่อไม่ให้เกษตรกรเจ็บหนักในอนาคต

สรุปคือ การทำก่อนล่วงหน้า ก่อนผลผลิตล็อตใหญ่ออกในอีกไม่กี่สัปดาห์ จะช่วยให้ทุเรียนทุกขนาด โดยเฉพาะซูเปอร์จิ๋ว มีราคาดี มีโอกาสมากขึ้น มูลค่าเพิ่มให้เกษตรกรไทย

ในมุมมองของเรา การที่รัฐบาลเคลื่อนไหวเชิงรุกแบบนี้เป็นสัญญาณดีมากนะคะ ปัญหาเกษตรไทยมักมาจากผลผลิตล้นและตลาดส่งออกผันผวน ถ้าทำแบบนี้ทุกปี เกษตรกรคงยิ้มได้มากขึ้น ลองนึกภาพคนไทยกินทุเรียนจิ๋วสดๆ ผ่านไลฟ์ ขายหมดเกลี้ยง เกษตรกรได้เงินดี win-win เลย!

เพื่อนๆ ที่เป็นชาวสวนหรือชอบกินทุเรียน ลองชิมทุเรียนซูเปอร์จิ๋วดูสิคะ อร่อยจริง แล้วมาแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างนะ ว่าคิดยังไงกับมาตรการนี้ หรือมีไอเดียช่วยเกษตรกรเพิ่มเติมมั้ย? ติดตามข่าวเกษตรอัปเดตต่อเนื่องที่นี่เลย!

ที่มา – “ศุภจี” แจงดราม่าทุเรียน ยอมรับคำตำหนิ ลุยดัน “ทุเรียนซูเปอร์จิ๋ว” สู้ 3 ปัจจัยกดราคา

“เดชรัต” แนะ “ศุภจี” ศึกษาตลาดทุเรียนให้ดีก่อน ขายลูกละ 100 บาท

ในช่วงฤดูทุเรียนที่กำลังมาเยือน ชาวสวนทุเรียนทั่วประเทศกำลังลุ้นราคาพุ่งสูงเพื่อชดเชยต้นทุนที่พุ่งปรี๊ด แต่ทันใดนั้นก็มีข่าวที่ทำให้หลายคนใจหาย “เดชรัต” แนะ “ศุภจี” ศึกษาตลาดทุเรียนให้ดีก่อน ขายลูกละ 100 บาท ซ้ำเติมเกษตรกร” การไลฟ์ขายทุเรียนราคาถูกของกระทรวงพาณิชย์กลายเป็นประเด็นร้อนที่สร้างความสับสนให้ตลาด บทความนี้จะพาไปเจาะลึกมุมมองของนายเดชรัต สุขกำเนิด และเหตุผลที่ทำไมมาตรการนี้ถึงอาจย้อนศร

“เดชรัต” แนะ “ศุภจี” ศึกษาตลาดทุเรียนให้ดีก่อน ขายลูกละ 100 บาท ซ้ำเติมเกษตรกร

วันที่ 27 เมษายน 2569 นายเดชรัต สุขกำเนิด ที่ปรึกษาพรรคประชาชน ออกมาแสดงความเห็นต่อการที่ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ดึงอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังมาลงไลฟ์ขายทุเรียนลูกละ 100 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาตลาดมาก แม้จะอ้างว่าเป็นทุเรียนเกรดรอง แต่สัญญาณนี้กลับทำให้เกษตรกรกังวลหนัก เพราะอาจกดราคาหน้าสวนลงในช่วงที่ผลผลิตกำลังออกมามาก

ฤดูทุเรียนปีนี้ ชาวสวนเผชิญต้นทุนสูงจากปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และค่าจ้างที่แพงขึ้น การขายราคาถูกแบบนี้ไม่ช่วยแก้ปัญหา แต่กลับสร้างความไม่แน่นอนให้ตลาด นายเดชรัต ชี้ว่าควรส่งสัญญาณบวก เช่น ยกระดับคุณภาพทุเรียนส่งออก แทนที่จะขายถูกจนตลาดสับสน

ทำไม “เดชรัต” แนะ “ศุภจี” ศึกษาตลาดทุเรียนให้ดีก่อน

ปัญหาหลักคือจังหวะเวลาไม่ถูกต้อง ตอนนี้ตลาดทุเรียนต้องการราคาสูงเพื่อพยุงเกษตรกร แต่การไลฟ์ขายลูกละ 100 บาท (ปกติราคาตลาด 200-300 บาทต่อลูก) อาจทำให้ผู้บริโภคคาดหวังราคาถูก ส่งผลให้พ่อค้าคนกลางกดราคาจากสวน นอกจากนี้ ทุเรียนไทยกำลังแข่งขันกับเวียดนามและมาเลเซียที่ราคาถูกอยู่แล้ว การขายถูกในประเทศยิ่งทำให้เสียเปรียบ

นายเดชรัต เน้นย้ำว่า “ความปรารถนาดีแต่ส่งสัญญาณผิด อาจกลายเป็นผลเสีย” รัฐบาลควรศึกษาตลาดให้ละเอียดก่อนลงมือ

มาตรการแก้ปัญหาราคาผลผลิตเกษตรที่เหมาะสม

ไม่ใช่ทุเรียนเท่านั้น สินค้าเกษตรหลายชนิดกำลังเผชิญปัญหา นายเดชรัต เสนอแนวทางเฉพาะเจาะจง ดังนี้

  • มะม่วง: ราคาร่วงเหลือ 2-3 บาท/กก. ในมี.ค.-เม.ย. ควรไลฟ์ขายและหาช่องทางขนส่งเพิ่ม กระทรวงพาณิชย์ทำไม่พอ
  • มะพร้าวน้ำหอม: เพิ่มการแปรรูปเพื่อรับมือผลผลิตล้น และจัดระบบค้าขายที่เป็นธรรม
  • ผักผลไม้ imported: เช่น กะหล่ำปลี หอมหัวใหญ่ มันฝรั่ง ควบคุมการนำเข้าเพื่อไม่ให้กดราคาสินค้าไทย

กระทรวงพาณิชย์มีปฏิทินสินค้าเกษตร ควรประสานงานล่วงหน้า รับฟังเกษตรกรทุกกลุ่ม เพื่อมาตรการตรงจุด ไม่สร้างความกังวลแบบกรณีทุเรียน

นอกจากนี้ ในวันที่ 29 เมษายน 2569 ส.ส.พรรคประชาชนจะอภิปรายญัตติแก้ปัญหาราคาพืชผล จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง โดยเสนอมาตรการป้องกันราคาตกต่ำทั้งรายสินค้าและภาพรวม

มุมมองนี้ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลต้องเข้าใจบริบทตลาดเกษตรไทยให้ลึกซึ้ง การช่วยเหลือต้องไม่ใช่เฉพาะหน้า แต่ยั่งยืน คุณคิดว่าการขายทุเรียนลูกละ 100 บาทช่วยเกษตรกรจริงหรือ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวอัปเดตปัญหาเกษตรกรไทยกับเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “เดชรัต” แนะ “ศุภจี” ศึกษาตลาดทุเรียนให้ดีก่อน ขายลูกละ 100 บาท ซ้ำเติมเกษตรกร

พาณิชย์แจงปม “ทุเรียนลูกละ 100 บาท” พิมรี่พาย

ช่วงนี้กระแสเรื่องทุเรียนกำลังมาแรง โดยเฉพาะดราม่าราคาทุเรียนลูกละ 100 บาทที่อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังอย่างพิมรี่พายไลฟ์ขาย ล่าสุด พาณิชย์แจงปม “ทุเรียนลูกละ 100 บาท” พิมรี่พาย ยันแค่โปรโมชันเกรดรอง เพื่อคลายข้อสงสัยให้ชาวเน็ตที่กังวลว่าราคาทุเรียนจะถล่มถลาย กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่าเป็นแค่กลยุทธ์กระตุ้นการบริโภคทุเรียนเกรดรองในประเทศเท่านั้น ไม่กระทบราคาตลาดหลักที่ยังคงแข็งแกร่ง

พาณิชย์แจงปม “ทุเรียนลูกละ 100 บาท” พิมรี่พาย ยันแค่โปรโมชันเกรดรอง

นายกรนิจ โนนจุ้ย รองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2567 ว่า โปรโมชันดังกล่าวมาจากผู้ประกอบการออนไลน์ชื่อดัง “พิมรี่พาย” ซึ่งรับทุเรียนเกรดรองจากล้งและสวนผลไม้โดยตรง ทุเรียนเหล่านี้มีคุณภาพเนื้อดี สุกกำลังดี แต่รูปทรงไม่สวยงาม ขนาดเล็กกว่ามาตรฐานส่งออกเกรด D จึงเหมาะสำหรับขายในประเทศ โดยเฉพาะครอบครัวขนาดเล็กที่อยากกินทุเรียนสดๆ ในราคาประหยัด

การขายแบบนี้ช่วยกระจายผลผลิตที่เหลือในประเทศ ไม่ต้องทิ้งเสีย และยังช่วยดันราคาทุเรียนโดยรวมให้สูงขึ้นด้วย เพราะพิมรี่พายยังขายทุเรียนเกรดพรีเมียมควบคู่กันไป เรียกได้ว่าเป็น win-win สำหรับทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค

นายกรนิจ โนนจุ้ย รองโฆษกกระทรวงพาณิชย์

พาณิชย์แจงปม “ทุเรียนลูกละ 100 บาท” พิมรี่พาย: รายละเอียดโปรโมชัน

จากข้อมูลที่กระทรวงพาณิชย์ตรวจสอบ พบว่าโปรนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายผลักดัน Live Commerce โดยตรงจากสวนผลไม้ อินฟลูเอนเซอร์อย่างพิมรี่พายลงพื้นที่คัดทุเรียนสดๆ ส่งตรงถึงบ้านลูกค้า ช่วยลดขั้นกลาง เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ลดปัญหาผลผลิตล้นตลาด นอกจากทุเรียนเกรดรองแล้ว ยังมีเกรดส่งออกที่ราคาสูงกว่าให้เลือกซื้อตามความต้องการ

เช็กราคาทุเรียนล่าสุด: ตลาดยังคงเสถียร

แม้จะมีโปรทุเรียนลูกละ 100 บาท แต่ราคาทุเรียนในตลาดสดและแหล่งค้าขายหลักยังคงอยู่ที่ 140-150 บาทต่อกิโลกรัม หลังจากกระทรวงพาณิชย์ลงพื้นที่ตรวจสอบเมื่อ 27 เม.ย. ที่ผ่านมา ราคานี้ถือว่าสมเหตุสมผล สอดคล้องกับคุณภาพและฤดูกาล นักลงทุนและผู้ค้าต่างมั่นใจในกลไกตลาดไทยที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะทุเรียนพันธุ์หมอนทองที่เป็นราชาแห่งผลไม้ส่งออก

  • เกรดส่งออก (เกรด A-D): ราคา 150-200 บาท/กก. ขึ้นไป ส่งจีนและตลาดเอเชีย
  • เกรดรองในประเทศ: 80-120 บาท/กก. เหมาะกินสดหรือแปรรูป
  • โปรพิเศษไลฟ์: ลูกละ 100 บาท สำหรับลูกค้าปลีก

Live Commerce: อนาคตการค้าผลไม้ไทย

กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้หยุดแค่ชี้แจง แต่ยังผลักดัน Live Commerce อย่างจริงจัง โดยให้อินฟลูเอนเซอร์เข้าถึงสวนผลไม้ ถ่ายทอดสดการคัดสินค้า สร้างความโปร่งใสให้ผู้บริโภคทราบแหล่งที่มา นอกจากนี้ ยังอบรมเกษตรกรเรื่องการขายออนไลน์ สร้างคอนเทนต์ดิจิทัล เพื่อให้พวกเขาขายเองได้ยั่งยืน ช่วยยกระดับรายได้ ลดความเสี่ยงจากราคาผันผวน

ในมุมมองของเรา นี่คือกลยุทธ์ฉลาดที่ผสมผสานเทคโนโลยีดิจิทัลกับเกษตรกรรมไทย พิมรี่พายไม่ใช่แค่ขายของ แต่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้จริง ใครที่กำลังมองหาทุเรียนอร่อยราคาดี ลองช้อปโปรเกรดรองดู สนับสนุนเกษตรกรไทยไปด้วยกัน! ติดตามข่าวราคาผลไม้และนโยบายรัฐเพิ่มเติมที่นี่นะครับ

คุณคิดยังไงกับโปรทุเรียนลูกละ 100 บาท? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย!

ที่มา – พาณิชย์แจงปม “ทุเรียนลูกละ 100 บาท” พิมรี่พาย ยันแค่โปรโมชันเกรดรอง

“อนุทิน” เผย “หวัง อี้” เยือนไทยเตรียมขอให้ซื้อของเพิ่ม

ข่าวการเมืองเศรษฐกิจล่าสุดที่กำลังเป็นกระแส “อนุทิน” เผย “หวัง อี้” เยือนไทยเตรียมขอให้ซื้อของเพิ่ม ทำให้หลายคนตื่นเต้นกับโอกาสใหม่ในการขยายการค้าด้วยกันระหว่างไทยและจีน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงการเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการของนายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ในช่วงปลายเดือนเมษายนนี้ การเยือนครั้งนี้มีภารกิจสำคัญ 2 ส่วน คือ ภารกิจส่วนตัวและการหารือเรื่องความร่วมมือ ซึ่งทั้งสองฝ่ายมีความสัมพันธ์อันดีมานาน

“อนุทิน” เผย “หวัง อี้” เยือนไทยเตรียมขอให้ซื้อของเพิ่ม

นายอนุทิน ระบุว่า ในระหว่างการหารือ จะมีการขอให้จีนพิจารณาซื้อสินค้าเกษตรไทยเพิ่มเติม เช่น ข้าวและผลไม้สด ซึ่งเป็นสินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปจีนจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังจะเชิญชวนให้ลงทุนเพิ่มในไทย รวมถึงขอสนับสนุนด้านเทคโนโลยี การพูดคุยจะเป็นแบบเปิดกว้าง เพื่อหาแนวทางที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน ความสัมพันธ์ไทย-จีนที่แน่นแฟ้นนี้ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้เติบโต โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมที่กำลังเผชิญความท้าทายจากตลาดโลก

เตรียมประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจนัดแรก

นอกจากประเด็นจีนแล้ว นายกรัฐมนตรียังเปิดเผยถึงกำหนดการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) นัดแรกในวันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2568 โดยจะประชุมทุกวันจันทร์ เชิญตัวแทนภาคเอกชนจาก 3 สถาบันหลัก ได้แก่ สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เข้าร่วมหารือเรื่องสำคัญ เช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจ นโยบายไทยช่วยไทยพลัส และมาตรการอื่นๆ ที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา

เมื่อถูกถามถึงเรื่องการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) นายอนุทินรับฟังแต่ยังไม่ตอบคำถาม ส่วนประเด็น พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท นายกรัฐมนตรีโยนให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจง โดยย้ำว่ารัฐบาลพร้อมดำเนินมาตรการที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ เพื่อให้เม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบและประชาชน

กรณีธงชาติหายที่ชายแดน

สำหรับกรณีธงชาติไทยสูญหายจากเสาธงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่บ้านผักกาด อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี นายอนุทินกล่าวสั้นๆ ว่า ยังไม่ได้รับรายงาน ซึ่งเรื่องนี้กำลังได้รับความสนใจจากประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การเยือนของนายหวัง อี้ ในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าเกษตรที่อาจเพิ่มมูลค่าหลายพันล้านบาท หากจีนตอบรับ การประชุมครม.เศรษฐกิจนัดแรกก็จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี 2568 ให้ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง

  • ประโยชน์จากการเยือน: เพิ่มการส่งออกข้าว ผลไม้
  • ลงทุนเทคโนโลยีจากจีน
  • ประชุมครม.เศรษฐกิจทุกจันทร์
  • หารือไทยช่วยไทยพลัสและ พ.ร.ก.กู้เงิน

ในมุมมองของผู้เขียน การเสริมสร้างความสัมพันธ์ไทย-จีนแบบนี้ จะช่วยให้เกษตรกรไทยมีรายได้ดีขึ้น และเศรษฐกิจโดยรวมเติบโต หากคุณสนใจข่าวการเมืองเศรษฐกิจ ติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด และแชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – “อนุทิน” เผย “หวัง อี้” เยือนไทยเตรียมขอให้ซื้อของเพิ่ม

“ศุภจี” ย้ำ ไม่ควรขึ้นราคาสินค้าอุปโภค

สถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่ผันผวนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้หลายคนกังวลเรื่องค่าครองชีพจะพุ่งสูงขึ้น แต่ “ศุภจี” ย้ำ ไม่ควรมีสินค้าอุปโภค-บริโภคขึ้นราคา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ชี้แจงว่ายังควบคุมได้ และยังมีสต็อกปุ๋ยกับเม็ดพลาสติกพอใช้ได้อีก 4 เดือน ช่วยให้ราคายังนิ่ง

“ศุภจี” ย้ำ ไม่ควรมีสินค้าอุปโภค-บริโภคขึ้นราคา

จากข่าวแถลงเมื่อ 17 มี.ค. 2569 หลังประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การสู้รบตะวันออกกลาง รมว.พาณิชย์ ย้ำว่าราคาน้ำมันดีเซลยังมีเพดาน 33 บาท ทยอยปรับไม่เกินปีก่อน กระทรวงพาณิชย์จึงสั่งคุมเข้มสินค้า 8 หมวดหลักที่ห้ามขึ้นราคาโดยไม่ขออนุญาตกรมการค้าภายใน เช่น

  • บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
  • อาหารกระป๋อง ปลากระป๋อง
  • นมผง
  • ปุ๋ยเคมี
  • ยาปราบศัตรูพืช
  • อาหารสัตว์

ปัจจุบันยังไม่มีผู้ประกอบการรายไหนยื่นขอขึ้นราคา ถ้าพบที่ไหนขึ้นราคาแบบไม่แจ้ง ขอให้แจ้งสายด่วน 1569 ทันที จะมีทีมลงพื้นที่ตรวจสอบและจัดการเด็ดขาด

สินค้าที่แจ้งก่อนได้ แต่ยังไม่ขึ้น

ส่วนสินค้าอุปโภคที่แจ้งก่อนขึ้นได้ เช่น ผงซักฟอก แชมพู น้ำยาล้างจาน ก็ยังไม่มีเคลื่อนไหว รวมถึงสินค้าติดตามราคาเช่น ข้าวสาร น้ำปลา ซอสปรุงรส ยังคงราคาเดิม กระทรวงจะเจรจากับผู้ประกอบการเพื่อพยุงราคาไว้

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการเชิงรุก เช่น ใช้กลไก กกร. ทบทวนสินค้าควบคุมเพิ่ม จัดโปรสินค้าราคาพิเศษผ่านผู้ค้าปลีก-ค้าส่งทั่ว 77 จังหวัด และโครงการธงฟ้าสำหรับพื้นที่เปราะบาง เพื่อไม่ให้กระทบค้าท้องถิ่น

ปุ๋ย-เม็ดพลาสติก ยังมีสต็อกพอ 4 เดือน

สำหรับเกษตรกรที่กังวลต้นทุนปุ๋ย สต็อกในประเทศพอถึงพ.ค. 2569 และรอเรือขนส่งเพิ่มถึงส.ค. แม้ติดปัญหาตะวันออกกลาง แต่ประสานกระทรวงต่างประเทศช่วยเจรจา หากราคาขึ้นจริง มีโครงการธงเขียว ลดราคาปุ๋ย สนับสนุนปุ๋ยชีวภาพ ชดเชยเกษตรกร หาแหล่งนำเข้าจากมาเลเซีย บรูไน

เม็ดพลาสติกที่ใช้บรรจุภัณฑ์บะหมี่ อาหารกระป๋อง ก็พออีก 4 เดือน หาแหล่งทดแทน หากขาดจะเยียวยาผู้ประกอบการ ส่งเสริมพลังงานชีวภาพ ลดต้นทุนระยะยาว

สรุปคือ สินค้าจำเป็นยังไม่ควรขึ้นราคา ประชาชนช่วยสอดส่อง หากเห็นป้ายราคาติดถูก แต่ขายแพงกว่านั้น ซื้อแล้วเก็บหลักฐานแจ้ง 1569 เพราะเป็นคดีอาญา จับได้จริง ทีมพาณิชย์จังหวัด ผู้ว่าราชการ ร่วมดูแลผ่าน กจร.

ในมุมมองเรา สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นการเตรียมพร้อมของรัฐบาลดีมาก ช่วยบรรเทาค่าครองชีพประชาชนได้ หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน เราจะผ่านวิกฤตินี้ไปได้อย่างราบรื่น คุณพบราคาสินค้าขึ้นผิดกฎหรือยัง? แจ้งเลยที่ 1569 ช่วยกันดูแลเศรษฐกิจฐานราก!

ที่มา – “ศุภจี” ย้ำ ไม่ควรมีสินค้าอุปโภค-บริโภคขึ้นราคา เผย ปุ๋ย-เม็ดพลาสติก ยังมีพออีก 4 เดือน

“อนุทิน” โต้ “ปวิน” ภาพดินเนอร์ศุภจีทูตNZวัตถุดิบไทย

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในโซเชียลมีเดียที่กำลังเป็นกระแส “อนุทิน” โต้ “ปวิน” ภาพพา “ศุภจี” ดินเนอร์กับทูตนิวซีแลนด์ ใช้วัตถุดิบไทย มีข้าวเหนียวด้วยกันเถอะครับ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสวิจารณ์เรื่องสินค้าเกษตรไทยราคาตกต่ำ ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่านักการเมืองชั้นนำอย่างนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ทำไมไม่ฉวยโอกาสโปรโมทสินค้าไทยในมื้ออาหารระดับสูงนี้

“อนุทิน” โต้ “ปวิน” ภาพพา “ศุภจี” ดินเนอร์กับทูตนิวซีแลนด์ ใช้วัตถุดิบไทย มีข้าวเหนียวด้วย

ทุกอย่างเริ่มต้นจากโพสต์ของศาสตราจารย์ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ศาสตราจารย์ประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ท่านแชร์ภาพที่น่าจะมาจากโพสต์ของนายอนุทินเอง ซึ่งเป็นภาพการทานอาหารค่ำหรือ Working Dinner ร่วมกับนายโจนาธาน คิงส์ เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทยและภริยา โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นั่งร่วมโต๊ะด้วย

ศ.ปวินตั้งข้อสังเกตอย่างแหลมคมว่า ในยามที่สินค้าเกษตรไทยอย่างข้าว ข้าวโพดหวาน และน้ำมะพร้าวราคาตกต่ำอย่างน่าใจหาย ทำไมบนโต๊ะอาหารถึงไม่เห็นสินค้าเหล่านี้เลย โดยเฉพาะเมื่อมีรัฐมนตรีพาณิชย์นั่งด้วย คำถามนี้สะท้อนความคาดหวังของประชาชนที่อยากเห็นการโปรโมทสินค้าไทยในทุกโอกาส โดยเฉพาะกับแขกต่างชาติอย่างทูตนิวซีแลนด์

การชี้แจงอย่างรวดเร็วจากนายกฯ อนุทิน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ไม่รอช้า ได้โพสต์ชี้แจงทันที โดยยืนยันว่ามื้ออาหารนี้จัดขึ้นที่บ้านพักเอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ ท่านทูตได้จ้างเชฟชาวนิวซีแลนด์ที่มาอยู่เมืองไทยและเปิดร้านอาหารที่นี่ จัดเมนูโดยใช้วัตถุดิบจากไทยทั้งหมด ไม่มีของนำเข้าต่างประเทศเลยสักอย่าง และที่สำคัญ มีข้าวเหนียวด้วย! นายกฯ ยังขออภัยที่ไม่ได้ระบุรายละเอียดในโพสต์แรก ซึ่งเดิมบรรยายสั้นๆ ว่า “Working dinner with New Zealand Ambassador”

  • สถานที่: บ้านเอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำไทย
  • เชฟ: เชฟนิวซีแลนด์ที่เปิดร้านในกรุงเทพฯ
  • วัตถุดิบ: 100% จากประเทศไทย
  • เมนูพิเศษ: มีข้าวเหนียวแบบไทยแท้
  • ผู้ร่วม: นายกฯ อนุทิน, ศุภจี รมว.พาณิชย์, ทูตและภริยา

การชี้แจงนี้ทำให้หลายคนคลายข้อกังวล และแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสของผู้นำในการตอบคำถามจากประชาชนผ่านโซเชียลมีเดีย

การตอบรับจากศ.ปวิน และบทเรียนที่ได้

ศ.ปวินเองก็ตอบกลับในเชิงขอบคุณ โดยคอมเมนต์ว่า “ขอบคุณอาหนูที่อุตส่าห์ตอบค่ะ ขอบคุณมากๆ ค่ะ” คำตอบนี้สร้างรอยยิ้มให้แฟนข่าวการเมืองไม่น้อย เพราะแสดงถึงการสนทนาที่สุภาพและสร้างสรรค์ แม้จะเริ่มจากวิจารณ์

ประเด็นนี้ยังเชื่อมโยงกับปัญหาใหญ่ของเกษตรกรไทย สินค้าเกษตรราคาตกต่ำมาจากหลายปัจจัย เช่น การแข่งขันในตลาดโลก ภัยแล้ง และนโยบายส่งออก นิวซีแลนด์เป็นคู่ค้าสำคัญของไทย โดยไทยส่งออกผลไม้ อาหารทะเลไปที่นั่น ขณะที่นำเข้าเนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์นม หากมีการโปรโมทข้าวเหนียวหรือวัตถุดิบไทยในมื้อนี้ ก็น่าจะเป็นโอกาสทองในการเจรจาค้าขาย

อย่างไรก็ตาม การชี้แจงของนายกฯ อนุทิน ทำให้เห็นว่ารัฐบาลใส่ใจวัตถุดิบไทยจริงๆ และในอนาคต หวังว่าจะมีภาพโปรโมทสินค้าเกษตรไทยในงาน外交มากขึ้น เพื่อช่วยพยุงราคาให้เกษตรกร

จากมุมมองของผม เหตุการณ์ “อนุทิน” โต้ “ปวิน” ภาพพา “ศุภจี” ดินเนอร์กับทูตนิวซีแลนด์ ใช้วัตถุดิบไทย มีข้าวเหนียวด้วยนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการสื่อสารสมัยใหม่ นักการเมืองตอบเร็ว ชัดเจน และมีข้อมูลรองรับ ทำให้ประชาชนเข้าใจมากขึ้น ในยุคที่ข่าวลือแพร่กระจายง่าย สิ่งนี้ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือได้มาก

คุณคิดอย่างไรกับการชี้แจงครั้งนี้? เกษตรกรไทยควรได้ประโยชน์จากโอกาสแบบนี้มากกว่านี้ไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่าน เพื่อติดตามข่าวการเมืองและเศรษฐกิจไทยแบบอัปเดต!

ที่มา – “อนุทิน” โต้ “ปวิน” ภาพพา “ศุภจี” ดินเนอร์กับทูตนิวซีแลนด์ ใช้วัตถุดิบไทย มีข้าวเหนียวด้วย

Scroll to top