สุขภาพประชาชน

“ทรงศักดิ์” ยันรัฐบาลเดินหน้าดันร่างกฎหมายอากาศสะอาด ร่วมแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5

สวัสดีครับทุกคน วันนี้มีข่าวดีเกี่ยวกับสุขภาพของพวกเรามาฝากกันครับ เมื่อล่าสุดนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุน สสส. ได้ออกมาให้คำมั่นสัญญาชัดเจนว่า “ทรงศักดิ์” ยันรัฐบาลเดินหน้าดันร่างกฎหมายอากาศสะอาด ร่วมแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างจริงจัง เพื่อให้พี่น้องชาวไทยทุกคนได้มีสิทธิขั้นพื้นฐานในการสูดอากาศที่บริสุทธิ์สักทีครับ

“ทรงศักดิ์” ยันรัฐบาลเดินหน้าดันร่างกฎหมายอากาศสะอาด ร่วมแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5

ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลยนะครับ เพราะฝุ่น PM2.5 ส่งผลกระทบต่อสุขภาพคนไทยมากกว่า 38 ล้านคน และมีผู้ป่วยจากมลพิษทางอากาศแล้วกว่า 12 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาลกว่า 2.2 ล้านล้านบาท รัฐบาลจึงมองว่าอากาศสะอาดคือสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนควรได้รับ การผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. เข้าสู่สภาจึงเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนประเทศของเราให้ยั่งยืนขึ้น

กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนอากาศสะอาด

นอกจากตัวกฎหมายแล้ว “ทรงศักดิ์” ยันรัฐบาลเดินหน้าดันร่างกฎหมายอากาศสะอาด ร่วมแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยร่วมมือกับ สสส. ขับเคลื่อนผ่าน 3 กลไกหลักที่น่าสนใจมาก ได้แก่:

  • พัฒนาและเชื่อมโยงนวัตกรรมข้อมูล Big Data: เพื่อใช้ในการคาดการณ์สถานการณ์ฝุ่นเชิงรุก ช่วยให้แต่ละพื้นที่เตรียมตัวรับมือได้ทันท่วงที
  • เตรียมความพร้อมภาคพลเมือง: สร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชน เพื่อรองรับการบังคับใช้กฎหมายอากาศสะอาดในอนาคต
  • ขยายเครือข่ายสภาลมหายใจ: ยกระดับการป้องกันการเผาในที่โล่งทั่วประเทศ และสนับสนุนห้องปลอดฝุ่นให้กลุ่มเปราะบาง

ทางด้าน นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ จาก สสส. ก็เสริมว่า การแก้ปัญหาต้องทำแบบบูรณาการ ตั้งแต่การสร้างฐานข้อมูลแม่นยำ การสนับสนุนแอปพลิเคชันอย่าง ‘Burn Check’ ไปจนถึงการจับมือกับประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้งยังเน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนผ่านสภาลมหายใจระดับจังหวัด ทั้ง 29 จังหวัด รวมถึงโครงการห้องเรียนสู้ฝุ่นที่ขยายผลในศูนย์เด็กเล็กกว่า 2,000 แห่งทั่วไทย

ท้ายที่สุด การแก้ปัญหา PM2.5 จะสำเร็จไม่ได้หากไม่มีความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ภาครัฐ ภาคเอกชน และพวกเราทุกคนในฐานะภาคประชาสังคม ต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อให้ลูกหลานของเราเติบโตมาในโลกที่สดใสและมีอากาศที่ใสสะอาด หวังว่าพวกเราจะก้าวผ่านวิกฤตฝุ่นควันนี้ไปได้ด้วยกันในเร็ววันนะครับ

ที่มา – “ทรงศักดิ์” ยันรัฐบาลเดินหน้าดันร่างกฎหมายอากาศสะอาด ร่วมแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5

ทลาย รง.สเตียรอยด์เถื่อน ในคอนโดฯ กลางกรุง

เชื่อว่าหลายคนที่หลงใหลในการออกกำลังกายหรือกำลังปั้นหุ่นสวย คงเคยได้ยินเรื่องยาช่วยเร่งกล้ามเนื้อมาบ้างใช่ไหมครับ? แต่วันนี้มีข่าวใหญ่ที่สายฟิตต้องอ่านเลย เพราะมีการ ทลาย รง.สเตียรอยด์เถื่อน ในคอนโดฯ กลางกรุง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตและกระจายสินค้าให้กับนักกล้ามทั้งในและต่างประเทศ บอกเลยว่าของกลางที่มีมูลค่ากว่า 50 ล้านบาทนั้นน่าตกใจมากครับ!

เบื้องลึกการ ทลาย รง.สเตียรอยด์เถื่อน ในคอนโดฯ กลางกรุง

การปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นการร่วมมือกันของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและ อย. ที่บุกเข้าตรวจค้นคอนโดหรูย่านพัฒนาการหลังจากสืบทราบว่ามีการแอบใช้พื้นที่เป็นโรงงานผลิตยาอนาบอลิกสเตียรอยด์โดยไม่ได้รับอนุญาต กระบวนการผลิตที่นี่ไม่ได้มาตรฐานอย่างรุนแรง ไม่มีการฆ่าเชื้อในยาฉีด และใช้สารเคมีที่อันตรายต่อร่างกายผู้ใช้แบบสุดๆ

อันตรายจากยาเถื่อนที่ต้องระวังให้ดี

ยาที่ยึดได้จากการเข้า ทลาย รง.สเตียรอยด์เถื่อน ในคอนโดฯ กลางกรุง ครั้งนี้มีหลากหลายยี่ห้อ ทั้งชนิดฉีดและชนิดกิน ซึ่งเป็นสารสังเคราะห์ฮอร์โมนเพศชายที่นำมาใช้ผิดประเภท อันตรายที่รออยู่หากใครนำยาเหล่านี้ไปใช้ ได้แก่:

  • ตับและไตทำงานหนัก: อาจส่งผลให้เกิดภาวะตับอักเสบจนถึงขั้นไตวายเฉียบพลัน
  • ระบบหัวใจและหลอดเลือด: เสี่ยงต่อภาวะความดันโลหิตสูง กล้ามเนื้อหัวใจโต และอาจหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันจนเสียชีวิตได้
  • ภาวะติดเชื้อ: เนื่องจากเป็นยาที่ผลิตในสถานที่ไร้มาตรฐาน ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อในกระแสเลือดจากการฉีดยาที่ไม่ได้ฆ่าเชื้อ
  • ผลกระทบต่อฮอร์โมน: เสี่ยงต่อภาวะมีบุตรยากและระบบต่างๆ ในร่างกายรวนไปหมด

หลายคนมองว่าทางลัดสร้างกล้ามเนื้อด้วยยาจะช่วยได้เร็ว แต่จริงๆ แล้วมันคือภัยเงียบที่ทำลายสุขภาพในระยะยาวโดยที่เราคาดไม่ถึง ผู้ต้องหาในคดีนี้ทำมาแล้วกว่า 3 ปี และเคยโดนจับมาก่อนแต่ยังกล้ากลับมากระทำผิดซ้ำอีก เพื่อมุ่งหวังกำไรโดยไม่สนใจความเป็นความตายของผู้บริโภคเลยแม้แต่น้อย

คำแนะนำสำหรับสายสุขภาพ: อย่าหลงเชื่อโฆษณาชวนเชื่อหรือการบอกต่อแบบปากต่อปากให้ซื้อยาผ่านช่องทางออนไลน์ที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ ควรหันมาดูแลตัวเองด้วยการทานอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังกายอย่างเป็นธรรมชาติจะปลอดภัยที่สุดครับ หากใครสงสัยว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้อยู่มีความเสี่ยงหรือไม่ สามารถตรวจสอบได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชัน “หมอพร้อม” หรือไลน์ @FDAThai จะได้มั่นใจว่าเราสร้างหุ่นสวยโดยไม่เอาชีวิตไปเสี่ยง

ที่มา – ทลาย รง.สเตียรอยด์เถื่อน ในคอนโดฯ กลางกรุง แฉผลิตขายนักกล้ามทั้งใน-ต่างประเทศ

ฝ่ายค้าน จี้ ครม.มีมติยืนยันร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด 5 พ.ค.

ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 กลับมาวุ่นวายอีกครั้งในทุกฤดูหนาว สุขภาพคนไทย โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ ต้องเผชิญความเสี่ยงมะเร็งปอด หอบหืด และโรคทางเดินหายใจมากขึ้น วันนี้เราจะมาพูดถึงข่าวสำคัญที่ ฝ่ายค้าน จี้ ครม.มีมติยืนยันร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ในวันที่ 5 พฤษภาคมนี้ เพื่อให้กฎหมายนี้ไม่ล้มกระดาน และช่วยปกป้องปอดประชาชนจากมลพิษทางอากาศ

ฝ่ายค้าน จี้ ครม.มีมติยืนยันร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด

วันที่ 30 เมษายน 2567 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้าน กล่าวหลังรับหนังสือจากเครือข่ายภาคประชาชนด้านอากาศสะอาด ว่า ฝ่ายค้านพร้อมผลักดันเต็มที่ ใช้กลไกสภาฯ เพื่อให้ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดที่ค้างจากสภาชุดที่แล้ว เดินหน้าต่อและบังคับใช้ได้จริง

ขั้นตอนสำคัญมี 2 ขั้นใหญ่ ขั้นแรก ครม.ต้องมีมติยืนยันร่างกฎหมายภายใน 60 วันหลังสภาฯนัดแรก หรือก่อน 12 พฤษภาคมนี้ โดยคาดว่าครม.จะประชุมและมีมติในวันที่ 5 พฤษภาคม ฝ่ายค้านจะติดตามอย่างใกล้ชิด และได้เซ็นหนังสือเชิญเลขาฯครม.มาร่วมประชุมวิปฝ่ายค้านเช้าวันนั้น หากครม.เห็นด้วย เราสนับสนุนเต็มที่ แต่ถ้าไม่มีมติ เราจะซักถามเหตุผลในสภา เสนอแนะให้ทบทวนทันที

ฝ่ายค้าน จี้ ครม.มีมติยืนยันร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด เพื่อสุขภาพประชาชน

หากครม.มีมติ ร่างกฎหมายจะเข้าสู่วาระประชุมร่วมรัฐสภา ต้องการ 350 เสียง พรรคร่วมรัฐบาลมีเสียงเพียงพอ หากเห็นชอบ นายพริษฐ์ย้ำว่ารัฐบาลต้องนึกถึงสุขภาพและปอดคนไทย อย่าทิ้งผลงานที่ผลักดันมานานหลายปี โดยเฉพาะรายชื่อประชาชน 26,500 รายที่ยื่นเสนอ ถ้าปล่อยผ่าน จะเท่ากับโยนความหวังทิ้ง

แม้กฎหมายบังคับใช้แล้ว ภารกิจยังไม่จบ ฝ่ายค้านอยากเห็นรัฐบาลใช้เครื่องมือจาก พ.ร.บ.นี้ จัดสรรงบ ลดต้นตอ PM2.5 อย่าปล่อย “วัวหายล้อมคอก” แต่ป้องกันตั้งแต่ต้น เช่น ควบคุมการเผาไหม้ การจัดการยานพาหนะเก่า และอุตสาหกรรม

ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เสริมว่า อากาศสะอาดไม่ใช่เรื่องรอให้หายเอง ต้องลงมือเปลี่ยนกระบวนการทำงาน เทคโนโลยีจำกัดการปล่อยฝุ่นตั้งแต่แหล่งกำเนิด ปัญหานี้ไม่ใช่แค่ฝุ่น แต่กระทบอนาคต ความมั่นคงมนุษย์ สุขภาพ และเศรษฐกิจ เช่น ค่ารักษาพยาบาลที่พุ่งสูง ท่องเที่ยวเสียหายปีละหลายหมื่นล้าน

ทำไม พ.ร.บ.อากาศสะอาด ถึงจำเป็นต่อคนไทย

ไทยเผชิญ PM2.5 สูงเกินมาตรฐาน WHO บ่อยครั้ง โดยเฉพาะภาคเหนือตอนบน เชียงใหม่ มักติดอันดับมลพิษโลก สถิติกรมควบคุมมลพิษชี้ ปีละหลายแสนคนป่วยจากฝุ่น สูญเสีย GDP กว่า 1 แสนล้านบาท พ.ร.บ.นี้จะกำหนดมาตรฐานอากาศ กองทุนอากาศสะอาด จัดการแหล่งกำเนิด และลงโทษผู้กระทำผิด ช่วยให้อากาศดีขึ้นจริง

  • กำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศ: ชัดเจน วัดผลได้
  • กองทุนสนับสนุน: งบแก้ปัญหาเฉพาะทาง
  • ลดต้นตอ PM2.5: จากการเกษตร ยานยนต์ อุตสาหกรรม
  • สิทธิประชาชน: ร้องเรียนและข้อมูลโปร่งใส
  • แผนรับมือระยะยาว: ไม่ใช่แก้เฉพาะฤดู

ฝ่ายค้านยืนยันจะผลักดันต่อเนื่อง ไม่ปล่อยให้ปัญหาซ้ำรอย

ข้อมูล PM2.5 ในไทย: สถิติที่น่าตกใจ

จากรายงาน IQAir ปี 2023 เชียงใหม่ติด 1 ใน 10 เมืองอากาศแย่สุดโลก เฉลี่ย PM2.5 สูง 50-100 มคก./ลบ.ม. ส่งผลเด็กเล็กเสี่ยงพัฒนาการช้า ผู้ใหญ่ปอดอักเสบ รัฐบาลชุดใหม่ต้องแสดงความรับผิดชอบจริงจัง

ในมุมมองผู้เขียน พ.ร.บ.นี้คือก้าวสำคัญสู่ประเทศไทยที่หายใจสะดวก รัฐบาลควรฟังเสียงฝ่ายค้านและประชาชน อย่าปล่อยให้ปอดคนไทยต้องทุกข์ทรมานอีก หากกฎหมายผ่าน จะเป็นมรดกที่ดีให้ลูกหลาน

คุณล่ะ คิดว่าฝุ่น PM2.5 จะหมดไปได้ไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้รัฐบาลเร่งด่วน!

ที่มา – ฝ่ายค้าน จี้ ครม.มีมติยืนยันร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด 5 พ.ค.นี้ หวังรัฐบาลนึกถึงปอดคนไทย

พิมพ์ภัทรา รับหนังสือภาคประชาชน พ.ร.บ.อากาศสะอาด

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนครับ วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังกังวลใจกันอยู่ นั่นคือปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 และไฟป่าที่ครอบคลุมทั่วประเทศทุกปี ล่าสุดมีเหตุการณ์สำคัญที่ พิมพ์ภัทรา รับหนังสือภาคประชาชน พ.ร.บ.อากาศสะอาด เพื่อผลักดันกฎหมายที่แก้ปัญหาได้จริง ไม่ใช่แค่แก้ปลายเหตุแบบซ้ำซาก เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2567 ที่รัฐสภาเลยนะครับ

พิมพ์ภัทรา รับหนังสือภาคประชาชน พ.ร.บ.อากาศสะอาด

พิมพ์ภัทรา รับหนังสือภาคประชาชน พ.ร.บ.อากาศสะอาด

ภาคประชาชนรวมตัวกันกว่า 100 หน่วยงาน มีผู้สนับสนุนลงชื่อหลักแสนราย บุกยื่นหนังสือถึงนางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษามาตรการแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM2.5 พวกเขากังวลว่าสถานการณ์มลพิษอากาศมันรุนแรงขึ้นทุกปี ไม่ใช่แค่ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่กระทบสุขภาพประชาชนทุกวัย โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบาง สาเหตุหลักมาจากการเผาในที่โล่ง การเกษตรแบบดั้งเดิม และมลพิษข้ามพรมแดนจากเพื่อนบ้าน

ตัวแทนเครือข่ายอากาศสะอาดย้ำว่าที่ผ่านมาพวกเขาผลักดันประเด็นนี้มานาน แต่ยังไม่คลายกังวลกับร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดที่อยู่ระหว่างพิจารณา เพราะบางมาตราเปิดช่องล่าช้า ไม่แก้ที่ต้นเหตุ และอาจกลายเป็น "ฉบับฟอกเขียว" ที่ดูดีแต่ไม่ได้ผลจริง พวกเขาขอให้สภาและกรรมาธิการทำหน้าที่ตัวแทนประชาชน ดันกฎหมายที่มีประสิทธิภาพแท้ๆ

ภาคประชาชนยื่นหนังสือ พิมพ์ภัทรา รับ พ.ร.บ.อากาศสะอาด

ประชาชนเรียกร้องอะไรบ้างใน พ.ร.บ.อากาศสะอาด

  • แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่ดับไฟปลายเหตุ
  • บังคับใช้ทันที ไม่มีช่องโหว่ล่าช้า
  • มีกลไกตรวจสอบและลงโทษที่ชัดเจน
  • สนับสนุนประชาชนและเกษตรกรเปลี่ยนพฤติกรรม
ตัวแทนภาคประชาชนหารือ พิมพ์ภัทรา รับหนังสือ พ.ร.บ.อากาศสะอาด

ท่าทีรัฐบาลหลัง พิมพ์ภัทรา รับหนังสือ พ.ร.บ.อากาศสะอาด

นางสาวพิมพ์ภัทรา รับเรื่องทันทีและยืนยันว่ารัฐบาลภายใต้นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้ความสำคัญสูงสุด โดยนายกรัฐมนตรีประกาศชัดว่า "อากาศสะอาดคือสิทธิขั้นพื้นฐาน" และผลักดัน พ.ร.บ.นี้เป็นวาระเร่งด่วน รัฐบาลสนับสนุนร่างที่ค้างอยู่ ไม่เริ่มนับหนึ่งใหม่ เพื่อความต่อเนื่อง โดยเฉพาะปีนี้ที่ฝุ่น PM2.5 รุนแรงมาก

แนวทางหลักคือตั้ง "คณะกรรมการนโยบายอากาศสะอาด" มีนายกฯ เป็นประธาน สั่งการข้ามกระทรวงได้จริง จัดการเผาในที่โล่งและอุตสาหกรรม มีมาตรการเศรษฐกิจ เช่น ให้ incentives เกษตรกร อย่างเครื่องจักรกลเกษตร ส่งเสริมเกษตรสีเขียว ลดต้นทุนไปในตัว พรรคร่วมรัฐบาลเห็นพ้องกัน แต่เน้นต่างกระทรวง เช่น จัดการมลพิษข้ามแดนผ่าน ASEAN ใช้การค้าที่ยั่งยืนเป็นเครื่องมือ และเร่งพลังงานหมุนเวียนอย่างโซลาร์ในเกษตรและขนส่ง

พิมพ์ภัทรา ชี้แจงหลังรับหนังสือภาคประชาชน พ.ร.บ.อากาศสะอาด

นอกจากนี้ ยังสมดุลระหว่างบังคับใช้กฎหมายเข้มงวด กับช่วยเหลือเยียวยาผู้กระทบ ล่าสุดวันที่ 29 เม.ย. นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ พบนายกลาว เพื่อยกระดับความร่วมมือหมอกควันข้ามแดน ใช้เทคโนโลยีตรวจสอบ MOU ใหม่ และสนับสนุนผ่านธนาคารสีเขียว สุดยอดเลยใช่มั้ยครับ

ในมุมมองผมนะ กฎหมาย พ.ร.บ.อากาศสะอาด ถ้าผ่านและใช้ได้จริง จะเป็นจุดเปลี่ยนใหญ่ ช่วยให้เราหายใจโล่งอก ลดวันหยุดเรียน หยุดงานจากฝุ่นได้เยอะ คุณภาพชีวิตดีขึ้นแน่นอน แต่ต้องติดตามต่อว่าการพิจารณาจะเป็นยังไง ภาคประชาชนยังมีบทบาทสำคัญ ลุ้นกันต่อไปครับ!

คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้ ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ เพื่อกดดันให้เกิดอากาศสะอาดเร็วๆ นะครับ

ที่มา – “พิมพ์ภัทรา” รับหนังสือภาคประชาชน ร้องดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่ใช้ได้จริง

สส.ปชน. จี้ดับวิกฤตไฟไหม้บ่อขยะภูเก็ตด่วน!

ไฟไหม้บ่อขยะภูเก็ต กลายเป็นวิกฤตใหญ่ที่ไม่มีทีท่าว่าจะจบง่ายๆ ล่าสุด สส.พรรคประชาชนอย่าง “สมชาติ เตชถาวรเจริญ” สส.ภูเก็ต เขต 1 และ “พูนศักดิ์ จันทร์จำปี” สส.บัญชีรายชื่อ ออกมาแถลงข่าวจี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เพราะถ้าปล่อยไว้ สุขภาพประชาชนจะโดนกระทบหนักแน่นอน

ไฟไหม้บ่อขยะภูเก็ต

ไฟไหม้บ่อขยะภูเก็ต: สาเหตุและความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่

เหตุการณ์ไฟไหม้บ่อขยะภูเก็ตเกิดขึ้นช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ลุกลามครอบคลุมบ่อขยะทั้ง 5 บ่อในพื้นที่ ขยะสะสมกว่า 1 ล้านตัน บวกกับก๊าซมีเทนที่หมักหมมใต้ดิน ทำให้เพลิงลุกโหมง่ายมาก สมชาติเล่าว่าปีที่แล้วก็เกิดเหตุซ้ำรอย แต่หน่วยงานอย่างกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เทศบาลนครภูเก็ต และ ปภ. ยังไม่มีเทคโนโลยีโดรนอินฟราเรดตรวจจับความร้อนเลย มีแต่คำว่า “กำลังจัดซื้อ” เท่านั้นเอง

นี่ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะภูเก็ตนะครับ ปัญหาไฟไหม้บ่อขยะเกิดขึ้นทั่วประเทศ ปีละกว่า 150 ครั้ง 6 เดือนแรกปีนี้ก็ยังไม่ลด ล่าสุดลามไปหาดใหญ่ด้วย มีบ่อขยะเสี่ยงสูงกว่า 2,000 แห่งแบบเทกอง ไม่มีระบบจัดการที่ดี

ไฟไหม้บ่อขยะภูเก็ต สส.ตรวจพื้นที่

ผลกระทบรุนแรงจากไฟไหม้บ่อขยะภูเก็ต

พูนศักดิ์เตือนชัดว่าผลเสียไม่ใช่แค่ควันไฟ แต่ร้ายแรงกว่านั้น ลองดูรายการผลกระทบหลักๆ:

  • PM2.5 พุ่งสูง: ควันพิษจากขยะเผาไหม้ ทำให้อากาศแย่ลง สูดเข้าไปเสี่ยงโรคทางเดินหายใจ
  • สารก่อมะเร็ง: โลหะหนักและสารเคมีระเหยสู่บรรยากาศ ประชาชนบริเวณใกล้เคียงเสี่ยงมะเร็งระยะยาว
  • น้ำเสียปนเปื้อน: น้ำที่ใช้ดับไฟผสมสารพิษ ไหลรั่วสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ กระทบระบบนิเวศและน้ำดื่ม
  • ภาพลักษณ์ท่องเที่ยว: ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก ถ้าปัญหายังค้างคา นักท่องเที่ยวหนีหมด

ปัญหานี้เรื้อรังมานาน 20-30 ปี เพราะกฎหมายบังคับใช้หละหลวม รัฐบาลหลายชุดไม่จริงจัง ขาดมาตรการเยียวยาน้ำเสียและจัดการขยะที่ชัดเจน

ผลกระทบไฟไหม้บ่อขยะภูเก็ต

แนวทางแก้ไขวิกฤตไฟไหม้บ่อขยะภูเก็ต

สส.ทั้งสองเรียกร้องให้รัฐบาลยกระดับเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นวาระด่วน กำหนดกรอบเวลาแก้บ่อขยะเสี่ยง 2,000 แห่งทั่วประเทศ เทคโนโลยีมีพร้อม เช่น โดรนตรวจความร้อน ระบบกำจัดก๊าซมีเทน หรือโรงไฟฟ้าขยะ แต่ที่ขาดคือความมุ่งมั่นทางการเมือง

ในมุมผมคิดว่าปัญหานี้แก้ได้ถ้ารัฐบาลจริงจัง เริ่มจากลงทุนเทคโนโลยีเชิงรุก จัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง ส่งเสริมการแยกขยะรีไซเคิล และบังคับใช้กฎหมายเข้มงวด ประชาชนเราก็ช่วยได้ โดยไม่ทิ้งขยะลักลอบ

สุดท้าย ถ้าปล่อยปัญหาไฟไหม้บ่อขยะภูเก็ตไว้นานกว่านี้ สุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อมจะพังไม่เป็นท่าอย่างแน่นอน คุณคิดว่ารัฐบาลควรทำอะไรก่อน ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ จะได้ช่วยกันกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง!

ที่มา – สส.ปชน. จี้รัฐบาลเร่งดับวิกฤตไฟไหม้บ่อขยะภูเก็ต เตือนปล่อยไว้กระทบสุขภาพประชาชนรุนแรง

“ยศชนัน” ย้ำ อว. หนุนแก้ PM2.5 ช่วยคนหน้างาน

ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 กลับมาทำให้ชาวไทย โดยเฉพาะในภาคเหนือต้องเผชิญอีกครั้ง ท่ามกลางวิกฤตนี้ “ยศชนัน” ย้ำ อว. หนุนแก้ PM2.5 พร้อมช่วยคนหน้างาน หากขาดแคลนอุปกรณ์ ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่นิ่งนอนใจ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมลงมือช่วยเหลือทันที

“ยศชนัน” ย้ำ อว. หนุนแก้ PM2.5 พร้อมช่วยคนหน้างาน หากขาดแคลนอุปกรณ์

เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 21 เมษายน 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้กล่าวย้ำถึงมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ว่า ไม่จำเป็นต้องรอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะมีการสื่อสารกันอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้รัฐมนตรีแต่ละคนทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ในฐานะรองนายกฯ ที่ดูแลภาคเหนือ นายยศชนันมีเครือข่ายที่พร้อมประสานงาน หากพื้นที่ใดขาดแคลนสิ่งของหรืออุปกรณ์ สามารถแจ้งมาได้ทันที

กระทรวง อว. กำลังดำเนินการในขอบเขตกํบประมาณที่มี โดยเน้นให้องค์ความรู้เพื่อให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่สามารถจัดการปัญหาได้ด้วยตนเอง เช่น สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NARIT ได้โพสต์แนวทางการสร้างอุปกรณ์ตรวจวัดและป้องกันฝุ่น PM2.5 ด้วยวัสดุใกล้ตัว เมื่อวานนี้ (20 เม.ย.) นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องยังลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่เพื่อติดตามสถานการณ์ด้วย

“ยศชนัน” ย้ำ อว. หนุนแก้ PM2.5 ในทุกพื้นที่

ปัญหาฝุ่น PM2.5 ไม่ได้จำกัดแค่เชียงใหม่เท่านั้น แต่ครอบคลุมพื้นที่อย่างแม่ฮ่องสอน น่าน แพร่ พะเยา และแม้แต่ภาคกลาง นายยศชนันยืนยันว่า อว. จะช่วยเหลือทุกคนที่ได้รับผลกระทบ การลงพื้นที่ของท่านไม่ใช่แค่ตรวจสอบ แต่ยังเพื่อให้กำลังใจอาสาสมัครและเจ้าหน้าที่หน้างาน ซึ่งมีวอร์รูมติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์อยู่แล้ว

PM2.5 คืออนุภาคฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน สามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรง ก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจ หัวใจ และมะเร็งปอด การแก้ปัญหาต้องจัดการทั้งแหล่งกำเนิดในประเทศ เช่น การเผาในที่โล่ง และฝุ่นข้ามแดน โดย อว. ช่วยวิเคราะห์ที่มาของฝุ่นผ่านเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์

  • พื้นที่หลักที่ได้รับผลกระทบ: เชียงใหม่, แม่ฮ่องสอน, น่าน, แพร่, พะเยา, ภาคกลางบางจังหวัด
  • มาตรการจาก อว.: ให้ความรู้ DIY อุปกรณ์ตรวจวัด, ประสานงบช่วยเหลือ, วิเคราะห์ข้อมูลฝุ่น
  • การประสานงาน: เครือข่ายภาคเหนือ, วอร์รูมติดตาม, ให้กำลังใจอาสาสมัคร
  • ความร่วมมือต่างประเทศ: วิเคราะห์ฝุ่นชายแดน, ประสานหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง

นายยศชนันยังชี้ว่า บางพื้นที่ฝุ่นมาจากการเผาข้ามแดนจริง แต่หลายพื้นที่สามารถบริหารจัดการได้ภายในประเทศ และหน่วยงานที่รับผิดชอบหลักได้เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว อว. จึงเน้นบทบาทสนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม เพื่อให้การแก้ปัญหายั่งยืน

นอกจากนี้ อว. ยังส่งเสริมการวิจัยเครื่องกรองอากาศราคาถูก และแอปพลิเคชันตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ ซึ่งช่วยให้ประชาชนตัดสินใจได้ว่าจะออกนอกบ้านหรือไม่ สิ่งเหล่านี้แสดงถึงการบูรณาการระหว่างรัฐบาล วิทยาศาสตร์ และชุมชน

ในมุมมองของผู้เขียน การที่ “ยศชนัน” ย้ำ อว. หนุนแก้ PM2.5 แบบนี้ เป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ประชาชนมั่นใจมากขึ้น แต่ต้องเร่งรัดให้เกิดผลจริงบนพื้นดิน หากคุณกำลังเผชิญฝุ่น PM2.5 ลองแวะมาอ่านวิธีป้องกันเพิ่มเติมในบล็อกของเรา หรือแชร์ประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์เพื่อแลกเปลี่ยนไอเดียกันนะครับ สนับสนุนให้ทุกคนช่วยกันลดฝุ่นเพื่ออากาศที่สะอาดยิ่งขึ้น!

ที่มา – “ยศชนัน” ย้ำ อว. หนุนแก้ PM2.5 พร้อมช่วยคนหน้างาน หากขาดแคลนอุปกรณ์

นายกฯ สั่งเข้มแก้ PM2.5 ภาคเหนือ ลั่นไฟป่าเสียโอกาส

นายกฯ สั่งเข้มแก้ PM2.5 ภาคเหนือ ลั่นปัญหาไฟป่า-หมอกควัน ทำพื้นที่เสียโอกาส เป็นข่าวร้อนที่ทุกคนในภาคเหนือกำลังจับตามอง โดยเฉพาะช่วงฤดูแล้งที่ฝุ่น PM2.5 พุ่งสูงจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจอย่างหนัก นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เดินทางลงพื้นที่เชียงใหม่เพื่อเป็นประธานประชุมติดตามสถานการณ์ไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 โดยมีนายสุชาติ ชุมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้การต้อนรับ

นายกฯ สั่งเข้มแก้ PM2.5 ภาคเหนือ ลั่นปัญหาไฟป่า-หมอกควัน ทำพื้นที่เสียโอกาส

การประชุมจัดขึ้นเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2567 ที่อาคารยอดทัพ กองพลทหารราบที่ 7 อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดภาคเหนือตอนบน หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างคับคั่ง นายอนุทิน เน้นย้ำว่าปัญหา PM2.5 ไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพ แต่ยังทำให้ภาคเหนือเสียโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาล เช่น การท่องเที่ยวที่ต้องหยุดชะงัก เกษตรกรไม่สามารถขายผลผลิตได้เต็มที่ และประชาชนขาดรายได้

สาเหตุหลักของปัญหา PM2.5 ในภาคเหนือ

จากที่นายอนุทินวิเคราะห์ ปัจจัยหลักมาจาก 3 ส่วน คือ การเผาในประเทศ การเผาแปลงจากประเทศเพื่อนบ้าน และสภาพอากาศที่เป็นลมอ่อนความกดอากาศสูง ซึ่งเราสามารถควบคุมได้ 2 อย่างแรก โดยต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้เผาไหม้ในพื้นที่ ขณะที่การเผาข้ามพรมแดนต้องใช้มาตรการทางการทูตเพื่อกดดันให้ประเทศเพื่อนบ้านตระหนักถึงผลกระทบต่อความสัมพันธ์

นอกจากนี้ นายอนุทินยังสั่งให้เตรียมรับมือภัยแล้งและน้ำท่วมในฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง โดยถอดบทเรียนจากปีก่อนเพื่อลดความเสียหายทั้งต่อประชาชนและระบบเศรษฐกิจ

  • มาตรการป้องกันไฟป่า: เพิ่มการลาดตระเวน กวดขันกฎหมาย และใช้เทคโนโลยีดาวเทียมตรวจจับจุดความร้อน
  • ลดฝุ่น PM2.5: ส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน ห้ามเผาเศษวัสดุทางการเกษตร และแจกจ่ายหน้ากากอนามัย
  • บูรณาการหน่วยงาน: รัฐบาลกลาง-ท้องถิ่น-เอกชน ร่วมมือกันสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว
  • ดูแลสุขภาพ: เปิดคลินิกเฉพาะทาง รีบแจ้งเตือนคุณภาพอากาศ และติดตามผลกระทบระยะยาว

นายอนุทิน ย้ำชัดว่าปัญหานี้ทำให้ภาคเหนือตอนบนเสียโอกาสในการสร้างรายได้มหาศาล หากปล่อยไว้จะนำไปสู่ความยากจนและขาดความเชื่อมั่นจากภายนอก เขาจึงเรียกร้องให้ทุกหน่วยงานทุ่มเท บูรณาการทั้งภาพรวมและเจาะจง เพื่อผลลัพธ์ที่รวดเร็วและยั่งยืน พร้อมรับฟังข้อเสนอและสนับสนุนเต็มที่

ในมุมมองของผู้เขียน ปัญหาไฟป่าและหมอกควันไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ปีนี้รัฐบาลดูจริงจังมากขึ้น หากทำได้ตามที่สั่ง จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจภาคเหนือได้แน่นอน โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่เป็นจุดขายหลัก

คุณล่ะคิดอย่างไรกับมาตรการนี้? มีไอเดียแก้ PM2.5 เพิ่มเติมไหม คอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนกันเถอะ และอย่าลืมแชร์เพื่อสร้างความตระหนัก!

ที่มา – นายกฯ สั่งเข้มแก้ PM2.5 ภาคเหนือ ลั่นปัญหาไฟป่า-หมอกควัน ทำพื้นที่เสียโอกาส

นายกฯ รูดซิปปากเลี่ยงตอบสื่อ ถามปม PM2.5 บอก ขอไปเชียงใหม่ก่อน

นายกฯ รูดซิปปากเลี่ยงตอบสื่อ ถามปม PM2.5 บอก ขอไปเชียงใหม่ก่อน เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสนใจในหมู่ประชาชนและสื่อมวลชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 กำลังรุนแรงในภาคเหนือของประเทศไทย วันที่ 20 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางมาเป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ที่เมืองทองธานี

นายกฯ รูดซิปปากเลี่ยงตอบสื่อ ถามปม PM2.5 บอก ขอไปเชียงใหม่ก่อน

เมื่อนายกรัฐมนตรีเดินทางมาถึงงานประชุม สื่อมวลชนที่ดักรอสัมภาษณ์ต่างพากันถามถึงปัญหา PM2.5 ที่กำลังเป็นวิกฤตในภาคเหนือ แต่ท่านนายกฯ กลับทำท่ารูดซิปปากอย่างขำๆ ก่อนตอบสั้นๆ ว่า “เดี๋ยวไปเชียงใหม่ก่อน” การกระทำนี้สะท้อนถึงสไตล์การสื่อสารที่ตรงไปตรงมาและเน้นการลงพื้นที่แก้ปัญหาจริงมากกว่าการให้สัมภาษณ์ยาวเหยียด

กำหนดการลงพื้นที่เชียงใหม่แก้ปัญหา PM2.5

หลังจากนั้นในช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการบินตรงไปยังจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน โดยมีกิจกรรมสำคัญดังนี้:

  • เวลา 13.30 น. เป็นประธานประชุมติดตามสถานการณ์ พร้อมมอบนโยบายและข้อสั่งการแก้ไขปัญหาไฟป่าและ PM2.5 ณ หอประชุมอาคารยอดทัพ กองพลทหารราบที่ 7 ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
  • เวลา 15.30 น. ลงพื้นที่ติดตามภารกิจดับไฟป่า ณ วัดพระธาตุดอยสะเก็ด ตรวจการดำเนินงานตามแนวคิด “ป่าเปียก (Wet Fire Break)” ซึ่งเป็นการสร้างแนวกันไฟด้วยความชื้น และติดตามการใช้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับขนาดใหญ่ (LAI) เพื่อสำรวจและดับไฟป่า

ปัญหา PM2.5 ในภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงใหม่ เป็นภัยคุกคามสุขภาพที่เกิดจากไฟป่า การเผาในที่โล่ง และมลพิษข้ามพรมแดน ส่งผลให้ค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนต้องสวมหน้ากากอนามัยและเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง รัฐบาลจึงเร่งรัดมาตรการต่างๆ เช่น การควบคุมการเผา การใช้โดรนดับไฟ และส่งทีมแพทย์ช่วยเหลือผู้ป่วยทางเดินหายใจ

การที่นายกฯ เลือกไปเชียงใหม่ก่อน แสดงถึงความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาที่ต้นตอ แทนการตอบคำถามสื่อเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ ยังมีแผนส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีทันสมัย เช่น โดรน LAI ที่สามารถสำรวจพื้นที่ยากเข้าถึงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดความเสี่ยงให้เจ้าหน้าที่ดับไฟ

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การแก้ PM2.5 ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรที่ลดการเผาไหม้ฟาง ชาวบ้านที่ช่วยเฝ้าระวังไฟป่า และหน่วยงานรัฐที่บังคับใช้กฎหมายเข้มงวด นโยบายจากนายกรัฐมนตรีครั้งนี้คาดว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

สำหรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง แนะนำให้ติดตามแอปพลิเคชันตรวจวัดคุณภาพอากาศ เช่น AirVisual หรือเว็บไซต์กรมควบคุมมลพิษ และเตรียมหน้ากาก N95 ไว้ใช้ สวมเสื้อผ้าปิดมิดชิด และดื่มน้ำมากๆ เพื่อลดผลกระทบจากฝุ่น

สุดท้ายนี้ การลงพื้นที่ของนายกฯ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่าปัญหา PM2.5 จะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ลองติดตามผลการประชุมและนโยบายใหม่ๆ ที่จะออกมา คุณคิดว่านโยบายเหล่านี้จะช่วยลด PM2.5 ได้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – นายกฯ รูดซิปปากเลี่ยงตอบสื่อ ถามปม PM2.5 บอก ขอไปเชียงใหม่ก่อน

“ภัทรพงษ์” ชี้ฝุ่น PM2.5 หนักเหนือ-อีสาน จี้ พ.ร.บ.อากาศสะอาด

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องปัญหาที่กำลังรุนแรงมากในบ้านเรา นั่นคือฝุ่นพิษ PM2.5 ที่กำลังครอบคลุมภาคเหนือและอีสานตอนบน “‘ภัทรพงษ์’ ชี้ฝุ่น PM2.5 ยังหนักภาคเหนือ-อีสานตอนบน จี้นำร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด กลับมาพิจารณาด่วน” นี่คือข้อความที่นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน โพสต์เตือนผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แล้วนะครับ เพราะตอนนี้ค่าฝุ่นทะลุเกณฑ์ภัยพิบัติหลายพื้นที่ รัฐบาลต้องขยับตัวด่วน!

“ภัทรพงษ์” ชี้ฝุ่น PM2.5 ยังหนักภาคเหนือ-อีสานตอนบน จี้นำร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด กลับมาพิจารณาด่วน

จากที่ ‘ภัทรพงษ์’ ชี้ฝุ่น PM2.5 ยังหนักภาคเหนือ-อีสานตอนบน จี้นำร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด กลับมาพิจารณาด่วน เราจะเห็นว่าปัญหาไม่ได้จำกัดแค่ภาคเหนืออย่างเดียว แต่ขยายไปถึงอีสานตอนบนแล้ว จังหวัดอย่างนครพนม เลย หนองคาย และบึงกาฬ ตอนนี้เจอฝุ่นหนักหน่วง ทะลุมาตรฐานทั้งนั้น รัฐบาลกลับนิ่งเฉย เหมือนหมอที่เอาแต่จ่ายยาแก้ปวด ทั้งที่ต้องผ่าตัดรักษาต้นตอซะที

สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือและอีสานตอนบน

เพื่อให้เห็นภาพชัด ‘ภัทรพงษ์’ ใช้ Google Earth Engine ดึงข้อมูลจากดาวเทียม Sentinel-5P แสดงควันและฝุ่นละอองเป็นสีดำ และ Hotspot จาก NASA เป็นสีแดง ข้อมูลวันที่ 8-16 เมษายน 2569 ชี้ให้เห็นควันสะสมหนาแน่นในภาคเหนือและอีสานตอนบน โดยเฉพาะจุดเผาไหม้ในลาวที่ลมพัดมาทับไทย ทำให้จังหวัดติดแม่น้ำโขงอย่างหนองคาย บึงกาฬ อ่วมหนัก พรรคประชาชนเตือนไว้แล้ว แต่รัฐบาลละเลย จนวันนี้ประชาชนเสี่ยงสุขภาพระยะยาว

ฝุ่น PM2.5 คืออะไร และอันตรายยังไง?

ฝุ่น PM2.5 คืออนุภาคขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน สามารถเข้าสู่ปอดและกระแสเลือดได้ สาเหตุหลักมาจากการเผาในที่โล่ง การเกษตรเผาไร่ การเผาป่า และมลพิษข้ามพรมแดน ผลกระทบต่อสุขภาพรุนแรงมากครับ

  • ระคายเคืองตา จมูก คอ
  • โรคทางเดินหายใจ หอบหืดกำเริบ
  • โรคหัวใจและหลอดเลือด
  • มะเร็งปอด โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และคนกลุ่มเปราะบาง

ถ้าสูดดมต่อเนื่อง อาจไม่เห็นผลทันที แต่สะสมนานๆ เสี่ยงตายก่อนวัยอันควรได้เลย

วิธีป้องกันฝุ่น PM2.5 ในชีวิตประจำวัน

ระหว่างรอรัฐบาลแก้ปัญหา เราต้องปกป้องตัวเองก่อนนะครับ นี่คือเคล็ดลับง่ายๆ

  • สวมหน้ากากอนามัย N95 หรือสูงกว่า กรองฝุ่นได้ดี
  • อยู่แต่ในห้อง ปิดประตูหน้าต่าง ใช้เครื่องฟอกอากาศ HEPA
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งช่วงเช้าและเย็น
  • ดื่มน้ำเยอะ ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ
  • สำหรับกลุ่มเสี่ยง ติดตั้งห้อง Positive Pressure Room หรือมุ้งกันฝุ่น

‘ภัทรพงษ์’ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการต้นตอ เช่น ดับไฟป่า เร่งติดตั้งห้องปลอดฝุ่นให้ประชาชน และใช้งบด่วนช่วยเหลือ เพราะชีวิตคนสำคัญที่สุด

สุดท้าย พรรคประชาชนย้ำว่าร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ต้องกลับมาพิจารณาด่วน กฎหมายนี้จะช่วยกำหนดมาตรฐานอากาศ บังคับรับมือปัญหาอย่างเป็นระบบ ถ้ารัฐบาลใส่ใจจริง ไม่ควรปล่อยให้ลากยาวแบบนี้

คุณล่ะครับ คิดว่าปัญหาฝุ่น PM2.5 ควรแก้ยังไง? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ หรือแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้รัฐบาลขยับตัว มาช่วยกันปกป้องอากาศสะอาดให้ลูกหลานกันเถอะ!

ที่มา – “ภัทรพงษ์” ชี้ฝุ่น PM2.5 ยังหนักภาคเหนือ-อีสานตอนบน จี้นำร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด กลับมาพิจารณาด่วน

Scroll to top