สุขภาพประชาชน

“วัชระพล” รมช.เกษตรฯ ประสานกรมฝนหลวงรับมือไฟป่า “พานพร้าวแก้งไก่”

“วัชระพล” รมช.เกษตรฯ ประสานกรมฝนหลวงรับมือไฟป่า “พานพร้าวแก้งไก่” เป็นข่าวที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงฤดูแล้งที่ร้อนระอุ โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติพานพร้าวแก้งไก่ ซึ่งครอบคลุมอำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย อำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี และอำเภอปากชม จังหวัดเลย สถานการณ์ไฟป่ายังคงน่าเป็นห่วง แม้เจ้าหน้าที่จะทำงานอย่างหนักเพื่อควบคุม

“วัชระพล” รมช.เกษตรฯ ประสานกรมฝนหลวงรับมือไฟป่า “พานพร้าวแก้งไก่”

วันที่ 13 เมษายน 2569 นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ไฟป่าด้วยตนเอง หลังจากเกิดเหตุตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน โดยร่วมกับจังหวัดอุดรธานี ประเมินความเสียหายและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอย่างสุดกำลัง แม้ไฟจะไม่ลุกลามแบบโหมกระหน่ำแล้ว แต่ยังมีกลุ่มควันหลายจุดที่พร้อมปะทุได้ทุกเมื่อ ทำให้ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ภาพสถานการณ์ไฟป่าพานพร้าวแก้งไก่

ช่วงเช้าวันที่ 13 เมษายน สถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย นายวัชระพลจึงรีบประสานงานกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตร โดยสั่งเคลื่อนย้ายเฮลิคอปเตอร์มาช่วยดับไฟทันทีที่เครื่องบินมาถึง สภาพอากาศร้อนจัดในช่วงนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่ทำให้ไฟป่าเกิดขึ้นง่าย ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต่างขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่ทำงานเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนเดินทางท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ได้อย่างปลอดภัย

นายวัชระพล ลงพื้นที่ตรวจไฟป่า

ผลกระทบจากไฟป่า “พานพร้าวแก้งไก่” และมาตรการรับมือ

ไฟป่าที่พานพร้าวแก้งไก่ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ป่าไม้เท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดหมอกควันที่กระทบสุขภาพประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง ลมแรงและความแห้งแล้งยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้าย นายวัชระพลเน้นย้ำถึงการสร้างแนวไฟป้องกันเพื่อสกัดไม่ให้ไฟลุกลาม และการใช้เทคโนโลยีจากกรมฝนหลวงในการ诱ฝนเทียมเพื่อช่วยดับไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • ลงพื้นที่ประเมินสถานการณ์และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่
  • ประสานเฮลิคอปเตอร์จากกรมฝนหลวงมาช่วยดับไฟ
  • เฝ้าระวังกลุ่มควันที่อาจปะทุใหม่
  • สร้างแนวป้องกันไฟเพื่อป้องกันการขยายวง

เฮลิคอปเตอร์กรมฝนหลวงเตรียมช่วยดับไฟ

นอกจากนี้ ยังมีการวางแผนระยะยาวเพื่อป้องกันไฟป่าในอนาคต เช่น การรณรงค์ให้เกษตรกรเลิกเผาเพื่อเตรียมดิน การปลูกต้นไม้ทนไฟ และการใช้โดรนตรวจจับจุดความร้อนล่วงหน้า ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ไฟป่าเกิดบ่อยขึ้น ดังนั้นความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจึงสำคัญยิ่ง

บทเรียนจากเหตุไฟป่าและคำแนะนำป้องกัน

จากประสบการณ์ครั้งนี้ “วัชระพล” รมช.เกษตรฯ ประสานกรมฝนหลวงรับมือไฟป่า “พานพร้าวแก้งไก่” ได้แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วในการตอบสนองของรัฐบาล บทเรียนสำคัญคือต้องเตรียมพร้อมตลอดฤดูแล้ง โดยประชาชนสามารถช่วยได้ด้วยการไม่ทิ้งก้นบุหรี่ขณะเดินป่า หลีกเลี่ยงการจุดไฟในที่โล่ง และแจ้งเบาะแสทันทีหากพบไฟป่า

สถานการณ์ไฟป่าไม่เพียงทำลายทรัพยากรธรรมชาติ แต่ยังคุกคามชีวิตและทรัพย์สิน การมีหน่วยงานอย่างกรมฝนหลวงที่พร้อมช่วยเหลือจึงเป็นข่าวดีสำหรับทุกคน ในช่วงสงกรานต์นี้ ขอให้ทุกท่านเดินทางปลอดภัยและช่วยกันอนุรักษ์ป่าไม้

สุดท้ายนี้ การเฝ้าระวังและป้องกันคือกุญแจสำคัญในการรับมือภัยพิบัติจากธรรมชาติ หากคุณมีข้อมูลเพิ่มเติมหรืออยากแบ่งปันประสบการณ์ สามารถคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย หรือติดตามข่าวอัปเดตสถานการณ์ไฟป่าเพื่อความปลอดภัยของทุกคน

ที่มา – “วัชระพล” รมช.เกษตรฯ ประสานกรมฝนหลวงรับมือไฟป่า “พานพร้าวแก้งไก่”

“ภัทรพงษ์” ซัดรัฐบาล PM2.5 ไฟป่า ล้มเหลว

“ภัทรพงษ์” ซัดรัฐบาล PM2.5 ไฟป่า ล้มเหลว กลายเป็นประเด็นร้อนในรัฐสภา เมื่อนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ส.ส.เขต 8 เชียงใหม่ พรรคประชาชน อภิปรายต่อหน้าคณะรัฐมนตรีอย่างดุเดือด วันที่ 10 เมษายน 2569 ในวาระแถลงนโยบายตามมาตรา 162 รัฐธรรมนูญ เขาชี้ว่ารัฐบาลขาดความสามารถในการจัดการภัยพิบัติ โดยเฉพาะฝุ่นพิษ PM2.5 และไฟป่าที่กำลังระบาดหนักในภาคเหนือ ประชาชนต้องเผชิญอากาศเป็นพิษ สุขภาพทรุดโทรม แต่รัฐบาลกลับนิ่งเฉย

ฝุ่น PM2.5 คืออนุภาคขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน ที่ลอยกระจายในอากาศ สามารถเข้าสู่ปอดและกระแสเลือดได้ง่าย ก่อให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ หัวใจวาย มะเร็งปอด โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ ในภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ ค่าฝุ่นพุ่งทะลุ 500 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สูงกว่ามาตรฐาน WHO กว่า 10 เท่า ไฟป่าเป็นต้นตอหลัก รัฐบาลถูกวิจารณ์หนักว่าทำงานไม่เป็น ไม่เตรียมงบ ไม่ปรับแผน

“ภัทรพงษ์” ซัดรัฐบาล PM2.5 ไฟป่า ล้มเหลว

“ภัทรพงษ์” ซัดรัฐบาล PM2.5 ไฟป่า ล้มเหลว โดยยกตัวอย่างชัดเจนว่ารัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ขาดภาวะผู้นำ ตั้งนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีทรัพยากรฯ มาดูแลสิ่งแวดล้อมทั้งที่เคยล้มเหลวมาก่อน เมื่อกันยายน 2568 เขาเตือนแล้วว่าจะจัดการมลพิษให้เสร็จใน 4 เดือน แต่จนถึงวันนี้ ฝุ่นยังหนักหน่วง ประชาชนภาคเหนือต้องสวมหน้ากากทุกวัน

ประเด็นหลักที่ “ภัทรพงษ์” วิจารณ์รัฐบาล

  • งบประมาณไม่พอ: งบปี 2569 จากรัฐบาลชุดก่อนแทบไม่มีสำหรับไฟป่า เขาเสนอใช้เงินงบกลาง ปลดล็อกสเปกท้องถิ่น แต่สุชาติไม่ทำ จนไฟป่าลุกลาม อ้างไม่มีงบแม้บาทเดียว
  • เขตควบคุมมลพิษไม่ครบ: เสนอขยายจาก 4 เป็น 9 จังหวัดภาคเหนือ แต่ไม่ดำเนินการ 9 จังหวัดนั้นค่าฝุ่นเกินเกณฑ์ภัยพิบัติตั้งแต่ 28 มี.ค. เชียงใหม่ขอ 310 ล้าน แต่ไม่อนุมัติ สุชาติยังอ้างกลัวกระทบท่องเที่ยว
  • ค่าตอบแทนดับเพลิงต่ำ: แค่ 240 บาท/วัน เจ้าหน้าที่เสี่ยงตาย 7 วันเสียชีวิต 4 ราย ในเชียงใหม่ แพร่ อุดรธานี
  • มลพิษข้ามแดน: ไม่จัดการข้าวโพดเผา เหมืองเพื่อนบ้านก่อน้ำเสีย ปนเปื้อนสารหนู แคดเมียม ในอาหาร
  • ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด: ถูกขวางด้วยเหตุผลเพิ่มต้นทุนอุตสาหกรรม ขัดหลัก OECD ที่รัฐบาลอยากเข้าร่วม

นายภัทรพงษ์ ย้ำว่ารัฐบาลไม่กล้าตัดสินใจ ผลักภาระให้ท้องถิ่น อนุทินไม่เคยบัญชาการเด็ดขาด รองนายกฯ ศุภจี ยังพูดว่าไม่คาดหวังนักท่องเที่ยวเหนือ 365 วัน แต่ลืมว่าประชาชนเหนืออยู่ที่นี่ทุกวัน ไม่มีเงินหนีฝุ่นได้ รัฐบาลต้องปรับวิธีคิดด่วน

ปัญหาฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่แค่ฤดูเดียว แต่กระทบเศรษฐกิจ สุขภาพ การท่องเที่ยว รัฐบาลต้องเร่งประกาศเขตภัยพิบัติเต็มรูปแบบ จัดงบจริงจัง ร่วมมือประเทศเพื่อนบ้าน และผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาดตามหลักผู้ก่อมลพิษผู้จ่าย

ในมุมมองของเรา “ภัทรพงษ์” ซัดรัฐบาล PM2.5 ไฟป่า ล้มเหลว นำเสนอข้อเท็จจริงที่ประชาชนภาคเหนือรอคอย รัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบ อย่าปล่อยให้อากาศเป็นพิษกลายเป็นมรดกตกทอด คุณคิดว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหานี้ได้เมื่อไหร่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง!

ที่มา – “ภัทรพงษ์” ซัดรัฐบาลทำงานไม่เป็น จัดการฝุ่นพิษ PM2.5 ไฟป่า ล้มเหลว “อนุทิน” ไม่มีภาวะผู้นำ

ปชน.จี้รัฐบาลแก้วิกฤตฝุ่นภาคเหนือ หลังพุ่งทะลุ 200

ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในภาคเหนือกำลังกลายเป็นวิกฤตรุนแรงที่คุกคามสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะในจังหวัดพิษณุโลกที่ค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) พุ่งทะลุ 200 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในประเทศติดต่อกันหลายวัน สถานการณ์นี้ทำให้ประชาชนเผชิญความเสี่ยงต่อโรคทางเดินหายใจ หอบหืด และปัญหาสุขภาพอื่นๆ ที่รุนแรง

ปชน.จี้รัฐบาลแก้วิกฤตฝุ่นภาคเหนือ หลังพุ่งทะลุ 200 สูงสุดในประเทศ

ปชน.จี้รัฐบาลแก้วิกฤตฝุ่นภาคเหนือ หลังพุ่งทะลุ 200 สูงสุดในประเทศ เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 นายณฐชนน ชนะบูรณาศักดิ์ ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาชน ได้แถลงข่าวเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งรัดออกมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมา พื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะพิษณุโลก มี AQI สูงเกิน 200 นาน 5 วันเต็ม ครองอันดับ 1 ของประเทศ การตอบสนองจากหน่วยงานท้องถิ่นมีเพียงการฉีดพ่นน้ำไม่กี่ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งไม่สามารถลดฝุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สาเหตุหลักของวิกฤตฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือ

ต้นตอของปัญหามาจากไฟป่าที่ลุกลามและการเผาตอซังของเกษตรกรเพื่อเตรียมดินเพาะปลูกก่อนฤดูน้ำหลาก เกษตรกรจำนวนมากขาดความเชื่อมั่นในนโยบายรัฐ ทำให้ต้องพึ่งพาวิธีดั้งเดิมที่ก่อให้เกิดฝุ่นควันหนาแน่น สถานการณ์นี้ไม่เพียงกระทบสุขภาพประชาชน แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและการเกษตรในระยะยาว

เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน พรรคประชาชนเสนอมาตรการชัดเจน ดังนี้

  • เงินสนับสนุน 250 บาทต่อไร่ เพื่อจูงใจเกษตรกรเลิกเผาและหันมาใช้วิธีไถกลบแทน
  • คูปองน้ำมัน สำหรับรถปั่นดินหรือรถตีดิน ช่วยลดต้นทุนและส่งเสริมเทคโนโลยีทางการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • การติดตั้งสถานีตรวจวัดอากาศเพิ่มเติมและระบบเตือนภัยล่วงหน้า
  • รณรงค์สร้างความตระหนักรู้ให้ชุมชนมีส่วนร่วมป้องกันไฟป่า

มาตรการเหล่านี้จะช่วยลดปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากรัฐบาลนำไปปฏิบัติทันที จะบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้ทันสถานการณ์

ผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจากฝุ่นพุ่งทะลุ 200

เมื่อ AQI เกิน 200 ถือเป็นระดับอันตรายมาก ผู้ที่มีอาการป่วยทางเดินหายใจจะมีอาการแย่ลง เด็กเล็กและผู้สูงอายุเสี่ยงสูงสุด ในพิษณุโลกและภาคเหนือตอนล่าง โรงพยาบาลรายงานผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ ฝุ่นยังปนเปื้อนในดินและน้ำ ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง

ปชน.จี้รัฐบาลแก้วิกฤตฝุ่นภาคเหนือ หลังพุ่งทะลุ 200 สูงสุดในประเทศ โดยย้ำว่ารัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณด่วนเพื่อไม่ให้ปัญหาบานปลายในปีต่อๆ ไป การแก้ไขที่ต้นเหตุด้วยการสนับสนุนเกษตรกรคือกุญแจสำคัญ

ในมุมมองของผู้เขียน มาตรการคูปองน้ำมันและเงินช่วยเหลือเป็นแนวทางที่ชาญฉลาด เพราะไม่เพียงหยุดการเผา แต่ยังยกระดับการเกษตรให้ทันสมัย ลดการพึ่งพาวิธีเก่าแก่ที่ทำลายสิ่งแวดล้อม หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่นควันภาคเหนือ ลองแบ่งปันบทความนี้เพื่อกดดันให้รัฐบาลดำเนินการโดยเร็ว สนับสนุนสุขภาพประชาชนด้วยการแสดงความเห็นในโซเชียลมีเดีย!

ที่มา – ปชน.จี้รัฐบาลแก้วิกฤตฝุ่นภาคเหนือ หลังพุ่งทะลุ 200 สูงสุดในประเทศ

แจ้งเตือน! ฝุ่น PM 2.5 มีแนวโน้มสูงขึ้น 11-12 ก.พ.

เพื่อนๆ สบายดีมั้ยครับ วันนี้มีข่าวสำคัญที่รัฐบาลออกมาแจ้งเตือนกันเลยทีเดียว นั่นคือฝุ่น PM 2.5 มีแนวโน้มสูงขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ปริมณฑล และภาคตะวันออก โดยเฉพาะวันที่ 11-12 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ ถ้าคุณอาศัยอยู่ในโซนเหล่านี้ ต้องเตรียมตัวรับมือด่วนเลยนะ เพราะฝุ่นตัวนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

รองโฆษกรัฐบาล นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา ได้เปิดเผยผ่านศูนย์สื่อสารการแก้ไขมลพิษทางอากาศ (ศกพ.) ของกรมควบคุมมลพิษ ว่าสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 มีแนวโน้มสูงขึ้นจากอิทธิพลของลมตะวันออกที่พัดมาจากประเทศเพื่อนบ้าน พัดพาหมอกควันข้ามแดนเข้ามาแบบเต็มๆ แถมยังมีจุดความร้อนในกัมพูชาถึง 4,462 จุด ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดตั้งแต่เริ่มฤดูการเผาไหม้ ส่งผลให้พื้นที่ท้ายลมอย่างกทม. ปริมณฑล ชลบุรี ระยอง สระแก้ว ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา ได้รับผลกระทบหนัก

ฝุ่น PM 2.5 มีแนวโน้มสูงขึ้น สาเหตุหลักจากอะไรบ้าง?

มาดูสาเหตุกันแบบละเอียดเลยครับ สิ่งที่ทำให้ฝุ่น PM 2.5 มีแนวโน้มสูงขึ้นในครั้งนี้ มีปัจจัยหลัก 2 อย่างใหญ่ๆ คือ

  • ลมตะวันออกพัดแรง: ลมจากทางตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะจากกัมพูชาและลาว พัดฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมครอน เข้ามาในไทย ทำให้ค่าฝุ่นพุ่งสูง
  • จุดความร้อนพุ่งสูง: พบจุดฮอตสปอตในกัมพูชาเยอะมาก 4,462 จุด กิจกรรมการเผาในที่โล่ง การเกษตร และป่าไม้ ทำให้ควันลอยข้ามแดนมาเต็มๆ

นอกจากนี้ ในไทยเองก็มีปัจจัยเสริม เช่น การจราจรหนาแน่นในกทม. และการเผาในพื้นที่เกษตร ทำให้สถานการณ์ยิ่งแย่ลง รัฐบาลจึงขอความร่วมมือทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคตะวันออก ให้เข้มงวดควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ ห้ามเผาในที่โล่งเด็ดขาด

พื้นที่เสี่ยงหลักที่ต้องระวัง

พื้นที่ที่ฝุ่น PM 2.5 มีแนวโน้มสูงขึ้นมากที่สุด ได้แก่

  • กรุงเทพมหานครและปริมณฑลทั้งหมด
  • จังหวัดฉะเชิงเทรา สระแก้ว ปราจีนบุรี
  • ภาคตะวันออก เช่น ชลบุรี ระยอง ศรีราชา

ฝุ่น PM 2.5 กระทบสุขภาพยังไง ต้องป้องกันอย่างไร?

ฝุ่น PM 2.5 เป็นตัวร้ายที่เข้าไปสะสมในปอดและกระแสเลือดได้ง่าย ส่งผลให้เกิดโรคทางเดินหายใจ หอบหืด หัวใจวาย โดยเฉพาะเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และคนที่มีโรคประจำตัว กระทรวงสาธารณสุขแนะนำให้

  • งดกิจกรรมกลางแจ้ง โดยเฉพาะช่วงเช้าและเย็น
  • สวมหน้ากาก N95 หรือ KN95 เมื่อต้องออกจากบ้าน
  • ปิดประตูหน้าต่าง เปิดเครื่องฟอกอากาศ
  • ดื่มน้ำมากๆ ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ

วิธีติดตามสถานการณ์ฝุ่นแบบเรียลไทม์

อย่าพึ่งข่าวเก่าๆ นะครับ ติดตามคุณภาพอากาศได้ฟรีที่ Air4Thai.pcd.go.th หรือแอป Air4Thai บนมือถือ จะมีข้อมูลค่าฝุ่นแบบสดๆ แบ่งโซนละเอียด แถมมีสีเตือนแดงเหลืองเขียวชัดเจน ช่วยวางแผนวันได้ดีเลย

ในมุมมองของผม สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นทุกปี แต่ปีนี้ดูรุนแรงเพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ รัฐบาลทำดีแล้วที่แจ้งเตือนล่วงหน้า แต่เราทุกคนต้องช่วยกันลดการใช้รถส่วนตัว 改ใช้ขนส่งสาธารณะ และหยุดเผาขยะ จะช่วยลดฝุ่นได้เยอะ

สุดท้ายนี้ ช่วงฝุ่น PM 2.5 มีแนวโน้มสูงขึ้นแบบนี้ ขอให้เพื่อนๆ ดูแลสุขภาพตัวเองและคนที่รักให้ดี ถ้าคุณมีเคล็ดลับป้องกันฝุ่นเจ๋งๆ ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ หรือกดแชร์บทความนี้ให้คนอื่นรับรู้ด้วย จะได้ช่วยกันผ่านพ้นไปได้!

ที่มา – รัฐบาล แจ้งเตือน กทม.-ปริมณฑล-ภาคตะวันออก ฝุ่น PM 2.5 มีแนวโน้มสูงขึ้น 11-12 ก.พ. นี้

รัฐบาลเตือน! ฝุ่น PM 2.5 พุ่ง 14-16 ม.ค.

รัฐบาลเตือนฝุ่น PM 2.5 พุ่งช่วง 14-16 ม.ค. ปี 2569 ย้ำคุมเข้มแหล่งกำเนิด งดเผา พร้อมพิจารณาขยาย WFH เพื่อลดปริมาณการจราจรและการปล่อยมลพิษในเขตเมือง

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (ศกพ.) กรมควบคุมมลพิษ ได้แจ้งเตือนสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในช่วงวันที่ 14–16 มกราคม 2569 โดยพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงพื้นที่ภาคกลางตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากเกิดสภาวะอากาศปิดใกล้ผิวพื้น ประกอบกับอัตราการระบายอากาศที่ค่อนข้างต่ำ ส่งผลให้ฝุ่นละอองสะสมและไม่สามารถระบายออกจากพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้คาดว่าสถานการณ์จะเริ่มบรรเทาลงหลังวันที่ 16 มกราคมเป็นต้นไป

นางสาวลลิดา ระบุว่า รัฐบาลได้กำชับให้กรมควบคุมมลพิษร่วมกับสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด สื่อสารและประสานหน่วยงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อยกระดับการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ โดยเฉพาะการงดการเผาในช่วงอากาศปิด พร้อมทั้งประสานกรุงเทพมหานครพิจารณายกระดับมาตรการเขตมลพิษต่ำ (Low Emission Zone) รวมถึงการขยายระยะเวลาการทำงานแบบ Work From Home เพื่อลดปริมาณการจราจรและการปล่อยมลพิษในเขตเมือง นอกจากนี้ ยังได้ประสานกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ดำเนินการดัดแปรสภาพอากาศเพื่อทำลายชั้นอุณหภูมิผกผัน (Inversion) เพื่อช่วยบรรเทาสถานการณ์ฝุ่นละออง พร้อมทั้งทำหนังสือถึงเลขาธิการอาเซียน เพื่อขอความร่วมมือประเทศเพื่อนบ้านในกรณีมลพิษข้ามพรมแดนควบคู่กันไป

นางสาวลลิดา กล่าวเพิ่มเติมว่า รายงานคุณภาพอากาศ ณ วันที่ 14 มกราคม 2569 เวลา 12.00 น. พบว่าปริมาณฝุ่น PM2.5 โดยภาพรวมของประเทศปรับตัวสูงขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งบางพื้นที่ของกรุงเทพฯ ได้แก่ เขตบางรัก ปทุมวัน และสาทร มีค่าฝุ่นเกินมาตรฐานอยู่ในระดับสีแดง ขณะที่หลายพื้นที่อยู่ในระดับสีส้ม เริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

ทั้งนี้ ศกพ. ขอความร่วมมือประชาชนติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศก่อนออกจากบ้าน หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงที่ค่าฝุ่นสูง ใช้ระบบขนส่งสาธารณะเพื่อลดการจราจร และหากมีความจำเป็นต้องออกนอกบ้าน ควรสวมหน้ากากอนามัยหรืออุปกรณ์ป้องกันฝุ่น พร้อมปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด โดยสามารถติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศได้ทางเว็บไซต์ Air4Thai.pcd.go.th หรือแอปพลิเคชัน Air4Thai

รัฐบาลเตือนฝุ่น PM 2.5 พุ่งช่วง 14-16 ม.ค.

ทำไมรัฐบาลถึงเตือนเรื่องฝุ่น PM 2.5 พุ่ง?

สาเหตุที่รัฐบาลออกมาเตือนเรื่องสถานการณ์ ฝุ่น PM 2.5 พุ่งช่วง 14-16 ม.ค. นี้ เนื่องจากสภาพอากาศในช่วงดังกล่าวมีลักษณะปิด ทำให้ฝุ่นละอองสะสมในปริมาณมาก อีกทั้งอัตราการระบายอากาศต่ำ ทำให้ฝุ่นไม่สามารถระบายออกไปได้ ส่งผลให้สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 รุนแรงขึ้นในหลายพื้นที่

ผลกระทบจาก ฝุ่น PM 2.5 พุ่งช่วง 14-16 ม.ค. นี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงภาคกลางตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือด้วย ดังนั้นการติดตามข่าวสารและปฏิบัติตามคำแนะนำของภาครัฐจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

เพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพจาก ฝุ่น PM 2.5 พุ่งช่วง 14-16 ม.ค. เราควร:

  • ติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศอย่างใกล้ชิด
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งเมื่อค่าฝุ่นสูง
  • สวมหน้ากากอนามัยที่สามารถป้องกันฝุ่น PM2.5 ได้
  • ใช้ระบบขนส่งสาธารณะเพื่อลดการปล่อยมลพิษ
  • ดูแลสุขภาพของตนเองและคนในครอบครัว

สถานการณ์ ฝุ่น PM 2.5 พุ่งช่วง 14-16 ม.ค. เป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องร่วมมือกันแก้ไข การลดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษ การใส่ใจสุขภาพของตนเอง และการสนับสนุนนโยบายของภาครัฐ จะช่วยให้เราผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้

ที่มา – รัฐบาลเตือนฝุ่น PM 2.5 พุ่งช่วง 14-16 ม.ค คุมเข้มแหล่งกำเนิด–งดเผา พิจารณาขยาย WFH

เพื่อไทยไม่ปิดตายจับมือพรรคใด ขอยังไม่รับที่ 3

เพื่อไทยไม่ปิดตายจับมือพรรคการเมืองใด ขอยังไม่รับถูกมองเป็นพรรคอันดับ 3 ชี้หลังลงพื้นที่ประชาชนตอบรับดี “ยศชนัน-จุลพันธ์” พร้อมเดินหน้าผลักดันกฎหมาย พ.ร.บ.อากาศสะอาดต่อ หากกลับมาเป็นรัฐบาล

เมื่อเวลา 07.20 น. วันที่ 2 มกราคม 2569 ที่สวนลุมพินี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์หลังนำทีมพรรคเพื่อไทย มาวิ่งออกกำลังกายที่สวนลุมพินี ถึงกรณีที่หลายพรรคการเมืองเริ่มส่งสัญญาณจะจับมือทางการเมือง พรรคเพื่อไทยจะจับขั้วกับพรรคใดบ้างว่า ตนคิดว่าประเด็นนี้ประชาชนเริ่มมองเห็นแล้วว่าการจับขั้วในตอนนี้อาจจะเร็วเกินไป แต่สิ่งที่สำคัญมากคือเรามองประชาชนเป็นที่ตั้ง เราพยายามที่จะเดินทางไปพูดคุยกับผู้คนว่ามีปัญหาเดือดร้อนแค่ไหน เพื่อนำมาเป็นแนวนโยบายที่จะส่งไปถึงประชาชน ซึ่งพรรคการเมืองแต่ละพรรคมีแนวนโยบายที่แตกต่างกัน ซึ่งหากพรรคการเมืองใดไม่ได้มีประเด็นนโยบายที่ไม่ไปทางเดียวกัน ก็สามารถจับได้ทุกขั้ว

ส่วนถามว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้ปิดตาย หากพรรคไหนนำนโยบายพรรคไปปฏิบัติก็สามารถจับมือกันได้ใช่หรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า ใช่ และมีอีกหนึ่งเรื่องที่หลายคนพยายามบอกว่าพรรคเพื่อไทยเป็นอันดับสาม เรายังไม่ค่อยจะเต็มใจตอบ เพราะเมื่อเราลงพื้นที่ก็ได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนหลายคน จึงมองว่านโยบายเราจะเป็นตัวตั้ง การเมือง และต้องมาดูว่าพรรคการเมืองไหน สามารถที่จะจัดทำนโยบายพรรคเพื่อไทยทำได้ และเปิดกว้างหากพรรคการเมืองอื่นมีนโยบายที่ดีและสอดรับ เราก็พร้อมที่จะทำ

ส่วนเงื่อนไขการจับมือของพรรคเพื่อไทยต่อประเด็นมาตรา 112 ยังเหมือนเดิมใช่หรือไม่ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวเสริมว่า เงื่อนไขการจับมือคือต้องดูนโยบาย ทุกอย่างอยู่ในนโยบายหมด รวมถึงเรื่องที่ถามก็เป็นนโยบาย

นายยศชนัน ยังได้พูดถึงนโยบายด้านสวนสาธารณะ และสุขภาพว่า ต้องพูดถึงเรื่องของการลดรายจ่ายก่อน เพราะร่วม 10% ของ GDP เป็นเรื่องของสุขภาพที่ไม่ดี โดยการดูแลเรื่องค่ารักษา คือเรื่องของปลายทาง ซึ่งเราพยายามแก้ปัญหาที่ต้นทาง ทั้งนี้เราพบว่า ประมาณ 64% เราสามารถป้องกันที่จะเกิดโรคได้ จึงอยากเชิญชวนทุกคนออกกำลังกาย เพื่อการดูแลร่างกาย

ส่วนเรื่องสวนสาธารณะ และสภาพอากาศ พรรคเพื่อไทยได้ผลักดันร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด (พ.ร.บ.อากาศสะอาด) ซึ่งขณะนี้อยู่ในชั้นของสมาชิกวุฒิสภา แต่ยังไม่สุดทาง ซึ่งเราจะผลักดันเรื่องนี้ และกฎหมายลูกต่อไป เพราะอากาศเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้คนไทยมีสุขภาพที่ดี และเกี่ยวกับเรื่องของเศรษฐกิจอีกด้วย การที่อากาศมีปัญหาทำให้ชีวิตข้างนอก ทุกคนไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตเหมือนเดิมได้ ดังนั้นอากาศสะอาดจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น และทุกอย่างเป็นเรื่องเดียวกัน โดยการแก้ปัญหาหลายภาคส่วน จะทำอย่างไรให้ประชาชนสามารถขึ้นรถไฟฟ้าและขึ้นรถเมล์ได้ ซึ่งต้องมีการลดค่าใช้จ่าย รถเมล์ 10 บาท รถไฟฟ้า 20 บาท จะช่วยลดค่าใช้จ่าย และเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม

เมื่อถามว่า ระหว่างที่วิ่งประชาชนมีการสะท้อนอย่างไรบ้างนั้น นายยศชนัน กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่องของปากท้อง ซึ่งเป็นเรื่องหลักที่เข้ากับนโยบายของพรรคเพื่อไทย อย่างที่สวนสาธารณะ เรื่องปากท้องเป็นเรื่องที่นำมาพูดคุยกันที่นี่ บางส่วนมีการพูดคุยเรื่องการใช้ชีวิต อย่างผู้สูงอายุเมื่อเจอกับคนต่างรุ่นก็มีการพูดคุยแนะนำกัน ซึ่งในส่วนของสวนสาธารณะ เป็นเรื่องที่พูดคุยกันมาตั้งแต่สมัยปฏิวัติอุตสาหกรรมในประเทศอังกฤษ ซึ่งตอนนั้นเป็นการปราศรัยในสวนสาธารณะ ดังนั้นสวนสาธารณะจะเป็นจุดศูนย์รวมที่เวลามีคนมีความเครียดก็จะมารวมกันอยู่ที่นี่ ดังนั้นการที่เราทำให้สวนสาธารณะในจังหวัดต่างๆดี ซึ่งตรงนี้จะเป็นศูนย์รวม และทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ การที่เราทำการผลักดันให้สตรีทฟู้ดโดยการหาที่ขายให้ ก็เป็นหนึ่งในนโยบายของพรรคเพื่อไทย และไม่ใช่เพียงแค่ใน กทม. แต่หาก กทม. ทำได้จังหวัดอื่นก็ต้องทำได้เช่นกัน

ด้านนายจุลพันธ์ ได้กล่าวถึงนโยบายการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ว่า ก่อนหน้านี้มีโอกาสได้เข้ามาเป็นรัฐบาล ก็ผลักดัน พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว แต่ยอมรับว่า กระบวนการของกรรมาธิการ ใช้เวลาค่อนข้างนานถึง 2 ปี มีการปรับแก้ และสุดท้ายเข้ามาในสภา แม้เราเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากก็ใช้เวลาเป็นเดือน จนกระทั่งผลักดันจนผ่านกระบวนการเข้าไปสู่ชั้น สว. แล้ว แต่เมื่อมีการยุบสภา ทำให้ตัวกฎหมายนั้นติดขัด ซึ่งสุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลชุดใหม่ว่าจะผลักดันตัวกฎหมายหรือไม่ แต่พรรคเพื่อไทยยืนยันว่า หากได้กลับมาเป็นรัฐบาล ยืนยันที่จะผลักดันกฎหมาย พ.ร.บ.อากาศสะอาด ให้แล้วเสร็จในสมัยถัดไปให้ได้ เพราะจะเป็นเครื่องยืนยันสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการได้รับอากาศบริสุทธิ์

นายจุลพันธ์ กล่าวอีกว่า วันนี้ค่าฝุ่นละออง PM 2.5 ค่อนข้างสูง ซึ่งกลไกในการดำเนินการของพรรคเพื่อไทยชัดเจนมาโดยตลอด แต่ต้องยอมรับว่า ไม่เพียงพอที่จะมาหยุดยั้งการเผาภายในประเทศ ซึ่งก็ต้องพูดคุยกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะการเผาในปัจจุบันเริ่มจากประเทศใกล้เคียง และเข้ามายังประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีการเผาในภาคการเกษตร และอุตสาหกรรม โดยในกฎหมายจะมีการกำกับว่า ผู้เผาจะต้องเป็นผู้จ่ายเพื่อนำมาชดเชย และแก้ไขปัญหาให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ ยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยจะเดินหน้าในการผลักดันต่อไป

เพื่อไทยไม่ปิดตายจับมือพรรคการเมืองใด ขอยังไม่รับถูกมองเป็นพรรคอันดับ 3

จากประเด็นที่พรรคเพื่อไทยออกมาให้สัมภาษณ์เรื่องการจับมือกับพรรคการเมืองต่างๆ ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับทิศทางและจุดยืนของพรรคในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งต่อไป การที่พรรคเพื่อไทยไม่ปิดตายจับมือพรรคการเมืองใด ขอยังไม่รับถูกมองเป็นพรรคอันดับ 3 นั้น แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและความพร้อมในการทำงานร่วมกับทุกฝ่าย เพื่อผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

พรรคเพื่อไทยไม่ปิดตายจับมือพรรคใด

การที่พรรคเพื่อไทยไม่ปิดตายจับมือพรรคการเมืองใด ขอยังไม่รับถูกมองเป็นพรรคอันดับ 3 ทำให้เกิดความหวังว่าการเมืองไทยจะมีความร่วมมือและปรองดองมากยิ่งขึ้น พรรคเพื่อไทยเน้นย้ำถึงความสำคัญของนโยบายเป็นหลักในการพิจารณาจับมือกับพรรคอื่น ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างเสถียรภาพทางการเมือง

พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกพรรคการเมืองที่มีนโยบายสอดคล้องกัน การที่พรรคเพื่อไทยไม่ปิดตายจับมือพรรคการเมืองใด ขอยังไม่รับถูกมองเป็นพรรคอันดับ 3 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาของประเทศอย่างแท้จริง

  • พรรคเพื่อไทยเปิดกว้างสำหรับการทำงานร่วมกับทุกพรรค
  • ให้ความสำคัญกับนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชน
  • พร้อมผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ

การที่พรรคเพื่อไทยเน้นย้ำถึงนโยบายและการทำงานร่วมกัน ทำให้ประชาชนมีความหวังว่าการเมืองไทยจะก้าวไปข้างหน้าอย่างสร้างสรรค์ การผลักดันกฎหมายต่างๆ เช่น พ.ร.บ.อากาศสะอาด เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนถึงความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาของประเทศ

การเมืองไทยในอนาคตอาจมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย แต่สิ่งสำคัญคือการที่ทุกพรรคการเมืองหันมาร่วมมือกันเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ การที่พรรคเพื่อไทยไม่ปิดตายจับมือพรรคการเมืองใด ขอยังไม่รับถูกมองเป็นพรรคอันดับ 3 เป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างอนาคตที่สดใสสำหรับประเทศไทย

ที่มา – พรรคเพื่อไทย ไม่ปิดตายจับมือพรรคการเมืองใด ขอยังไม่รับถูกมองเป็นพรรคอันดับ 3

Scroll to top