สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

ทวี ชี้โกง สว. จุดเริ่มต้นกินรวบประเทศ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อบรรดาแกนนำพรรคฝ่ายค้านได้ออกมาตั้งเวทีวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดล่าสุด โดยมองว่ามีความไม่ชอบมาพากลและอาจนำไปสู่การผูกขาดอำนาจในระยะยาว โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า ทวี ชี้โกง สว. จุดเริ่มต้นกินรวบประเทศ ซึ่งกำลังเป็นที่จับตามองว่า กกต. จะมีบทบาทอย่างไรในการแก้ไขปัญหานี้

ทวี ชี้โกง สว. จุดเริ่มต้นกินรวบประเทศ

ในการเสวนาที่จัดขึ้นโดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พ.ต.อ.ทวี สอดสสงค์ ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า กระบวนการที่ดูเหมือนเป็นการเลือกกันเองนั้น แท้จริงแล้วอาจมีการแทรกแซงจากอำนาจภายนอก ซึ่งหากปล่อยให้เกิดขึ้นต่อไป จะส่งผลกระทบต่อกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลของประเทศอย่างรุนแรง พ.ต.อ.ทวี ย้ำว่า ทวี ชี้โกง สว. จุดเริ่มต้นกินรวบประเทศ และหาก กกต. ไม่กล้าตัดสินใจส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาตามหลักฐานที่มี ก็จะกลายเป็นคำถามถึงความเที่ยงธรรมขององค์กรอิสระ

ความเห็นจากฝ่ายค้านและเสียงสะท้อนเรื่องประชาธิปไตยผีดิบ

ทางด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวเสริมถึงความกังวลว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุค ‘ประชาธิปไตยผีดิบ’ หรือ Zombie Democracy ที่มีโครงสร้างทางการเมืองอยู่ แต่ขาดจิตวิญญาณในการดูแลประชาชน เขาขู่เตือน กกต. ว่าพรรคประชาธิปัตย์เคยมีประสบการณ์ในการต่อสู้จนนำไปสู่การติดคุกของกรรมการการเลือกตั้งมาแล้ว ดังนั้นขออย่าให้มีการตัดตอนหรือเอาผิดแค่ผู้สมัครรายบุคคล แต่ต้องดูไปถึงตัวการใหญ่และพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้อง

  • ต้องปฏิรูปที่มาของ สว. ให้ยึดโยงกับประชาชน
  • กกต. ต้องทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่แค่ทำตามอำเภอใจ
  • ตรวจสอบเส้นทางการเงินและผู้มีอิทธิพลที่อยู่เบื้องหลังการฮั้ว

นอกจากนี้ ยังมีการแฉข้อมูลจากอดีตผู้สมัคร สว. ที่ระบุว่ามีการบังคับให้เซ็นใบลาออกล่วงหน้า เพื่อการันตีว่าจะโหวตตามมติพรรคการเมือง ซึ่งหากข้อมูลเหล่านี้เป็นจริง ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าการเมืองไทยกำลังอยู่ในสภาวะที่น่ากังวล การจะก้าวข้ามปัญหาการ ‘กินรวบประเทศ’ นี้ได้ จำเป็นต้องอาศัยการตื่นรู้ของประชาชนและการตรวจสอบที่โปร่งใสจากทุกภาคส่วน

ในท้ายที่สุด ความจริงเกี่ยวกับกระบวนการเลือก สว. จะถูกเปิดเผยออกมาอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับความกล้าหาญขององค์กรที่เกี่ยวข้องว่าจะเลือกยืนข้างความถูกต้องหรือปล่อยให้วงจรนี้กัดกินประชาธิปไตยต่อไป นี่คือบทพิสูจน์ครั้งใหญ่ที่สังคมต้องร่วมกันจับตาอย่างไม่กะพริบตา

ที่มา – “ทวี” ชี้โกง สว. จุดเริ่มต้นกินรวบประเทศ ขณะ “สาทิตย์” ขู่ ปชป.เคยทำ กกต. ติดคุกมาแล้ว

หญิงหน่อย จี้ 4 กกต. ที่สว. แต่งตั้งถอนตัวคดีฮั้ว สว. ลบข้อกังขา

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่มีการตั้งคำถามถึงกระบวนการที่ส่อเค้าไม่โปร่งใส จนเกิดกระแสเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างเร่งด่วน ล่าสุด คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคไทยสร้างไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย โดยเรียกร้องให้ กกต. แสดงความรับผิดชอบและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

หญิงหน่อย จี้ 4 กกต. ที่สว. แต่งตั้งถอนตัวคดีฮั้ว สว. ลบข้อกังขา

การที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะเข้ามาสอบสวนคดีฮั้ว สว. นั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือความเชื่อมั่นจากประชาชน แต่ตราบใดที่คนในองค์กรอิสระยังมีสายสัมพันธ์ทับซ้อนกับผู้ถูกตรวจสอบ ย่อมเป็นเรื่องยากที่สาธารณชนจะไว้วางใจ ประเด็นสำคัญที่ คุณหญิงสุดารัตน์ เน้นย้ำคือ หญิงหน่อย จี้ 4 กกต. ที่สว. แต่งตั้งถอนตัวคดีฮั้ว สว. ลบข้อกังขา เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปอย่างอิสระและปราศจากอิทธิพลของฝ่ายการเมืองที่เกี่ยวข้องกัน

ข้อเสนอแนะเพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่น

นอกจากเรื่องการถอนตัวของกรรมการแล้ว คุณหญิงสุดารัตน์ยังได้เสนอทางออกเพื่อไม่ให้กระบวนการยุติธรรมยืดเยื้อ ดังนี้:

  • กรรมการทั้ง 4 ท่านที่ผ่านความเห็นชอบจาก สว. ชุดปัจจุบัน ควรถอนตัวจากการพิจารณาคดีทันที
  • เร่งระยะเวลาการพิจารณาคดีจาก 6 เดือน ให้เหลือเพียง 3 เดือน เพื่อพิสูจน์ความตั้งใจจริง

การที่ หญิงหน่อย จี้ 4 กกต. ที่สว. แต่งตั้งถอนตัวคดีฮั้ว สว. ลบข้อกังขา นั้น ถือเป็นเสียงสะท้อนสำคัญที่ต้องการกระตุกสังคมให้หันมาตรวจสอบการทำงานขององค์กรอิสระ หาก กกต. ต้องการกู้ศรัทธากลับคืนมา การยึดหลักความโปร่งใสและตรวจสอบได้คือกุญแจดอกสำคัญที่สุด เพราะคดีนี้ไม่ใช่แค่การตัดสินสิทธิของบุคคล แต่เป็นการพิสูจน์มาตรฐานของระบอบประชาธิปไตยไทยทั้งระบบ

ในมุมมองของผู้เขียน เราเห็นว่าการแสดงสปิริตของคณะกรรมการถือเป็นสิ่งสำคัญในสภาวะที่บ้านเมืองมีความเปราะบางทางการเมือง การที่สังคมเรียกร้องให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียถอนตัวนั้น ไม่ได้หมายถึงการด้อยค่าใคร แต่เป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่ยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง มากกว่าสายสัมพันธ์ส่วนตัว หาก กกต. ตัดไฟแต่ต้นลมได้ เชื่อว่าภาพลักษณ์ขององค์กรจะดีขึ้นอย่างแน่นอน

ที่มา – “หญิงหน่อย” จี้ 4 กกต. ที่สว. แต่งตั้งถอนตัวคดีฮั้ว สว. ลบข้อกังขา

“สุดารัตน์” สงสัยขึ้นราคาเพื่อ “ปิดจ๊อบ” ให้ขบวนการกักตุนน้ำมันหรือไม่

“สุดารัตน์” สงสัยขึ้นราคาเพื่อ “ปิดจ๊อบ” ให้ขบวนการกักตุนน้ำมันหรือไม่ เป็นประเด็นร้อนที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ได้โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ท่ามกลางวิกฤตค่าครองชีพที่พุ่งสูง โดยเฉพาะการปรับขึ้นราคาน้ำมันถึง 2 ครั้งใน 3 วัน รวมกว่า 8 บาทต่อลิตร ทำให้ประชาชนเดือดร้อนหนัก

แม้คุณหญิงสุดารัตน์จะเข้าใจความจำเป็นของรัฐบาลที่ต้องปรับราคาน้ำมันให้ใกล้เคียงต้นทุนจริง แต่สิ่งที่ติดใจคือ วิธีการดำเนินการที่ยังไม่โปร่งใส เธอย้อนถามตรงๆ ว่า การขึ้นราคาครั้งนี้เป็นการ “ปิดจ๊อบ” ให้ขบวนการกักตุนน้ำมันหรือไม่? โดยเฉพาะการไม่ตรวจสอบสต็อกน้ำมันก่อนประกาศขึ้นราคา ซึ่งอาจเปิดช่องให้นายทุนขูดรีดประชาชน

“สุดารัตน์” สงสัยขึ้นราคาเพื่อ “ปิดจ๊อบ” ให้ขบวนการกักตุนน้ำมันหรือไม่

ประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างชัดเจนในโพสต์ของหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ที่ชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่องหลายประการในการบริหารจัดการราคาน้ำมันครั้งนี้ ซึ่งไม่เพียงกระทบค่าครองชีพ แต่ยังอาจเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนบางกลุ่ม

1. ทำไมไม่ลดภาษีและค่าการตลาดก่อน?

ก่อนขึ้นราคา รัฐบาลควรพิจารณางดเก็บภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม และลดค่าการตลาดก่อน ซึ่งรวมกันกว่า 10 บาทต่อลิตร หากทำได้ ประชาชนจะได้ค่าน้ำมันถูกลงทันที โดยไม่ต้องผลักภาระทั้งหมดมาที่ผู้บริโภค การใช้น้ำมันกองทุนฯ อุ้มราคาในระยะสั้น กลับกลายเป็นการกู้เงินอนาคตของประชาชน เมื่อราคาน้ำมันโลกลง ประชาชนก็ยังต้องจ่ายแพงเพื่อชดเชยกองทุน สุดท้ายใครได้ประโยชน์?

2. ไม่ตรวจสอบสต็อกน้ำมันก่อนขึ้นราคา?

น้ำมันที่ขายในตลาดตอนนี้คือสต็อกเก่า ต้นทุนเดิม แต่กลับขึ้นราคา 8 บาทต่อลิตร หากคำนวณจากน้ำมันสำรองการค้า 1,500 ล้านลิตร จะได้ส่วนต่างถึง 12,000 ล้านบาท เข้ากระเป๋านายทุน! นี่คือการขูดรีดประชาชนชัดๆ หรือไม่? “สุดารัตน์” สงสัยขึ้นราคาเพื่อ “ปิดจ๊อบ” ให้ขบวนการกักตุนน้ำมันหรือไม่ จึงเป็นคำถามที่รัฐบาลต้องตอบ

3. มาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางล่าช้า

รัฐบาลควรออกมาตรการ Targeted Subsidy ทันที เช่น คูปองส่วนลดน้ำมันให้เกษตรกร ชาวประมง SME รถขนส่ง วินมอเตอร์ไซค์ ไรเดอร์ และแท็กซี่ กลุ่มเหล่านี้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาน้ำมันแพง การช่วยเหลือเฉพาะเจาะจงจะยั่งยืนกว่าการแจกกระจายแบบเหมาเข่ง

4. ขบวนการกักตุนน้ำมันรอดตัว?

มีข้อสังเกตกลุ่ม “ไอ้โม่ง” ที่กักตุนน้ำมันในช่วงก่อนหน้า เมื่อขึ้นราคาทันที การสืบสวนผู้กระทำผิดก็ยากขึ้น นี่คือการปิดจ๊อบให้พวกเขาหรือ? คุณหญิงสุดารัตน์เรียกร้องให้ตรวจสอบให้โปร่งใส เพื่อไม่ให้ประชาชนเป็นเหยื่อ

5. ควบคุมราคาสินค้าอุปโภคอย่างไร?

ต้นทุนพลังงานพุ่ง รัฐบาลมีแผนชัดเจนแค่ไหนในการตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภค? หากปล่อยไป ราคาอาหาร ของใช้ จะทะยานตาม สร้างข้าวยากหมากแพงหนักขึ้น ต้องมีมาตรการรูปธรรม เช่น ตรวจสอบราคาเข้มงวด

ข้อเสนอทั้งหมดนี้มาจากความห่วงใยประชาชนที่กำลังแบกภาระหนัก หากรัฐบาลปรับปรุงให้โปร่งใสและคำนึงถึงประชาชนเป็นหลัก วิกฤตครั้งนี้จะคลี่คลายได้เร็วขึ้น ในมุมมองของผู้เขียน การตั้งคำถามแบบนี้ช่วยกระตุ้นให้เกิดการตรวจสอบที่ดีขึ้น สุดท้าย ประชาชนควรติดตามและมีส่วนร่วมในการกำกับดูแล เพื่อไม่ให้ถูกเอาเปรียบ

คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และช่วยแพร่กระจายเพื่อให้เสียงประชาชนดังขึ้น!

ที่มา – “สุดารัตน์” สงสัยขึ้นราคาเพื่อ “ปิดจ๊อบ” ให้ขบวนการกักตุนน้ำมันหรือไม่

“สุดารัตน์” เดินหน้าฟ้อง กกต. ปมบาร์โค้ด

สุดารัตน์” เดินหน้าฟ้อง กกต. ปมบาร์โค้ดรู้ชื่อคนลงคะแนน กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทย เมื่อคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย รวมพลคนไม่ทน ร่วมยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้งต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบในภาคกลาง ฐานละเมิดกฎหมายเลือกตั้งอย่างร้ายแรง หลังจากที่ กกต. ยอมรับเองว่าระบบบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสามารถสแกนติดตามย้อนกลับไปยังชื่อผู้ลงคะแนนได้จริง ซึ่งถือเป็นการทำลายหลักการเลือกตั้งลับที่เป็นหัวใจของประชาธิปไตย

“สุดารัตน์” เดินหน้าฟ้อง กกต. ปมบาร์โค้ดรู้ชื่อคนลงคะแนน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 คุณหญิงสุดารัตน์ประกาศชัดเจนว่าจะดำเนินคดีกับ กกต. อย่างถึงที่สุด เนื่องจากข้ออ้างของ กกต. ที่บอกว่าแยกบัตรกับต้นขั้วแล้วและเก็บเป็นความลับนั้น ไม่น่าเชื่อถือเลย โดยเฉพาะเมื่อการเลือกตั้งที่ผ่านมาเต็มไปด้วยข้อครหาการทุจริต การซื้อสิทธิ์ขายเสียง และข้อพิรุธมากมายที่จับผู้กระทำผิดไม่ได้สักราย การใส่บาร์โค้ดที่ track ได้ชื่อผู้ลงคะแนน จึงเป็นหลักฐานชัดเจนว่ามีเจตนาละเมิดรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้ง

ทำไมบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งถึงผิดกฎหมาย

หลักการสำคัญของการเลือกตั้งคือ ความลับในการลงคะแนน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 85 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 96 หากบาร์โค้ดสามารถสแกนแล้วรู้ได้ว่าคนไหนลงคะแนนให้พรรคหรือผู้สมัครคนใด ก็เท่ากับเปิดช่องให้มีการข่มขู่ ซื้อเสียง หรือ操控คะแนนได้ง่ายดาย กกต. รู้ดีว่ารหัสเหล่านี้ขัดกฎหมาย แต่ยังคงใช้ต่อไป ทำให้ประชาชนสูญเสียความไว้วางใจในการเลือกตั้งครั้งนี้ทั้งหมด

ขั้นตอนการฟ้องร้องสองแนวทางหลัก

คุณหญิงสุดารัตน์วางแผนฟ้องสองส่วน เพื่อให้เกิดผลทางกฎหมายสูงสุด ดังนี้

  • ส่วนแรก: ฟ้องบุคคล ยื่นต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ฐานเจ้าพนักงานละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โทษหนักจำคุก เพราะ กกต. จงใจใส่รหัส track ในบัตรเลือกตั้งที่ขัดรัฐธรรมนูญชัดเจน
  • ส่วนที่สอง: ขอให้เลือกตั้งใหม่ ยื่นร้องศาลรัฐธรรมนูญและศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งขัดรัฐธรรมนูญ สั่งจัดการเลือกตั้งใหม่ที่โปร่งใสกว่าเดิม คืนสิทธิให้ประชาชน

นอกจากนี้ ยังเชิญชวนประชาชนทุกภาคส่วนส่งหลักฐานมา เช่น ภาพถ่ายบัตรเลือกตั้ง คลิปวิดีโอข้อผิดปกติ หรือข้อมูลทุจริต ส่งได้ที่เพจคุณหญิงสุดารัตน์หรือเพจพรรคไทยสร้างไทย เพื่อรวบรวมเป็นหลักฐานฟ้องร้องร่วมกัน ทวงคืนอำนาจอธิปไตยที่ถูกบิดเบือน

ผลกระทบและความสำคัญต่อประชาธิปไตยไทย

ประเด็น “สุดารัตน์” เดินหน้าฟ้อง กกต. ปมบาร์โค้ดรู้ชื่อคนลงคะแนน ไม่ใช่แค่คดีการเมือง แต่เป็นการต่อสู้เพื่อความโปร่งใสในระบบเลือกตั้ง หากปล่อยผ่าน คะแนนเสียงประชาชนจะไร้ค่า การทุจริตจะยิ่งลุกลาม สร้างความแตกแยกในสังคม การยื่นฟ้องครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการปฏิรูประบบเลือกตั้งให้สมบูรณ์แบบมากขึ้น ประชาชนควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ที่ยุติธรรม

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวของพรรคไทยสร้างไทยแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องสิทธิประชาชน หากศาลสั่งเลือกตั้งใหม่ จะเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของประชาธิปไตยไทย ลองคิดดูสิครับ ถ้าทุกคนร่วมมือส่งหลักฐาน เราจะเปลี่ยนแปลงได้จริง

CTA: คุณมีหลักฐานการเลือกตั้งผิดปกติหรือไม่? ส่งมาแชร์ที่คอมเมนต์ด้านล่าง หรือติดตามอัปเดตคดีนี้เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ ร่วมกันทวงความยุติธรรมคืนมา!

ที่มา – “สุดารัตน์” เดินหน้าฟ้อง กกต. ปมบาร์โค้ดรู้ชื่อคนลงคะแนน-จ่อยื่นศาลให้เลือกตั้งใหม่

“สุดารัตน์” ประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย

วันนี้มีข่าวการเมืองร้อนแรงที่ทุกคนกำลังพูดถึง นั่นคือ “สุดารัตน์” ประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย หลีกไปทำหน้าที่ภาคประชาชน คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567 (พิมพ์ผิดในต้นฉบับเป็น 2569 แต่ควรเป็น 2567) เพื่อแจ้งการตัดสินใจครั้งสำคัญนี้ โดยเธออยากทุ่มเทให้กับการรณรงค์ภาคประชาชนมากกว่า หลังจากที่พรรคได้ที่นั่งในสภาฯ เพียง 2 เสียง ทำให้ผลักดันนโยบายได้ยาก

“สุดารัตน์” ประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย หลีกไปทำหน้าที่ภาคประชาชน

ในข้อความที่ยาวเหยียดและเต็มไปด้วยอุดมการณ์ คุณหญิงสุดารัตน์เล่าย้อนประวัติชีวิตการเมืองกว่า 33 ปีของตัวเอง ตั้งแต่เริ่มต้นในพรรคพลังธรรม ได้รับการหล่อหลอมจากพลตรีจำลอง ศรีเมือง และบิดา คือคุณพ่อสมพล ให้ยึดมั่นในคุณธรรม ความสุจริต และการเป็นผู้รับใช้ประชาชน เธอย้ำว่าตัวเองไม่เคยทรยศประชาชน และยืนหยัดปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

ผ่านวิกฤตการเมืองหลายครั้ง โดยเฉพาะการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เธอเคยรับตำแหน่งรัฐมนตรีถึง 4 กระทรวงใหญ่ และทำงานตรวจสอบรัฐบาลในสภาเสมอมา “การเมืองคืองานอาสา ไม่ใช่แสวงหาผลประโยชน์” คำพูดนี้สะท้อนหัวใจของนักการเมืองรุ่นเก๋าคนนี้ที่รักประเทศและห่วงใยคนตัวเล็ก

เหตุผลหลักที่นำไปสู่การตัดสินใจ “สุดารัตน์” ประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย

แม้จะทุ่มเทสุดตัวในฐานะหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย แต่การเมืองปัจจุบันทำให้คนมีอุดมการณ์อย่างเธอหาที่ยืนยาก โดยเฉพาะปัญหาคอร์รัปชั่นที่เป็นรากเหง้าของความยากจนและความด้อยพัฒนาของไทย สะท้อนชัดจาก #เลือกตั้ง66 ที่ใช้เงินมหาศาล และการทำงานขององค์กรอิสระอย่าง กกต. ที่ถูกตั้งคำถามจากประชาชน

คุณหญิงสุดารัตน์และพรรคยืนยันว่า อำนาจประชาชนไม่ควรมียแค่วันเลือกตั้ง แต่ต้องตรวจสอบและถอดถอนนักการเมืองโกงได้ โดยเสนอให้ประชาชน 50,000 คน ถอดถอนนักการเมือง องค์กรอิสระ กกต. ศาลรัฐธรรมนูญที่มิสุจริต และตั้ง ป.ป.ช. ภาคประชาชน ถ้ามีกลไกนี้ การเลือกตั้งคงสุจริตกว่านี้ แต่ด้วยพรรคมีแค่ 2 เสียง ผลักดันยาก จึงลาออกเพื่อไปรณรงค์ภาคประชาชน ให้ลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา

เส้นทางชีวิตการเมืองสุดารัตน์ที่เป็นแรงบันดาลใจ

  • เริ่มต้นจากพรรคพลังธรรม รับอิทธิพลจากพลตรีจำลองและบิดา
  • รัฐมนตรี 4 กระทรวงใหญ่ ทำงานหนักเต็มที่
  • ฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น
  • ยืนหยัดอุดมการณ์ประชาธิปไตย 33 ปีไม่เคยเปลี่ยน
  • ก่อตั้งพรรคไทยสร้างไทย สู้เพื่อคนตัวเล็ก

การตัดสินใจครั้งนี้ พรรคไทยสร้างไทยจะยังเดินหน้าต่อ โดยเปิดรับคนรุ่นใหม่ทำการเมืองสุจริต ส่วนคุณหญิงจะขอบคุณทุกกำลังใจ และสัญญาจะต่อสู้เพื่อบ้านเมืองที่ทุกคนมีความสุข

ข่าว “สุดารัตน์” ประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย หลีกไปทำหน้าที่ภาคประชาชน สะท้อนปัญหาการเมืองไทยที่พรรคเล็กผลักดันอะไรยาก แต่ก็เป็นโอกาสให้ภาคประชาชนมีบทบาทมากขึ้น การแก้รัฐธรรมนูญเพื่อปราบโกงนี้น่าจะเป็นทางออกที่น่าสนใจ หากประชาชนรวมพลังกัน

ในมุมมองของผม การเคลื่อนไหวนี้แสดงให้เห็นว่ายังมีนักการเมืองที่จริงจังกับอุดมการณ์ ไม่ยึดติดตำแหน่ง คุณคิดยังไงกับการตัดสินใจของสุดารัตน์? อยากเห็นกลไกถอดถอนจากประชาชนไหม? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อย และกดติดตามบล็อกเพื่ออัปเดตข่าวการเมืองล่าสุดนะครับ!

ที่มา – “สุดารัตน์” ประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย หลีกไปทำหน้าที่ภาคประชาชน

สุดารัตน์ จี้ กกต ปมเลือกตั้งส่อพิรุธซ้ำรอย 66

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยกันครับ ที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ออกมา สุดารัตน์ จี้ กกต ปมเลือกตั้งส่อพิรุธ อย่างหนักแน่น หลังจากพบปัญหาความผิดปกติในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ซึ่งดูเหมือนจะซ้ำรอยปัญหาเก่าๆ จากปี 2566 โดยเฉพาะเรื่อง “บัตรออกลูกในหีบ” ที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ ทำให้ประชาชนเริ่มสูญเสียความเชื่อมั่นในระบบเลือกตั้งอย่างหนัก

สุดารัตน์ จี้ กกต ปมเลือกตั้งส่อพิรุธ

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 คุณหญิงสุดารัตน์ ได้แถลงอย่างชัดเจนว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นครั้งนี้รุนแรงกว่าครั้งก่อนๆ หลายเท่า โดยเฉพาะวิกฤตบัตรเขย่งที่จำนวนบัตรลงคะแนนในระบบสูงกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์จริง ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนอันตรายของการทุจริตเลือกตั้งแบบ “บัตรออกลูกในหีบ” หรือการมีบัตรเลือกตั้งเพิ่มขึ้นมาเองโดยไม่ทราบที่มา เหตุการณ์นี้ไม่ควรเกิดในระบบประชาธิปไตยที่สุจริตและเที่ยงธรรมอย่างที่เราคาดหวัง

คุณหญิงสุดารัตน์ เน้นย้ำว่า กกต. ในฐานะผู้ควบคุมการเลือกตั้ง ต้องรับผิดชอบเต็มที่และแก้ไขทันที มิเช่นนั้นจะนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจจากประชาชน จนอาจปะทุเป็นการชุมนุมใหญ่ได้

สุดารัตน์ จี้ กกต ปมเลือกตั้งส่อพิรุธ: รายละเอียดปัญหาบัตรออกลูกในหีบ

“บัตรออกลูกในหีบ” คือศัพท์ที่ใช้อธิบาย現象ที่จำนวนบัตรที่ลงคะแนนจริงในหน่วยเลือกตั้งมากกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ที่บันทึกไว้ สิ่งนี้ชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่ใหญ่หลวง เช่น การยัดเย็บบัตรปลอม การนับผิด หรือแม้แต่การแทรกแซงจากบุคคลภายนอก ในครั้งนี้ปัญหาดังกล่าวกระจายไปทั่วประเทศ ทำให้ผลการเลือกตั้งถูกตั้งคำถามจากทุกฝ่าย

เทียบกับการเลือกตั้งปี 2566 ที่เคยมีเคสคล้ายๆ กัน แต่ครั้งนี้จำนวนเคสเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด กกต. ถูกวิจารณ์หนักว่ายังไม่เรียนรู้จากอดีต และปล่อยให้ปัญหาคลานคลำต่อไป

ซ้ำรอยปี 66: ทำไมปัญหานี้ถึงรุนแรงขึ้น

ในปี 2566 ปัญหาเลือกตั้งส่อพิรุธเคยสร้างความวุ่นวายให้กับประเทศ ทำให้เกิดการตรวจสอบจากศาลรัฐธรรมนูญและการร้องเรียนนับพันครั้ง แต่ปีนี้กลับดูแย่กว่าเดิม ด้วยเทคโนโลยีที่ควรช่วยตรวจสอบกลับกลายเป็นจุดอ่อน เพราะข้อมูลยังไม่โปร่งใส ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบได้ด้วยตัวเอง

  • จำนวนบัตรลงคะแนนเกินผู้มาใช้สิทธิ์ในหลายหน่วย
  • ภาพและหลักฐานจากผู้สังเกตการณ์ที่แพร่กระจายในโซเชียล
  • ความล่าช้าในการนับคะแนนที่ผิดปกติ
  • ขาดการชี้แจงจาก กกต. อย่างทันท่วงที

ทางออกที่คุณหญิงสุดารัตน์เสนอ: เปิด Open Data ด่วน

หัวใจของคำเรียกร้องจากสุดารัตน์ จี้ กกต ปมเลือกตั้งส่อพิรุธ คือการเปิดข้อมูลแบบ Open Data ทันที! Open Data คือข้อมูลที่เปิดกว้าง ทุกคนดาวน์โหลด ตรวจสอบได้ เช่น ไฟล์ CSV หรือ API ที่แสดงรายละเอียดทุกระดับ ตั้งแต่ผู้มาใช้สิทธิ์ บัตรลงคะแนน ผลนับคะแนน ไปจนถึงภาพถ่ายหีบเลือกตั้ง

หาก กกต. ทำตามนี้ จะช่วยกู้ศรัทธาได้ทันที แสดงถึงความโปร่งใสและเคารพเสียงประชาชน หากยังคลุมเครือต่อไป อาจนำไปสู่วิกฤตใหญ่ ล้มเหลวในการรักษาความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระ

นอกจากนี้ ยังควรมีการตรวจสอบอิสระจากบุคคลที่สาม และลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เกิดซ้ำ

ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่เป็นรากฐานของประชาธิปไตยไทย หากระบบเลือกตั้งไม่สุจริต เสียงของประชาชนก็ไร้ค่า การเมืองไทยจะยิ่งถดถอย

ในมุมมองของผม การที่สุดารัตน์ จี้ กกต ปมเลือกตั้งส่อพิรุธ ถือเป็นสัญญาณดีที่นักการเมืองยังใส่ใจประชาชน คุณล่ะคิดอย่างไร? ระบบ Open Data จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้จริงหรือไม่? มาแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้ กกต. 行动ด่วน!

ที่มา – “สุดารัตน์” จี้ กกต. รับผิดชอบปมเลือกตั้งส่อพิรุธซ้ำรอยปี 66 แฉยับ “บัตรออกลูกในหีบ”

“น้องจินนี่”อ้อนกาเบอร์ 48 “หญิงหน่อย”เตือนสามสี

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวร้อนในแวดวงการเมืองไทยกันค่ะ โดยเฉพาะเรื่อง “น้องจินนี่” โพสต์คลิปอ้อนกาเบอร์ 48- “หญิงหน่อย” ชี้เลือกสามสี ปัญหาเดิมกลับมา ที่กำลังเป็นกระแสในวันหาเสียงทิ้งท้ายก่อนวันเลือกตั้งพรุ่งนี้ ใครที่กำลังลังเลว่าจะโหวตใคร มาอ่านกันเลย จะได้ตัดสินใจได้ถูกต้อง!

“น้องจินนี่” โพสต์คลิปอ้อนกาเบอร์ 48- “หญิงหน่อย” ชี้เลือกสามสี ปัญหาเดิมกลับมา

น้องจินนี่ หรือนางสาวยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ สาวน้อยไฟแรงที่กำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียในสหรัฐอเมริกา ไม่ยอมปล่อยให้ระยะทางมาขวางกั้นความรักชาติ เธอส่งคลิปวิดีโออ้อนวอนพี่น้องชาวไทยให้ช่วยกันออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และโหวตให้ พรรคไทยสร้างไทย เบอร์ 48 แบบโค้งสุดท้าย แม้จะยุ่งกับการสอบ แต่หัวใจยังอยู่ที่ประเทศไทยเสมอ

น้องจินนี่ โพสต์คลิปอ้อนกาเบอร์ 48 จากแดนไกล

ในคลิป น้องจินนี่เล่าด้วยน้ำเสียงจริงใจ ว่าพรรคไทยสร้างไทยคือพรรคของคนสุจริต มีประสบการณ์การทำงานจริง ไม่ใช่แค่นั่งเก้าอี้ แต่พิสูจน์ผลงานมาแล้วมากมาย โดยเฉพาะเรื่องความโปร่งใสและต่อต้านการโกง ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ไทยต้องแก้ไข น้องจินนี่เชื่อมั่นว่าเบอร์ 48 จะนำพาประเทศไปสู่ทางที่ยั่งยืน ดูแลประชาชนทุกด้าน ไม่ว่าจะเศรษฐกิจ สุขภาพ หรือการศึกษา

ทำไมน้องจินนี่ถึงมั่นใจขนาดนี้? เพราะทีมของพรรคมี "เก๋าเกม" รู้จริง รู้ทันทุกเล่ห์เหลี่ยม และที่สำคัญคือไม่เคยมีประวัติทุจริต ถ้าคุณกำลังมองหาพรรคที่ไว้ใจได้ ลองฟังคลิปของน้องจินนี่ดูสิคะ จะต้องใจอ่อนเลย!

คุณหญิงสุดารัตน์ หรือ “หญิงหน่อย” นำคาราวานแห่รอบกรุง

ขณะเดียวกัน คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกฯ เบอร์ 48 ก็ไม่ยอมแพ้ นำขบวนรถแห่หาเสียงทิ้งท้ายแบบคึกคัก ครอบคลุมทั้งฝั่งพระนครและธนบุรี ประชาชนให้การต้อนรับอบอุ่นมาก บรรยากาศคึกคักสุดๆ

หญิงหน่อยส่งสารถึงคนไทยทุกคน เรียกร้องให้หยุดวงจรการเมืองเก่าๆ ที่สร้างความขัดแย้งมานาน หากยังเลือกแบบเดิมๆ จะติดอยู่ใน สงครามสามสี ปัญหาเดิมๆ อย่างการทุจริต เศรษฐกิจชะงัก และความแตกแยกจะวนกลับมาอีก คุณเข็ดกับสัญญาโกหกของนักการเมืองหรือยัง? พรรคไทยสร้างไทยเสนอตัวเป็นทางเลือกใหม่

จุดเด่นของพรรคไทยสร้างไทย เบอร์ 48

มาดูกันว่าทำไมต้องเลือกเบอร์ 48:

  • ประสบการณ์ยาวนาน: คุณหญิงสุดารัตน์ผ่านงานระดับชาติมาหลายสมัย รู้ทันทุกอย่าง
  • โปร่งใส 100%: ไม่มีประวัติคอร์รัปชัน เคยต่อสู้กับคนโกงมาแล้ว
  • นโยบายชัดเจน: สู้กับการโกงที่กินงบ 5 แสนล้านบาทต่อปี ทวงเงินภาษีคืน สร้างบำนาญประชาชน 3,000 บาทต่อเดือน
  • ยุติความขัดแย้ง: ไม่เล่นเกมสามสี เริ่มต้นการเมืองใหม่ที่สุจริต

หญิงหน่อยประกาศชัด ด้วยความเก๋าและแกร่ง จะลุยสู้คนโกงไม่เกรงใจใคร เพื่อยกระดับชีวิตคนไทยให้ดีขึ้นจริงๆ

นอกจากนี้ พรรคยังมีแผนพัฒนาประเทศครอบคลุมทุกมิติ เช่น การศึกษาที่เท่าเทียม สุขภาพถ้วนหน้า และเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ไม่ใช่แค่สัญญา แต่ทำได้จริงจากผลงาน過去

ในฐานะคนไทยที่อยากเห็นประเทศก้าวหน้า การเลือกตั้งครั้งนี้สำคัญมาก ถ้าเรายังวนลูปเดิมๆ อนาคตจะไม่เปลี่ยน ถ้าอยากเห็นการเมืองสะอาด โปร่งใส โหวต บัตรสีชมพู เบอร์ 48 กันค่ะ พรรคไทยสร้างไทยพร้อมเป็นตัวแทนคุณ!

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกคนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งพรุ่งนี้ เพื่ออนาคตไทยที่สดใสกว่าเดิม คุณคิดยังไงกับ “น้องจินนี่” โพสต์คลิปอ้อนกาเบอร์ 48- “หญิงหน่อย” ชี้เลือกสามสี ปัญหาเดิมกลับมา ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์นะคะ ไปโหวตกันเยอะๆ เลย!

ที่มา – “น้องจินนี่” โพสต์คลิปอ้อนกาเบอร์ 48- “หญิงหน่อย” ชี้เลือกสามสี ปัญหาเดิมกลับมา

ไทยสร้างไทย เฮ เบอร์พรรค “48” ให้โชค

ไทยสร้างไทย เฮ เบอร์พรรค “48” ให้โชค กลายเป็นข่าวดีที่ทำให้สมาชิกพรรคยิ้มแก้มปริในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งใหญ่!

ไทยสร้างไทย เฮ เบอร์พรรค “48” ให้โชค

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) คึกคักไปด้วยความดีใจ เมื่อผลสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดประจำเดือนออกมา หมายเลขท้าย 2 ตัว “48” ซึ่งตรงกับเบอร์ประจำพรรคในการเลือกตั้งครั้งนี้ กลายเป็นเลขเด็ดที่ให้โชคลาภแก่ผู้สมัคร ส.ส. สมาชิก และทีมงานของพรรค หลายคนถูกรางวัลกันยกใหญ่ ถือเป็นการรับทรัพย์ก้อนโตและกำลังใจชั้นดีก่อนวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์นี้

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่สร้างความฮือฮาในหมู่คนในพรรคเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นสัญญาณบวกที่ชาวไทยหลายคนมองว่าเป็นลางดี พรรคไทยสร้างไทยที่นำโดยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ กำลังเดินหน้าหาเสียงอย่างเต็มสูบ นโยบายต่าง ๆ ที่ชู旗เพื่อประชาชน โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจและความมั่นคงทางการเงิน ทำให้เบอร์ 48 กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งโชคลาภและความหวัง

คุณหญิงสุดารัตน์ แสดงความยินดีและปลอบใจผู้พลาดหวัง

ระหว่างลงพื้นที่พบปะประชาชน คุณหญิงสุดารัตน์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมยินดีกับสมาชิกที่โชคดี และกล่าวปลอบใจผู้ที่พลาดรางวัลในงวดนี้ว่า “ไทยสร้างไทย เฮ เบอร์พรรค “48” ให้โชค แก่ทีมงานเรา แต่สำหรับพี่น้องที่พลาดหวัง ไม่ต้องเสียใจ เพราะหากเลือกพรรคไทยสร้างไทย เรามีนโยบายเด็ด ‘หวยบำเหน็จ’ ที่จะทำให้ทุกการซื้อหวยไม่สูญเปล่า”

นโยบายหวยบำเหน็จนี้เป็นไฮไลต์ที่โดดเด่น ชูจุดเด่น “ซื้อหวยเงินไม่หาย ได้คืนทุกบาท” โดยผู้ซื้อสลากจะยังคงลุ้นรางวัลใหญ่เหมือนเดิม หากถูกรับเงินรางวัลเต็มจำนวน แต่หากไม่ถูกรางวัล เงินที่จ่ายไปจะถูกนำไปสะสมเป็นเงินออมบำเหน็จสำหรับเกษียณ ถอนได้เมื่ออายุครบเกณฑ์ เป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนการเสี่ยงโชคให้กลายเป็นการออมเงินอัตโนมัติ

จุดเด่นของนโยบายหวยบำเหน็จจากพรรคไทยสร้างไทย

  • เงินไม่หาย: ทุกบาทที่ซื้อหวยจะได้คืนเป็นเงินออม ไม่สูญเปล่าเหมือนเดิม
  • ลุ้นรวยได้เหมือนเดิม: ถูกรางวัลรับเต็ม ไม่กระทบเงินสะสม
  • สร้างวินัยออมเงิน: เปลี่ยนนิสัยเสี่ยงโชคให้เป็นการเตรียมเกษียณอัตโนมัติ
  • มั่นคงยามแก่: มีเงินก้อนใช้ชีวิตหลังเกษียณ โดยรัฐช่วยบริหาร
  • เข้าถึงทุกคน: ไม่ว่าจะซื้อหวยงวดละกี่ใบ ก็สะสมได้ทั้งหมด

นโยบายนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของพรรคไทยสร้างไทยที่มุ่งสร้างความมั่นคงให้ประชาชน โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจผันผวนที่คนไทยจำนวนมากต้องพึ่งพาหวยเพื่อหวังรวยทางลัด แต่บ่อยครั้งกลับสูญเงินโดยไม่ได้อะไร หวยบำเหน็จจึงเป็นทางออกที่สมดุลระหว่างความสนุกในการลุ้นและความรับผิดชอบทางการเงิน

นอกจากนี้ พรรคยังมีนโยบายบำนาญประชาชนอื่น ๆ เช่น เพิ่มเบี้ยยังชีพ ปรับโครงสร้างภาษีให้เป็นธรรม สร้างงาน สร้างรายได้ ซึ่งทั้งหมดจะถูกขับเคลื่อนด้วยเบอร์ 48 ที่เพิ่งพิสูจน์แล้วว่าให้โชคจริง!

ในมุมมองของผู้เขียน นโยบายหวยบำเหน็จนี้เป็นแนวคิดปฏิวัติวงการหวยของไทยที่ชาญฉลาดมาก เพราะไม่ปิดกั้นความฝันของคนซื้อหวย แต่เพิ่มมิติความมั่นคงเข้าไป ทำให้ทุกคนเป็นผู้ชนะในระยะยาว หากคุณกำลังมองหาพรรคที่เข้าใจชีวิตคนไทยตัวจริง ลองพิจารณาไทยสร้างไทยดูสิ

เรียกร้องให้ลงมือ: อย่าพลาด! โหวตหมายเลข 48 พรรคไทยสร้างไทยในการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 เพื่อโชคใหญ่ทั้งรางวัลหวยและอนาคตที่มั่นคง ลุ้นไปด้วยกันเถอะ!

ที่มา – ไทยสร้างไทย เฮ เบอร์พรรค “48” ให้โชค ปลอบใจคนพลาดหวัง ยังมีนโยบาย “หวยบำเหน็จ”

“สุดารัตน์” ปล่อยคาราวานชูบำนาญ 3,000 บาท พลิกเศรษฐกิจไทย

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี สร้างกระแสแรงในช่วงโค้งสุดท้ายหาเสียงเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 ได้ปล่อยคาราวานรณรงค์ชูนโยบายบำนาญ 3,000 บาท อย่างยิ่งใหญ่ ณ ตลาดบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ร่วมกับทีมผู้สมัคร ส.ส. กทม. ประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ตบเท้าเข้าร่วม สนับสนุนนโยบายนี้อย่างล้นหลาม เพราะมองว่าเป็นทางออกจริงจังที่จะคืนศักดิ์ศรีและความมั่นคงให้วัยเกษียณ

สุดารัตน์ ปล่อยคาราวานชูนโยบายบำนาญ 3,000 บาท

ขบวนคาราวานบำนาญ 3,000 บาทนี้ จะกระจายไปยังชุมชนต่างๆ เพื่อตอกย้ำนโยบายหลัก เบอร์ 48 ของพรรคไทยสร้างไทย นโยบายนี้มุ่งช่วยผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไป ได้รับเงินเดือนละ 3,000 บาท สำหรับค่าใช้จ่ายพื้นฐาน ลดการพึ่งพาลูกหลาน แก้ปัญหาความยากจนในวัยชรา แต่ไม่ใช่แค่แจกเงินธรรมดา เพราะมีเงื่อนไขให้ผู้รับเข้าร่วมโปรแกรมดูแลสุขภาพ ส่งผลให้สุขภาพดี ลดค่าใช้จ่ายสาธารณสุขระยะยาว ผู้สูงอายุยังกลับมาช่วยสังคมได้อีกด้วย

บำนาญ 3,000 บาท: ฟันเฟืองสำคัญพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย

คุณหญิงสุดารัตน์ ย้ำชัดว่านโยบายบำนาญ 3,000 บาท จะเป็นพายุหมุนทางเศรษฐกิจตัวจริง! โดยการเติมเงินเข้าสู่มือผู้สูงอายุทั่วประเทศ จะสร้างกำลังซื้อทันทีในชุมชนทุกพื้นที่ เงินเหล่านี้จะหมุนเวียนในร้านค้า ตลาดท้องถิ่น สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อย กระตุ้นการผลิต ส่งผลให้เศรษฐกิจฐานรากฟื้นตัวทั่วถึง ไม่ใช่แค่คะแนนเสียงระยะสั้น แต่เป็นการลงทุนยั่งยืน

ประชาชนให้การต้อนรับคาราวานบำนาญ 3,000 บาทสุดารัตน์พูดคุยกับผู้สูงอายุเรื่องบำนาญ 3,000 บาท

ประโยชน์หลักของนโยบายบำนาญ 3,000 บาท

  • คืนศักดิ์ศรีผู้สูงอายุ: มีรายได้มั่นคง ไม่ต้องลำบากลูกหลาน ใช้ชีวิตเกษียณอย่างมีเกียรติ
  • กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก: เงิน 3,000 บาทต่อเดือนต่อคน จะไหลเข้าท้องถิ่น สร้างการหมุนเวียนต่อเนื่อง
  • ลดความเหลื่อมล้ำ: ช่วยผู้ที่อุทิศตนให้ประเทศมาทั้งชีวิต ได้รับการตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ
  • สุขภาพดี ลดภาระรัฐ: ผูกกับโปรแกรมสุขภาพ ลดอัตราเจ็บป่วย ประหยัดงบสาธารณสุขมหาศาล
  • ฟื้นเศรษฐกิจทั่วไทย: ทุกจังหวัดได้ประโยชน์ ไม่ใช่แค่เมืองใหญ่

ปัจจุบัน ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มตัว ผู้สูงอายุกว่า 12 ล้านคน แต่บำนาญปัจจุบันยังต่ำ เพียง 600-1,000 บาทต่อเดือน ไม่พอค่าครองชีพที่พุ่งสูง นโยบายนี้จึงตอบโจทย์ตรงจุด ช่วยลดปัญหาสังคม เช่น ลูกหลานเครียด养พ่อแม่ และเศรษฐกิจชะงักเพราะกำลังซื้ออ่อนแอ หากนำเม็ดเงินนี้ไปคำนวณ จะหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจหลายเท่าตัว สร้างงาน สร้างรายได้ใหม่ๆ

นอกจากนี้ พรรคไทยสร้างไทยยังมีแผนจัดสรรงบอย่างโปร่งใส มาจากการปฏิรูประบบภาษีและลดการคอร์รัปชัน เพื่อให้ยั่งยืน ไม่เป็นภาระรัฐในอนาคต นี่คือวิสัยทัศน์ที่มองไกล แตกต่างจากนโยบายประชานิยมอื่นๆ

ในมุมมองผู้เขียน นโยบายบำนาญ 3,000 บาทนี้คือก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าศาสตร์รฐกิจไทยให้แข็งแกร่งจากล่างขึ้นบน หากคุณเป็นผู้สูงอายุหรือมีพ่อแม่วัยชรา นี่คือโอกาสทอง ลองติดตามและสนับสนุนพรรคไทยสร้างไทยในการเลือกตั้งครั้งนี้ สนับสนุนคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดเห็นอย่างไรกับนโยบายนี้!

ที่มา – “สุดารัตน์” ปล่อยคาราวานชูนโยบายบำนาญ 3,000 บาท ฟันเฟืองสำคัญพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย

Scroll to top