สุรเชษฐ์ หักพาล

อัยการปราบทุจริตฯ เลื่อนนัดฟังคำสั่ง “บิ๊กโจ๊ก” กับพวก คดีสินบนทองคำ ไป 18 ก.ย.

เชื่อว่าหลายคนกำลังจับตามองคดีสำคัญที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีของ อัยการปราบทุจริตฯ เลื่อนนัดฟังคำสั่ง “บิ๊กโจ๊ก” กับพวก คดีสินบนทองคำ ไป 18 ก.ย. ซึ่งถือเป็นประเด็นที่คนติดตามข่าวคดีข้าราชการระดับสูงให้ความสนใจเป็นพิเศษ โดยในวันนี้มีรายละเอียดที่น่าสนใจเกิดขึ้นที่สำนักงานอัยการสูงสุดครับ

อัยการปราบทุจริตฯ เลื่อนนัดฟังคำสั่ง “บิ๊กโจ๊ก” กับพวก คดีสินบนทองคำ ไป 18 ก.ย.

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา ณ สำนักงานปราบปรามการทุจริต สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก โดยพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปปป. ได้เตรียมสำนวนเพื่อเสนอความเห็นสั่งฟ้อง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ “บิ๊กโจ๊ก” พร้อมด้วยผู้เกี่ยวข้องอีกหลายท่าน ในข้อหาดำเนินคดีเกี่ยวกับสินบนทองคำน้ำหนัก 246 บาท ตามมาตรา 157 และ 167 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

เหตุผลความจำเป็นในการขอเลื่อนคดี

สำหรับประเด็นที่ว่าทำไม อัยการปราบทุจริตฯ เลื่อนนัดฟังคำสั่ง “บิ๊กโจ๊ก” กับพวก คดีสินบนทองคำ ไป 18 ก.ย. นั้น ทนายความส่วนตัวของบิ๊กโจ๊กได้ชี้แจงให้สื่อมวลชนทราบว่า ทางพนักงานอัยการจำเป็นต้องขอสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และต้องรอหนังสือสรุปเนื้อหาจากคณะผู้ไต่สวนอิสระ เพื่อให้สำนวนมีความสมบูรณ์ที่สุดก่อนที่จะมีคำวินิจฉัยสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องต่อไปครับ

บรรยากาศที่สำนักงานอัยการในวันดังกล่าว พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้เดินทางมารายงานตัวตามนัดหมายในช่วงสาย ก่อนจะเซ็นเอกสารและเดินทางกลับทันที โดยมอบหมายให้ทีมทนายความเป็นตัวแทนในการให้ข้อมูลกับสื่อมวลชน ทั้งนี้ผู้ต้องหาทุกคนในคดีต่างก็มารายงานตัวครบทุกคน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือในขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม

  • ความเป็นมาของคดี: การสอบสวนเกี่ยวกับการให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการมิชอบ
  • สถานะล่าสุด: อัยการเลื่อนนัดไปเป็นวันที่ 18 กันยายนนี้ เวลา 10.00 น.
  • ความมั่นใจของฝ่ายกฎหมาย: ทนายความยืนยันว่าการเลื่อนครั้งนี้เป็นไปตามขั้นตอนปกติ และไม่กระทบต่อรูปคดีหลัก

หลายคนอาจสงสัยว่าการที่ อัยการปราบทุจริตฯ เลื่อนนัดฟังคำสั่ง “บิ๊กโจ๊ก” กับพวก คดีสินบนทองคำ ไป 18 ก.ย. จะส่งผลอย่างไรต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งในมุมมองของนักกฎหมายมองว่า นี่เป็นเรื่องของความละเอียดรอบคอบเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย การที่พนักงานอัยการต้องการเอกสารเพิ่มเติมจากคณะผู้ไต่สวนอิสระถือเป็นหลักปฏิบัติปกติ เพื่อให้สำนวนคดีแน่นหนาและไม่มีจุดบกพร่องก่อนเข้าสู่ชั้นศาล

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า เมื่อถึงกำหนดนัดในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ บทสรุปของคำสั่งจากอัยการจะเป็นอย่างไร และคดีสินบนทองคำนี้จะส่งผลต่อเส้นทางในอนาคตของอดีตรอง ผบ.ตร. อย่างไรบ้างครับ พวกเราในฐานะประชาชนควรรอฟังผลอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไปครับ

ที่มา – อัยการปราบทุจริตฯ เลื่อนนัดฟังคำสั่ง “บิ๊กโจ๊ก” กับพวก คดีสินบนทองคำ ไป 18 ก.ย.

ขนสำนวน 45 แฟ้ม ส่งอัยการ ฟัน “บิ๊กโจ๊ก” คดีสินบนทองคำ

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในสังคมไทยกันครับ ขนสำนวน 45 แฟ้ม ส่งอัยการ ฟัน “บิ๊กโจ๊ก” พร้อมพวก คดีสินบนทองคำ 246 บาท คดีนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลย เพราะเกี่ยวข้องกับตำรวจระดับสูงและมูลค่าทองคำมหาศาล ทำให้ทุกคนจับตาด้วยความสนใจ

ขนสำนวน 45 แฟ้ม ส่งอัยการ ฟัน “บิ๊กโจ๊ก” พร้อมพวก คดีสินบนทองคำ 246 บาท

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2567 เวลา 09.30 น. ที่หน้าอาคารกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พ.ต.อ.ภานุมาศ แสงส่ง ผู้กำกับการ 1 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (บก.ปปป.) พร้อมทีมงาน ได้ขนสำนวนคดีจำนวน 45 แฟ้ม บรรจุในกล่องกระดาษ 23 กล่อง มาส่งมอบให้สำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาตามขั้นตอนกฎหมาย

คดีนี้สืบเนื่องจากพฤติการณ์ของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ “บิ๊กโจ๊ก” อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และพวก ที่ถูกกล่าวหาว่านำทองคำน้ำหนักรวมกว่า 246 บาท ไปมอบให้เจ้าพนักงานของ ป.ป.ช. เพื่อหวังผลช่วยเหลือหรือเอื้อประโยชน์ในคดีต่างๆ พนักงานสอบสวน บก.ปปป. ได้รวบรวมพยานหลักฐานอย่างละเอียด จนมีมติเห็นควรสั่งฟ้อง

ขั้นตอนหลังส่งสำนวนให้อัยการ

หลังจากนี้ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต จะตั้งคณะทำงานตรวจสอบสำนวนอย่างละเอียด เพื่อประเมินว่าพยานหลักฐานสมบูรณ์พอสั่งฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางหรือไม่ คดีนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องกับข้าราชการระดับสูงและวงเงินสินบนที่สูงถึงหลักล้านบาท

  • จำนวนสำนวน: 45 แฟ้ม
  • น้ำหนักทองคำ: 246 บาท (มูลค่าประมาณ 10 ล้านบาท)
  • ผู้ต้องหาหลัก: “บิ๊กโจ๊ก” และพวก
  • หน่วยงานรับผิดชอบ: บก.ปปป.

คดี ขนสำนวน 45 แฟ้ม ส่งอัยการ ฟัน “บิ๊กโจ๊ก” พร้อมพวก คดีสินบนทองคำ 246 บาท สะท้อนปัญหาการทุจริตในวงการราชการที่ยังคงมีอยู่ แม้รัฐบาลจะมีนโยบายปราบปรามอย่างเข้มข้น สังคมไทยต่างคาดหวังว่าความยุติธรรมจะเกิดขึ้นจริง เพื่อเป็นตัวอย่างให้ข้าราชการทุกคน

จากข้อมูลที่รวบรวม พบว่าการสอบสวนใช้เวลานานหลายเดือน โดยมีพยานบุคคลและเอกสารหลักฐานจำนวนมาก การส่งมอบสำนวนครั้งนี้แสดงถึงความมุ่งมั่นของตำรวจ ปปป. ในการทำงานโดยไม่ละเว้น หากอัยการเห็นว่าพยานหลักฐานเพียงพอ คดีนี้อาจนำไปสู่การพิจารณาในศาล ซึ่งจะเป็นการทดสอบระบบยุติธรรมไทย

นอกจากนี้ คดีดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับประเด็นอื่นๆ เช่น การตรวจสอบทรัพย์สินของผู้ต้องหา และผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายมองว่าคดีนี้จะเป็น benchmark สำหรับคดีทุจริตในอนาคต

ในมุมมองของผม คดีนี้เป็นสัญญาณดีที่แสดงให้เห็นว่าระบบตรวจสอบกำลังทำงาน แม้จะช้าแต่ชัวร์ สังคมควรติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกิดความโปร่งใส หากคุณสนใจข่าวสารคดีทุจริต ลองติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุดนะครับ

ที่มา – ขนสำนวน 45 แฟ้ม ส่งอัยการ ฟัน “บิ๊กโจ๊ก” พร้อมพวก คดีสินบนทองคำ 246 บาท

“บิ๊กโจ๊ก” ยื่นฟ้อง “พ.ต.อ.ภาคภูมิ” หมิ่นประมาท

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวเน็ตทุกคน วันนี้เรามีข่าวเด็ดในวงการตำรวจที่กำลังเป็นกระแสฮอตฮิตเลยทีเดียว นั่นคือเรื่อง “บิ๊กโจ๊ก” ยื่นฟ้อง “พ.ต.อ.ภาคภูมิ” หมิ่นประมาท จากการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อออนไลน์ถึง 3 ครั้ง! เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงๆ ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือที่เรารู้จักกันในนาม “บิ๊กโจ๊ก” อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มอบหมายให้นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความคนสนิท เดินทางไปยื่นฟ้อง พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย อดีตรองผู้บังคับการสืบสวน ภ.4 ซึ่งเคยเป็นลูกน้องคนสนิทของท่านมาก่อน ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

“บิ๊กโจ๊ก” ยื่นฟ้อง “พ.ต.อ.ภาคภูมิ” หมิ่นประมาท

ทำไมถึงต้องฟ้องกันเองล่ะ? จากที่ทนายสัญญาภัชระเล่าให้ฟัง ท่านบิ๊กโจ๊กได้พิจารณาถ้อยคำที่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อออนไลน์อย่างละเอียดแล้ว พบว่ามีคำพูดที่เข้าข่ายหมิ่นประมาทชัดเจน ทำให้ชื่อเสียงของท่านได้รับความเสียหาย ดังนั้น จึงจำเป็นต้องนำข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน ไปให้ศาลตัดสินว่าใครถูกใครผิด เพื่อพิสูจน์ศักดิ์ศรีของตัวเองนั่นเองครับ

บิ๊กโจ๊ก ยื่นฟ้อง พ.ต.อ.ภาคภูมิ หมิ่นประมาท

รายละเอียดคดี “บิ๊กโจ๊ก” ยื่นฟ้อง “พ.ต.อ.ภาคภูมิ” หมิ่นประมาท

ศาลอาญากรุงเทพใต้รับฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.107/2569 แล้วนะครับ และนัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 16 มีนาคม 2569 เวลา 13.30 น. ซึ่งเป็นก้าวแรกสำคัญในการดำเนินคดีนี้ ต้องบอกว่าคำให้สัมภาษณ์ทั้ง 3 ครั้งนั้น ถูกมองว่าเป็นการโฆษณาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 ที่มีโทษหนักกว่าปกติ เพราะเผยแพร่ผ่านสื่อสาธารณะ

ย้อนความหลังหน่อยนะครับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล คือตำนาน “บิ๊กโจ๊ก” ที่เคยปราบปรามมาเฟีย เรียกขาน 191 และทำงานหนักเพื่อประชาชนมาตลอด ส่วน พ.ต.อ.ภาคภูมิ ก็เคยเป็นลูกน้องใกล้ชิดในภารกิจต่างๆ แต่ดูเหมือนจะมีจุดแตกหักอะไรสักอย่าง จนกลายเป็นศัตรูทางการเมืองในวงการตำรวจ เรื่องแบบนี้ในวงการราชการไทย มักจะมีดราม่าหนักๆ เสมอ

  • สาเหตุหลัก: คำสัมภาษณ์สื่อออนไลน์ 3 ครั้ง ที่กล่าวหาบิ๊กโจ๊กในทางที่ทำให้เสื่อมเสีย
  • ผู้ยื่นฟ้อง: พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ผ่านทนายสัญญาภัชระ
  • ศาล: อาญากรุงเทพใต้ คดี อ.107/2569
  • นัดไต่สวน: 16 มี.ค. 2569
  • สถานะ: กำลังเตรียมพยานหลักฐานเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ทนายยังเผยว่ากำลังดูรายชื่อคนอื่นๆ ที่อาจเข้าข่ายหมิ่นประมาทผ่านสื่ออีกด้วย เรียกได้ว่า บิ๊กโจ๊กไม่ยอมให้ใครมาพูดลอยๆ ได้ง่ายๆ เลยครับ ในยุคที่โซเชียลมีเดียแพร่หลายแบบนี้ การหมิ่นประมาทออนไลน์กลายเป็นปัญหาใหญ่ โทษปรับ 5 หมื่น หรือจำคุก 1 ปี แถมต้องชดใช้ค่าเสียหายอีก

มาดูกันว่าคดีนี้จะจบยังไง บางคนมองว่าเป็นการชำระแค้นเก่า บางคนก็เห็นว่าเป็นการปกป้องสิทธิ์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ว่าจะยังไง ศาลจะเป็นผู้ตัดสินสุดท้าย เราควรรอฟังคำพิพากษากันต่อไป คุณคิดเห็นยังไงกับเรื่องนี้ล่ะ? จากประสบการณ์ของผม การฟ้องหมิ่นประมาทเป็นเครื่องมือที่ดีในการต่อสู้กับข่าวลือปลอมๆ ในโลกออนไลน์

สุดท้ายนี้ อย่าลืมติดตามอัปเดตข่าวสารจากเรา เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวในคดีร้อนๆ แบบนี้ แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ด้วยนะครับ ถ้าคุณเคยเจอปัญหาหมิ่นประมาทแบบนี้ บอกเล่าในคอมเมนต์ด้านล่างเลย!

ที่มา – “บิ๊กโจ๊ก” มอบหมายทนายยื่นฟ้อง “พ.ต.อ.ภาคภูมิ” หมิ่นประมาท ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อ

บิ๊กต่อเร่งสอบ “บิ๊กโจ๊ก” ทำร้ายลูกน้อง จริงหรือ?

คดีร้อนแรงที่สังคมจับตา! บิ๊กต่อเร่งสอบ “บิ๊กโจ๊ก” ทำร้ายลูกน้อง จริงหรือไม่? พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. เร่งเครื่องเต็มสูบ เตรียมสอบปากคำแพทย์ไขปมข้อเท็จจริง พร้อมเดินหน้าต่อคดีสินบนทองคำ 246 บาท ย้ำชัดตำรวจมีอำนาจหน้าที่ งานนี้มีอะไรในกอไผ่ ต้องตามติดชนิดห้ามกระพริบตา!

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ได้ออกมาอัปเดตความคืบหน้าคดีที่เกี่ยวข้องกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “บิ๊กโจ๊ก” อดีตรอง ผบ.ตร. ในประเด็นการทำร้ายร่างกายลูกน้อง ซึ่งเป็นที่สนใจของประชาชนอย่างกว้างขวาง

บิ๊กต่อเร่งสอบ “บิ๊กโจ๊ก” ทำร้ายลูกน้อง จริงหรือไม่?

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวว่าในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ทีมสอบสวนได้ทำการสอบปากคำพยานเพิ่มเติมไปแล้ว 4-5 ราย โดยพยานเหล่านี้ประกอบไปด้วยอดีตข้าราชการตำรวจ, ตำรวจชั้นประทวน และตำรวจชั้นสัญญาบัตร ซึ่งเคยร่วมงานกับทั้งผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าถูกทำร้าย และผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำ

“พยานที่มาให้ข้อมูล บางรายให้การว่าเคยเห็นเหตุการณ์ทำร้ายร่างกาย บางรายบอกว่าเคยได้ยินเรื่องราวมาแต่ไม่เห็นด้วยตาตัวเอง ขณะที่บางรายให้การว่าไม่ทราบเรื่องดังกล่าวเลย” พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าว

เมื่อถูกถามว่าพยาน 4-5 รายที่ให้ปากคำนั้น เป็นกลุ่มเดียวกับ 17 คนที่เคยร้องเรียนไปยังสำนักงานจเรตำรวจแห่งชาติหรือไม่ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ตอบว่ายังไม่สามารถยืนยันได้ และต้องขอตรวจสอบข้อมูลก่อน พร้อมกันนี้ ได้สั่งการให้เร่งดำเนินการสอบปากคำแพทย์ผู้ทำการรักษา เพื่อรวบรวมข้อมูลและหลักฐานทางการแพทย์ให้ครบถ้วน ก่อนที่จะพิจารณาออกหมายเรียกต่อไป

ยังไม่พบรายงานการข่มขู่พยาน

นอกจากนี้ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ยังยืนยันว่า ณ ขณะนี้ ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีการข่มขู่ผู้ร้องเรียนแต่อย่างใด

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ กรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ส่งสำนวนคดีสินบนทองคำ 246 บาท กลับมาให้ตำรวจดำเนินการต่อ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวว่าสำนวนดังกล่าวได้ถูกส่งมายังกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางแล้ว และได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อหารือว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

“เรายืนยันว่าตำรวจมีอำนาจในการดำเนินการในคดีนี้อย่างแน่นอน และหากระหว่างนี้มีพยานหลักฐานเพิ่มเติม ตำรวจก็จะทำการเพิ่มเติมลงไปในสำนวนเพื่อให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น” พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าว

สำหรับกรณีที่ทนายความของอดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้ไปร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ว่าตำรวจไม่มีอำนาจในการดำเนินการ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ชี้แจงว่าเป็นสิทธิ์ของทนายที่จะดำเนินการ แต่ตำรวจก็จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป และคาดว่าหลังจากการประชุมหารือ จะมีความชัดเจนในคดีนี้มากยิ่งขึ้น พร้อมยืนยันว่าคดีนี้จะดำเนินการเช่นเดียวกับคดีอื่นๆ และผู้ร้องได้เข้าสู่กระบวนการคุ้มครองพยานแล้ว

สรุปคือ ตอนนี้ทุกอย่างอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการอย่างเข้มข้น ทั้งคดี บิ๊กต่อเร่งสอบ “บิ๊กโจ๊ก” ทำร้ายลูกน้อง และคดีสินบนทองคำ ซึ่งทั้งสองคดีนี้มีความซับซ้อนและมีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

ต้องบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กรตำรวจอย่างมาก การที่ “บิ๊กต่อ” ลงมาดูแลเอง แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะทำให้ความจริงปรากฏ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน แต่ทั้งนี้ ก็ต้องให้เวลาและพื้นที่ในการทำงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้การสอบสวนเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมที่สุด

ที่มา – บิ๊กต่อ ผบช.ก.จ่อเร่งสอบปากคำแพทย์ คลี่ปมข้อเท็จจริง “บิ๊กโจ๊ก” ทำร้ายลูกน้อง

คดีบิ๊กโจ๊กสินบนทองคำ 246 บาท ชัดเจนใน 2 สัปดาห์

ความคืบหน้าล่าสุดของคดีที่สังคมจับตาอย่างใกล้ชิด คดี บิ๊กโจ๊กสินบนทองคำ 246 บาท ที่มี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. เกี่ยวข้อง ล่าสุด “บิ๊กเต่า” รอง ผบช.ก. ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าของคดีนี้ โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนภายใน 2 สัปดาห์นี้

คดีบิ๊กโจ๊กสินบนทองคำ 246 บาท

จากกรณีที่ นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ได้ยื่นหนังสือต่อประธานรัฐสภา เพื่อคัดค้านการรับสำนวนคดีจากพนักงานสอบสวน กรณีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และพวกถูกกล่าวหาว่าติดสินบนกรรมการ ป.ป.ช. ด้วยทองคำหนัก 246 บาท เพื่อให้มีการส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาให้ตั้งองค์คณะไต่สวน โดยทนายความให้เหตุผลว่า ตำรวจไม่มีอำนาจพิจารณาสำนวนคดีรับสินบนทองคำ และ ป.ป.ช. ไม่สามารถส่งสำนวนกลับมาให้ตำรวจได้

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ได้ออกมาตอบโต้ประเด็นดังกล่าว โดยยืนยันว่าการดำเนินการของตำรวจเป็นไปอย่างรัดกุม ตั้งแต่การรับเรื่องร้องทุกข์ การรวบรวมพยานหลักฐาน จนถึงการจัดทำสำนวนส่งไปยัง ป.ป.ช. ซึ่งต่อมา ป.ป.ช. ได้มีมติส่งสำนวนคดีกลับมายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติเมื่อวันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา

ในวันที่ 27 มกราคม พนักงานสอบสวนได้มีการประชุมเพื่อพิจารณาข้อสรุปว่าจะส่งสำนวนคดีทั้งหมดให้ประธานรัฐสภาหรือไม่ พร้อมกันนี้ได้มีการทำหนังสือสอบถามข้อกฎหมายไปยังสภาทนายความ นักวิชาการด้านกฎหมาย และพนักงานอัยการ เพื่อประกอบการพิจารณาให้รอบด้านยิ่งขึ้น

พล.ต.ต.จรูญเกียรติยังกล่าวต่ออีกว่า ขอยืนยันว่าทุกขั้นตอนที่ตำรวจดำเนินการสอบสวน เป็นการใช้อำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย หากในอนาคตมีการส่งสำนวนคดีไปยังประธานรัฐสภาทั้งหมด จากนั้นจะเป็นดุลพินิจของประธานรัฐสภาว่าจะดำเนินการกับคดีดังกล่าวต่อไปอย่างไร

ความคืบหน้าล่าสุด คดีบิ๊กโจ๊กสินบนทองคำ 246 บาท

สำหรับกรอบระยะเวลาในการพิจารณาเรื่องนี้ คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์นับจากนี้ ซึ่งต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เกิดคำถามมากมายในสังคมเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม และอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การที่ทนายความยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภา แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะตรวจสอบความถูกต้องของกระบวนการ และเรียกร้องให้มีการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม

ในขณะเดียวกัน การยืนยันของตำรวจว่าทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย ก็เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า คดีนี้จะได้รับการดำเนินการอย่างโปร่งใสและยุติธรรม

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูล และดำเนินการตามกระบวนการที่ถูกต้อง เพื่อให้ความจริงปรากฏ และนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย

คดี บิ๊กโจ๊กสินบนทองคำ 246 บาท ไม่ได้เป็นเพียงแค่คดีอาชญากรรม แต่เป็นคดีที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงระบบในกระบวนการยุติธรรมของไทย การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจึงต้องทำอย่างรอบคอบ และคำนึงถึงผลประโยชน์ของสังคมโดยรวมเป็นสำคัญ

ความคืบหน้าของคดีนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด แต่สิ่งที่แน่นอนคือ สังคมไทยกำลังจับตาดูว่ากระบวนการยุติธรรมจะสามารถให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายได้หรือไม่ และจะสามารถรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกฎหมายและความยุติธรรมได้หรือไม่ คดีนี้จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญของระบบยุติธรรมไทยอย่างแท้จริง

การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน จะช่วยให้เราเข้าใจถึงความซับซ้อนของคดีนี้ และสามารถตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผลว่า เราควรจะเชื่อมั่นในอะไร และควรจะเรียกร้องอะไรจากผู้มีอำนาจ

ที่มา – “บิ๊กเต่า” เผยคดีบิ๊กโจ๊ก ติดสินบนทองคำหนัก 246 บาท น่าจะชัดเจนภายใน 2 สัปดาห์นี้

เอกวิทย์ ป.ป.ช. ฟ้องกลับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ แจ้งความเท็จ

“เอกวิทย์ วัชชวัลคุ” กรรมการ ป.ป.ช. มอบทนายฟ้องกลับ “พ.ต.อ.ภาคภูมิ” อดีตลูกน้องบิ๊กโจ๊ก ฐานแจ้งความเท็จและกลั่นแกล้งให้รับโทษ สืบเนื่องจากกรณีถูกพาดพิงเรื่องรับสินบนทองคำ 246 บาท ยืนยันไม่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัว ท้าให้แสดงหลักฐาน และพร้อมสู้คดี

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 29 ธันวาคม 2568 ณ ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มอบอำนาจให้ทีมทนายความเข้าพบพนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย อดีตนายตำรวจคนสนิทของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ในข้อหาแจ้งความเท็จและกลั่นแกล้งให้ผู้อื่นรับโทษทางอาญา

ทนายความผู้รับมอบอำนาจเปิดเผยว่า การเข้าแจ้งความในครั้งนี้สืบเนื่องจากกรณีที่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ แจ้งความกล่าวหาว่านายเอกวิทย์ ป.ป.ช. ฟ้องกลับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ แจ้งความเท็จ มีการเรียกรับสินบนเป็นทองคำแท่ง น้ำหนักรวม 246 บาท ซึ่งขอยืนยันว่า “ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง” นายเอกวิทย์ ในฐานะกรรมการ ป.ป.ช. มีการแสดงบัญชีทรัพย์สินอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน อีกทั้งกระบวนการคัดเลือกเข้ามาดำรงตำแหน่งใน ป.ป.ช. มีความเข้มงวดและผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียด

ทนายความกล่าวต่อว่า การที่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีอื่นอยู่แล้ว ออกมากลับคำให้การเช่นนี้ มองว่าเป็นปัญหาความขัดแย้งภายในของฝั่งตำรวจเอง ไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากมีการกล่าวหาว่ารับสินบน ตัวผู้แจ้งความจะต้องมีความผิดฐานให้สินบนเจ้าพนักงานด้วย แต่หากเป็นเรื่องไม่จริง จะเข้าข่ายความผิดฐานแจ้งความเท็จทันที การกระทำของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ จึงเป็นเหตุให้ เอกวิทย์ ป.ป.ช. ฟ้องกลับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ แจ้งความเท็จในที่สุด

“ท่านเอกวิทย์ไม่เคยมีทองคำแท่งตามที่ถูกกล่าวหา ไม่เคยเดินทางไปที่สมาคมชาวปักษ์ใต้ และที่สำคัญคือไม่เคยรู้จักกับ พ.ต.อ. ภาคภูมิ เป็นการส่วนตัว เคยพบกันเพียงครั้งเดียวในขั้นตอนการไต่สวนตามหน้าที่เท่านั้น” ทนายความกล่าว

ส่วนกรณีที่ฝั่งคู่กรณีอ้างว่ามีหลักฐานเด็ด วันนี้เห็นมีแต่ข่าวที่ตำรวจบอกว่ามีคลิปไม่เห็นมีมาแสดงให้ปรากฏ คนที่กล่าวอ้างถ้ามีจริงต้องมีการนำมาแสดง แต่ถ้ามีจริง ทีมทนายความยืนยันว่าไม่มีความกังวลใจและพร้อมที่จะต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมอย่างถึงที่สุด เนื่องจากเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์และหลักฐานที่มีอยู่

เอกวิทย์ ป.ป.ช. ฟ้องกลับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ แจ้งความเท็จ

ทำไมเอกวิทย์ ป.ป.ช. ฟ้องกลับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ แจ้งความเท็จ?

การฟ้องกลับครั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากนายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่าการแจ้งความของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ เป็นการแจ้งความเท็จและกลั่นแกล้งให้ตนเองได้รับโทษทางอาญา นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ขององค์กร ป.ป.ช. อีกด้วย

ประเด็นสำคัญที่ทนายความเน้นย้ำคือ นายเอกวิทย์ไม่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัวกับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ และไม่เคยมีการเรียกรับสินบนตามที่ถูกกล่าวหา การที่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ออกมาให้ข้อมูลเช่นนี้จึงอาจมีแรงจูงใจอื่นแอบแฝง ซึ่งทางทีมทนายความพร้อมที่จะพิสูจน์ความจริงในชั้นศาล

คดีนี้จึงเป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะเกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญในวงการตำรวจและองค์กรตรวจสอบอำนาจรัฐ ซึ่งผลของการตัดสินคดีจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรม และความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ

สถานการณ์เช่นนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ก่อนที่จะมีการกล่าวหาหรือดำเนินคดีกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง การปล่อยข่าวลือหรือข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความเสียหายที่ไม่สามารถแก้ไขได้

เอกวิทย์ ป.ป.ช. ฟ้องกลับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ แจ้งความเท็จ ถือเป็นคดีที่ประชาชนให้ความสนใจ เพราะเกี่ยวข้องกับความโปร่งใส และการใช้อำนาจอย่างถูกต้องในสังคมไทย เราจะติดตามความคืบหน้าของคดีนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป

ที่มา – “เอกวิทย์” ป.ป.ช. ส่งทนายฟ้องกลับ “พ.ต.อ.ภาคภูมิ” แจ้งความเท็จ-กลั่นแกล้งให้รับโทษ

กมธ.กฎหมายฯ สว. ชี้ได้ข้อมูลดีทั้งเรื่องสแกมเมอร์-สตช.

คณะกรรมาธิการกฎหมายฯ สว. เผยได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับเรื่องสแกมเมอร์-สตช. หลังจากการเชิญ “บิ๊กโจ๊ก” เข้าชี้แจงข้อมูลสำคัญ

ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมายและการยุติธรรม วุฒิสภา เปิดเผยว่า ได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งหลังจากการเชิญ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. เข้าให้ข้อมูลในประเด็นที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสแกมเมอร์-สตช. ด้าน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ย้ำว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จะต้องดำเนินการกวาดล้างภายในองค์กรให้สะอาดและโปร่งใส

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 เวลา 15.45 น. ณ รัฐสภา ภายหลังการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมายและการยุติธรรม วุฒิสภา ได้เชิญ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. เข้าให้ข้อมูลเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี, สแกมเมอร์ และเว็บพนัน โดยใช้เวลาในการประชุมกว่า 2 ชั่วโมง พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย สว. ในฐานะประธาน กมธ. เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ทั้งในเรื่องของการปราบปรามสแกมเมอร์ รวมถึงกระแสข่าวที่กล่าวหาว่า สตช.เป็นองค์กรอาชญากรรม กมธ. ได้รับแนวทางที่เป็นประโยชน์ว่าใครเกี่ยวข้องอย่างไร และถือเป็นหน้าที่ของวุฒิสภาในการส่งข้อมูลเหล่านี้ไปยังผู้บริหารประเทศเพื่อดำเนินการต่อไป

กมธ.กฎหมายฯ สว. ชี้ได้ข้อมูลดีทั้งเรื่องสแกมเมอร์-สตช.

“บิ๊กโจ๊ก” ย้ำ สตช. ต้องกวาดบ้านให้สะอาดโปร่งใส

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า บรรยากาศในการให้ข้อมูลครั้งนี้แตกต่างจากการชี้แจงต่อ กมธ. ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อรองหัวหน้าพรรคประชาชน เป็นประธาน กมธ. เพราะวันนี้เป็นการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและบ้านเมือง เพื่อส่งต่อถึงผู้บริหารประเทศเพื่อเร่งแก้ไขปัญหา โดยขั้นตอนต่อไปคือ ประธาน กมธ. จะนำไปสรุปรายละเอียดและนำเสนอตามหน้าที่ ส่วนกรณีองค์กรอาชญากรรมที่ตนได้ระบุไปนั้น มีจุดประสงค์เพื่อให้องค์กรตำรวจได้ทำการแก้ไขปรับปรุง จะไม่ยอมให้คนเพียง 200 กว่าคน มาทำให้คน 2 แสนกว่าคนต้องเสียหาย และได้กล่าวเน้นย้ำว่า สตช. ต้องไปแก้ไขให้ตรงจุด ทำให้โปร่งใสในทุกคดี ทั้งคดีเว็บพนัน และคดีของนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส. สงขลา พรรคกล้าธรรม ถือเป็นเรื่องที่สังคมต้องติดตามว่าเหตุใด ทั้งสแกมเมอร์ และเว็บพนันออนไลน์ รวมถึงบัญชีม้ายังคงมีอยู่ เหตุใดจึงสามารถยึดทรัพย์นายชนนพัฒฐ์ได้เพียง 31 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ สตช. จะต้องบูรณาการทุกส่วน และทำความจริงให้ปรากฏและโปร่งใสต่อสังคม

ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ สแกมเมอร์-สตช.

การให้ข้อมูลของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ในครั้งนี้ ทำให้คณะกรรมาธิการได้รับทราบถึงข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญเกี่ยวกับปัญหาสแกมเมอร์-สตช. ซึ่งเป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อองค์กรตำรวจ การเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาและความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาภายในองค์กร ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะทำให้ สตช. เป็นองค์กรที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

  • ความสำคัญของการปราบปรามสแกมเมอร์: สแกมเมอร์เป็นภัยคุกคามที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชนจำนวนมาก การปราบปรามสแกมเมอร์อย่างจริงจังจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง
  • การแก้ไขปัญหาภายใน สตช.: การที่มีบุคคลากรใน สตช. เข้าไปเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม ทำให้องค์กรเสื่อมเสียชื่อเสียง การแก้ไขปัญหาภายในองค์กรจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชน
  • ความโปร่งใสและความรับผิดชอบ: ความโปร่งใสและความรับผิดชอบในการดำเนินงานของ สตช. เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชน

การที่คณะกรรมาธิการได้รับข้อมูลที่ดีเกี่ยวกับเรื่องสแกมเมอร์-สตช. ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการปรับปรุงองค์กรตำรวจให้มีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น การติดตามและตรวจสอบการดำเนินงานของ สตช. อย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าการแก้ไขปัญหาจะดำเนินการไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

การที่ สตช. กล้าที่จะเปิดเผยข้อมูลและดำเนินการแก้ไขปัญหาภายในองค์กรแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้การปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการปรับปรุงองค์กรตำรวจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ที่มา – กมธ.กฎหมายฯ สว. ชี้ได้ข้อมูลดีทั้งเรื่องสแกมเมอร์-สตช. หลังเชิญ “บิ๊กโจ๊ก” แจง

“พล.ต.ท.ไตรรงค์” แจง! ฟ้องกลับ “บิ๊กโจ๊ก” แน่

จากกรณีที่ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ถูกพาดพิงจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ “บิ๊กโจ๊ก” อดีตรอง ผบ.ตร. ในหลายประเด็น ล่าสุด พล.ต.ท.ไตรรงค์ ได้ออกมาแถลงข่าวเพื่อชี้แจงทุกข้อกล่าวหา พร้อมยืนยันว่าจะใช้สิทธิ์ดำเนินคดีกับ “บิ๊กโจ๊ก” ที่ให้ร้ายตนเองและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมองว่าการที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ขุดคุ้ยความจริงในหลายเรื่อง ทำให้ความจริงปรากฏ

“พล.ต.ท.ไตรรงค์” แจงทุกข้อกล่าวหา ขอใช้สิทธิฟ้องกลับ “บิ๊กโจ๊ก”

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวถึงกรณีที่ถูกกล่าวหาในคดีของนักการเมืองรายหนึ่งว่า ตำรวจชุดจับกุมไม่มีการกลับคำให้การ และไม่ได้ให้การช่วยเหลือผู้ต้องหา ปัจจุบันตำรวจ PCT 4 ได้ดำเนินคดีต่อเนื่องใน 3 ท้องที่ ได้แก่ สภ.สงขลา (พ.ร.บ.เว็บพนัน และ พ.ร.บ.ฟอกเงิน), สภ.หาดใหญ่ (พ.ร.บ.เว็บพนัน) และ สน.เพชรเกษม (พ.ร.บ.เว็บพนัน) โดยการจับกุมเป็นไปตามหลักฐานที่มี

ส่วนกรณีคดีบอสตาล ที่ถูกกล่าวหาว่าไม่มีการดำเนินการนั้น พล.ต.ท.ไตรรงค์ ชี้แจงว่า มีการจับกุมจริง โดยใช้เวลาสืบสวนเกือบ 1 ปี และศาลได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก แต่ผู้ต้องหาให้การเป็นประโยชน์ตั้งแต่ชั้นจับกุม ศาลจึงลดโทษให้หนึ่งในสาม เหลือจำคุกเพียง 8 เดือน นอกจากนี้ ปปง. ยังมีคำสั่งอายัดทรัพย์ชั่วคราวและส่งฟ้องในคดีแพ่งอีกด้วย

คดีเว็บพนันมินนี่ และความเชื่อมโยงกับ “บิ๊กโจ๊ก”

สำหรับคดีเว็บพนันมินนี่ พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า ได้มีการขยายผลไปสู่คดี BNK Master ซึ่ง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กับพวกเป็นผู้ถูกกล่าวหา โดยตำรวจได้ออกหมายจับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ คดีนี้มีการกล่าวหาว่ามีการช่วยเหลือมินนี่ แต่ตำรวจได้ดำเนินคดีและขยายผลจับกุมผู้กระทำผิดหลายคน รวมถึงจับกุมคนใกล้ชิด พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ต่อมาในปี 2566 ได้สืบสวนขยายผลและจับกุมเว็บพนันในพื้นที่ภาคอีสาน พบว่าเว็บพนันมีชื่อมินนี่ จึงออกหมายจับมินนี่กับพวก จากนั้นได้ขยายผลออกหมายจับคนใกล้ชิด พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ พร้อมแจ้งข้อกล่าวหา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ปัจจุบันสำนวนคดีอยู่ระหว่างการตรวจสอบของอัยการ

ในส่วนของคดี สจ.กอล์ฟ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ระบุว่า หลังเกิดเหตุทำร้ายร่างกายตำรวจ พลเมืองดีได้ส่งข้อมูลเว็บพนันมาให้ โดยคาดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับ สจ.กอล์ฟ ตำรวจ สภ.สงขลา จึงสืบสวนและออกหมายจับ สจ.กอล์ฟกับพวก ซึ่งพนักงานสอบสวนได้สั่งฟ้องและส่งสำนวนให้อัยการคดีพิเศษไปแล้ว

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยังกล่าวถึงผลการปฏิบัติงานในขณะที่ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ตำรวจไซเบอร์) ว่า ในช่วงนั้นมีการจับกุมคดีเว็บพนันสูงขึ้นกว่าปีก่อนหน้า รวมแล้วกว่า 2,000 คดี และมีการตรวจยึดทรัพย์สินกว่า 300 ล้านบาท รวมถึงปิดกั้นเว็บพนันไปกว่า 140,000 URL หรือ 70 เปอร์เซ็นต์

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าสาเหตุที่ต้องมาแถลงข่าวที่บ้านพระอาทิตย์ เป็นการยืมมือนายสนธิ ลิ้มทองกุล สื่อมวลชนอาวุโส พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า ตนเองแถลงข่าวทุกที่ แต่ประทับใจที่นายสนธิมีการขุดคุ้ยความจริงในหลาย ๆ เรื่อง

กรณีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ จับมือกันออกมาโจมตีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มองว่ามีสาเหตุมาจากความสัมพันธ์ระหว่าง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และตำรวจชุด PCT 4 ซึ่งเป็นความสัมพันธ์แบบผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหา ปัจจุบันคดีนี้อยู่ในชั้น ป.ป.ช. นอกจากนี้ การที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีคำสั่งให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ออกจากราชการ ก็อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ออกมาตอบโต้

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การที่บางคนพูดว่า “ตำรวจคือองค์กรอาชญากรรม” เป็นการพูดเหมารวม ซึ่งไม่เป็นธรรม เพราะสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็เหมือนองค์กรทั่วไปที่มีทั้งคนดีและคนไม่ดี แต่ตำรวจที่ดีและตั้งใจทำงานก็มีอยู่มาก โดยดูได้จากสถิติการลงทัณฑ์ทางวินัยของตำรวจในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีตำรวจถูกลงทัณฑ์ทางวินัยกว่า 5,000 นาย และถูกลงโทษถึงขั้นปลดออกหรือไล่ออกกว่า 900 นาย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง

สำหรับเรื่องการดำเนินคดีหรือฟ้องกลับ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยืนยันว่า จะขอสงวนสิทธิ์ในการดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำความผิดในเรื่องนี้ โดยเฉพาะผู้ที่พูดข้อมูลเท็จและผลิตซ้ำข้อมูลเดิม ๆ อย่างต่อเนื่อง

การออกมาแถลงข่าวของ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ในครั้งนี้ ถือเป็นการตอบโต้ข้อกล่าวหาต่าง ๆ อย่างชัดเจน และแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะปกป้องศักดิ์ศรีของตนเองและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ท่าทีที่แข็งกร้าวและเด็ดเดี่ยวของ พล.ต.ท.ไตรรงค์ หลังจากนี้ คงต้องติดตามกันต่อไปว่าเรื่องราวจะจบลงอย่างไร

ที่มา – “พล.ต.ท.ไตรรงค์” แจงทุกข้อกล่าวหา ขอใช้สิทธิฟ้องกลับ “บิ๊กโจ๊ก”

ทุนเทาครองเมือง แนะปราบสแกมเมอร์จริงจัง

สถานการณ์ทุนสีเทาที่เชื่อมโยงกับอำนาจรัฐสร้างความเสียหายอย่างมาก รัฐบาลจึงต้องเร่งตรวจสอบเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนันและการฟอกเงิน ขณะเดียวกัน สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาก็กลับมาร้อนระอุอีกครั้ง รัฐบาลต้องเร่งจัดการทั้งสองด้านเพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา

ในรายการ Newsroom ทางยูทูบ Thairath News พูดคุยกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. และ พล.ท.พงศกร รอดชมภู อดีตประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหา

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล เปิดเผยว่า อาชญากรรมสแกมเมอร์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และโรแมนซ์สแกมมีความเกี่ยวพันกันทั้งหมด สร้างความเสียหายมหาศาลและมีอิทธิพลต่อรัฐบาล รวมถึงการคอร์รัปชั่นในหมู่ข้าราชการและตำรวจ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความเคลื่อนไหวในการดำเนินคดีหรือให้ออกจากราชการ แม้ว่าจะได้ส่งรายชื่อไปตั้งแต่ ส.ค. 2567 แล้วก็ตาม

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า การที่นายกฯ เดินทางไปประชุมที่เกาหลีและบอกว่าไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมการปราบปรามสแกมเมอร์นั้น ไม่ถูกต้อง เพราะไทยควรเป็นเจ้าภาพในการปราบปรามอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่จัดการประชุม และการตั้งศูนย์หรือทำ MOU กับหน่วยงานต่างๆ ก็เป็นเพียงพิธีกรรมเท่านั้น

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังกล่าวถึงกรณีการจับกุม “ลียง พัด” ว่า ควรไปขอข้อมูลจากต่างประเทศที่มีการยึดทรัพย์บริษัทเหล่านี้แล้ว เพื่อดูว่ามีคนไทยเกี่ยวข้องหรือไม่ และมีการฟอกเงินไปยังบริษัทใดบ้าง ส่วนเว็บพนันก็เป็นอาหารอันโอชะของตำรวจที่คอร์รัปชั่น และไทยยังอ่อนในเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย โดยมักจะจับแค่ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงหรือหลบหนีเข้าเมือง ซึ่งไม่มีประโยชน์

พล.ท.พงศกร รอดชมภู กล่าวว่า การตั้งข้อหาแค่ร่วมกันฉ้อโกงนั้นง่ายเกินไป และแต่ละหน่วยงานยังทำงานแยกกัน ควรให้ ป.ป.ง. บังคับใช้กฎหมายและให้ตำรวจเดินคู่กันไป แต่ถ้ามัวแต่จัดอีเว้นท์จะไม่ทัน ควรยึดทรัพย์ให้เห็นผลจริงจัง และจัดการกลุ่มที่อยู่เบื้องหลังสถานการณ์ชายแดน นอกจากนี้ ประเทศไทยเสียเงินให้กับระบบสแกมเมอร์จำนวนมาก แต่ได้คืนมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ทุนเทาครองเมือง แนะใช้อำนาจรัฐ ปราบสแกมเมอร์จริงจัง

เมื่อถามถึงการทำงานของตำรวจ พล.ท.พงศกร กล่าวว่า ระบบข้าราชการประจำและการเมืองถูกแทรกซึมเกือบหมดแล้ว เหมือนประเทศไทยถูกยึดไปแล้วด้วยเงินดำ ดังนั้น วิธีการที่จะสู้ได้คือ การใช้อำนาจรัฐ โดยเจตจำนงทางการเมืองจัดการกับรายชื่อที่เกี่ยวข้องกับคนไทย และใช้กฎหมายเกี่ยวกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ

พล.ท.พงศกร กล่าวว่า สแกมเมอร์มาฟอกเงินในไทย ดังนั้นให้ไปตามบัญชีต่างๆ ที่มีนอมินี ซึ่งหาไม่ยาก เมื่อเจอแล้วจะรู้ว่ามีการฟอกเงินในรูปแบบต่างๆ เช่น การประมูลงานแบบที่ถูกจัดฉาก หรือการซื้อของในบริษัทตัวเองในราคาแพง สามารถจัดการได้ทั้งหมด โดยขอความร่วมมือจากสหรัฐฯ และจีน

แก้ปัญหาทุนเทาครองเมือง ต้องปราบสแกมเมอร์จริงจัง

การปราบปรามสแกมเมอร์อย่างจริงจังต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งฟอกเงินของอาชญากรข้ามชาติ การใช้อำนาจรัฐอย่างเด็ดขาดและการประสานงานกับต่างประเทศเป็นสิ่งจำเป็นในการแก้ไขปัญหานี้

แนวทางการปราบปรามสแกมเมอร์ที่เสนอมานั้น เป็นแนวทางที่น่าสนใจและควรนำไปพิจารณาอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาทุนเทาและการฟอกเงินนั้นต้องอาศัยความโปร่งใสและความมุ่งมั่นในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุน

การปล่อยให้ปัญหาทุนเทาฝังรากลึกต่อไป จะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว การตัดสินใจที่เด็ดขาดและการดำเนินการอย่างรวดเร็วจึงเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหานี้

ที่มา – ทุนเทาครองเมือง แนะใช้อำนาจรัฐ ปราบสแกมเมอร์จริงจัง

Scroll to top