ส่งออกไทย

พิชัย ติงไทยเจรจาล่าช้า ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีเพิ่ม แนะศุภจี

พิชัย ติงไทยเจรจาล่าช้า ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีเพิ่ม แนะศุภจี

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางเศรษฐกิจเมื่อนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์การค้าของไทย หลังจากที่สหรัฐอเมริกาประกาศเก็บภาษีสินค้าไทยสูงถึง 12.5% โดยให้เหตุผลเรื่องแรงงานภาคบังคับ ซึ่งถือเป็นอัตราที่สูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเดียวกัน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลก

นายพิชัยมองว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ คือการที่รัฐบาลมีความล่าช้าในการเจรจา ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบและอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงตัวเลขการขาดดุลการค้าที่ครึ่งปีแรกพุ่งสูงถึง 1.1 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็นระดับที่น่ากังวลที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยเลยทีเดียว

เร่งแก้ปม “พิชัย ติงไทยเจรจาล่าช้า ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีเพิ่ม แนะศุภจี”

นอกจากนี้ นายพิชัยยังได้ให้คำแนะนำถึง คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้เร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาโดยดึงบุคลากรที่มีประสบการณ์อย่าง นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เข้ามาช่วยในด้านการเจรจา เนื่องจากเคยมีผลงานที่ประสบความสำเร็จในการเจรจามาก่อนหน้านี้

ในส่วนของ พิชัย ติงไทยเจรจาล่าช้า ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีเพิ่ม แนะศุภจี ได้มีการเน้นย้ำถึง KPI 4 เรื่องสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งทำ ดังนี้:

  • เร่งแก้ไขราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำซึ่งส่งผลกระทบชัดเจนต่อเกษตรกรทั่วประเทศ
  • เจรจาการค้ากับพันธมิตรต่างประเทศ ทั้ง FTA ไทย-อียู และประเด็นภาษีกับสหรัฐฯ
  • ควบคุมปัญหาการทะลักของสินค้าด้อยคุณภาพและการแก้ไขปัญหานอมินีที่รุนแรงขึ้น
  • บริหารจัดการตัวเลขการขาดดุลการค้า โดยเฉพาะการขาดดุลกับประเทศจีนที่พุ่งสูงผิดปกติ

การบริหารงานกระทรวงพาณิชย์ในยุคนี้ถือว่ามีความท้าทายอย่างยิ่ง การมุ่งเน้นเพียงการทำคอนเทนต์ประชาสัมพันธ์แบบผิวเผินนั้นไม่เพียงพอ แต่จำเป็นต้องอาศัยการลงมือปฏิบัติที่เข้มข้น ร่วมกับการมีแผนเชิงกลยุทธ์ที่ชัดเจนเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศเอาไว้

สุดท้ายนี้ ความอยู่รอดและคุณภาพชีวิตของประชาชนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของทีมเศรษฐกิจรัฐบาล หากสามารถจัดการปัญหาความล่าช้าในการเจรจาและปรับโครงสร้างการส่งออกได้อย่างเป็นรูปธรรม ก็ยังมีโอกาสที่ไทยจะพลิกฟื้นกลับมาได้ แต่ต้องรีบทำทันทีตั้งแต่วันนี้ก่อนที่ผลกระทบจะบานปลายไปมากกว่าเดิม

ที่มา – “พิชัย” ติงไทยเจรจาล่าช้า ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีเพิ่ม แนะ “ศุภจี” เร่งทำ 4 เรื่อง

“ศุภจี” เร่งหารือสหรัฐฯ หลังประกาศอัตราภาษีนำเข้าใหม่

สถานการณ์การค้าระหว่างประเทศกำลังเป็นประเด็นร้อนแรง เมื่อล่าสุด “ศุภจี” เร่งหารือสหรัฐฯ หลังประกาศอัตราภาษีนำเข้าใหม่ ที่มีการปรับขึ้นเป็น 12.5% ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกไทยในหลายภาคส่วน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยไม่ได้นิ่งนอนใจและกำลังเร่งเจรจาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศอย่างเต็มที่

มุมมองจาก “ศุภจี” เร่งหารือสหรัฐฯ หลังประกาศอัตราภาษีนำเข้าใหม่

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการเจรจาครั้งนี้ว่า หัวใจสำคัญไม่ใช่แค่การสรุปผลให้เร็ว แต่ต้องเป็นการสร้างความตกลงที่ให้ประโยชน์อย่างสมดุล (Balanced Trade Agreement) เพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระยะยาว โดยที่ไทยยังคงสามารถรักษาสิทธิในการกำหนดนโยบายสาธารณะและความมั่นคงของประเทศไว้ได้อย่างครบถ้วน

รายละเอียดมาตรการและข้อยกเว้นสำหรับสินค้าไทย

สำหรับการตัดสินใจของสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 301 ที่ประกาศเรียกเก็บภาษีเพิ่ม 12.5% จากไทยและอีก 37 ประเทศนั้น ถือเป็นการปรับขึ้นจากเดิมที่เก็บอยู่ที่ 10% ภายใต้มาตรา 122 อย่างไรก็ตาม ข่าวดีคือมีสินค้าไทยจำนวนกว่า 2,120 รายการที่ยังได้รับการยกเว้นภาษีนี้ ซึ่งถือเป็นมูลค่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของยอดการส่งออกทั้งหมดไปสหรัฐฯ โดยกลุ่มสินค้าที่ปลอดภัย ได้แก่:

  • วงจรรวมและหน่วยเก็บข้อมูล (HDD)
  • ชิ้นส่วนอากาศยาน
  • ยางธรรมชาติ ยางแผ่น และยางแท่ง
  • ผลไม้สดและแปรรูป อาทิ สับปะรด มะพร้าวสด น้ำมะพร้าว
  • อาหารและสินค้าแปรรูปอื่นๆ เช่น แป้งมันสำปะหลัง

อย่างไรก็ตาม ในประเด็นที่สหรัฐฯ ยังคงไต่สวนเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกินนั้น ทางกระทรวงพาณิชย์ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมมาตรการรองรับไว้แล้ว เพื่อลดผลกระทบต่อภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ผู้ผลิต และผู้ส่งออก

มาตรการภาครัฐเพื่อรับมือและเสริมความแกร่ง

เพื่อตอบรับกับความท้าทายนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้เดินหน้ามาตรการคู่ขนานหลายด้าน เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว ดังนี้:

  • มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ: เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบทางอ้อม
  • การสนับสนุนด้านภาษี: ช่วยลดภาระให้แก่ผู้ส่งออก
  • การบริหารจัดการโลจิสติกส์: เน้นลดต้นทุนค่าขนส่งและเพิ่มประสิทธิภาพการส่งออก
  • การหาตลาดใหม่: กระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียว

การที่ “ศุภจี” เร่งหารือสหรัฐฯ หลังประกาศอัตราภาษีนำเข้าใหม่ ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ แม้ไทยจะมีข้อจำกัดทางกฎหมายภายในบางประการ แต่เราเชื่อมั่นว่ากลยุทธ์ที่นำมาใช้จะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยในเวทีโลกให้ยั่งยืนยิ่งขึ้น

ที่มา – “ศุภจี” เร่งหารือสหรัฐฯ หลังประกาศอัตราภาษีนำเข้าใหม่ ย้ำต้องสร้างผลประโยชน์สมดุล

สหรัฐฯ เก็บภาษีไทย 12.5% ปมแรงงานบังคับ หอการค้าฯ ยันสินค้าไทยยังแข่งได้

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวเรื่องที่สหรัฐอเมริกาประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 12.5% กับสินค้าจากไทยโดยอ้างประเด็นเรื่องแรงงานบังคับ ซึ่งสร้างความกังวลให้กับผู้ส่งออกอยู่ไม่น้อย แต่ล่าสุด นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย ได้ออกมาให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า สหรัฐฯ เก็บภาษีไทย 12.5% ปมแรงงานบังคับ หอการค้าฯ ยันสินค้าไทยยังแข่งได้ โดยมองว่าไม่ได้เป็นปัจจัยลบที่น่ากังวลจนเกินไปนัก

สหรัฐฯ เก็บภาษีไทย 12.5% ปมแรงงานบังคับ หอการค้าฯ ยันสินค้าไทยยังแข่งได้

เหตุผลสำคัญที่ทำให้หอการค้าไทยยังคงมั่นใจ แม้ว่าเราจะโดนภาษีในอัตรานี้ คือเมื่อมองไปที่กลุ่มประเทศคู่แข่งในตลาดสหรัฐฯ หลายประเทศก็ถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราที่ใกล้เคียงกัน ทำให้ในเชิงเปรียบเทียบนั้น สินค้าไทยก็ยังพอที่จะรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดเอาไว้ได้ แต่แน่นอนว่าเราก็ไม่อาจจะนิ่งนอนใจได้ เพราะมาตรการกีดกันทางการค้าเหล่านี้มักจะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเมื่อ สหรัฐฯ เก็บภาษีไทย 12.5% ปมแรงงานบังคับ หอการค้าฯ ยันสินค้าไทยยังแข่งได้

นอกจากประเด็นเรื่องแรงงานแล้ว หอการค้าไทยยังมีข้อเสนอแนะในการรับมือกับสถานการณ์นี้ ดังนี้:

  • เร่งยกระดับกฎหมายเกี่ยวกับแรงงานให้เป็นมาตรฐานสากล เพื่อลบข้อครหาเรื่องแรงงานบังคับเชิงระบบ
  • เจรจาความตกลงต่างตอบแทน หรือ ART เพื่อลดอุปสรรคทางการค้าในระยะยาว
  • จับตาดูมาตรการเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกินที่ทางสหรัฐฯ กำลังพิจารณาเพิ่ม
  • ภาครัฐและเอกชนต้องประสานงานอย่างใกล้ชิดในการเตรียมข้อมูลเพื่อการเจรจา

ในมุมมองของภาคเอกชน เราไม่ได้มีปัญหาเรื่องแรงงานบังคับในเชิงระบบแต่อย่างใด แต่การที่จะก้าวข้ามผ่านปัญหานี้ไปให้ได้ เราต้องมีความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ให้ชัดเจนที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าทั่วโลก ไม่ใช่แค่เฉพาะในสหรัฐฯ เท่านั้น สำหรับผู้ประกอบการทุกท่าน นี่อาจเป็นโอกาสดีที่จะใช้จังหวะนี้ปรับปรุงระบบภายในองค์กรให้ได้มาตรฐานระดับโลกอย่างเต็มตัวครับ เพราะในอนาคตสินค้าที่ตรวจสอบย้อนกลับได้จะยิ่งได้รับความนิยมและอยู่รอดในตลาดโลกได้ดีกว่าแน่นอน

ที่มา – สหรัฐฯ เก็บภาษีไทย 12.5% ปมแรงงานบังคับ หอการค้าฯ ยันสินค้าไทยยังแข่งได้

“พีรวัส” ชี้ดุลการค้าไทยส่งสัญญาณวิกฤต ส่งออกโตแต่ขาดดุลพุ่ง

สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วงนี้ดูเหมือนจะมีเรื่องให้เราต้องขบคิดกันหนัก โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง “พีรวัส” ชี้ดุลการค้าไทยส่งสัญญาณวิกฤต ส่งออกโตแต่ขาดดุลพุ่ง ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายฝ่ายจับตามอง นายพีรวัส สมวงศ์ รองโฆษกพรรคกล้าธรรม ออกมาเตือนว่าตัวเลขการส่งออกที่ดูเหมือนจะเติบโตนั้น อาจเป็นเพียงฉากหน้า เพราะเมื่อมองลึกลงไปในรายละเอียด เรากลับพบตัวเลขการขาดดุลที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ จนอาจกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่แก้ไขได้ยากในอนาคต

“พีรวัส” ชี้ดุลการค้าไทยส่งสัญญาณวิกฤต ส่งออกโตแต่ขาดดุลพุ่ง

ปัญหาที่น่ากังวลที่สุดคือการขาดดุลทางการค้าต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับการนำเข้าสินค้าจากประเทศจีนที่ทะลักเข้ามาเป็นจำนวนมหาศาล นายพีรวัสเน้นย้ำว่าเราไม่ควรวัดความสำเร็จเพียงแค่ยอดการส่งออกในภาพรวม เพราะนั่นไม่ได้สะท้อนถึงรายได้ที่แท้จริงของ SME ไทย หรือผู้ผลิตรายย่อยที่กำลังถูกสินค้าราคาถูกจากต่างชาติเบียดขับออกจากตลาดไปเรื่อยๆ หากปล่อยไว้เช่นนี้ การขาดดุลอาจกลายเป็นหลุมดำที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยได้

ข้อเสนอเร่งด่วนจากพรรคกล้าธรรม

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าสถานการณ์นี้ต้องการการจัดการที่รวดเร็ว พรรคกล้าธรรมได้เสนอทางออก 8 ข้อเพื่อให้กระทรวงพาณิชย์นำไปปฏิบัติภายใน 90 วัน ดังนี้ครับ:

  • เร่งมาตรการ Safeguard และไต่สวนการทุ่มตลาด เพื่อปกป้องผู้ผลิตในไทย
  • เปลี่ยนการวัดผลจากยอดส่งออกรวม เป็นการวัดมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศจริง
  • เปิดเผยข้อมูลการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ อย่างโปร่งใส
  • ปลดล็อก SME ให้เข้าถึงสิทธิประโยชน์จาก FTA ได้ง่ายขึ้น
  • ส่งเสริมการเสรีในภาคบริการเพื่อลดต้นทุนแฝงให้กับผู้ผลิต
  • วางแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านโลจิสติกส์และพลังงาน
  • สร้างหลักประกันและโอกาสเข้าถึงสินเชื่อให้แก่ SME รายใหม่
  • จัดทำแดชบอร์ดความเสี่ยงเพื่อรายงานข้อมูลการค้าแบบเรียลไทม์ให้ประชาชนได้รับทราบ

ความพยายามของ “พีรวัส” ชี้ดุลการค้าไทยส่งสัญญาณวิกฤต ส่งออกโตแต่ขาดดุลพุ่ง ครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องของการจับผิดทางการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเตือนภัยถึงวินาทีวิกฤตที่รัฐบาลต้องเร่งมือบริหารจัดการก่อนที่ฐานการผลิตภายในประเทศจะพังทลายลง เพราะหากรัฐมนตรียังคงทำหน้าที่เพียงผู้อ่านตัวเลขพยากรณ์อากาศ โดยไม่ลงมือจัดการพายุที่กำลังถาโถมเข้ามา ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะตกอยู่กับคนไทยทุกคนอย่างเลี่ยงไม่ได้

บทเรียนสำคัญในวันนี้คือ การนิ่งเฉยไม่ใช่ทางออกครับ “พีรวัส” ชี้ดุลการค้าไทยส่งสัญญาณวิกฤต ส่งออกโตแต่ขาดดุลพุ่ง คือหมุดหมายสำคัญที่บอกว่าถึงเวลาที่กระทรวงพาณิชย์ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การทำงานใหม่ เน้นการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถยืนหยัดและแข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างมั่นคง ไม่ใช่รอรับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว

ที่มา – “พีรวัส” ชี้ดุลการค้าไทยส่งสัญญาณวิกฤต ส่งออกโตแต่ขาดดุลพุ่ง จี้ “ศุภจี” เร่ง 8 มาตรการ

ธปท. เฝ้าระวังความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน มองบาทอ่อน 5-6% ชี้เป็นผลดีต่อส่งออก

ในสภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนสูง กลายเป็นที่จับตามองของนักลงทุนและประชาชนทั่วไป เมื่อ ธปท. เฝ้าระวังความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน บริเวณช่องแคบฮอร์มุซอย่างใกล้ชิด ซึ่งเหตุการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมหากสถานการณ์ยืดเยื้อ อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของหน่วยงานหลักยังคงมองเห็นโอกาสท่ามกลางวิกฤต โดยระบุว่าการที่ ธปท. เฝ้าระวังความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน มองบาทอ่อน 5-6% ชี้เป็นผลดีต่อส่งออก ถือเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้การส่งออกและการท่องเที่ยวของไทยมีแต้มต่อมากขึ้นในยามนี้

ธปท. เฝ้าระวังความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน มองบาทอ่อน 5-6% ชี้เป็นผลดีต่อส่งออก

เหตุการณ์ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ทำให้หลายฝ่ายเกิดความกังวลว่าวิกฤตนี้จะกระทบต่อ GDP ของไทยอย่างไร ทางผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาให้ความเห็นว่าขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะตื่นตระหนก เพราะผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่แท้จริงนั้นขึ้นอยู่กับระยะเวลาของความขัดแย้ง หากสถานการณ์คลี่คลายในระยะสั้น เศรษฐกิจไทยจะยังคงดำเนินไปได้ตามคาดการณ์เดิม

จับตาสถานการณ์ใกล้ชิด: ผลต่อค่าเงินบาทและภาคการผลิต

ปัจจุบันเงินบาทมีการอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ระดับ 5-6% ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของค่าเงินในภูมิภาคเอเชียหลายประเทศ สำหรับเหตุผลหลักที่ ธปท. เฝ้าระวังความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน มองบาทอ่อน 5-6% ชี้เป็นผลดีต่อส่งออก นั้น เพราะเมื่อเงินบาทอ่อนค่าลง สินค้าไทยจะมีความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกมากขึ้น อีกทั้งภาคการท่องเที่ยวยังได้รับอานิสงส์จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่รู้สึกว่าค่าใช้จ่ายในไทยถูกลงและคุ้มค่ากว่าเดิม

  • ราคาน้ำมันโลก: สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังที่สุดคือความยืดเยื้อที่จะดันราคาน้ำมันให้พุ่งสูงขึ้น
  • ผลกระทบต่อ GDP: ธปท. ย้ำว่ายังไม่จำเป็นต้องปรับลดตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจในขณะนี้
  • ความได้เปรียบของการส่งออก: เงินบาทที่อ่อนค่าช่วยหนุนให้สินค้าไทยส่งออกได้คล่องตัวขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้ผลในเชิงบวกจะดูน่าสนใจสำหรับการส่งออก แต่การเฝ้าระวังราคาน้ำมันก็ยังเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรงที่อาจทำลายกำลังซื้อของผู้บริโภคภายในประเทศได้ ทั้งนี้ ขอให้นักลงทุนและประชาชนติดตามข่าวสารอย่างมีสติ เพื่อวางแผนการเงินให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปแบบวันต่อวัน

โดยสรุปแล้ว การรับมือกับความผันผวนจากต่างประเทศเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดคือการติดตามความชัดเจนจากนโยบายของ ธปท. และการปรับตัวของภาคธุรกิจไทยที่ต้องอาศัยจังหวะค่าเงินที่เอื้ออำนวยเพื่อรุกตลาดในต่างประเทศให้มากขึ้นครับ

ที่มา – ธปท. เฝ้าระวังความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน มองบาทอ่อน 5-6% ชี้เป็นผลดีต่อส่งออก

ฉลอง 35 ปีความสัมพันธ์ สีหศักดิ์ เยือนคาซัคสถาน นำนักธุรกิจ 11 บริษัทบุกตลาด

เชื่อว่าหลายคนอาจจะยังไม่คุ้นเคยกับประเทศในแถบเอเชียกลางมากนัก แต่รู้ไหมครับว่าตอนนี้รัฐบาลไทยกำลังขยับตัวครั้งใหญ่เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ล่าสุด นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกเดินทางเยือนสาธารณรัฐคาซัคสถานอย่างเป็นทางการ เพื่อกระชับมิตรภาพและเดินหน้าโครงการ ฉลอง 35 ปีความสัมพันธ์ สีหศักดิ์ เยือนคาซัคสถาน นำนักธุรกิจ 11 บริษัทบุกตลาด อย่างเต็มตัว เพื่อหวังดึงเม็ดเงินเข้าประเทศไทยครับ

ฉลอง 35 ปีความสัมพันธ์ สีหศักดิ์ เยือนคาซัคสถาน นำนักธุรกิจ 11 บริษัทบุกตลาด

การเยือนในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การไปกระชับความสัมพันธ์ทางการทูตแบบทั่วไปนะครับ แต่คือการเปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ เพราะคาซัคสถานถือเป็นพันธมิตรที่สำคัญที่สุดของไทยในภูมิภาคเอเชียกลาง โดยนายสีหศักดิ์ ได้นำคณะนักธุรกิจไทยชั้นนำกว่า 11 บริษัท เข้าร่วมงาน Thailand – Kazakhstan Business Forum ที่เมืองอัลมาตี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้เจรจาธุรกิจโดยตรงกับทางคู่ค้าในพื้นที่

โอกาสทองในการขยายตลาดของผู้ประกอบการไทย

ทำไมเราถึงต้องให้ความสำคัญกับ ฉลอง 35 ปีความสัมพันธ์ สีหศักดิ์ เยือนคาซัคสถาน นำนักธุรกิจ 11 บริษัทบุกตลาด ในครั้งนี้? คำตอบคือ คาซัคสถานเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงมาก ทั้งในด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว โดยข้อมูลที่น่าสนใจมีดังนี้ครับ:

  • คาซัคสถานเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในภูมิภาคเอเชียกลาง
  • มีนักท่องเที่ยวชาวคาซัคสถาน เดินทางมาเยือนไทยมากที่สุดในภูมิภาคนี้
  • มีการลงนามแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อยกระดับความร่วมมือระหว่างสองกระทรวงฯ

นอกจากการเจรจาทางด้านธุรกิจแล้ว การเยือนครั้งนี้ยังเป็นการเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 35 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนไทยที่จะก้าวออกไปสู่อินเตอร์มากขึ้น ถือเป็นข่าวดีที่แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของภาครัฐในการหาตลาดใหม่ๆ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดิมเพียงอย่างเดียว

ในฐานะที่ติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่อง ผมมองว่าการที่รัฐบาลให้ ฉลอง 35 ปีความสัมพันธ์ สีหศักดิ์ เยือนคาซัคสถาน นำนักธุรกิจ 11 บริษัทบุกตลาด เป็นธงนำในครั้งนี้ คือก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมการส่งออกไทยในอนาคต เราต้องจับตามองครับว่าหลังจากจบงาน Business Forum แล้ว จะมีข้อตกลงหรือเม็ดเงินลงทุนก้อนใหญ่ออกมาให้เราได้เห็นกันมากน้อยแค่ไหน เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างความมั่งคั่งให้เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยในดินแดนเอเชียกลางอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – ฉลอง 35 ปีความสัมพันธ์ “สีหศักดิ์” เยือนคาซัคสถาน นำนักธุรกิจ 11 บริษัทบุกตลาด

ทีมไทยแลนด์เตรียมแจงสหรัฐฯสู้ USTRปมแรงงานบังคับ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวเศรษฐกิจ! วันนี้เรามีเรื่องร้อนๆ เกี่ยวกับการค้าขายระหว่างไทยกับสหรัฐฯ มาอัปเดตกันเลย ทีมไทยแลนด์ เตรียมแจงสหรัฐฯ สู้ข้อหา USTR ปมแรงงานบังคับ หวั่นโดนรีดภาษีนำเข้าสูงลิ่ว ซึ่งอาจกระทบผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอีหลายราย กรมการค้าต่างประเทศกำลังเร่งมือเต็มที่ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเรา

ทีมไทยแลนด์ เตรียมแจงสหรัฐฯ สู้ข้อหา USTR ปมแรงงานบังคับ

ตามข่าวล่าสุด นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เผยว่าทีมไทยแลนด์จะบินตรงไปสหรัฐฯ วันที่ 13-14 พฤษภาคมนี้ เพื่อชี้แจงต่อสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ หรือ USTR ในกรณีไต่สวนภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ สหรัฐฯ กล่าวหาไทย 2 ประเด็นใหญ่ๆ คือ 1) มีกำลังการผลิตส่วนเกินในอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องจักร และยางพารา 2) นำเข้าสินค้าจากประเทศที่ใช้แรงงานบังคับ ซึ่งไทยยืนยันชัดเจนว่าไม่มีทางเป็นไปได้!

ประเด็นชี้แจงหลักๆ ที่ทีมไทยจะสู้

ก่อนอื่น ไทยได้ส่งคำแก้ต่างไปตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน 2569 แล้ว แต่คราวนี้จะไปพูดคุยแบบตัวต่อตัว เพื่อย้ำข้อเท็จจริง ทีมที่ไปประกอบด้วยหน่วยงานเด่นๆ เช่น กรมการค้าต่างประเทศ กรมศุลกากร กรมการค้าสหรัฐอเมริกา สำนักงานบีโอไอ และกระทรวงแรงงาน ครบเครื่องเลยครับ

  • กำลังการผลิตส่วนเกิน: ไทยยืนยันว่าไม่มี overcapacity ใน 3 อุตสาหกรรมหลัก อุตสาหกรรมไทยยังเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตสหรัฐฯ เองด้วยซ้ำ ถ้าตัดไทยออก สหรัฐฯ ก็เดือดร้อนนะ
  • ปมแรงงานบังคับ: นี่แหละที่กังวลสุด เพราะ USTR อาจเลือกปฏิบัติและเข้มงวดมาก แต่ไทยยืนยันไม่เคยนำเข้าสินค้าจากประเทศใช้แรงงานบังคับ แถมในไทยเองก็มีมาตรฐานแรงงานสากลตาม ILO และสอดคล้องกฎสหรัฐฯ แล้ว

นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานกำลังร่างกฎหมาย Human Rights Due Diligence เพื่อตรวจสอบสิทธิมนุษยชนแบบรอบด้าน ตลอด supply chain สามารถ trace back ได้ยันต้นทาง สร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้าโลกเลยทีเดียว

ผลกระทบหากสู้ไม่สำเร็จ หวั่นภาษีพุ่ง!

ถ้าสหรัฐฯ ตัดสินไต่สวนเสร็จก่อนภาษีมาตรา 122 หมดอายุ 24 กรกฎาคม 2569 อาจเก็บภาษีนำเข้าจากไทยสูงเกิน 19% ที่เคยเก็บมาก่อน โดยเฉพาะ 3 อุตสาหกรรมนั้น เอสเอ็มอีไทยรับไม่ไหวแน่ๆ สำหรับปมแรงงาน ยังไม่ระบุสินค้าไทยชัด แต่คาดว่าน่าจะเครื่องนุ่งห่มหรือสินค้าเกษตรที่อาจเกี่ยวข้องทางอ้อม

แต่ไม่ต้องห่วงนะครับ กระทรวงพาณิชย์ยืนยันจะเจรจาขอยกเว้นภาษีเป็นรายสินค้า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ผู้ส่งออกไทยต่อไป

背景มาตรา 301 และ USTR คืออะไร?

สำหรับมือใหม่ มาตรา 301 เป็นเครื่องมือของสหรัฐฯ ใช้ตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรม สามารถขึ้นภาษีนำเข้าได้เลย USTR คือหน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้ โดยครั้งนี้สหรัฐฯ เร่งรัดเพราะอยากใช้ภาษีใหม่แทนมาตรา 122 ที่กำลังหมดอายุ ไทยต้องสู้ให้ดี เพราะตลาดสหรัฐฯ สำคัญมาก รองจากจีนเลย

ไทยเองก็ไม่นิ่งนอนใจ ก่อนหน้านี้แก้กฎหมายแรงงานต่อเนื่อง ยกระดับมาตรฐานให้เทียบเท่าสากล สร้างความมั่นใจว่าการผลิตไทยสะอาด ไร้ forced labor จริงๆ

ในมุมผมคิดว่าไทยมีโอกาสสู้ชนะนะ เพราะ supply chain ไทยเชื่อมโยงกับสหรัฐฯ แน่นแฟ้น ถ้าตัดกันทั้งสองฝ่ายเสียหาย แต่ก็ต้องเร่ง reform ต่อไปให้โปร่งใสยิ่งขึ้น สร้างจุดแข็งระยะยาว

คำแนะนำสำหรับผู้ส่งออก: ติดตามผลการเจรจาครั้งนี้ใกล้ชิด ปรับ supply chain ให้ trace ได้ชัดเจน และ share บทความนี้ให้เพื่อนๆ ผู้ประกอบการรู้ เพื่อเตรียมรับมือไปด้วยกัน! คุณคิดว่าอย่างไร คอมเมนต์ด้านล่างเลยครับ

ที่มา – ทีมไทยแลนด์ เตรียมแจงสหรัฐฯ สู้ข้อหา USTR ปมแรงงานบังคับ หวั่นถูกรีดภาษีนำเข้า

ไทยโต้กลับสหรัฐฯ ทันเส้นตาย งัดหลักฐานสู้ปม ม.301

ในสถานการณ์การค้าที่ตึงเครียดระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ล่าสุด ไทยโต้กลับสหรัฐฯ ทันเส้นตาย ด้วยการส่งเอกสารหลักฐานชัดเจนเพื่อหักล้างข้อกล่าวหาภายใต้มาตรา 301 หรือที่รู้จักกันในชื่อ Section 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ เรื่องกำลังการผลิตส่วนเกินและสินค้าแรงงานบังคับ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เตรียมเดินทางด่วนไปหารือกับ USTR (สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ) ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของไทยและป้องกันความเสี่ยงกำแพงภาษีที่อาจตามมา

ไทยโต้กลับสหรัฐฯ ทันเส้นตาย งัดหลักฐานสู้ปม ม.301

กระทรวงพาณิชย์ของไทยได้ส่งคำชี้แจงและเอกสารหลักฐานไปยัง USTR อย่างทันเวลาพอดีในวันที่ 15 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นเส้นตายที่กำหนดไว้ โดยตอบโต้ 2 ประเด็นหลักที่สหรัฐฯ กล่าวหาไทย รองนายกฯ ศุภจี กล่าวอย่างมั่นใจว่า ไทยมีข้อมูลครบถ้วนที่จะพิสูจน์ว่าไม่มีปัญหาตามที่ถูกกล่าวหา

ประเด็นแรก: กำลังการผลิตส่วนเกินใน 3 อุตสาหกรรมหลัก

สหรัฐฯ เปิดไต่สวน 16 ประเทศ รวมไทย ในประเด็นที่มีกำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) ในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์ยาง และเครื่องใช้ไฟฟ้า ไทยชี้แจงว่า อุตสาหกรรมเหล่านี้ขยายตัวตามนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมการใช้โลคอลคอนเทนต์ หรือวัตถุดิบในประเทศ เพื่อยกระดับสินค้าไทย ไม่ใช่การผลิตเกินจำเป็น และไม่ใช่ช่องทางผ่านสินค้าจากประเทศอื่นเพื่อเลี่ยงภาษี

  • ยานยนต์และชิ้นส่วน: การส่งเสริมการผลิตในประเทศช่วยลดต้นทุนและเพิ่มขีดแข่งขัน
  • ผลิตภัณฑ์ยาง: ไทยเป็นผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ แต่เน้นคุณภาพและมาตรฐานสากล
  • เครื่องใช้ไฟฟ้า: การลงทุนจากเอกชนภายใต้นโยบาย BOI ไม่ก่อให้เกิด overcapacity

ประเด็นที่สอง: สินค้าแรงงานบังคับ

สำหรับการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่ใช้แรงงานบังคับ ซึ่งสหรัฐฯ กล่าวหา 60 ประเทศรวมไทย ไทยยืนยันชัดเจนว่า ไม่ได้นำเข้าสินค้าดังกล่าวเลย โดยมีเอกสารตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่โปร่งใส ไทยยังยึดมั่นหลักสิทธิมนุษยชนและมาตรฐานแรงงานตาม ILO มาอย่างยาวนาน

นางศุภจี เปิดเผยว่า “มั่นใจในคำชี้แจงของไทย เพราะเราไม่ได้เป็นอย่างที่ถูกกล่าวหา แต่ยังต้องลุ้นผลพิจารณา” เธอวางแผนเดินทางไปสหรัฐฯ ต้นเดือนพฤษภาคม เพื่อเจรจาโดยตรงกับ USTR และช่วงกลางเดือน 13 พ.ค. จะส่งคำชี้แจงเพิ่มเติมอีกครั้ง อาจด้วยการไปพบหน้า หรือวิดีโอคอนเฟอเรนซ์

หลังจากนั้น USTR จะพิจารณาภายใน 7 วัน และประกาศผล หากแพ้คดี ไทยอาจเจอกำแพงภาษีนำเข้า ซึ่งเชื่อมโยงกับมาตรา 122 ที่จะหมดอายุ 24 ก.ค. 2569 ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมหลัก

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและกลยุทธ์รับมือ

มาตรา 301 เป็นเครื่องมือที่สหรัฐฯ ใช้ปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ คล้ายกรณีจีนในอดีต หากไทยรอดพ้น จะเป็นสัญญาณดีต่อนักลงทุน แต่หากไม่ อาจเห็นภาษี 10-15% หรือสูงกว่า ส่งผลให้ผู้ส่งออกไทยต้องปรับตัว เช่น หาตลาดใหม่ในอาเซียน หรือยกระดับเทคโนโลยี

นอกจากนี้ ไทยยังเร่งเจรจา FTA กับสหรัฐฯ ในระยะยาว เพื่อลดความเสี่ยงการค้าดังกล่าว ภาคเอกชนอย่างสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI) ก็สนับสนุนเต็มที่ โดยเตรียมข้อมูลเพิ่มเติม

การที่ไทยโต้กลับสหรัฐฯ ทันเส้นตาย แสดงถึงความคล่องตัวของกระทรวงพาณิชย์ ในยุคที่สงครามการค้าระลอกใหม่ ผู้ประกอบการไทยควรติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด

ในมุมมองของผู้เขียน ไทยมีโอกาสสูงที่จะผ่านด่านนี้ไปได้ เพราะหลักฐานชัดเจนและนโยบายโปร่งใส ลองติดตามผลการเจรจาของศุภจีในเดือนพฤษภาคมนี้ และเตรียมกลยุทธ์รับมือ หากมีอัพเดทใหม่ จะนำมาอัพเดทให้ทราบต่อไป คอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้!

ที่มา – ไทยโต้กลับสหรัฐฯ ทันเส้นตาย งัดหลักฐานสู้ปม ม.301 “ศุภจี” เตรียมบินพบ USTR พ.ค. นี้

นักวิชาการ ชี้ สงครามอิหร่าน ทุบส่งออกไทยวูบ 6 หมื่นล้าน ราคาน้ำมันโลกพุ่ง

นักวิชาการ ชี้ สงครามอิหร่าน ทุบส่งออกไทยวูบ 6 หมื่นล้าน ราคาน้ำมันโลกพุ่ง สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังสร้างผลกระทบหนักหน่วงต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่อาจสูญเสียมูลค่าสูงถึง 60,000 ล้านบาท หากสงครามยืดเยื้อ ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเตรียมรับมือกับความผันผวนของราคาน้ำมันและค่าขนส่งที่พุ่งปรี๊ด

นักวิชาการ ชี้ สงครามอิหร่าน ทุบส่งออกไทยวูบ 6 หมื่นล้าน ราคาน้ำมันโลกพุ่ง

นายอัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ได้วิเคราะห์สถานการณ์การโจมตีอิหร่านโดยสหรัฐฯและอิสราเอลอย่างละเอียด หากเกิดสงครามและยืดเยื้อ 1-3 เดือน ไทยจะสูญเสียรายได้จากการส่งออกไปยังอิหร่านและตะวันออกกลางราว 10,000-60,000 ล้านบาท คิดเป็น 0.1-0.6% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมดของไทยไปทั่วโลก หรือ 2.5-15% ของการส่งออกไปตะวันออกกลาง 16 ประเทศ ในปี 2568 ไทยส่งออกไปอิหร่าน 4,000 ล้านบาท และไปตะวันออกกลางทั้งหมด 400,000 ล้านบาท สถานการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะตะวันออกกลางคือตลาดสำคัญสำหรับสินค้าไทย

ผลกระทบหลักจากนักวิชาการ ชี้ สงครามอิหร่าน

นอกจากการส่งออกที่หดตัวแล้ว ราคาน้ำมันโลกยังมีแนวโน้มพุ่งสูง หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ราคาน้ำมันดิบ WTI อาจทะยาน 20-100% จากระดับ 67 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ข้อมูลล่าสุด 28 ก.พ. 2569) ไปแตะ 70-75 ดอลลาร์ เพราะช่องแคบนี้ขนส่งน้ำมัน 20% ของปริมาณการผลิตโลกต่อวันที่ 100 ล้านบาร์เรล ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและขนส่งสินค้าไทยเพิ่มขึ้นทันที โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่พึ่งพาน้ำมันสูงอย่างเคมีภัณฑ์ ยานยนต์ และอาหารแปรรูป

ไม่ใช่แค่น้ำมัน ค่าขนส่งทางทะเลและประกันภัยก็พุ่งกระฉูด 50-140% เพราะเรือสินค้าจากเอเชียและอาเซียนไปยุโรปต้องเลี่ยงทะเลแดงและคลองสุเอซ เปลี่ยนเส้นทางยาวขึ้น ใช้เวลานานขึ้น ค่าขนส่งตู้ 40 ฟุตอาจทะลุ 3,075-12,000 ดอลลาร์ จากเดิม 2,050-5,000 ดอลลาร์ สิ่งนี้กระทบผู้ส่งออกไทยที่พึ่งพาเส้นทางนี้หนักหน่วง

ข้อเสนอแนะรับมือผลกระทบสงครามอิหร่าน

นักวิชาการแนะนำผู้ประกอบการและภาครัฐดังนี้

  • ผู้ส่งออก: เร่งวิเคราะห์ความเสี่ยงเส้นทางขนส่งไปยุโรป เปรียบเทียบค่าขนส่งและประกันภัยแต่ละเส้นทาง เพื่อเลือกทางที่คุ้มทุนที่สุด
  • วิเคราะห์ราคาน้ำมัน: ติดตามความผันผวนของราคาน้ำมันโลก เพื่อบริหารต้นทุนรวมของบริษัทให้แม่นยำ ป้องกันกำไรหายวับ
  • ภาครัฐ: เกาะติดค่าเงินบาทใกล้ชิด เพราะสงครามทำให้เงินดอลลาร์ผันผวนจากเงินทุนไหลไปสินทรัพย์ปลอดภัย รักษาค่าเงินบาทให้เหมาะสมจะช่วยลดแรงกระแทกต่อการส่งออกปี 2569

สถานการณ์นี้เตือนใจว่าการส่งออกไทยมีความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์สูง ผู้ประกอบการควรกระจายตลาด ลดการพึ่งพาตะวันออกกลาง และพัฒนาสินค้าใหม่ๆ เพื่อแข่งขันได้ในยุคไม่แน่นอน นอกจากนี้ การลงทุนในเทคโนโลยีขนส่งทางรางหรืออากาศอาจเป็นทางเลือกใหม่

ในมุมมองของผู้เขียน สงครามอิหร่านไม่เพียงกระทบตัวเลข แต่ยังเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก ผู้ส่งออกไทยที่ปรับตัวไวจะรอดและโตได้ ลองคิดดู ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจส่งออกตอนนี้ คุณจะทำอะไรเป็นขั้นแรก?

ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจและเคล็ดลับรับมือความเสี่ยงได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – นักวิชาการ ชี้ สงครามอิหร่าน ทุบส่งออกไทยวูบ 6 หมื่นล้าน ราคาน้ำมันโลกพุ่ง

Scroll to top