ส่งออก

สงครามในอิหร่านคุกคามราคาอาหารประเทศกำลังพัฒนา

สงครามในอิหร่านกำลังเป็นภัยคุกคามต่อราคาอาหารในประเทศกำลังพัฒนา คุณรู้ไหมว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กำลังรุนแรงขึ้นนี้ กำลังส่งผลกระทบหนักหน่วงต่อชีวิตคนในประเทศยากจนหลายแห่งทั่วโลก โดยเฉพาะเรื่องราคาอาหารที่พุ่งทะยานแบบไม่หยุดยั้ง

สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง ทำให้การขนส่งปุ๋ยหยุดชะงัก น้ำมันแพงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ราคาอาหารในประเทศกำลังพัฒนาพุ่งสูงอีกครั้ง หลายครอบครัวต้องดิ้นรนเพื่อให้มีอาหารวันต่อวัน ในขณะที่เศรษฐกิจหลายประเทศกำลังฟื้นตัวจากโควิดและสงครามยูเครน

สงครามในอิหร่านกำลังเป็นภัยคุกคามต่อราคาอาหารในประเทศกำลังพัฒนา

หลังจากที่ประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่งเริ่มฟื้นตัว ดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ แต่ตอนนี้ สงครามในอิหร่านกำลังเป็นภัยคุกคามต่อราคาอาหารในประเทศกำลังพัฒนา ทำให้ทุกอย่างชะงักอีกครั้ง โอดีล เรโนด์-บาสโซ ประธานธนาคารเพื่อการบูรณะและพัฒนาแห่งยุโรป เตือนว่าสถานการณ์นี้อาจกระทบราคาสินค้าอาหารในระยะยาวอย่างหนัก

จุดสำคัญคือ เตหะรานสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งปุ๋ยราว 30% ของโลก ผู้ผลิตในอ่าวเปอร์เซียผลิตแอมโมเนียและยูเรียหลักๆ ธนาคารอเมริกาเตือนว่าอุปทานยูเรียโลกถูกคุกคามถึง 65-70% แล้ว ราคายูเรียพุ่ง 30-40% ไปแล้ว

ผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อห่วงโซ่อาหาร

นักเศรษฐศาสตร์บอกว่าปุ๋ยแพงขึ้นจะทำให้ผลผลิตเกษตรลดลง ธัญพืช อาหารสัตว์ นม เนื้อสัตว์ ล้วนได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยจากตะวันออกกลาง

  • ละตินอเมริกา: บราซิลและอาร์เจนตินา แม้ห่างไกลแต่เริ่มเดือดร้อน นายคาร์ลอส ฟาวาโร รัฐมนตรีเกษตรบราซิล เตือนเรื่องขาดแคลนปุ๋ย
  • แอฟริกาและเอเชีย: โซมาเลีย บังกลาเทศ เคนยา ปากีสถาน ไม่มีสต็อกปุ๋ยมาก FAO บอกต้นทุนปุ๋ยเคนยาพุ่ง 40%
  • รวันดา: รัฐมนตรีคลังยูซุฟ มูรังวา กำลังหามาตรการปกป้องเกษตรกร

ต่างจากปี 2022 ที่สงครามรัสเซีย-ยูเครนกระทบอาหารโดยตรง ตอนนี้เป็นปุ๋ยและน้ำมัน น้ำมันโลกแพงขึ้น 50% ตั้งแต่สงครามยูเครน ทำให้ต้นทุนผลิตและขนส่งพุ่ง สมาคมปุ๋ยระหว่างประเทศชี้ ข้าวโพด ข้าวสาลี ราคาจะสูงขึ้นเพราะไนโตรเจนแพง

ธนาคารเพื่อการบูรณะและพัฒนาแห่งยุโรป เตรียมช่วยเหลือ จัดหาปุ๋ย และแผนฉุกเฉิน หากสงครามยืดเยื้อ

โอกาสและความเสี่ยงในอนาคต

เพื่อนๆ ลองคิดดูสิ ถ้าสงครามในอิหร่านยืดเยื้อ ประเทศกำลังพัฒนาจะเจอวิกฤติอาหารรอบใหม่ เกษตรกรต้องปรับตัว หันไปใช้ปุ๋ยทางเลือก หรือรัฐบาลช่วย补贴 แต่ในระยะสั้น ราคาอาหารคงแพงต่อไป รัฐบาลแต่ละประเทศควรเร่งสร้างสต็อกปุ๋ย ส่งเสริมเกษตรยั่งยืน ลดการพึ่งพานำเข้า

ในมุมมองผม สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้โลกต้องกระจายแหล่งอุปทานปุ๋ยและพลังงานให้มากขึ้น เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งจุดใดจุดหนึ่งมาทำลายห่วงโซ่อาหารโลกได้ง่ายๆ คุณล่ะคิดอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ด้วยนะ เพื่อช่วยกันตระหนักถึงปัญหานี้!

ที่มา – สงครามในอิหร่านกำลังเป็นภัยคุกคามต่อราคาอาหารในประเทศกำลังพัฒนา

สนค.เตือน 5 สัญญาณอันตรายเศรษฐกิจไทย หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ

สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางกำลังสร้างความกังวลให้กับเศรษฐกิจไทยอย่างหนัก ล่าสุด สนค.เตือน 5 สัญญาณอันตรายเศรษฐกิจไทย หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ โดยเฉพาะหากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดนานๆ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก แม้ OPEC+ จะเพิ่มกำลังผลิตน้ำมัน แต่ก็อาจไม่ทันการณ์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่ง เงินเฟ้อทะยาน และกระทบหลายภาคส่วน

สนค.เตือน 5 สัญญาณอันตรายเศรษฐกิจไทย หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) วิเคราะห์ว่า แม้กลุ่ม OPEC+ นำโดยซาอุดีอาระเบียและรัสเซีย จะประชุมออนไลน์เมื่อ 1 มี.ค. 2569 และมีมติเพิ่มผลิตน้ำมันดิบ 206,000 บาร์เรลต่อวันตั้งแต่เม.ย. แต่ปริมาณนี้อาจไม่พอชดเชยน้ำมันที่หายไป สถานการณ์นี้คือ Negative Supply Shock ที่จะทำให้ต้นทุนพุ่งสูง

สัญญาณอันตรายที่ 1: ราคาน้ำมันพุ่งดันเงินเฟ้อ

ราคาน้ำมันดิบทะยานจะกระทบราคาสินค้าพลังงาน ค่าขนส่ง และค่าไฟฟ้า ส่งผลให้เงินเฟ้อไทยเร่งตัว ต้นทุนการผลิตสินค้าทุกประเภทสูงขึ้น ผู้บริโภคต้องจ่ายแพงกว่าเดิม

สัญญาณอันตรายที่ 2: นักท่องเที่ยวตะวันออกกลางหดตัว

นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางที่มีกำลังซื้อสูง มักมาไทยพักผ่อนและรักษาพยาบาล จะลดลงจากข้อจำกัดเดินทางและความปลอดภัย กระทบอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งปี โดยเฉพาะไตรมาสแรก

สัญญาณอันตรายที่ 3: รายได้แรงงานไทยกว่า 77,000 คนหายวับ

แรงงานไทยในพื้นที่เสี่ยงกว่า 77,000 คน ต้องอพยพกลับ ส่งผลให้รายได้ที่ส่งกลับครอบครัวในภาคเกษตรและท้องถิ่นลดลง ภาครัฐต้องหางานใหม่ให้เพิ่มภาระ

สัญญาณอันตรายที่ 4: ค่าเงินบาทผันผวนหนัก

ความตึงเครียดทำให้ทุนต่างชาติไหลออก ค่าเงินบาทแกว่งตัวรุนแรง ส่งผลต่อผู้ส่งออกและนำเข้าในการบริหารความเสี่ยง

สัญญาณอันตรายที่ 5: การลงทุนต่างชาติชะลอตัว

ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้โครงการ FDI ถูกเลื่อน กระทบการเติบโตเศรษฐกิจไทยระยะยาว ภาคครัวเรือนยังชะลอซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย

  • ราคาน้ำมันพุ่ง → เงินเฟ้อสูง
  • ท่องเที่ยวลด → รายได้อุตสาหกรรมหาย
  • แรงงานกลับ → เงินส่งกลับน้อย
  • บาทผันผวน → ธุรกิจเสี่ยง
  • ลงทุนชะงัก → เศรษฐกิจโตช้า

สถานการณ์นี้หากยืดเยื้อ เศรษฐกิจไทยอาจเผชิญวิกฤตใหญ่ ผู้ประกอบการควรเตรียมรับมือด้วยการกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมัน ลดต้นทุน และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

ในมุมมองของผู้เขียน สนค.เตือน 5 สัญญาณอันตรายเศรษฐกิจไทย หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ นี้เป็นสัญญาณเตือนที่เราควรจริงจัง รัฐบาลต้องมีมาตรการรับมือด่วน เช่น กระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ สนับสนุน SME และส่งเสริมการท่องเที่ยวจากแหล่งอื่นๆ เพื่อลดผลกระทบ ติดตามอัปเดตข่าวเศรษฐกิจและแนวทางรับมือเพิ่มเติมในบล็อกของเรา!

ที่มา – สนค.เตือน 5 สัญญาณอันตรายเศรษฐกิจไทย หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ

พิชัยห่วงน้ำท่วมใต้ซ้ำเติมเศรษฐกิจทรุด

“พิชัย” ห่วงน้ำท่วมใต้ซ้ำเติมเศรษฐกิจยิ่งทรุดหนัก ไทยอาจเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย จี้เร่งฟื้นส่งออกหลังขยายตัวต่ำสุดในรอบ 13 เดือน ราคาข้าวเปลือกเจ้ายังต่ำมาก แนะอย่าสร้างความรู้สึกต่อต้านสหรัฐ จะทำให้เศรษฐกิจยิ่งแย่ ชื่นชม ปลดล็อก “อุตสาหกรรมอนาคต” มาถูกทางทำเศรษฐกิจไทยฟื้นได้

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว. พาณิชย์ กล่าวว่า มหันตภัยน้ำท่วมที่ อ. หาดใหญ่ สงขลา และ หลายจังหวัดในภาคใต้ นอกจากจะทำความเสียหายต่อชีวิตที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 170 ราย และความเสียหายในทรัพย์สิน บ้านเรือน และ ธุรกิจ เป็นจำนวนมากแล้ว ยังจะมีผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจไทยที่ย่ำแย่อยู่แล้วให้ทรุดหนักลงอีก โดยจะส่งผลกระทบทำให้จีดีพีในไตรมาส 4 น่าจะแย่ลงกว่าที่คาดไว้และอาจจะขยายต่ำกว่า 1% ได้ หลังไตรมาส 3 ขยายได้เพียง 1.2% เท่านั้น และมีโอกาสสูงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค จากจีดีพีที่จะติดลบ 2 ไตรมาสติดต่อกัน

นอกจากนี้ การส่งออกในเดือนตุลาคม 2568 ขยายตัวได้เพียง 5.7% ซึ่งเป็นการขยายตัวที่ต่ำสุดในปี 68 หลังจาก 9 เดือนแรก การส่งออกขยายได้ถึง 13.9% โดยการส่งออกในเดือนกันยายนภายหลังจากการเจรจาภาษีทรัมป์แล้ว การส่งออกยังขยายได้ถึง 19% สูงสุดในรอบ 42 เดือน แต่การส่งออกในเดือนตุลาคมกลับขยายตัวต่ำสุดในรอบ 13 เดือน แต่การนำเข้ากลับไม่ลด ทำให้การขาดดุลการค้าพุ่งสูงถึง 3.4 พันล้านเหรียญ ดังนั้นจึงอยากให้เร่งฟื้นการส่งออกให้อยู่ในระดับเดิม ตามที่ รมว. พาณิชย์ประกาศไว้เอง โดยการส่งออกทั้งปี 2568 นี้ น่าจะต้องขยายได้ 11-12% เป็นอย่างต่ำ จากการส่งออกสะสมใน 9 เดือนแรกที่ขยายตัวสูงกว่า 3.4 พันล้านเหรียญ และ การส่งออกในปีหน้าน่าจะต้องขยายตัวได้มากเช่นกัน ทั้งนี้หากเศรษฐกิจไทยจะฟื้นและประเทศไทยจะสามารถแข่งขันได้ การส่งออกของไทยจะต้องขยายตัวมากๆติดต่อกันหลายๆปี

ทั้งนี้ อยากให้เร่งให้สำนักงานผู้แทนการค้าของสหรัฐ (USTR) มีการตอบรับยืนยันการกลับมาเจรจาการค้ากับประเทศไทยอีกครั้ง หลังจากที่ USTR ได้แจ้งหยุดการเจรจาผ่านกระทรวงต่างประเทศของไทย อย่าไปเหมาเอาเองว่าเขาเริ่มเจรจาแล้ว ถ้ายังไม่มีการยืนยันกลับมาอย่างเป็นทางการ เพราะหากสหรัฐขึ้นภาษี Tariff กับไทย เศรษฐกิจไทยจะยิ่งทรุดหนักเพราะไทยพึ่งส่งออกไปสหรัฐถึงประมาณปีละ 2 ล้านล้านบาท หรือ เกือบ 1 ใน 5 ของการส่งออกของไทยทั้งหมด การจะหาตลาดใหม่ทดแทนสหรัฐจะทำได้ยากหรือทำไม่ได้เลย

นอกจากนี้ อยากขอให้ระวังการประชาสัมพันธ์ของ รมว. พาณิชย์ ในเรื่องการค้ากับสหรัฐ การสร้างภาพคล้าย รมว. พาณิชย์ไทยสามารถบีบสหรัฐ หรือ สหรัฐต้องง้อไทย อาจจะสร้างความไม่พอใจให้สหรัฐเพิ่มมากขึ้น และ อาจตัดสินใจขึ้นภาษี Tariff กับไทย ซึ่งเชื่อว่า รมว. พาณิชย์ คงไม่ได้ตั้งใจให้ออกมาแบบนั้น แต่ถ้าปล่อยไว้และไม่ชี้แจงแก้ไข น่าจะสร้างปัญหาในการเจรจาได้ จึงอยากให้เร่งแก้ไขในเรื่องนี้โดยด่วน

การที่สหรัฐนำเข้าข้าวหอมมะลิจากไทยเป็นจำนวนมาก น่าจะประมาณครึ่งหนึ่งของการส่งออกข้าวหอมมะลิทั้งหมดของไทย เพราะข้าวหอมมะลิมีคุณภาพพิเศษเฉพาะ ทำให้ราคาข้าวหอมมะลิของไทยราคาไม่ตก ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิอยู่ที่ตันละ 15,000-16,500 บาท มาโดยตลอดหลายปีนี้ แต่ที่น่ากังวลคือราคาข้าวเปลือกเจ้าที่ยังคงมีราคาที่ต่ำมากอยู่ตันละ 6,100-6,800 บาทเท่านั้น ทำอย่างไรจะทำให้กลับมาอยู่ที่เดิมที่ตันละ 8,800-9,000 บาทได้ นี่ไม่นับข้าวเปลือกนาปีในปี 67 ราคาสูงถึง ตันละ 10,000 – 12,000 บาทเลย อย่างไรก็ตามแม้จะขายข้าวส่งออกได้มากก็อาจจะไม่สามารถยกระดับราคาได้มากนัก ทั้งนี้เพราะ ตอนต้นปีและกลางปี 68 ตนได้จัดงาน Thai Rice Convention สามารถขายข้าวได้ 6.6 แสนตัน และ ตนได้ส่งทีมไปประเทศแอฟริกานำโดยผู้ช่วย รมต. สามารถส่งออกไปขายประเทศแอฟริกาได้อีก 4.4 แสนตัน แต่ราคาข้าวก็ยังไม่ขึ้นนัก

ทั้งนี้ในภาวะหลังวิกฤตน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ กระทรวงพาณิชย์ต้องเข้าไปดูแลสินค้าอุปโภคบริโภค อย่าให้ขาดและอย่าให้แพง จะเป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชนที่ลำบากอยู่แล้วได้ ตามนโยบายเดิมที่ให้ไว้คือ ห้ามขาด ห้ามแพง ซึ่งยังไม่ทันไรค่าตั๋วเครื่องบินระหว่าง กรุงเทพ-หาดใหญ่ ราคาก็พุ่งสูงแล้ว อีกทั้งค่าทำความสะอาด การเก็บกวาดบ้านเรือนและร้านค้าในบริเวณที่เป็นโคลน รวมถึงอุปกรณ์ทำความสะอาดต่างๆ อย่าได้ขึ้นราคาเกินจริง

อย่างไรก็ตาม ตนขอชื่นชม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ ครม. เศรษฐกิจที่ได้ปลดล็อก อุตสาหกรรมสมัยใหม่ ที่มีมูลค่าสูงเช่น Data centers, AI, พลังงานสะอาด, เซมิคอนดักเตอร์, อิเล็กทรอนิกส์, EV ฯลฯ เพื่อให้การลงทุนในธุรกิจเหล่านี้เร็วขึ้น ง่ายขึ้น โดยมีมาตรการ Thailand FastPass ซึ่งมีขึ้นเพื่อเร่งรัดให้เกิดการลงทุนโดยเร็ว เพราะประเทศไทยจะต้องอาศัยอุตสาหกรรมและธุรกิจสมัยใหม่เหล่านี้ในการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าไป และในปัจจุบันมีนักลงทุนต่างประเทศรอจะเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมสมัยใหม่นี้ในไทยเป็นจำนวนมากถึงหลายแสนล้านบาท และในอนาคตน่าจะถึงหลายล้านล้านบาท

ทั้งนี้หากประเทศไทยจะพัฒนาต่อได้อย่างมั่นคง การส่งออกจะต้องขยายเพิ่มขึ้นมากๆ และ การลงทุนจากต่างประเทศจะต้องเข้ามามากๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่ไทยต้องแข่งขันกับประเทศอื่นในการดึงดูดเข้ามาลงทุนในไทย เพื่อสร้างรายได้ และทำให้คนไทยตามโลกได้ทัน.

“พิชัย” ห่วงน้ำท่วมใต้ซ้ำเติมเศรษฐกิจทรุด

สถานการณ์ “พิชัย” ห่วงน้ำท่วมใต้ซ้ำเติมเศรษฐกิจทรุด เป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

ทำไมถึงต้องห่วงน้ำท่วมใต้ซ้ำเติมเศรษฐกิจทรุด

เหตุผลที่ “พิชัย” ห่วงน้ำท่วมใต้ซ้ำเติมเศรษฐกิจทรุด นั้นมาจากความเสียหายที่เกิดขึ้นจากอุทกภัย ทั้งในแง่ของชีวิต ทรัพย์สิน และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการผลิต การค้า และการท่องเที่ยว นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบทางอ้อม เช่น การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลง

การแก้ไขปัญหา “พิชัย” ห่วงน้ำท่วมใต้ซ้ำเติมเศรษฐกิจทรุด จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อร่วมกันฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันผลกระทบจากภัยพิบัติในอนาคต

นอกจากนี้ “พิชัย” ห่วงน้ำท่วมใต้ซ้ำเติมเศรษฐกิจทรุด ยังเป็นสัญญาณเตือนให้เราต้องหันมาให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และการปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

ที่มา – “พิชัย” ห่วงน้ำท่วมใต้ซ้ำเติมเศรษฐกิจทรุด จี้เร่งฟื้นส่งออกหลังขยายตัวต่ำสุดในรอบ 13 เดือน

กกร.คงเป้า จีดีพีโต: ว่างงานพุ่งสูงสุดรอบ 2 ปี

ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้คงประมาณการอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยปีนี้ไว้ที่ 1.8-2.2% แม้ว่าการส่งออกอาจเติบโตเพียง 9.5-10.5% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ใช้วัตถุดิบในประเทศน้อยและทองคำ

ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวดีกว่าที่คาด โดยเฉพาะสหรัฐฯ แม้จะเริ่มได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษี กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ปรับประมาณการจีดีพีโลกปีนี้ขึ้นเป็น 3.2% ท่ามกลางความเสี่ยงจากนโยบายการค้าโลก

แม้ว่าการส่งออกของไทยมีแนวโน้มขยายตัวสูงกว่าที่คาด แต่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวมยังค่อนข้างจำกัด เนื่องจากสินค้าส่งออกส่วนใหญ่มี Local Content ต่ำ การนำเข้ายังคงขยายตัวสูงถึง 10.2% และอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ คาดว่าจะติดลบ 0.1% หรือเติบโตเพียง 0.1% ตามราคาพลังงานที่ลดลง

กกร.คงเป้า จีดีพีโตสูงสุด 2.2% ตัวเลขการว่างงานพุ่ง 2.1% สูงสุดรอบ 2 ปี

อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 ควบคู่ไปกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น คนละครึ่งพลัส การสนับสนุนเอสเอ็มอี และการส่งเสริมสินค้าที่ผลิตในประเทศ (Made In Thailand-MiT) ตามแนวทาง Quick Big Win จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้าที่ 2.5%

สถานการณ์ตลาดแรงงานยังคงเปราะบางและเป็นความท้าทายสำคัญ กกร.คงเป้า จีดีพีโต แต่ตัวเลขการว่างงานในระบบประกันสังคมไตรมาส 2 พุ่งขึ้นเป็น 2.1% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงที่สุดในรอบ 2 ปี นอกจากนี้ การว่างงานในภาคอุตสาหกรรมและในกลุ่มเด็กจบใหม่ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลกระทบจากสงครามการค้าและการแข่งขันจากต่างประเทศ ปัญหาเหล่านี้ซ้ำเติมผลกระทบจากช่วงโควิด-19 ที่ทำให้แรงงานนอกระบบเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของแรงงานไทยโดยรวม

ปัจจัยท้าทายเศรษฐกิจไทย: อัตราการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้น

การที่ กกร.คงเป้า จีดีพีโต ในขณะที่อัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความไม่สมดุลของโครงสร้างเศรษฐกิจไทย การพึ่งพาการส่งออกมากเกินไปโดยที่ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศอย่างแท้จริง ทำให้เศรษฐกิจไทยยังคงเปราะบางต่อปัจจัยภายนอก

เพื่อแก้ไขปัญหานี้ รัฐบาลและภาคเอกชนจำเป็นต้องร่วมมือกันในการส่งเสริมการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ การพัฒนาทักษะของแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และการสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี นอกจากนี้ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีดิจิทัล จะเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

แนวโน้ม กกร.คงเป้า จีดีพีโต อาจจะไม่สดใสอย่างที่คิด หากไม่มีการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นอาจช่วยพยุงสถานการณ์ได้บ้าง แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาในระยะยาวได้ การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ การสร้างนวัตกรรม และการส่งเสริมการแข่งขันอย่างเป็นธรรม จะเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ที่มา – กกร.คงเป้า จีดีพีโตสูงสุด 2.2% ตัวเลขการว่างงานพุ่ง 2.1% สูงสุดรอบ 2 ปี

เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ซบเซา จับตาคนละครึ่งพลัส

ธปท. คาด “โครงการคนละครึ่งพลัส” หนุน GDP ปี 68 โตมากกว่า 2.2% ส่วนเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ชะลอตัวจากอุตสาหกรรมและการลงทุน แต่เดือนกันยายนฟื้นตัวดีขึ้นจากการท่องเที่ยวและการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์

นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. และนางสาวปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. แถลงภาวะเศรษฐกิจและการเงิน ไตรมาส 3 และเดือนกันยายน 2568 ระบุภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3 ชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้า จากการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ลดลง เนื่องจากบางสินค้าหยุดการผลิตชั่วคราว ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการที่เกี่ยวข้องปรับลดลงไปด้วย ประกอบกับการลงทุนในภาคเอกชน ก็ลดลง -1.0% และรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง -0.5% ขณะที่การส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นจากหมวดอิเล็กทรอนิกส์ 0.7%

อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบเฉพาะกับเดือนสิงหาคม พบว่าในเดือนกันยายนเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับกิจกรรมในภาคบริการปรับเพิ่มขึ้นทั้งในภาคการค้าและ การขนส่ง ด้านการท่องเที่ยวก็ขยายตัวมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น 5.8% และรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น 12.6% โดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวระยะใกล้ และการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมทองคำขยายตัว 0.9% จากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตาม อุปสงค์ในประเทศชะลอลงทั้งการลงทุนลดลง 4.5% และการบริโภคภาคเอกชน ลดลง -0.8%

ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในไตรมาสที่ 3 ติดลบ 0.74% จากหมวดอาหารสดและพลังงาน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวก ตลาดแรงงานโดยรวมทรงตัวและดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล ส่วนในเดือนกันยายน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบน้อยลงจากเดือนก่อนเล็กน้อย จากเงินเฟ้อหมวดพลังงานที่ผลของฐานสูงในปีก่อนทยอยลดลง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นบวกลดลงจากเดือนก่อนส่วนหนึ่งจากการทำโปรโมชั่นอาหารโทรสั่งและของใช้ส่วนตัว ด้านตลาดแรงงานโดยรวมทรงตัว และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลจากดุลการค้า

นอกจากนี้ ธปท. ยังได้สอบถามความเห็นผู้ประกอบการถึงแนวโน้มธุรกิจในไตรมาส 4 โดยผู้ประกอบการประเมินว่า ภาคธุรกิจจะปรับตัวดีขึ้นกว่าไตรมาสก่อน จากมาตรการภาครัฐที่มีส่วนช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นและการใช้จ่าย เช่น คนละครึ่งพลัส ที่ช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่น การใช้จ่ายของผู้บริโภค ขณะที่ธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว ขยายตัวตามการเข้าสู่ฤดูการท่องเที่ยว โดยเห็นยอดจองล่วงหน้าจากนักท่องเที่ยวต่างชาติและคาดว่ามาตรการภาคเที่ยวไทยคนละครึ่ง เที่ยวดีมีคืน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการท่องเที่ยวของคนไทยเพิ่มขึ้น

สำหรับประมาณการเศรษฐกิจ ปี 2568 ของ ธปท. คาดการณ์ไว้ที่ 2.2% โดยได้รวมมาตรการคนละครึ่งพลัสและการเปิดตลาดสินค้านำเข้าจากสหรัฐเพิ่มขึ้นเป็น 99% จากเดิม 90% เข้าไปในประมาณการเศรษฐกิจแล้ว อย่างไรก็ตามยังต้องรอดูผลจากมาตรการคนละครึ่งพลัส หากมีการจับจ่ายใช้สอยมากกว่าที่คาด อาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยทั้งปี 2568 เติบโตมากกว่า 2.2%

ส่วนกรณีเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ เช่น ถั่วเหลือง และข้าวโพด เพื่อใช้ในการเลี้ยงสัตว์ ทางรัฐบาลมีแนวการบริหารจัดการ โดยจะนำเข้าช่วงที่ไม่ใช่ฤดูการเก็บของไทย จึงน่าจะไม่กระทบกับเกษตรกรไทย ยืนยันว่าการส่งออกที่โตขึ้น ไม่เกี่ยวข้องกับสินค้าสวมสิทธิ์ แต่การส่งออกที่เพิ่มขึ้นมาจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นวัฏจักรขาขึ้นในขณะนี้เท่านั้น

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ซบเซา จับตาคนละครึ่งพลัส

“คนละครึ่งพลัส” จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงหรือ?

การที่เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ชะลอตัวลงนั้น เป็นสิ่งที่น่ากังวล แต่การที่ ธปท. คาดการณ์ว่าโครงการคนละครึ่งพลัส จะช่วยหนุน GDP ปี 68 ให้โตมากกว่า 2.2% ก็เป็นสัญญาณที่ดี มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ที่รัฐบาลออกมานั้นมีส่วนสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวน

อย่างไรก็ตาม การพึ่งพามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมการลงทุน และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำควบคู่กันไป เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

การจับตาดูผลของมาตรการคนละครึ่งพลัส จึงเป็นสิ่งที่ควรทำ เพื่อประเมินผลกระทบที่แท้จริงต่อเศรษฐกิจ และปรับปรุงนโยบายให้เหมาะสมต่อไป

ที่มา – ธปท. เผยเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ซบเซา จับตา “คนละครึ่งพลัส” หนุน GDP ปี 68 โตมากกว่า 2.2%

ส.อ.ท. จับมือ ธปท. รับมือบาทแข็ง-ภาษีสหรัฐฯ

ส.อ.ท. ผนึกกำลัง ธปท. สู้ศึกเศรษฐกิจ รับมือบาทแข็ง-ภาษีสหรัฐฯ ชู 4GO ยกระดับ SME

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จับมือกันเพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทย ท่ามกลางความท้าทายจากปัญหา บาทแข็ง ภาษีจากสหรัฐฯ และสภาพคล่องของธุรกิจ

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. ได้หารือร่วมกับ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. ณ ห้อง Passion ส.อ.ท. เพื่อหาแนวทางสร้างความมั่นคงทางการเงินของประเทศ

นายเกรียงไกร กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายหลายด้าน ทั้งผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ การหาตลาดใหม่ การกระตุ้นเศรษฐกิจ การแก้ไขหนี้สินและสภาพคล่อง การลดต้นทุนพลังงาน มาตรการเยียวยาจากการปิดด่านชายแดน รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับ บาทแข็ง การหารือครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ

นายวิทัย กล่าวว่า ธปท. ทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานเพื่อเชื่อมโยงนโยบายการเงินและการคลัง และจะทำงานร่วมกับภาคธุรกิจมากขึ้น เพื่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่ประชุมได้หารือถึงนโยบายการขับเคลื่อน ส.อ.ท. โดยมุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมดั้งเดิม (First Industries) ไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (Next-Gen Industries) ผ่านการเปลี่ยนรูปแบบการผลิตจาก OEM ไปเป็น ODM หรือ OBM และใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม เช่น ดิจิทัล AI และระบบอัตโนมัติ รวมถึงการผลิตเพื่อความยั่งยืน และพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะสูง

นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังดำเนินงานภายใต้แนวคิด 4GO เพื่อยกระดับ SMEs ได้แก่

  • Go Digital & AI: ยกระดับอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์
  • Go Innovation: สร้างผู้ประกอบการด้วยนวัตกรรม
  • Go Global: ยกระดับมาตรฐานสินค้าให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลก
  • Go Green: ขับเคลื่อนองค์กรสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

นายวิทัย กล่าวว่า ภารกิจหลักของ ธปท. คือ การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว โดยมี 3 ส่วนคือ การสร้างเสถียรภาพทางการเงิน การสร้างเสถียรภาพทางระบบสถาบันทางการเงิน และการสร้างเสถียรภาพทางระบบการชำระเงิน

“วันนี้ เราอยู่ในจุดที่เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจต่างๆ เหมือนกัน และเราจะหารือร่วมกันเพื่อหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตได้ในระดับที่เหมาะสม และเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินของประเทศดำรงอยู่ได้ ”

นายนาวา จันทนสุรคน รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวถึงมาตรการรับมือผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ และสงครามการค้า โดยระบุว่า อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบแล้ว ได้แก่ เหล็ก อลูมิเนียม ยานยนต์และชิ้นส่วน ไม้อัด ไม้บาง และวัสดุแผ่น เฟอร์นิเจอร์ และอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาการนำเข้า ได้แก่ เหล็ก อลูมิเนียม หล่อโลหะ เครื่องจักรกลและระบบอัตโนมัติ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

TDRI ประเมินว่า หากไทยแข่งขันไม่ได้ GDP อาจอยู่ที่ -0.77% และการส่งออกไปสหรัฐฯ -15.4% แต่หากแข่งขันได้ GDP จะอยู่ที่ -0.01% และสามารถชดเชยได้จากการขยายตลาดส่งออกในภูมิภาคอื่น

นายนาวา เสนอแนะให้ภาครัฐสนับสนุนข้อมูลแก่ผู้ประกอบการ และผลักดันมาตรการทางการเงิน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวและปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน พร้อมทั้งหาตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยงทางการค้า

นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีมาตรการบรรเทาผลกระทบในช่วงปรับตัว เช่น การชะลอการจัดชั้นหนี้ การปรับโครงสร้างสินเชื่อ และการออกมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงิน

อีกทั้งยังมีแนวทางในการรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาท และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

ในส่วนของข้อเสนอแนวทางการส่งเสริมสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ (Made in Thailand : MiT) นายนาวาเสนอให้ผลักดันการใช้สินค้า MiT อย่างจริงจัง โดยส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้ใช้สินค้า MiT และขยายตลาดสินค้า MiT สู่ภาคเอกชนภายใต้โครงการ “ซื้อของไทยเพื่อคนไทย”

นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวถึงมาตรการส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการแก้ปัญหาหนี้ของ SMEs โดยเสนอให้มีมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแบบมีเป้าหมาย สร้าง “ระบบเครดิตทางเลือก” และสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ “ธุรกิจสีเขียวและดิจิทัล”

อีกทั้งยังเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนการขยายพอร์ตการค้าประกันสินเชื่อของ บสย. และจัดตั้ง “กองทุน SME” เพื่อใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย

นายเกรียงไกร กล่าวว่า บาทแข็ง ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออก โดยเฉพาะในภาวะที่ประเทศคู่แข่งเผชิญมาตรการ Reciprocal Tariff จึงต้องหาจุดสมดุลปรับค่าเงินบาทอย่าให้แข็งเกินไป

นายวิทัย กล่าวทิ้งท้ายว่า ธปท. มุ่งรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาท และพร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อบรรเทาผลกระทบ

การร่วมมือของ ส.อ.ท. และ ธปท. ในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ การแก้ไขปัญหา บาทแข็ง ภาษีจากสหรัฐฯ และการสนับสนุน SMEs อย่างจริงจัง จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ข้อเสนอและแนวทางแก้ไขปัญหา บาทแข็ง และมาตรการภาษีสหรัฐฯ

แนวคิด 4GO เพื่อยกระดับ SME คืออะไร?

ส.อ.ท. จับมือ ธปท. รับมือบาทแข็ง-ภาษีสหรัฐฯ

ที่มา – ส.อ.ท. ผนึก ธปท. สู้ศึกเศรษฐกิจ เร่งหาทางรับมือ “บาทแข็ง-ภาษีสหรัฐฯ” ชูแนวคิด 4GO ยกระดับ SME

ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯ 9 แสนล้านบาท

ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯ ต่อเนื่อง ล่าสุด 7 เดือนแรก กว่า 9 แสนล้าน

พาณิชย์ เผย ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯ ต่อเนื่อง ล่าสุด 7 เดือนแรก ได้ดุลสูงถึงกว่า 9 แสนล้านบาท หลังเร่งส่งออกหนีภาษีตอบโต้ ขณะที่ สคต.แอลเอ ระบุ “ทรัมป์” ยื่นศาลสูงพิจารณาคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ ที่ชี้ ประธานาธิบดีไม่มีอำนาจเก็บภาษีตอบโต้คู่ค้า ถ้าตัดสินให้แพ้ รัฐบาลเตรียมจ่ายเงินภาษีคืนคู่ค้า 7.5 แสนล้านถึง 1 ล้านล้านเหรียญฯ แต่เตรียมแผน 2 ดิ้นเดินหน้าเก็บภาษีนำเข้าต่อแล้ว

พาณิชย์ เผย ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯ ต่อเนื่อง ล่าสุด 7 เดือนแรก กว่า 9 แสนล้าน

ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม-กรกฎาคม) ไทยยังคงรักษาสมดุลการค้า surplus กับสหรัฐอเมริกาได้อย่างต่อเนื่อง โดยมูลค่าดุลการค้าบวกสูงถึง 904,987 ล้านบาท หรือประมาณ 27,374 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากตัวเลขการส่งออกรวม 1.321 ล้านล้านบาท หรือ 39,708 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้น 30.07% เมื่อเทียบกับปีก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากภาษีตอบโต้ ในขณะที่การนำเข้าอยู่ที่ 415,823 ล้านบาท หรือ 12,333 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นเพียง 8.30% เท่านั้น

เฉพาะเดือนกรกฎาคม 2568 ไทยได้ดุลการค้า 146,985 ล้านบาท หรือ 4,547 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยการส่งออกพุ่งสูงถึง 204,492 ล้านบาท หรือ 6,296 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 31.36% แต่การนำเข้าลดลงเหลือ 57,507 ล้านบาท หรือ 1,749 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 7.459% สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์การส่งออกที่แข็งแกร่งของไทยท่ามกลางความท้าทายทางการค้า

สินค้าส่งออกหลักที่ขับเคลื่อนดุลการค้าไทย-สหรัฐ

สินค้าที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุด 5 อันดับแรกในช่วง 7 เดือน ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มูลค่า 10,295 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 81.33% ตามด้วยผลิตภัณฑ์ยาง 2,783 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 11.83% เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ และอุปกรณ์ส่วนประกอบ 2,724 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 9.06% หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ 1,499 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 31.27% และอัญมณี เครื่องประดับ 1,498 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 35.87% สินค้าเหล่านี้เป็นตัวขับเคลื่อนหลักที่ช่วยให้ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯ ต่อเนื่อง

  • เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ: เติบโตสูงสุดจากความต้องการเทคโนโลยี
  • ผลิตภัณฑ์ยาง: สนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์สหรัฐ
  • อุปกรณ์โทรคมนาคม: การขยาย 5G และสมาร์ทโฟน
  • หม้อแปลงไฟฟ้า: เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน
  • อัญมณีและเครื่องประดับ: ความนิยมในตลาดผู้บริโภคสหรัฐ

ด้านการนำเข้า สินค้าหลัก 5 อันดับ ได้แก่ น้ำมันดิบ 2,828 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 26.06% เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 1,184 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลด 2.66% ก๊าซธรรมชาติ 748 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 10.90% เคมีภัณฑ์ 712 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลด 7.18% และเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ 582 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 7.51% แสดงให้เห็นว่าการนำเข้าส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบและเครื่องจักรที่จำเป็นสำหรับอุตสาหกรรมไทย

ผลกระทบจากภาษีตอบโต้และสถานการณ์ทางการเมืองสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม หลังจากสหรัฐประกาศอัตราภาษีตอบโต้ไทยที่ 19% มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2568 คาดว่าการนำเข้าจากไทยอาจชะลอตัวลง แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าสินค้าไทยยังคงแข่งขันได้ เนื่องจากคู่แข่งอย่างเวียดนาม (20%) มาเลเซีย (19%) และฟิลิปปินส์ (19%) ถูกเก็บภาษีใกล้เคียงกัน ทำให้ไทยไม่เสียเปรียบมากนัก

นอกจากนี้ กรณีศาลอุทธรณ์สหรัฐตัดสินเมื่อ 3 กันยายน 2568 ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่มีอำนาจภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติในการเก็บภาษีตอบโต้ ล่าสุดทรัมป์ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสูงสหรัฐแล้ว หากศาลสูงตัดสินว่าสหรัฐแพ้ รัฐบาลอาจต้องคืนเงินภาษีนำเข้าถึง 750,000-1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะเป็นภาระหนัก แต่ทรัมป์เตรียมแผนสำรอง เช่น ให้รัฐสภาออกกฎหมายภาษี ใช้มาตรา 232 หรือ 301 เพื่อเดินหน้าภาษีต่อไป

สหรัฐเริ่มเก็บภาษีนำเข้า baseline 10% ตั้งแต่ 5 เมษายน 2568 และ reciprocal tariffs 7 สิงหาคม 2568 โดยในเดือนกรกฎาคม 2568 เก็บได้ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 242% จากปีก่อน สถานการณ์นี้ทำให้การค้าทวิภาคีซับซ้อน แต่ไทยยังคงได้ดุลการค้าสหรัฐฯ ต่อเนื่อง

พาณิชย์ เผย ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯ ต่อเนื่อง ล่าสุด 7 เดือนแรก กว่า 9 แสนล้านบาท แสดงถึงศักยภาพของเศรษฐกิจไทยในการรับมือความท้าทาย ผู้ประกอบการไทยควรติดตามพัฒนาการภาษีสหรัฐอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกลยุทธ์ส่งออกให้เหมาะสม หากคุณกำลังวางแผนธุรกิจส่งออก ลองศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อคว้าโอกาสในตลาดสหรัฐที่ยังคงเติบโต

ที่มา – พาณิชย์ เผย ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯ ต่อเนื่อง ล่าสุด 7 เดือนแรก กว่า 9 แสนล้าน

“ศุภจี” รมว.พาณิชย์ เร่งนโยบายเร่งด่วน

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวสำคัญในวงการเศรษฐกิจไทยกันค่ะ โดยเฉพาะกับการเข้ามารับตำแหน่งใหม่ของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่เพิ่งเข้าทำงานวันแรกและประกาศทันทีว่าจะเร่งเดินหน้านโยบายเร่งด่วนต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาที่ค้างคา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกษตรกร ส่งออก หรือแม้แต่เงินบาทที่แข็งค่าขึ้น แม้จะมีเวลาแค่ 4 เดือนก็ตาม เธอลั่นไม่หนักใจ พร้อมมุ่งมั่นแสดงผลงานรูปธรรมให้เห็น

“ศุภจี” รมว.พาณิชย์ เร่งเดินหน้านโยบายเร่งด่วน ลั่นไม่หนักใจ แม้มีข้อจำกัดเวลาแค่ 4 เดือน

การเข้ามาของ “ศุภจี” ในฐานะรมว.พาณิชย์ครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่น่าสนใจสำหรับนโยบายการค้าของไทยเลยนะคะ หลังจากสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงและได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากปลัดกระทรวงและผู้บริหาร เธอได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อถึงแผนการทำงานทันที โดยเน้นย้ำถึงความสมดุลในการค้า ทั้งภายในและต่างประเทศ ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย มาตรการเร่งด่วนหรือ Quick Win ที่จะออกมาอย่างรวดเร็วตามนโยบายนายกฯ และทีมเศรษฐกิจ จะช่วยวางรากฐานเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ศุภจี รมว.พาณิชย์

สิ่งที่น่าประทับใจคือทัศนคติของเธอที่ไม่กลัวข้อจำกัดเวลา แม้รัฐบาลจะบริหารงานเพียงไม่กี่เดือน แต่ “ศุภจี” ยืนยันว่าต้องเลือกความสำคัญมาทำก่อน เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด กระทรวงพาณิชย์มีเรื่องต้องทำเพียบ ตั้งแต่แก้ปัญหาเงินบาทแข็งที่กระทบผู้ส่งออก โดยจะประสานงานกับกระทรวงการคลังเพื่อหามาตรการช่วยเหลือให้ทันท่วงที

นโยบายเร่งด่วนที่ “ศุภจี” รมว.พาณิชย์ จะเดินหน้า

สำหรับปัญหาสินค้าเกษตรราคาตกต่ำ เช่น กาแฟและข้าวที่กำลังจะออกผลผลิตปลายปี กระทรวงฯ มีระบบติดตามอุปสงค์-อุปทานอยู่แล้ว และจะเตรียมการล่วงหน้าเพื่อป้องกันไม่ให้ราคาพัง ในด้านการค้าต่างประเทศ เธอตั้งเป้าเจรจาทวิภาคีให้สำเร็จอีก 2-3 ประเทศ รวมถึง Joint Agreement และ Trade Mission เพื่อขยายตลาดใหม่ๆ โดยเฉพาะการค้าชายแดนกับกัมพูชาที่จะดูแลเป็นพิเศษ ประสานกับพาณิชย์จังหวัดและกระทรวงมหาดไทย เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการและชุมชนที่เดือดร้อน

นอกจากนี้ เธอยังมั่นใจในทีมผู้บริหารกระทรวงที่เก่งกาจ แม้จะไม่มีรัฐมนตรีช่วย แต่จะอาศัยความร่วมมือจากปลัด รองปลัด และอธิบดีต่างๆ ในการสอดประสานมุมมองใหม่ๆ เข้ากับนโยบายเดิม ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ จะมีการมอบนโยบายอย่างเป็นทางการให้ข้าราชการทุกคน เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจและขับเคลื่อนไปด้วยกัน

  • แก้ปัญหาเกษตรกร: ติดตามราคาสินค้าและหาตลาดใหม่
  • ช่วยผู้ส่งออก: จัดการเงินบาทแข็งและเจรจาค้า
  • ขยายการค้า: เน้นทวิภาคีและชายแดน

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา “ศุภจี” เน้นการทำงานแบบทีมเวิร์ค ไม่ยึดติดกับการทำคนเดียว เพราะเชื่อว่าทุกคนมีจุดแข็งที่ช่วยเสริมกันได้ สิ่งนี้จะช่วยให้กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้เวลาจำกัด

ในมุมมองของผม การเข้ามาของรมว.ศุภจี จะนำพาการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในภาคการค้าที่ต้องการความรวดเร็วและยืดหยุ่น หากมาตรการ Quick Win เหล่านี้สำเร็จ จะเป็นรากฐานที่ดีสำหรับรัฐบาลถัดไป ลองติดตามผลงานของเธอในช่วง 4 เดือนนี้ดูนะคะ ว่าสุดท้ายจะเห็นความก้าวหน้าอย่างไรบ้าง

คุณคิดว่านโยบายไหนที่สำคัญที่สุดสำหรับกระทรวงพาณิชย์ตอนนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยค่ะ!

ที่มา – “ศุภจี” รมว.พาณิชย์ เร่งเดินหน้านโยบายเร่งด่วน ลั่นไม่หนักใจ แม้มีข้อจำกัดเวลาแค่ 4 เดือน

Scroll to top