สํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

“ศุภมาส” ตรวจยึดยาลดน้ำหนักมรณะ ไร้ อย. มูลค่ากว่า 3 ล้านบาท

“ศุภมาส” ตรวจยึดยาลดน้ำหนักมรณะ ไร้ อย. มูลค่ากว่า 3 ล้านบาท

กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความสะเทือนใจให้กับสังคม เมื่อนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันทลายโกดังยาลดน้ำหนักเถื่อนที่ไร้มาตรฐาน อย. จนนำไปสู่การจับกุมของกลางมูลค่ากว่า 3 ล้านบาท หลังเกิดเหตุสลดมีผู้บริโภคเสียชีวิตจากการใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้

จากการปฏิบัติการครั้งสำคัญ เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นแหล่งผลิตและโกดังเก็บสินค้าในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี พบเครื่องจักรและสารตั้งต้นจำนวนมากที่ใช้ผลิตผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักยี่ห้อดังอย่าง “บาชิ” และ “ลิโซ่” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ยอดนิยมที่มักมีการโฆษณาชวนเชื่อผ่านช่องทางออนไลน์ โดย “ศุภมาส” ตรวจยึดยาลดน้ำหนักมรณะ ไร้ อย. มูลค่ากว่า 3 ล้านบาท ครั้งนี้ ถือเป็นการตัดวงจรการผลิตสินค้าอันตรายที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชนโดยตรง

ภัยเงียบไซบูทรามีนในยาลดน้ำหนัก

สารอันตรายที่ตรวจพบในผลิตภัณฑ์เหล่านี้มักจะเป็น “ไซบูทรามีน” ซึ่งเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท มีผลกระทบต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดอย่างรุนแรง การที่หน่วยงานภาครัฐร่วมมือกันในคดี “ศุภมาส” ตรวจยึดยาลดน้ำหนักมรณะ ไร้ อย. มูลค่ากว่า 3 ล้านบาท ช่วยเตือนใจได้เป็นอย่างดีว่า สินค้าที่ไม่มีการรับรองคุณภาพมาตรฐาน มักแฝงไปด้วยอันตรายที่อาจถึงแก่ชีวิตได้

ข้อควรระวังสำหรับผู้บริโภค:

  • ตรวจสอบเลขสารบบอาหารของ อย. ทุกครั้งก่อนเลือกซื้อ
  • หลีกเลี่ยงการเชื่อโฆษณาเกินจริงผ่านโซเชียลมีเดีย
  • ห้ามซื้อยาหรือผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักผิดกฎหมายผ่านช่องทางออนไลน์เด็ดขาด
  • หากต้องการลดน้ำหนัก ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญโดยตรง

ความสวยงามผ่านรูปร่างไม่ควรแลกมาด้วยชีวิต การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปราบปรามผู้ผลิตและผู้จำหน่ายสินค้าที่ผิดกฎหมายอย่างจริงจังเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญที่สุดคือ “สติ” ของผู้ซื้อเอง ทุกครั้งที่ท่านตัดสินใจซื้ออาหารเสริม โปรดนึกไว้เสมอว่าไม่มีทางลัดใดที่ปลอดภัยเท่ากับการมีสุขภาพที่ดีด้วยวิธีธรรมชาติและการดูแลจากบุคลากรทางการแพทย์ หากท่านพบเบาะแสการขายผลิตภัณฑ์อันตราย สามารถแจ้งสายด่วน สคบ. 1166 หรือ อย. 1556 ได้ทันที เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยจากสินค้ามรณะเหล่านี้สำหรับทุกคน

ที่มา – “ศุภมาส” ตรวจยึดยาลดน้ำหนักมรณะ ไร้ อย. มูลค่ากว่า 3 ล้านบาท

เจาะลึก! ขบวนการรับจ้างกดบัตรคอนเสิร์ต หลอกเก็บเงินล่วงหน้า

เชื่อว่าเหล่าแฟนคลับศิลปินหลายคนคงเคยประสบปัญหาการกดบัตรคอนเสิร์ตไม่ทัน จนต้องหันไปพึ่งพาบริการจากร้านค้าออนไลน์ต่าง ๆ ซึ่งล่าสุดกลายเป็นประเด็นร้อนแรงเมื่อนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ สคบ. เร่งประสานงานกับ ปคบ. เพื่อจัดการอย่างเร่งด่วนกับ ขบวนการรับจ้างกดบัตรคอนเสิร์ต หลอกเก็บเงินล่วงหน้า ที่กำลังสร้างความเดือดร้อนให้แฟนคลับทั่วประเทศ

เผยกลโกง ขบวนการรับจ้างกดบัตรคอนเสิร์ต หลอกเก็บเงินล่วงหน้า ที่แฟนคลับต้องระวัง

พฤติการณ์ของมิจฉาชีพกลุ่มนี้มักจะโฆษณาผ่านโซเชียลมีเดียว่าสามารถกดบัตรได้แน่นอน 100% โดยมีการเรียกเก็บเงินมัดจำล่วงหน้า หรือเรียกเก็บเต็มจำนวนก่อนถึงวันกดบัตรจริง เมื่อถึงเวลาหากกดบัตรไม่ได้ มิจฉาชีพเหล่านี้มักจะบ่ายเบี่ยง ไม่คืนเงิน หรือปิดช่องทางการติดต่อหนีไป ทำให้ผู้เสียหายสูญเสียทั้งเงินและโอกาสสำคัญในการชมคอนเสิร์ตที่ตั้งตารอคอย

วิธีป้องกันตัวเองจาก ขบวนการรับจ้างกดบัตรคอนเสิร์ต หลอกเก็บเงินล่วงหน้า

เพื่อให้ทุกคนปลอดภัยจากการถูกหลอกลวง สคบ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้คำแนะนำสำคัญ ดังนี้:

  • ซื้อบัตรผ่านช่องทางจำหน่ายอย่างเป็นทางการของผู้จัดงานเท่านั้น
  • หลีกเลี่ยงการโอนเงินให้บุคคลที่ไม่รู้จักหรือร้านค้าออนไลน์ที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ
  • บันทึกหลักฐานการสนทนาและสลิปการโอนเงินไว้เสมอหากเกิดปัญหา
  • อย่าหลงเชื่อคำโฆษณาที่อ้างว่าการันตีที่นั่งดี หรือทำได้ทุกรอบการแสดง

รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ยืนยันว่าจะไม่ปล่อยให้มิจฉาชีพอาศัยความชื่นชอบของแฟนคลับมาหาผลประโยชน์โดยมิชอบ โดยจะบูรณาการทุกภาคส่วนเพื่อทลายเครือข่ายเหล่านี้ให้หมดไป

ในฐานะที่ติดตามข่าวสารมาโดยตลอด ผมอยากฝากไว้ว่า ความสุขจากการชมคอนเสิร์ตไม่ควรมาพร้อมกับความเสี่ยง การซื้อบัตรผ่านช่องทางที่ได้รับอนุญาตคือวิธีที่ดีที่สุดในการปกป้องสิทธิ์ของตัวเราเอง หากใครเคยตกเป็นเหยื่อ ไม่ต้องอายที่จะแจ้งความดำเนินคดี เพราะยิ่งข้อมูลมากเท่าไหร่ การจับกุมมิจฉาชีพก็จะยิ่งทำได้เร็วขึ้นเท่านั้น อย่าปล่อยให้คนผิดลอยนวลครับ!

ที่มา – “ศุภมาส” สั่ง สคบ. ประสาน ปคบ. เช็กด่วน ขบวนการรับจ้างกดบัตรคอนเสิร์ต หลอกเก็บเงินล่วงหน้า

ศุภมาส ชูผลสำเร็จ สคบ. ช่วยปิดเคส เหยื่อพูลวิลล่าชะอำ

ศุภมาส ชูผลสำเร็จ สคบ. ช่วยปิดเคส เหยื่อพูลวิลล่าชะอำ

เหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นกับน้องหนูวัย 7 ขวบ ซึ่งถูกไฟดูดจากไฟส่องสว่างริมสระน้ำในพูลวิลล่า จังหวัดเพชรบุรี ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญของธุรกิจที่พัก โดยล่าสุด ศุภมาส ชูผลสำเร็จ สคบ. ช่วยปิดเคส เหยื่อพูลวิลล่าชะอำ ได้สำเร็จ ทำให้ครอบครัวได้รับความยุติธรรมและเงินเยียวยาอย่างเหมาะสม โดยไม่ต้องพึ่งพากระบวนการศาลที่ยืดเยื้อ

ทางรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานเชิงรุก เพื่อให้ผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบมีความมั่นใจในระบบคุ้มครองผู้บริโภคของไทย ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคการท่องเที่ยวและบริการในภาพรวม

ความสำเร็จของคำว่า “ศุภมาส ชูผลสำเร็จ สคบ. ช่วยปิดเคส เหยื่อพูลวิลล่าชะอำ”

การดำเนินการในครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของหน่วยงานรัฐ ในการเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยระหว่างผู้ประกอบการและผู้เสียหาย โดยได้ข้อสรุปที่น่าพอใจดังนี้:

  • ผู้ประกอบการยินดีคืนเงินค่าที่พักและเงินประกันทั้งหมด
  • มีการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลอย่างเต็มที่
  • มีการเยียวยาเพิ่มเติมเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนทางจิตใจของครอบครัวผู้เสียหาย

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี ได้เน้นย้ำในฐานะที่ตนเป็นแม่คนว่า ความปลอดภัยควรเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับทุกที่พัก การที่ ศุภมาส ชูผลสำเร็จ สคบ. ช่วยปิดเคส เหยื่อพูลวิลล่าชะอำ นั้น เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะในอนาคต สคบ. จะต้องทำงานร่วมกับท้องถิ่นเพื่อตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยของเครื่องใช้ไฟฟ้าในพูลวิลล่าทั่วประเทศอย่างเคร่งครัด

สำหรับผู้ประกอบการที่พักพูลวิลล่าและโรงแรม ควรตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัย ดังนี้:

  • หมั่นตรวจสอบระบบไฟฟ้าแสงสว่างและปลั๊กไฟริมสระว่ายน้ำอยู่เสมอ
  • ตรวจสอบอุปกรณ์ตัดไฟและมาตรฐานความปลอดภัยของอุปกรณ์ที่สัมผัสน้ำ
  • เตรียมแผนฉุกเฉินและอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้พร้อมใช้งาน

ในมุมมองของเรา นี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีที่ภาครัฐหันมาใส่ใจและใช้มาตรการเชิงรุกมากขึ้นในการปกป้องสิทธิผู้บริโภค แต่อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยที่ดีที่สุดคือการป้องกันจากฝั่งผู้ประกอบการเองที่ควรมีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อลูกค้าเปรียบเสมือนคนในครอบครัว เพื่อให้ธุรกิจท่องเที่ยวไทยเติบโตไปพร้อมกับความปลอดภัยที่ยั่งยืน

ที่มา – “ศุภมาส” ชูผลสำเร็จ สคบ. ช่วยปิดเคส “เหยื่อพูลวิลล่าชะอำ”

“เลขาส้ม” ปลุกเครือข่าย สคบ. ยกระดับรู้เท่าทันธุรกรรมดิจิทัล กวาดล้างกลโกงออนไลน์

ในยุคที่โลกหมุนเร็วไปด้วยเทคโนโลยี การช้อปปิ้งออนไลน์และการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน แต่ในขณะเดียวกัน ภัยมืดจากมิจฉาชีพก็แฝงตัวมาในรูปแบบที่แนบเนียนยิ่งขึ้น ล่าสุด “เลขาส้ม” ปลุกเครือข่าย สคบ. ยกระดับรู้เท่าทันธุรกรรมดิจิทัล กวาดล้างกลโกงออนไลน์ เพื่อสร้างเกราะป้องกันให้แก่ผู้บริโภคทั่วประเทศ

“เลขาส้ม” ปลุกเครือข่าย สคบ. ยกระดับรู้เท่าทันธุรกรรมดิจิทัล กวาดล้างกลโกงออนไลน์

เมื่อเร็วๆ นี้ ณ จังหวัดเชียงราย ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ หรือ “เลขาส้ม” ได้เป็นตัวแทนภาครัฐในการเปิดเวทีสัมมนาสำคัญร่วมกับ สคบ. และมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและทักษะในการรู้เท่าทันภัยการเงินดิจิทัล ซึ่งถือเป็นวาระเร่งด่วนที่ภาครัฐต้องเร่งดำเนินการเชิงรุกครับ

จุดเปลี่ยนสำคัญกับการทำงานเชิงรุกตามนโยบาย สคบ. พลัส

การดำเนินงานของ “เลขาส้ม” ปลุกเครือข่าย สคบ. ยกระดับรู้เท่าทันธุรกรรมดิจิทัล กวาดล้างกลโกงออนไลน์ ในครั้งนี้ ถือเป็นการนำนโยบาย “สคบ. พลัส” ของรัฐมนตรีศุภมาส อิศรภักดี มาปฏิบัติให้เห็นผลรูปธรรม โดยเน้นย้ำถึง 5 มิติหลักในการคุ้มครองผู้บริโภค ได้แก่:

  • การทำงานเชิงรุก: สกัดกั้นปัญหาตั้งแต่ต้นทางก่อนเกิดความเสียหาย
  • One Stop Service: พัฒนาระบบรับเรื่องร้องเรียนที่เบ็ดเสร็จและรวดเร็ว
  • คุมเข้มอีคอมเมิร์ซ: กำกับดูแลแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างเด็ดขาด
  • เทคโนโลยี AI: ใช้ปัญญาประดิษฐ์ตรวจจับความผิดปกติในการทำธุรกรรม
  • องค์กรสีขาว: ยึดหลักธรรมาภิบาล สุจริต โปร่งใส เพื่อประชาชน

ด้วยกลไกการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาควิชาการ ทำให้การเฝ้าระวังมิจฉาชีพบนโลกออนไลน์มีความเข้มข้นมากขึ้น หากคุณเป็นหนึ่งในผู้บริโภคที่ต้องการปกป้องสิทธิ์ของตนเอง หรือพบเจอปัญหาจากการซื้อสินค้าออนไลน์ อย่าปล่อยให้เป็นเรื่องเงียบครับ

หากคุณได้รับความเดือดร้อน สามารถขอคำปรึกษาได้ทันทีผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้:

  • สายด่วน สคบ. 1166
  • แอปพลิเคชัน OCPB Connect
  • เว็บไซต์ www.ocpb.go.th

ความรู้เท่าทันคืออาวุธที่ดีที่สุดในโลกยุคดิจิทัล การที่ภาครัฐตื่นตัวและลงมือทำอย่างจริงจังในครั้งนี้ นับเป็นสัญญาณที่ดีที่จะช่วยลดความเสี่ยงให้กับประชาชน การร่วมมือกันระหว่าง สคบ. และภาคีเครือข่ายจะทำให้มิจฉาชีพดำเนินการได้ยากขึ้น ขอให้ทุกคนตรวจสอบข้อมูลและตั้งสติก่อนโอนเงินทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยในทรัพย์สินของท่านเองครับ

ที่มา – “เลขาส้ม” ปลุกเครือข่าย สคบ. ยกระดับรู้เท่าทันธุรกรรมดิจิทัล กวาดล้างกลโกงออนไลน์

ศุภมาส เอาจริง อกไก่ปั่นโปรตีนไม่ตรงฉลาก สั่ง สคบ.-อย. ตรวจสอบ

เชื่อว่าสายเฮลตี้หลายคนคงเคยหยิบผลิตภัณฑ์ อกไก่ปั่นโปรตีนไม่ตรงฉลาก มาดื่มกันบ้าง เพื่อหวังจะเสริมสร้างกล้ามเนื้อหรือควบคุมน้ำหนัก แต่ล่าสุดเรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนแรง เมื่อนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเคลื่อนไหวสั่งการให้ สคบ. และ อย. เร่งตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง หลังจากมีรายงานว่าหลายผลิตภัณฑ์โฆษณาเกินจริงและให้ปริมาณโปรตีนไม่ตรงกับที่ระบุข้างขวดครับ

เจาะลึกปมร้อน ศุภมาส เอาจริง อกไก่ปั่นโปรตีนไม่ตรงฉลาก

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นการปกป้องผู้บริโภคครั้งใหญ่ครับ เพราะนอกจากกลุ่มคนที่ออกกำลังกายแล้ว ยังมีกลุ่มผู้ป่วยที่จำเป็นต้องควบคุมอาหารตามคำแนะนำของแพทย์โดยเฉพาะ หากปริมาณโปรตีนหรือสารอาหารไม่เป็นไปตามความจริง ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพและการรักษา การที่ ศุภมาส เอาจริง อกไก่ปั่นโปรตีนไม่ตรงฉลาก จึงถือเป็นข่าวดีที่แสดงให้เห็นว่าภาครัฐไม่ปล่อยให้นำสุขภาพของประชาชนมาเป็นตัวประกันเพื่อหากำไรครับ

ตรวจสอบความจริง อกไก่ปั่นโปรตีนไม่ตรงฉลาก มีความผิดอย่างไร?

ทางด้าน สคบ. และ อย. ได้ประสานงานกันอย่างใกล้ชิดเพื่อจัดการเรื่องนี้ โดยแบ่งหน้าที่ตามกฎหมายดังนี้ครับ:

  • อย. (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา): เน้นตรวจสอบด้านคุณภาพ มาตรฐาน และข้อมูลบนฉลากตาม พ.ร.บ. อาหาร พ.ศ. 2522 หากตรวจพบว่าเป็นอาหารปลอม มีโทษหนักทั้งจำและปรับ
  • สคบ. (สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค): เน้นดูเรื่องการโฆษณาชวนเชื่อและการจัดแคมเปญโปรโมชั่นที่อาจเข้าข่ายหลอกลวงผู้บริโภคตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522

หากผู้ประกอบการถูกตรวจสอบพบว่ามีความผิดจริง จะต้องรับโทษตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นมาตรการที่สำคัญมากเพื่อให้ตลาดอาหารสุขภาพมีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือมากขึ้นครับ

วิธีสังเกตและป้องกันตนเองสำหรับผู้บริโภค:

  • ตรวจสอบเลขสารบบอาหาร (เลข อย.) ทุกครั้งก่อนซื้อ
  • พลิกอ่านฉลากโภชนาการให้ละเอียด อย่าเชื่อเพียงคำโฆษณา
  • เก็บหลักฐานการซื้อและภาพหน้าจอโฆษณาไว้ หากพบความผิดปกติ
  • แจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 หรือผ่านแอปพลิเคชัน OCPB Connect
  • แจ้งปัญหาด้านอาหารผ่านสายด่วน อย. 1556

สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากไว้ว่า ในฐานะผู้บริโภค การรักสุขภาพเป็นเรื่องที่ดี แต่เราต้องเป็นผู้บริโภคที่รู้เท่าทันด้วยครับ การที่หน่วยงานรัฐออกมาตรวจสอบ ศุภมาส เอาจริง อกไก่ปั่นโปรตีนไม่ตรงฉลาก ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ผู้ประกอบการต้องมีความซื่อสัตย์ต่อลูกค้ามากขึ้น ใครที่กำลังลดน้ำหนักหรือดูแลตัวเอง อย่าลืมตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้านก่อนจ่ายเงินซื้อนะครับ เพื่อสุขภาพที่ดีของเราเองในระยะยาว

ที่มา – “ศุภมาส” เอาจริง อกไก่ปั่นโปรตีนไม่ตรงฉลาก สั่ง สคบ. – อย. เชิญผู้ประกอบการชี้แจง

กฎหมาย Lemon Law ผ่าน ครม. ผู้บริโภคไม่ต้องพิสูจน์เอง หากสินค้าชำรุดภายในกำหนด

กฎหมาย Lemon Law ผ่าน ครม. ผู้บริโภคไม่ต้องพิสูจน์เอง หากสินค้าชำรุดภายในกำหนด

ข่าวดีสำหรับพี่น้องประชาชนชาวไทยที่รอคอยกันมานานกว่า 10 ปี! ล่าสุดประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ กฎหมาย Lemon Law ผ่าน ครม. ผู้บริโภคไม่ต้องพิสูจน์เอง หากสินค้าชำรุดภายในกำหนด ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์การคุ้มครองผู้บริโภคไทยให้ทัดเทียมระดับสากล

ในอดีตที่ผ่านมา เวลาเราซื้อสินค้าโดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือรถยนต์ หากเกิดปัญหาชำรุดบกพร่อง ผู้บริโภคมักจะตกที่นั่งลำบาก เพราะต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์เองว่าสินค้าเสียเพราะอะไร และเสียตั้งแต่ตอนซื้อมาใช่หรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากและมีค่าใช้จ่ายสูง แต่เมื่อ กฎหมาย Lemon Law ผ่าน ครม. ผู้บริโภคไม่ต้องพิสูจน์เอง หากสินค้าชำรุดภายในกำหนด กฎหมายฉบับนี้จะมาช่วยตัดปัญหาดังกล่าวออกไปทันที โดยเปลี่ยนภาระการพิสูจน์ไปอยู่ที่ผู้ขายแทน

รายละเอียดและสิทธิประโยชน์ที่คุณต้องรู้

ภายใต้กฎหมายใหม่นี้ หากสินค้าที่ซื้อไปเกิดความชำรุดภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด กฎหมายจะให้สันนิษฐานไว้ก่อนทันทีว่าเป็นความบกพร่องที่เกิดจากสินค้าตั้งแต่แรก โดยมีเงื่อนไขหลักๆ ดังนี้ครับ:

  • สินค้าทั่วไป: หากพบความชำรุดภายใน 6 เดือน สันนิษฐานว่าสินค้ามีปัญหาตั้งแต่ต้น
  • รถยนต์: ให้ระยะเวลาคุ้มครองสูงถึง 1 ปี
  • สิทธิการเยียวยา: ผู้บริโภคสามารถเลือกได้ 4 รูปแบบ คือ ซ่อมแซม, เปลี่ยนสินค้า, ลดราคา หรือบอกเลิกสัญญา

นอกจากนี้ กฎหมายยังจำกัดกรอบเวลาในการซ่อมแซมให้ชัดเจน หากสินค้าทั่วไปซ่อมไม่เสร็จใน 60 วัน หรือรถยนต์ซ่อมไม่เสร็จใน 90 วัน ผู้บริโภคมีสิทธิเรียกคืนเงินหรือเปลี่ยนสินค้าใหม่ได้ทันที ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญมากของระบบการซื้อขายในไทย

การที่ กฎหมาย Lemon Law ผ่าน ครม. ผู้บริโภคไม่ต้องพิสูจน์เอง หากสินค้าชำรุดภายในกำหนด ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยปกป้องเงินในกระเป๋าของพวกเราเท่านั้น แต่ยังเป็นการผลักดันให้ผู้ประกอบการต้องใส่ใจคุณภาพสินค้ามากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดภาระในการรับผิดชอบที่ตามมา เป็นการส่งเสริมการแข่งขันด้วยคุณภาพอย่างแท้จริงครับ

หากท่านใดประสบปัญหาจากสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน อย่าลืมใช้ช่องทางร้องเรียนของ สคบ. ไม่ว่าจะเป็นสายด่วน 1166 หรือผ่านช่องทางออนไลน์ OCPB Connect เพื่อรักษาสิทธิของตัวท่านเองครับ ถือได้ว่าเป็นข่าวดีที่สุดสำหรับผู้บริโภคไทยในรอบหลายปีเลยทีเดียว

ที่มา – กฎหมาย Lemon Law ผ่าน ครม. ผู้บริโภคไม่ต้องพิสูจน์เอง หากสินค้าชำรุดภายในกำหนด

ครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า

เชื่อว่าหลายคนเคยเจอปัญหาซื้อของมาแล้วใช้งานไม่ได้ หรือมีตำหนิแต่ร้านไม่รับผิดชอบ บอกเลยว่าข่าวล่าสุดนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่น่าดีใจมากครับ เพราะล่าสุด ครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า เพื่อมายกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคให้ชัดเจนและเป็นธรรมมากขึ้น

ทำความรู้จัก ครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า

การผลักดันกฎหมายฉบับนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อแก้ปัญหาข้อพิพาทระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายที่ปัจจุบันมักจะมีความคลุมเครือ โดยเฉพาะการซื้อของออนไลน์หรือสินค้าที่ตรวจพบความบกพร่องได้ยากในขณะส่งมอบ เมื่อ ครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า แล้ว จะทำให้มาตรฐานการรับผิดของผู้ขายมีความชัดเจนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่หรือร้านค้าทั่วไปก็ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานนี้

สรุปจุดเด่นของกฎหมายฉบับใหม่

  • บทสันนิษฐานความชำรุด: ช่วยผู้ซื้อได้มาก เพราะถ้าเจอจุดบกพร่องตามระยะเวลาที่กำหนด (เช่น สินค้าทั่วไป 6 เดือน รถยนต์ 1 ปี) กฎหมายจะมองว่าสินค้าชำรุดตั้งแต่ตอนส่งมอบเลย
  • สิทธิในการเปลี่ยนสินค้า: สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าหรืออิเล็กทรอนิกส์ หากเจอความชำรุดภายใน 14 วัน ผู้ซื้อมีสิทธิ์ขอเปลี่ยนเครื่องใหม่ได้ทันที
  • ความคุ้มครองรถยนต์: หากรถยนต์เกิดปัญหาด้านความปลอดภัยและไม่สามารถซ่อมให้ใช้งานได้ ผู้ซื้อสามารถเปลี่ยนคันใหม่หรือเลิกสัญญาได้

หลายคนอาจสงสัยว่ากฎหมายนี้ครอบคลุมสินค้าอะไรบ้าง คำตอบคือใช้บังคับกับสัญญาซื้อขายทั่วไป รวมถึงการเช่าซื้อและไฟแนนซ์ แต่ต้องระวังไว้นิดนึงนะครับว่า กฎหมายฉบับนี้ ไม่ ครอบคลุมถึงสินค้ามือสองและสัตว์มีชีวิต

การที่ ครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า ในครั้งนี้ถือเป็นการอุดช่องว่างทางกฎหมายที่เคยมีมาในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เดิม ซึ่งมักจะให้รายละเอียดไม่เพียงพอเมื่อเจอกับสินค้าที่มีเทคโนโลยีซับซ้อนในปัจจุบัน ต่อไปนี้ผู้ขายจะต้องมีความรับผิดชอบที่เข้มงวดมากขึ้น และผู้ซื้อเองก็ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องมาเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเองหากสินค้าที่ซื้อมาไม่ได้มาตรฐาน

ในฐานะผู้บริโภค ผมมองว่านี่คือก้าวสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบการซื้อขายสินค้าในไทย ช่วยลดภาระและเวลาที่ต้องไปเสียในการเรียกร้องสิทธิ์ ช่วยให้การช้อปปิ้งออนไลน์หรือการเดินห้างซื้อของเข้าบ้านมีความมั่นใจมากขึ้น ใครที่ชอบมีปัญหาซื้อของแล้วเข้าศูนย์ซ่อมรอนาน กฎหมายนี้น่าจะเข้ามาตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดีครับ

ที่มา – ครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า

ศุภมาส ยกระดับ สคบ. พลัส สั่งฟ้องแพ่ง 35 คดี บี้คดีรถไฟฟ้า

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงเคยเจอปัญหาซื้อของแล้วไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยเฉพาะในยุคที่การช้อปปิ้งออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติประจำวัน ล่าสุดต้องถือเป็นข่าวใหญ่ที่น่าจับตามอง เมื่อนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาประกาศนโยบายแบบจัดเต็มภายใต้ชื่อ “ศุภมาส” ยกระดับ สคบ. พลัส เปิดเกมชนทุนใหญ่ สั่งฟ้องแพ่ง 35 คดี บี้คดีรถไฟฟ้า เพื่อปราบปรามผู้ประกอบการที่เอาเปรียบผู้บริโภคอย่างจริงจัง

ศุภมาส ยกระดับ สคบ. พลัส สั่งฟ้องแพ่ง 35 คดี บี้คดีรถไฟฟ้า

ในการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (คคบ.) ครั้งล่าสุด ได้มีการเคาะมติเห็นชอบดำเนินคดีแพ่งกับเหล่าผู้ประกอบการที่ละเมิดสิทธิประชาชนจำนวนกว่า 35 คดี ซึ่งครอบคลุมทั้งอสังหาริมทรัพย์ บริการทั่วไป และสินค้าออนไลน์ สิ่งที่น่าสนใจคือการที่ สคบ. เริ่มนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยในการคัดกรองเรื่องร้องเรียน เพื่อให้การทำงานรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น

เจาะลึกกรณีรถไฟฟ้าและบ้านน็อกดาวน์

หนึ่งในเคสที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือการดำเนินคดีกับบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าชื่อดังอย่าง Volvo กรณีรุ่น EX30 เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลเรื่องระบบความปลอดภัยของแบตเตอรี่ นี่ถือว่าเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า “ศุภมาส” ยกระดับ สคบ. พลัส เปิดเกมชนทุนใหญ่ สั่งฟ้องแพ่ง 35 คดี บี้คดีรถไฟฟ้า ของจริง ไม่ว่าจะเป็นทุนใหญ่แค่ไหนหากละเมิดสัญญาก็ต้องรับผิดชอบ นอกจากนี้ยังมีคดีบ้านน็อกดาวน์ที่ทางคณะกรรมการมีมติเด็ดขาดให้ยื่นฟ้องทั้งต้นเงินและค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มเติมอีกด้วย

นโยบาย สคบ. พลัส ที่นางสาวศุภมาสผลักดันนั้น มีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนโฉม สคบ. ให้เป็นหน่วยงานเชิงรุก โดยมีองค์ประกอบสำคัญดังนี้:

  • การทำงานเชิงรุก: ใช้ระบบ AI ในการคัดกรองและแจ้งเตือนภัยเร่งด่วน
  • บริการเบ็ดเสร็จ: ยกระดับศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์แบบ One Stop Service
  • ความร่วมมือกับพันธมิตร: ผนึกกำลังตำรวจไซเบอร์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลตลาดอีคอมเมิร์ซ
  • องค์กรโปร่งใส: ตั้งเป้าคะแนนคุณธรรมและความโปร่งใสเต็ม 100 คะแนน

ในฐานะผู้บริโภค สิ่งที่เราสามารถทำได้ดีที่สุดคือการตั้งสติและตรวจสอบสัญญาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจควักเงินจ่าย โดยเฉพาะการซื้อสินค้าที่มีราคาสูง เช่น รถยนต์ หรือการจ้างรับเหมาสร้างบ้าน ต้องเก็บหลักฐานการซื้อขายไว้ให้ครบ หากพบว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม อย่าลังเลที่จะแจ้งสายด่วน สคบ. 1166 ทันที

สุดท้ายนี้ การที่รัฐบาลลุกขึ้นมาเอาจริงกับผู้ประกอบการหัวหมอถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะการปกป้องผู้บริโภคคือหัวใจสำคัญของการสร้างสังคมที่ยุติธรรม หากคุณพบปัญหา อย่าปล่อยผ่าน เพราะการรักษาผลประโยชน์ของตัวเองคือสิ่งที่ทุกคนควรทำ เพื่อไม่ให้เป็นเหยื่อของธุรกิจที่เอาเปรียบครับ

ที่มา – “ศุภมาส” ยกระดับ สคบ. พลัส เปิดเกมชนทุนใหญ่ สั่งฟ้องแพ่ง 35 คดี บี้คดีรถไฟฟ้า

ศุภมาส สั่ง สคบ. ตามล่าคนขับแอปทิ้งนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวสะเทือนขวัญในโลกโซเชียล เมื่อนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นรายหนึ่งถูกคนขับรถแอปพลิเคชันชื่อดังไล่ลงจากรถกลางย่านอโศกเพียงเพราะค่าโดยสารไม่คุ้มค่า ก่อนจะตามไปทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บ เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของคนขับรถนิสัยไม่ดี แต่เป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบต่อความมั่นใจในบริการสาธารณะและภาพลักษณ์ของประเทศไทยอย่างรุนแรง ล่าสุด ศุภมาส สั่ง สคบ. ตามล่าคนขับแอปทิ้งนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น มาลงโทษให้ได้โดยเร็วที่สุด

ศุภมาส สั่ง สคบ. ตามล่าคนขับแอปทิ้งนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น เพื่อกู้ภาพลักษณ์ประเทศ

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี ได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าเหตุการณ์นี้ถือเป็นการละเมิดสิทธิผู้บริโภคขั้นร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ซึ่งรวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วย รัฐมนตรีไม่ได้มองแค่การแบนคนขับออกจากระบบแล้วจบไป แต่ต้องการให้แพลตฟอร์มต้นสังกัดต้องออกมารับผิดชอบและเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง

มาตรการเด็ดขาดจาก สคบ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

หลังจากที่ ศุภมาส สั่ง สคบ. ตามล่าคนขับแอปทิ้งนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น แล้ว ทางหน่วยงานได้เตรียมดำเนินการดังนี้:

  • เรียกผู้ให้บริการแอปพลิเคชันเข้าชี้แจงมาตรการคัดกรองคนขับและบทลงโทษในวันที่ 5 มิถุนายน 2569
  • บูรณาการร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดี
  • กรมการขนส่งทางบกจะเข้าตรวจสอบมาตรฐานรถและใบอนุญาตขับขี่สาธารณะ
  • เชิญผู้ประกอบการแอปพลิเคชันรถรับจ้าง 13 ราย มาประชุมวางแนวทางมาตรฐานความปลอดภัยร่วมกันในวันที่ 12 มิถุนายน 2569

ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงจุดบอดของระบบคัดกรองบุคลากรในแอปพลิเคชันต่างๆ ที่อาจจะให้ความสำคัญกับจำนวนรถมากกว่าคุณภาพและการตรวจสอบประวัติ หากแพลตฟอร์มยังทำหน้าที่เพียงแค่คนกลางโดยไม่รับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทาง ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติย่อมถดถอยลง

รัฐบาลขอชื่นชมพลเมืองดีทุกคนที่เข้าไปช่วยเหลือนักท่องเที่ยวจนเหตุการณ์ไม่บานปลายไปมากกว่านี้ น้ำใจของคนไทยคือสิ่งสวยงามที่ช่วยพยุงภาพลักษณ์ประเทศไว้ในยามวิกฤต หวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นบทเรียนครั้งสำคัญให้กับแพลตฟอร์มต่างๆ ให้เร่งปรับปรุงระบบความปลอดภัยตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นเมืองที่น่าท่องเที่ยวสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง การเรียกร้องความเป็นธรรมครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการปฏิรูประบบขนส่งผ่านแอปพลิเคชันให้ยั่งยืนครับ

ที่มา – “ศุภมาส” สั่ง สคบ. ผนึกตำรวจ-ขนส่ง ตามล่าคนขับแอปทิ้งนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น

Scroll to top