สํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

เจาะลึกงบบัตรทอง 60,000 ล้าน ไม่หายไปไหน สปสช. ต้องชี้แจง

เจาะลึกงบบัตรทอง 60,000 ล้าน ไม่หายไปไหน สปสช. ต้องชี้แจง

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับงบประมาณกองทุนบัตรทองในปี 2568 ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลกว่า 60,000 ล้านบาท ที่มีการตั้งคำถามว่าเงินจำนวนนี้หายไปไหน โดยนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาไขข้อข้องใจและยืนยันว่า งบบัตรทอง 60,000 ล้าน ไม่หายไปไหน อย่างแน่นอน พร้อมกำชับให้ สปสช. เร่งทำความเข้าใจกับประชาชนให้ชัดเจนที่สุด เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้

นายพัฒนาอธิบายว่า ในระบบสาธารณสุขไทยมีโครงสร้างงบประมาณที่ซับซ้อน โดยงบประมาณที่ สปสช. ได้รับนั้นไม่ได้ถูกจัดสรรลงไปที่โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการกระจายตัวไปยังหน่วยบริการอื่น ๆ อีกมากมาย อาทิ โรงพยาบาลนอกสังกัดกระทรวงฯ คลินิกเอกชน และหน่วยบริการในสังกัดกรุงเทพมหานคร ดังนั้น การที่หลายคนสงสัยว่า งบบัตรทอง 60,000 ล้าน ไม่หายไปไหน นั้น แท้จริงแล้วเป็นเรื่องของการบริหารจัดการและการจัดสรรงบประมาณไปยังภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนกว่า 80% ของประเทศสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างทั่วถึง

รายละเอียดการกระจายงบประมาณที่โปร่งใส

เพื่อให้เกิดความกระจ่าง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้สั่งการให้ สปสช. ดำเนินการดังนี้:

  • จัดทำรายละเอียดเส้นทางการเงินให้ชัดเจนว่าเงินถูกจัดสรรไปที่ใดบ้าง
  • แจกแจงรายการการใช้จ่ายของหน่วยบริการทั้งภาครัฐและเอกชน
  • แสดงหลักฐานการปฏิบัติงานจริงเพื่อให้มั่นใจว่าเงินภาษีประชาชนถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่า

นอกจากนี้ ยังมีการเน้นย้ำถึงพระราชบัญญัติปฐมภูมิ ปี 2562 ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการวางมาตรฐานการให้บริการสุขภาพ ให้ครอบคลุมทุกหน่วยบริการ ไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือเอกชนที่ขึ้นทะเบียนกับ สปสช. เพื่อให้มั่นใจได้ว่าแม้เงินจะถูกจัดสรรไปยังส่วนต่าง ๆ แต่มาตรฐานการดูแลประชาชนต้องเป็นไปตามเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้

ในมุมมองของเรา นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการยกระดับธรรมาภิบาลในระบบสาธารณสุขไทย การตั้งคำถามว่า งบบัตรทอง 60,000 ล้าน ไม่หายไปไหน ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่เป็นการกระตุ้นให้หน่วยงานรัฐต้องทำงานด้วยความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนผู้ใช้สิทธิทุกคนจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการตรวจสอบที่เข้มข้นนี้ครับ

ที่มา – “พัฒนา” ย้ำงบบัตรทอง 60,000 ล้าน ไม่หายไปไหน กำชับ สปสช. ต้องแจงรายละเอียดให้ชัด

ปลัด สธ. ยันไม่มีใครคิดล้ม “บัตรทอง” แต่ต้องปฏิรูป

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินกระแสข่าวเกี่ยวกับอนาคตของระบบสาธารณสุขไทย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องงบประมาณที่ตึงตัว ซึ่งล่าสุด นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาให้ความชัดเจนว่า ปลัด สธ. ยันไม่มีใครคิดล้ม “บัตรทอง” แต่ต้องปฏิรูป เพื่อให้ระบบนี้อยู่รอดและเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

ปลัด สธ. ยันไม่มีใครคิดล้ม “บัตรทอง” แต่ต้องปฏิรูป เพื่อความยั่งยืน

ปัญหาที่โรงพยาบาลรัฐต้องเผชิญในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ หลายแห่งประสบภาวะขาดสภาพคล่องอย่างหนักจนเข้าใกล้สภาวะล้มละลาย ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพการบริการผู้ป่วย เช่น การลดปริมาณยาหรือเปลี่ยนยี่ห้อยา สิ่งเหล่านี้คือสัญญาณเตือนว่าระบบบริหารจัดการกองทุนจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงขนานใหญ่ เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณสะท้อนต้นทุนจริงและมีความโปร่งใสมากที่สุด

เหตุผลที่ต้องปฏิรูปบัตรทองให้ทันท่วงที

นอกจากประเด็นเรื่องงบประมาณแล้ว การปรับปรุงธรรมาภิบาลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถือเป็นหัวใจสำคัญ ปลัด สธ. ยันไม่มีใครคิดล้ม “บัตรทอง” แต่ต้องปฏิรูป เพื่อขจัดช่องโหว่ในการบริหารงาน โดยมีข้อเสนอสำคัญ 6 ประการ ได้แก่:

  • จัดสรรงบเพิ่มให้สอดคล้องกับต้นทุนการรักษาจริง
  • เน้นการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าโดยจัดลำดับความสำคัญให้ชัดเจน
  • จัดตั้งกองทุนปฐมภูมิเพื่อส่งเสริมสุขภาพเชิงรุก
  • สร้างระบบตรวจสอบที่โปร่งใสในบอร์ดบริหาร
  • หยุดเพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่โดยไม่มีงบรองรับ
  • แยกงบเงินเดือนบุคลากรออกจากงบเหมาจ่ายรายหัว

การกล้ายอมรับความจริงว่าระบบกำลังมีปัญหา คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหาให้ยั่งยืน หากเราไม่เริ่มปฏิรูปตั้งแต่วันนี้ ภาระทางการเงินที่โรงพยาบาลรัฐต้องแบกรับอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้สิทธิทุกคนในอนาคตอันใกล้ ความร่วมมือของทุกฝ่ายคือสิ่งเดียวที่จะทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพของไทยกลับมาเข้มแข็งและมีคุณภาพได้อีกครั้ง

ที่มา – ปลัด สธ. ยันไม่มีใครคิดล้ม “บัตรทอง” แต่ต้องปฏิรูป หลัง รพ.รัฐขาดทุนหนักเสี่ยงล้มละลายในอนาคต

“รัดเกล้า” นำทีม อนุ กมธ. ถก 5 หน่วยงานยกระดับสิทธิรักษาผู้ต้องขัง

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวสารกรณีการยกระดับคุณภาพชีวิตในเรือนจำ ซึ่งล่าสุด “รัดเกล้า” นำทีม อนุ กมธ. ถก 5 หน่วยงานยกระดับสิทธิรักษาผู้ต้องขัง เพื่อหาทางออกให้กับวิกฤตความแออัดและปัญหาสุขภาพภายในคุก ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของภาคการเมืองในการเข้ามามีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจังครับ

“รัดเกล้า” นำทีม อนุ กมธ. ถก 5 หน่วยงานยกระดับสิทธิรักษาผู้ต้องขัง

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ได้เปิดเผยผลการประชุมคณะอนุกรรมาธิการฯ ครั้งที่ 6 โดยดึงเอาตัวแทนจากกระทรวงสาธารณสุข สปสช. กรมราชทัณฑ์ และแพทยสภา มาร่วมโต๊ะเจรจา ประเด็นสำคัญคือภาวะ “คุกล้น” ที่ทำให้การเข้าถึงการรักษาพยาบาลเป็นไปอย่างยากลำบาก การที่ “รัดเกล้า” นำทีม อนุ กมธ. ถก 5 หน่วยงานยกระดับสิทธิรักษาผู้ต้องขัง ในครั้งนี้ถือเป็นการเปิดพื้นที่ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ปรับจูนระบบการทำงานร่วมกัน เพื่อให้ผู้ต้องขังได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานตามหลักสากล

มาตรการใหม่และการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย

ในการประชุมมีการชูโครงการ “ราชทัณฑ์ปันสุข” ซึ่งเน้นการคัดกรองโรคตั้งแต่เริ่มเข้าเรือนจำ รวมถึงการใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยตรวจคัดกรองวัณโรค เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโรคติดต่อภายในที่คุมขัง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมครับ เพราะการดูแลสุขภาพของผู้ต้องขังคือการสะท้อนถึงมาตรฐานความยุติธรรมของสังคมไทยด้วยเช่นกัน

ลุย 3 ประเด็นร้อนเพื่อสังคม

นอกจากเรื่องการรักษาแล้ว ทางคณะอนุ กมธ. ยังเตรียมลุยต่อใน 3 ประเด็นที่สังคมกำลังจับตามอง ดังนี้:

  • ทบทวนบทลงโทษ: พิจารณาความเหมาะสมของโทษประหารชีวิตในคดีอุกฉกรรจ์
  • กวาดล้างผู้มีอิทธิพล: ตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างอาชญากรกับเจ้าหน้าที่รัฐ
  • แก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว: เร่งจัดการต้นตอของอาชญากรรมที่มักเริ่มจากคนในบ้าน

ท้ายที่สุดนี้ ผมมองว่าความพยายามของคณะอนุกรรมาธิการฯ ครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากครับ การทำให้เรือนจำเป็นพื้นที่ที่สามารถขัดเกลาและรักษาสิทธิขั้นพื้นฐานได้อย่างเท่าเทียม ไม่เพียงแต่จะช่วยลดปัญหาในระยะยาว แต่ยังเป็นการสร้างสังคมที่มีความปลอดภัยและเปี่ยมด้วยมนุษยธรรมมากยิ่งขึ้น เราคงต้องรอดูกันต่อไปว่าข้อสรุปเชิงนโยบายที่จะส่งถึงคณะรัฐมนตรีนั้นจะเปลี่ยนโฉมหน้ากระบวนการยุติธรรมของไทยไปได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – “รัดเกล้า” นำทีม อนุ กมธ. ถก 5 หน่วยงานยกระดับสิทธิรักษาผู้ต้องขัง

รัฐบาล ย้ำสิทธิบัตรทอง ครอบคลุมแพทย์แผนไทย นวด–สมุนไพร–ฟื้นฟูแม่หลังคลอด

รัฐบาล ย้ำสิทธิบัตรทอง ครอบคลุมแพทย์แผนไทย นวด–สมุนไพร–ฟื้นฟูแม่หลังคลอด

ข่าวดีสำหรับผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ สิทธิบัตรทอง ล่าสุดทางรัฐบาลได้ออกมาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเข้าถึงบริการสุขภาพวิถีไทย โดยยืนยันว่า รัฐบาล ย้ำสิทธิบัตรทอง ครอบคลุมแพทย์แผนไทย นวด–สมุนไพร–ฟื้นฟูแม่หลังคลอด เพื่อมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยให้ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งการรักษา การฟื้นฟู และการส่งเสริมสุขภาพด้วยภูมิปัญญาไทยที่ได้มาตรฐาน

สำหรับการเตรียมความพร้อมในปีงบประมาณ 2569 รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนเพิ่มเติมอย่างเต็มที่ เพื่อรองรับการให้บริการทางการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โดยเพิ่มงบจากปี 2568 ถึง 31.9 บาทต่อประชากร เป็น 63.24 บาทต่อประชากร สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาล ย้ำสิทธิบัตรทอง ครอบคลุมแพทย์แผนไทย นวด–สมุนไพร–ฟื้นฟูแม่หลังคลอด นั้นไม่ใช่เพียงวาทกรรม แต่เป็นนโยบายที่พร้อมขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงินที่ชัดเจน

สิทธิประโยชน์ทางการแพทย์แผนไทยที่บัตรทองครอบคลุม

ประชาชนที่มีสิทธิบัตรทอง สามารถเข้ารับบริการที่หน่วยบริการประจำหรือสถานพยาบาลในเครือข่าย สปสช. ได้ในรายการต่อไปนี้:

  • บริการนวดไทยและการประคบสมุนไพรเพื่อคลายเส้นและบรรเทาอาการปวดเมื่อย
  • บริการอบสมุนไพรและพอกเข่าเพื่อรักษาตามข้อบ่งชี้ทางแพทย์
  • การจ่ายยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ
  • บริการฝังเข็มและการกระตุ้นไฟฟ้าสำหรับกลุ่มผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)
  • บริการดูแลและฟื้นฟูสมรรถภาพมารดาหลังคลอด

โดยเฉพาะในส่วนของการฟื้นฟูมารดาหลังคลอด รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพื่อลดความเหนื่อยล้าและปรับสมดุลร่างกายให้คุณแม่กลับมาแข็งแรงสมบูรณ์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ทั้งนี้ การให้บริการทั้งหมดอยู่ภายใต้มาตรฐานวิชาชีพและการดูแลอย่างใกล้ชิดจากผู้ประกอบวิชาชีพ ซึ่งในปีผ่านๆ มามีประชาชนใช้บริการนับล้านครั้งต่อปี

หากคุณเป็นผู้มีสิทธิบัตรทองที่สนใจเข้ารับบริการ คุณสามารถตรวจสอบสิทธิและติดต่อหน่วยบริการใกล้บ้านได้ทันที การเลือกดูแลสุขภาพด้วยแนวทางธรรมชาติควบคู่ไปกับการรักษาแผนปัจจุบัน คือทางเลือกที่คุ้มค่าและปลอดภัยตามสิทธิประโยชน์ที่คุณควรได้รับ รัฐบาลยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาบริการส่วนนี้ให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงการรักษาที่เป็นธรรมและทั่วถึง เราขอแนะนำให้ทุกท่านลองใช้บริการด้านการแพทย์แผนไทยดูสักครั้งเพื่อสัมผัสกับประสิทธิภาพของสมุนไพรไทยด้วยตัวคุณเอง

ที่มา – รัฐบาล ย้ำสิทธิบัตรทอง ครอบคลุมแพทย์แผนไทย นวด–สมุนไพร–ฟื้นฟูแม่หลังคลอด

Scroll to top