เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวสารกรณีการยกระดับคุณภาพชีวิตในเรือนจำ ซึ่งล่าสุด “รัดเกล้า” นำทีม อนุ กมธ. ถก 5 หน่วยงานยกระดับสิทธิรักษาผู้ต้องขัง เพื่อหาทางออกให้กับวิกฤตความแออัดและปัญหาสุขภาพภายในคุก ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของภาคการเมืองในการเข้ามามีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจังครับ
“รัดเกล้า” นำทีม อนุ กมธ. ถก 5 หน่วยงานยกระดับสิทธิรักษาผู้ต้องขัง
เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ได้เปิดเผยผลการประชุมคณะอนุกรรมาธิการฯ ครั้งที่ 6 โดยดึงเอาตัวแทนจากกระทรวงสาธารณสุข สปสช. กรมราชทัณฑ์ และแพทยสภา มาร่วมโต๊ะเจรจา ประเด็นสำคัญคือภาวะ “คุกล้น” ที่ทำให้การเข้าถึงการรักษาพยาบาลเป็นไปอย่างยากลำบาก การที่ “รัดเกล้า” นำทีม อนุ กมธ. ถก 5 หน่วยงานยกระดับสิทธิรักษาผู้ต้องขัง ในครั้งนี้ถือเป็นการเปิดพื้นที่ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ปรับจูนระบบการทำงานร่วมกัน เพื่อให้ผู้ต้องขังได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานตามหลักสากล
มาตรการใหม่และการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย
ในการประชุมมีการชูโครงการ “ราชทัณฑ์ปันสุข” ซึ่งเน้นการคัดกรองโรคตั้งแต่เริ่มเข้าเรือนจำ รวมถึงการใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยตรวจคัดกรองวัณโรค เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโรคติดต่อภายในที่คุมขัง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมครับ เพราะการดูแลสุขภาพของผู้ต้องขังคือการสะท้อนถึงมาตรฐานความยุติธรรมของสังคมไทยด้วยเช่นกัน
ลุย 3 ประเด็นร้อนเพื่อสังคม
นอกจากเรื่องการรักษาแล้ว ทางคณะอนุ กมธ. ยังเตรียมลุยต่อใน 3 ประเด็นที่สังคมกำลังจับตามอง ดังนี้:
- ทบทวนบทลงโทษ: พิจารณาความเหมาะสมของโทษประหารชีวิตในคดีอุกฉกรรจ์
- กวาดล้างผู้มีอิทธิพล: ตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างอาชญากรกับเจ้าหน้าที่รัฐ
- แก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว: เร่งจัดการต้นตอของอาชญากรรมที่มักเริ่มจากคนในบ้าน
ท้ายที่สุดนี้ ผมมองว่าความพยายามของคณะอนุกรรมาธิการฯ ครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากครับ การทำให้เรือนจำเป็นพื้นที่ที่สามารถขัดเกลาและรักษาสิทธิขั้นพื้นฐานได้อย่างเท่าเทียม ไม่เพียงแต่จะช่วยลดปัญหาในระยะยาว แต่ยังเป็นการสร้างสังคมที่มีความปลอดภัยและเปี่ยมด้วยมนุษยธรรมมากยิ่งขึ้น เราคงต้องรอดูกันต่อไปว่าข้อสรุปเชิงนโยบายที่จะส่งถึงคณะรัฐมนตรีนั้นจะเปลี่ยนโฉมหน้ากระบวนการยุติธรรมของไทยไปได้มากน้อยเพียงใด
ที่มา – “รัดเกล้า” นำทีม อนุ กมธ. ถก 5 หน่วยงานยกระดับสิทธิรักษาผู้ต้องขัง


