หนี้สาธารณะ

กรณ์ชี้ลดราคาน้ำมันตามสั่งนายกฯ สุดท้ายคือหนี้ประชาชน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงพลังงาน เมื่อมีคำสั่งเร่งด่วนในการปรับลดราคาน้ำมัน เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน ทว่าในมุมมองของนักการเมืองอย่างคุณกรณ์ จาติกวณิช กลับมองว่า กรณ์ชี้ลดราคาน้ำมันตามสั่งนายกฯ สุดท้ายคือหนี้ประชาชน ที่ต้องตามใช้คืนในอนาคต

กรณ์ชี้ลดราคาน้ำมันตามสั่งนายกฯ สุดท้ายคือหนี้ประชาชน

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อนายกฯ มีคำสั่งให้รัฐมนตรีพลังงานดำเนินการลดราคาน้ำมันทันที ซึ่งในเช้าวันถัดมาก็มีการประกาศลดราคาขายปลีกตามมาแบบสายฟ้าแลบ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือวิธีการที่นำมาใช้ เพราะไม่ได้มาจากการปฏิรูปโครงสร้างราคา หรือลดภาระภาษี แต่เป็นการดึงเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาอุดหนุนส่วนต่าง ซึ่งปัจจุบันกองทุนนี้มียอดติดลบสะสมอยู่สูงกว่า 57,000 ล้านบาทแล้ว

ผลกระทบที่ซ่อนอยู่ภายใต้การตัดสินใจระยะสั้น

ปัญหาสำคัญคือการใช้เงินจากกองทุนที่อยู่ในสภาวะติดลบ ยิ่งเป็นการซ้ำเติมสถานะการเงินของกองทุนฯ กรณ์ชี้ลดราคาน้ำมันตามสั่งนายกฯ สุดท้ายคือหนี้ประชาชน โดยคุณกรณ์ได้อธิบายรายละเอียดที่น่าสนใจไว้ดังนี้:

  • การชดเชยน้ำมันดีเซลมีการใช้เงินกองทุนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
  • การลดการเก็บเงินเข้ากองทุนสำหรับน้ำมันกลุ่มเบนซินและโซฮอล์ ส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของกองทุนฯ
  • ภาระหนี้สินสะสมเหล่านี้ สุดท้ายก็จะกลายเป็นต้นทุนที่ประชาชนต้องร่วมกันแบกรับ ผ่านการจ่ายคืนในอนาคตเมื่อราคาน้ำมันโลกปรับตัวลงแล้วคนไทยไม่ได้ใช้น้ำมันราคาถูกทันที

แม้ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จะออกมาโต้ตอบและชี้แจงว่ามีการเจรจาดึงเงินส่วนเกินจากโรงกลั่นเข้ามาช่วยเสริมสภาพคล่องกองทุนได้เกือบ 10,000 ล้านบาท เพื่อไม่ให้กระทบต่อฐานะกองทุนมากเกินไป แต่คุณกรณ์ก็ยังตั้งคำถามว่า นี่เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่หน้างานด้วยการใช้กฎหมายพิเศษอย่าง พรก. แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมัน พ.ศ. 2516 เท่านั้น

หากเราต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน สิ่งที่ประชาชนต้องการจริงๆ คือการปรับสูตรคำนวณราคาให้เป็นธรรม การจัดการโครงสร้างต้นทุนที่โปร่งใส และการเลิกพึ่งพาเครื่องมือระยะสั้นที่ไม่ตอบโจทย์เชิงโครงสร้าง ในฐานะผู้บริโภค เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า รัฐบาลจะมีแผนการปฏิรูปพลังงานที่ชัดเจนและเป็นธรรมมากกว่านี้เมื่อไหร่ เพราะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอาจจะช่วยลดอุณหภูมิความร้อนแรงในช่วงนี้ได้ แต่ในระยะยาว ต้นทุนที่มองไม่เห็นเหล่านี้อาจกลายเป็นภาระหนักอึ้งในกระเป๋าของทุกคน

ที่มา – “กรณ์” ชี้ลดราคาน้ำมันตามสั่งนายกฯ สุดท้ายคือหนี้ที่ประชาชนต้องจ่ายคืนเอง มองแก้แค่หน้างาน

พชรชี้ปฏิรูปงบประมาณต้องแก้ที่ต้นเหตุ จัดสรร 5 ด้าน

ในปัจจุบัน ประเด็นเรื่องการใช้งบประมาณของประเทศถือเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยพชรชี้ปฏิรูปงบประมาณต้องแก้ที่ต้นเหตุ จัดสรร 5 ด้าน เพื่อให้เกิดความยั่งยืนทางการคลังอย่างแท้จริง แทนที่จะมุ่งเน้นเพียงแค่การตัดรายจ่ายบุคลากรภาครัฐเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น

พชรชี้ปฏิรูปงบประมาณต้องแก้ที่ต้นเหตุ จัดสรร 5 ด้าน อย่างเป็นธรรม

นายพชร นริพทะพันธุ์ ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่าปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยไม่ใช่เรื่องการตั้งงบประมาณสูงเกินไป แต่เป็นเรื่องของฐานภาษีที่แคบผิดปกติ ข้อมูลพบว่าแรงงานกว่า 40 ล้านคน แต่มีผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจริงๆ เพียงไม่กี่ล้านคน ทำให้ภาครัฐต้องแบกรับภาระและพึ่งพาภาษีทางอ้อมสูงมาก ส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

ทำไมการปฏิรูปงบประมาณต้องแก้ที่ต้นเหตุ

การที่พชรชี้ปฏิรูปงบประมาณต้องแก้ที่ต้นเหตุ จัดสรร 5 ด้านนั้น เขาเน้นย้ำถึงแนวทางการขยายฐานภาษีผ่านระบบดิจิทัลและการทำ e-Payment เพื่อดึงเศรษฐกิจนอกระบบให้เข้ามาอยู่ในระบบฐานข้อมูลภาษี ซึ่งจะสร้างรายได้ให้รัฐอย่างเป็นธรรมมากขึ้น โดยไม่ต้องบังคับเพิ่มอัตราภาษีให้เป็นภาระต่อประชาชนจนเกินจำเป็น

นอกเหนือจากเรื่องรายได้แล้ว การบริหารรายจ่ายก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยควรให้ความสำคัญกับการพัฒนา 5 รากฐานสำคัญของประเทศ ได้แก่:

  • ระบบยุติธรรมและความปลอดภัยที่โปร่งใส
  • ระบบสาธารณสุขที่มีคุณภาพสำหรับทุกคน
  • ระบบการศึกษาที่ตอบโจทย์ทักษะแรงงานยุคใหม่
  • ระบบคมนาคมที่เชื่อมโยงและทั่วถึง
  • ระบบสังคมที่ส่งเสริมความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว

ปัญหาความสามารถในการแข่งขันด้านการศึกษาของไทยที่ทักษะภาษาต่างประเทศและทักษะแรงงานระดับสูงกำลังถดถอย เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ดีว่าที่ผ่านมาการลงทุนนั้นยังไม่ตรงจุด ดังนั้นการจัดทำงบประมาณในอนาคตจึงต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมและทักษะมนุษย์ให้แข็งแกร่งอย่างแท้จริง การปฏิรูปไม่ใช่แค่ตัวเลขในบัญชี แต่คือการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้แก่ประชาชนทุกคนในประเทศ

ที่มา – “พชร” ชี้ปฏิรูปงบประมาณต้องแก้ที่ต้นเหตุ เสนอจัดสรรตอบโจทย์รากฐาน 5 ด้าน

เจาะลึกงบฯไร้อนาคตปี 70 หนี้ทะลุ 70% เตือน 5 ปีแตะ 80%

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในรัฐสภา เมื่อคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 อย่างดุเดือด โดยขนานนามว่าเป็น “งบฯไร้อนาคต” เนื่องจากมองว่าโครงสร้างงบประมาณปีนี้สะท้อนถึงปัญหาที่หมักหมมมานาน และรัฐบาลยังไม่สามารถหาทางออกที่ยั่งยืนให้กับประเทศได้

สถานการณ์งบฯไร้อนาคตปี 70 ที่น่ากังวล

เหตุผลสำคัญที่ทำให้คุณอภิสิทธิ์มองว่างบประมาณฉบับนี้เป็นงบฯไร้อนาคต คือการที่งบลงทุนถูกตัดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับการจัดเก็บรายได้ที่ทำได้เพียงแค่ประคับประคองงบประจำและการใช้หนี้เก่าเท่านั้น ทำให้ประเทศขาดแรงขับเคลื่อนในการพัฒนาโครงการใหม่ๆ ที่จำเป็นต่อการเติบโตในระยะยาว

เปิดปมหนี้สาธารณะทะลุ 70% ชี้ชัดอีก 5 ปีเสี่ยงแตะ 80%

นอกจากเรื่องของงบลงทุนแล้ว อีกหนึ่งเรื่องที่สร้างความสั่นสะเทือนคือตัวเลขหนี้สาธารณะ คุณอภิสิทธิ์ชี้ให้เห็นว่าหากรวมภาระหนี้ตามมาตรา 28 แห่งกฎหมายวินัยการเงินการคลังเข้าไปด้วย หนี้สาธารณะของไทยในปัจจุบันได้ทะลุเพดาน 70% ไปแล้ว และหากรัฐบาลยังไม่มีมาตรการแก้ไขที่ชัดเจน ภายใน 5-10 ปีข้างหน้า มีโอกาสสูงที่หนี้สาธารณะจะพุ่งกระฉูดไปแตะระดับ 80% หรือ 90% ซึ่งจะกลายเป็นภาระหนักอึ้งของคนไทยทั้งประเทศ

  • วิกฤตงบลงทุน: งบลงทุนลดลง -13.1% ขณะที่งบบุคลากรและงบอุดหนุนกลับเพิ่มสูงขึ้น
  • ความล่าช้าด้านการปฏิรูป: การจัดเก็บภาษีต่อ GDP ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ ทำให้สวัสดิการประชาชนไม่ทั่วถึง
  • การลงทุนที่ไม่ชัดเจน: งบประมาณด้าน AI หรือดิจิทัลถูกมองว่าเป็นการวิ่งตามกระแสโดยขาดกลยุทธ์สร้างมูลค่าที่แท้จริง

ในมุมมองของคุณอภิสิทธิ์ สิ่งที่รัฐบาลนำเสนอภายใต้แนวคิด 5T นั้น ดูเหมือนจะห่างไกลจากความจริง เนื้อในของ งบฯไร้อนาคต ฉบับนี้ไม่ได้สะท้อนถึงการทำงบประมาณฐานศูนย์หรือการมุ่งเป้าที่แท้จริง แต่มันคือการใช้งบประมาณแบบ “หาเช้ากินค่ำ” ที่เน้นแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ เท่านั้น

ท้ายที่สุดแล้ว หากรัฐบาลยังไม่มีความกล้าหาญพอที่จะผ่าตัดโครงสร้างงบประมาณ และปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศไทยกำลังติดหล่มและยากที่จะก้าวข้ามผ่านวิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้ไปได้ นี่คือโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า จะสร้างอนาคตให้ประเทศได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การใช้จ่ายที่ไร้ทิศทางอย่างที่เป็นอยู่

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ตั้งชื่องบประมาณปี70 “งบฯไร้อนาคต” ปูดหนี้สาธารณะทะลุ70% อีก5 ปีหวั่นทะลุ80%

“ไหม” ซัดรัฐบาลชักหน้าไม่ถึงหลัง พยายามโอนงบ 10,000 ล้าน

“ไหม” ซัดรัฐบาลชักหน้าไม่ถึงหลัง พยายามโอนงบ 10,000 ล้าน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ “ศิริกัญญา ตันสกุล” สส. พรรคประชาชน ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงสถานะทางการคลังของรัฐบาลอย่างดุเดือด โดยเฉพาะการผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2569 วงเงินกว่า 10,328 ล้านบาท ซึ่งเธอมองว่านี่คือสัญญาณเตือนชั้นดีว่ารัฐบาลกำลังอยู่ในภาวะ “ไหม” ซัดรัฐบาลชักหน้าไม่ถึงหลัง พยายามโอนงบ 10,000 ล้าน จนทำให้ระบบการบริหารราชการแผ่นดินเกิดอาการสะดุดและเสียจังหวะอย่างหนัก

เบื้องหลังการโอนงบ: วิกฤตคลังหรือการจัดสรรใหม่?

การเกลี่ยงบประมาณในยามจำเป็นไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้กลับต่างออกไป ศิริกัญญาชี้ให้เห็นว่าการเร่งรีบดึงงบประมาณจากหน่วยงานต่างๆ ไม่ได้เป็นไปเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตของประเทศอย่างแท้จริง แต่เป็นการหาเงินมาพยุงภาระหนี้สินที่รัฐบาลค้างจ่ายอยู่ ไม่ว่าจะเป็นหนี้ค่ารถไฟฟ้าสายสีส้ม หรือค่าโง่คลองด่าน สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการบริหารงานที่ขาดการวางแผนล่วงหน้า

ผลกระทบที่ตามมาจากการกระทำของรัฐบาลครั้งนี้มีหลายประการ ได้แก่:

  • ระบบราชการเกิดความระแวง: หน่วยงานต่างๆ ชะลอการเบิกจ่ายเพราะเกรงว่าจะถูกดึงงบกลางคัน
  • การลงทุนหยุดชะงัก: โครงการลงทุนที่เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจถูกระงับเพื่อโยกงบไปใช้ในส่วนอื่น
  • ขาดความโปร่งใสและประสิทธิภาพ: งบประมาณที่ดึงออกมาเกือบ 93% เป็นรายจ่ายลงทุน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ภาวะที่ “ไหม” ซัดรัฐบาลชักหน้าไม่ถึงหลัง พยายามโอนงบ 10,000 ล้าน ในครั้งนี้ ยังชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวในการจัดลำดับความสำคัญ รัฐบาลเลือกที่จะตัดงบโครงการก่อสร้างที่อาจเป็นประโยชน์ แทนที่จะตรวจสอบงบประมาณขององค์กรอิสระหรือศาลที่ไม่ถูกแตะต้องเลยแม้แต่บาทเดียว

บทสรุป: ถึงเวลาทบทวนการบริหารการคลัง

ศิริกัญญายังเปรียบเทียบสถานการณ์นี้ว่า หากรัฐบาลเป็นบริษัทเอกชน คงถูกวิจารณ์ว่ามีการบริหารจัดการที่แย่และขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง การดึงงบมาได้เพียง 10,000 ล้าน ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับภาระหนี้ก้อนโต 140,000 ล้านบาทนั้น ถือเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุและได้ไม่คุ้มเสีย

ในฐานะประชาชน เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า รัฐบาลจะมีมาตรการอื่นใดที่จะเข้ามาช่วยกอบกู้สถานการณ์ทางการคลังโดยไม่เบียดบังการลงทุนของภาครัฐจนชะงักงันเช่นนี้อีก การบริหารประเทศในสภาวะวิกฤตต้องการความชัดเจนและการจัดลำดับความสำคัญที่ถูกต้อง ไม่ใช่การวิ่งหาเงินมาปิดช่องโหว่ไปวันๆ ท้ายที่สุด การขับเคลื่อนประเทศต้องอาศัยวิสัยทัศน์และการวางแผนการคลังที่ยั่งยืนมากกว่าการแก้ปัญหาแบบเฉพาะหน้าครับ

ที่มา – “ไหม” ซัดรัฐบาลชักหน้าไม่ถึงหลัง พยายามโอนงบ 10,000 ล้าน

“อภิสิทธิ์” ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สวนทางวิกฤตเศรษฐกิจ

ในสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจอย่างหนัก ประเด็นการบริหารจัดการงบประมาณแผ่นดินกลายเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะล่าสุดที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลอย่างดุเดือดเกี่ยวกับประเด็น “อภิสิทธิ์” ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สวนทางวิกฤตเศรษฐกิจ ที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในแวดวงการเมืองขณะนี้

“อภิสิทธิ์” ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สวนทางวิกฤตเศรษฐกิจ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการโอนงบประมาณของรัฐบาล โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวนั้นดูจะย้อนแย้งกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น หากมองในมุมของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ รัฐบาลควรจัดสรรวงเงินให้คุ้มค่าที่สุดแทนที่จะเลือกวิธีปะผุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่รัฐบาลเลือกจะกู้เงินถึง 4 แสนล้านบาทแทนที่จะโอนงบประมาณให้เต็มศักยภาพ

ผลกระทบจากการกู้เงิน 4 แสนล้านและ “อภิสิทธิ์” ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สวนทางวิกฤตเศรษฐกิจ

การผลักภาระหนี้สาธารณะให้สูงขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบแตะเพดานที่กำหนดไว้ ถือเป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง นายอภิสิทธิ์มองว่าหากรัฐบาลมีการบริหารจัดการที่ดี การโอนงบประมาณในสัดส่วนที่เหมาะสมกว่านี้อาจช่วยลดความจำเป็นในการกู้เงินลงได้ ซึ่งประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์การบริหารทางการคลังที่อาจไม่ตอบโจทย์ความเดือดร้อนของประชาชนในระยะยาว

  • ความล่าช้าในการเสนอ พ.ร.บ. ต่อสภาฯ
  • สัดส่วนการโอนงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับความจำเป็น
  • ภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้นจนน่ากังวล

สิ่งที่สังคมตั้งคำถามคือ หากรัฐบาลมีโครงการที่สามารถลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นได้มากถึง 1 แสนล้านบาท เหตุใดจึงเลือกโอนงบประมาณเพียงแค่ 1 หมื่นล้านบาทเท่านั้น? การเลือกตัดสินใจเช่นนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อแผนงานการฟื้นฟูประเทศ ท้ายที่สุดแล้ว การใช้เงินแผ่นดินทุกบาททุกสตางค์ควรต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าและความเป็นธรรมของคนทั้งประเทศ มากกว่าความสะดวกทางการเมืองของฝ่ายบริหาร

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สวนทางวิกฤตเศรษฐกิจ ซัดกู้ 4 แสนล้าน สร้างภาระหนี้สาธารณะ

“ไหม” ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน สอบรัฐบาลนำเงินกู้วิกฤติพลังงาน ไปโปะบัตรคนจน

“ไหม” ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน สอบรัฐบาลนำเงินกู้วิกฤติพลังงาน ไปโปะบัตรคนจน

กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองที่ต้องจับตามอง เมื่อ “ไหม” ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้เดินทางไปยื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล เกี่ยวกับกรณีที่นำเงินกู้ภายใต้ พ.ร.ก. แก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน มาใช้ในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวนกว่า 18,800 ล้านบาท

ทำไมการนำเงินกู้มาใช้แบบนี้ถึงถูกตั้งคำถาม?

ปัญหาสำคัญที่คุณศิริกัญญาเน้นย้ำ คือเรื่องของวินัยการเงินการคลัง โดยระบุว่าการที่ “ไหม” ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน สอบรัฐบาลนำเงินกู้วิกฤติพลังงาน ไปโปะบัตรคนจน นั้น มองว่าเป็นการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ เนื่องด้วยเงินในส่วนนี้ควรเป็นงบประมาณรายจ่ายปกติ ไม่ใช่เงินที่จะนำมาจากเงินกู้ในสถานการณ์พิเศษ โดยมีประเด็นหลักที่น่าสนใจดังนี้:

  • ขัดหลักกฎหมาย: พ.ร.ก. กู้เงินฉบับนี้ระบุชัดเจนว่าต้องใช้เพื่อช่วยเหลือประชาชนจากวิกฤตพลังงานเท่านั้น
  • ไม่ใช่มาตรการใหม่: โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นสวัสดิการดั้งเดิมที่รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณให้อยู่แล้ว
  • เสี่ยงหนี้สาธารณะพุ่ง: การสร้างบรรทัดฐานที่นำเงินกู้มาหมุนใช้ในโครงการปกติ จะส่งผลเสียต่อวินัยการคลังในระยะยาว

คุณศิริกัญญาชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลยังมีทางเลือกอื่นในการบริหารจัดการงบประมาณ เช่น การใช้งบกลางสำรองจ่ายสำหรับกรณีฉุกเฉิน หรือการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งเป็นแนวทางที่เหมาะสมมากกว่าการนำเงินกู้ที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะเจาะจงมาใช้อย่างไม่รัดกุม

ผลกระทบและสิ่งที่เราต้องเฝ้าระวัง

สิ่งที่สังคมต้องกังวลจากการที่ “ไหม” ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน สอบรัฐบาลนำเงินกู้วิกฤติพลังงาน ไปโปะบัตรคนจน คือบรรทัดฐานที่จะเกิดขึ้นว่ารัฐสามารถนำเงินกู้มาใช้กับโครงการทั่วไปได้เรื่อยๆ ซึ่งหากเรื่องนี้ไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง อาจกลายเป็นหนี้สินก้อนโตที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต

ท้ายที่สุด การตรวจสอบนี้ไม่ใช่การขัดขวางการช่วยเหลือประชาชน เพราะรัฐบาลสามารถปรับเปลี่ยนแหล่งเงินให้ถูกต้องตามระเบียบวินัยการคลังได้ทันที สิ่งที่พรรคประชาชนต้องการคือความโปร่งใสและการทำตามเงื่อนไขของกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้มั่นใจว่าภาษีของคนทั้งประเทศจะถูกนำไปใช้อย่างเหมาะสมที่สุด

คุณล่ะครับ คิดเห็นอย่างไรกับการบริหารงบประมาณของภาครัฐในครั้งนี้? การนำเงินกู้วิกฤตมาใช้ในโครงการสวัสดิการปกติ ถือเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดหรือเป็นการสร้างหนี้ในอนาคตกันแน่? มาร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อสร้างสังคมที่ตั้งคำถามด้วยเหตุผลไปด้วยกันครับ

ที่มา – “ไหม” ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน สอบรัฐบาลนำเงินกู้วิกฤติพลังงาน ไปโปะบัตรคนจน

สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบตั้ง กมธ.ติดตามเงินกู้ 4 แสนล้านบาท

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาฯ เมื่อล่าสุดที่ประชุมได้มีมติสำคัญในการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน โดยสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบตั้ง กมธ.ติดตามเงินกู้ 4 แสนล้านบาท เพื่อตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภายใต้ พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาพลังงาน ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายถึงความโปร่งใสและความจำเป็นในการกู้เงินในครั้งนี้

เหตุผลสำคัญที่ต้องมีการตั้ง กมธ.ติดตามเงินกู้ 4 แสนล้านบาท

การอภิปรายในสภาฯ ครั้งนี้ดุเดือดไม่น้อย โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชน ได้ตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติในการใช้งบประมาณที่มีลักษณะการ “ลักไก่” นำเงินกู้ไปใช้ในส่วนที่ควรจะอยู่ในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายปี 2570 ซึ่งเป็นการกระทำที่อาจผิดวัตถุประสงค์และไม่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน นอกจากนี้ยังมีข้อกังวลว่าโครงการลงทุนด้านพลังงานสะอาดมูลค่า 2 แสนล้านบาท จะกลายเป็นการล็อกสเปกเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทในเครือข่ายทางการเมืองหรือไม่

มุมมองเชิงเศรษฐศาสตร์กับการตรวจสอบการคลัง

ในขณะเดียวกัน นายกรณ์ จาติกวณิช ได้หยิบยกตัวเลขทางเศรษฐกิจมาโต้แย้งว่า ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤติถึงขั้นต้องกู้เงินก้อนโต เนื่องจากจีดีพีโตถึง 2.8% และเงินคงคลังยังอยู่ในระดับที่ดีมาก การผลักภาระหนี้สาธารณะให้คนรุ่นหลังจึงเป็นสิ่งที่ต้องกลับมาทบทวนอย่างจริงจังว่า การมีกลไกตรวจสอบอย่าง สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบตั้ง กมธ.ติดตามเงินกู้ 4 แสนล้านบาท นั้นเพียงพอแล้วหรือไม่

  • ตรวจสอบขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างโครงการพลังงาน
  • ติดตามความคุ้มค่าของการเยียวยาประชาชน
  • ป้องกันการรั่วไหลของภาษีของประชาชน

ความเห็นจากหลายฝ่ายสรุปได้ว่า แม้รัฐบาลจะอ้างความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ปัญหาพลังงาน แต่หัวใจสำคัญคือการรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้จึงเป็นด่านหน้าสำคัญที่จะช่วยผดุงความยุติธรรมและระเบียบวินัยการเงินการคลัง หากการใช้เงินกู้ไม่มีความโปร่งใส หรือไม่สอดคล้องกับหลักการที่ประกาศไว้ ประชาชนย่อมมีสิทธิที่จะตั้งคำถามและเรียกร้องให้ผู้เกี่ยวข้องรับผิดชอบต่อความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

สุดท้ายแล้ว ผลลัพธ์ของการตรวจสอบนี้จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า เสียงของฝ่ายค้านและการทำหน้าที่ของตัวแทนประชาชน จะสามารถยับยั้งความเสียหายจากการบริหารงบประมาณที่น่ากังขาได้มากน้อยเพียงใด โปรดจับตาดูการทำงานของกรรมาธิการชุดนี้อย่างใกล้ชิด เพราะเงินทุกบาทคือภาษีของพวกเราทุกคน

ที่มา – สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบตั้ง กมธ.ติดตามเงินกู้ 4 แสนล้านบาท

R&I คงอันดับความน่าเชื่อถือไทยที่ A- มุมมองมีเสถียรภาพ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้ผมมีข่าวดีเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยมาอัปเดตให้ฟังกันครับ คือ R&I คงอันดับความน่าเชื่อถือไทยที่ A- มุมมองมีเสถียรภาพ ซึ่งเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นว่าประเทศเรายังมั่นคงในสายตานักลงทุนต่างชาติ แม้จะมีแรงกดดันจากหลายด้าน แต่จุดแข็งอย่างการเงินต่างประเทศที่แกร่งมาก ทำให้ R&I มองโลกในแง่ดีต่อไทยครับ

ข้อมูลนี้มาจากนางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ที่เผยว่า Rating and Investment Information, Inc. (R&I) ผู้จัดอันดับความน่าเชื่อถือจากญี่ปุ่น ได้ตัดสินใจคงอันดับของไทยไว้ที่ A- พร้อม Outlook แบบ Stable หรือมีเสถียรภาพ นี่คือผลจากการประเมินปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ไทยยังน่าลงทุน มาดูกันครับว่าปัจจัยอะไรบ้างที่ R&I ชูเป็นจุดเด่น

R&I คงอันดับความน่าเชื่อถือไทยที่ A- มุมมองมีเสถียรภาพ

การตัดสินใจของ R&I ครั้งนี้ สะท้อนความเชื่อมั่นในพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในยุคที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนจากสงครามการค้าและราคาพลังงานผันผวน แต่ไทยเรายังยืนหยัดได้ดี มาดูรายละเอียดกันเลย

ปัจจัยสนับสนุนหลักที่ทำให้ R&I คงอันดับความน่าเชื่อถือไทยที่ A- มุมมองมีเสถียรภาพ

  1. การเติบโตทางเศรษฐกิจ: R&I คาดการณ์ว่า GDP จริงของไทยจะขยายตัว 2.4% ในปี 2568 โดยขับเคลื่อนจากภาคส่งออก โดยเฉพาะดุลการค้ากับสหรัฐที่ฟื้นตัวดี แม้มีนโยบายภาษีศุลกากร แต่ปี 2569 อาจเจอแรงกดจากราคาน้ำมันโลก สงครามตะวันออกกลาง หนี้ครัวเรือนสูง และสังคมสูงวัยที่กระทบการบริโภค เพื่อนๆ ลองคิดดูนะครับ ถ้าเราเร่งกระตุ้นการท่องเที่ยวและส่งออกต่อ เศรษฐกิจจะไปได้สวยแน่นอน
  2. หนี้สาธารณะอยู่ในกรอบ: ระดับหนี้ต่อ GDP อยู่ที่ 64.7% ณ ก.ย. 2568 รัฐบาลมั่นใจบริหารได้ตามกฎหมายวินัยการคลัง และแผน MTFF ที่จะลดเดฟิซิทต่ำกว่า 3% ของ GDP ภายใน 2572 ส่วนใหญ่เป็นพันธบัตรในประเทศ ลดความเสี่ยง แต่ถ้าราคาพลังงานพุ่ง อาจต้องปรับโครงสร้าง เช่น ทบทวนงบประมาณ ปรับกองทุนน้ำมัน หรือ VAT เพื่อความยั่งยืน
  3. นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ: แม้พื้นที่คลังจำกัด แต่รัฐผลักดัน “Thailand 10 Plus” โฟกัส AI และ EV ควบคู่กระตุ้นบริโภคในประเทศ คาด GDP โตไม่ต่ำกว่า 3% ในอนาคต นี่คือก้าวสำคัญสู่เศรษฐกิจใหม่ครับ
  4. จุดแข็งการเงินต่างประเทศ: ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลจากท่องเที่ยวและส่งออกยานยนต์-อิเล็กทรอนิกส์ FDI ไหลเข้าไม่หยุด ทุนสำรองสูงกว่าหนี้ต่างประเทศ ลดความเสี่ยงสภาพคล่องได้ดีมาก R&I ชูจุดนี้เป็นไฮไลต์เลยครับ
  5. สิ่งที่ต้องจับตา: ความคืบหน้าโครงสร้างเศรษฐกิจสู่อุตสาหกรรมอนาคต เพื่อรักษาความแข็งแกร่ง external position ในระยะกลาง ถ้าทำได้ดี อันดับอาจปรับขึ้นได้นะ

โดยรวมแล้ว R&I คงอันดับความน่าเชื่อถือไทยที่ A- มุมมองมีเสถียรภาพ แสดงถึงศักยภาพไทยที่ยังสดใส รัฐบาลให้ความสำคัญวินัยการคลัง โปร่งใส และรับมือความเสี่ยงภายนอก พร้อมปฏิรูปโครงสร้างเปลี่ยนจุดอ่อนเป็นจุดแข็ง ส่งเสริมการแข่งขันและเติบโตยั่งยืน

ในมุมผมคิดว่านี่เป็นโอกาสทองสำหรับนักลงทุน ลองมองหาการลงทุนในหุ้นหรือพันธบัตรไทยดูสิครับ เศรษฐกิจเรากำลังไปข้างหน้า! คุณล่ะคิดยังไงกับอันดับนี้ คอมเมนต์บอกกันหน่อย และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้รู้ด้วยนะครับ จะได้ช่วยกันติดตามพัฒนาการเศรษฐกิจไทยต่อไป

ที่มา – R&I คงอันดับความน่าเชื่อถือไทยที่ A- มุมมองมีเสถียรภาพ ชูจุดแข็งการเงินต่างประเทศแกร่ง

“สุรเดช” สอน “เอกนิติ” ค้าน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

ประเด็นร้อน ““สุรเดช” สอน “เอกนิติ” อย่ามองแต่แง่บวก ค้านรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน” กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจไทย นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตส.ว. อดีต ส.ส. และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนในการคัดค้านพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล โดยชี้ว่าประเทศไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะวิกฤตรุนแรง และการกู้เงินเพิ่มจะทำให้หนี้สาธารณะทะลุเพดาน ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

“สุรเดช” สอน “เอกนิติ” อย่ามองแต่แง่บวก ค้านรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 นายสุรเดชได้วิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจไทยอย่างละเอียด โดยระบุว่าหนี้สาธารณะปัจจุบันพุ่งสูงถึง 12.6 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนกว่า 66% ของ GDP ใกล้แตะเพดาน 70% ที่กฎหมายกำหนด หากทะลุเพดาน ดอกเบี้ยจะปรับตัวสูงขึ้น รัฐบาลต้องนำเงินงบประมาณจำนวนมหาศาลไปจ่ายดอกเบี้ย แทนที่จะใช้พัฒนาประเทศ นอกจากนี้ วิกฤตปัจจุบันคือต้นทุนการผลิตสูงจากราคาน้ำมัน ไม่ใช่วิกฤตใหญ่โตเหมือนโควิด-19 หรือต้มยำกุ้งในอดีต จึงไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ

เหตุผลหลักที่ “สุรเดช” ค้าน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

นายสุรเดชเน้นย้ำว่าการกู้เงินจะกลายเป็นภาระติดตัวประชาชนรุ่นต่อรุ่น หากหนี้สาธารณะแตะ 70% นักลงทุนต่างชาติจะขาดความเชื่อมั่น กลัวไทยกลายเป็นรัฐล้มละลาย ส่งผลให้การลงทุนชะลอตัว เขายังตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของเงินกู้ ว่าจะช่วยแก้ปัญหาต้นทุนสูงได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อ GDP ไทยประมาณ 18.97 ล้านล้านบาท หากหนี้พุ่งถึง 13-14 ล้านล้าน จะเหลือเงินเหลือใช้จ่ายน้อยมาก โดยเฉพาะเมื่อมีรายจ่ายประจำอย่างเงินเดือนข้าราชการ บัตรทอง และโครงการแลนด์บริดจ์ที่อาจต้องกู้เพิ่มอีก 1 ล้านล้านบาท

  • หนี้สาธารณะใกล้เพดาน: เหลือแค่ 3-4% จะทะลุ 70% ส่งผลดอกเบี้ยพุ่ง
  • ไม่ใช่วิกฤตจริง: ต้นทุนสูงจากน้ำมัน เป็นกลไกตลาด ไม่ใช่ภัยพิบัติ
  • ภาพลักษณ์ประเทศเสียหาย: นักลงทุนหนี กลัวล้มละลาย

แนวคิดทางเลือก สนับสนุน “อภิสิทธิ์” แทนการกู้เงิน

นายสุรเดชเห็นด้วยกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ และ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่เสนอทางออกอื่นๆ โดยไม่ต้องกู้เงิน เช่น เพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เก็บภาษีลาภลอยจากโรงกลั่นน้ำมัน เพื่อลดราคาน้ำมันลงทันที รัฐบาลควรปรึกษาผู้มีประสบการณ์อย่างอภิสิทธิ์ แม้จะเป็นฝ่ายค้าน ก็ควรจับมือกันแก้ปัญหาชาติ

นอกจากนี้ นายสุรเดชเสนอให้รัฐบาลเพิ่มรายได้ทางอื่นๆ เพื่อลดการพึ่งพาการกู้ เช่น

  • เก็บภาษีขาเข้า-ขาออกสนามบิน จาก 700 บาท เป็น 1,000-1,200 บาท
  • ขึ้นภาษีบุหรี่ สุรา เบียร์ 35-50% (สินค้าฟุ่มเฟือย)
  • ภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย แบรนด์เนม
  • โปรโมตส่งออก โดยใช้ความชำนาญของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีพาณิชย์ ขยายตลาดต่างประเทศ ปล่อยให้กลไกตลาดทำงานตามธรรมชาติ

คำเตือนถึง “เอกนิติ” และรัฐบาล

นายสุรเดชสอนนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง ที่มองว่าเป็นการช่วยประชาชนระยะยาว ว่า “อย่ามองแต่แง่บวก” ต้องมองแง่ลบด้วย แม้เจตนาดีแต่หากผิดพลาด ใครจะรับผิดชอบ? นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ หรือ ครม.? หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่เข้าข่าย ก็จะมีปัญหาใหญ่ หากถอนเงินไปแล้วยิ่งแย่ รัฐบาลต้องระวัง อย่าให้เจตนาดีกลายเป็นซ้ำเติมประเทศ

มุมมองนี้ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลควรไตร่ตรองทางเลือกอื่นก่อนรีบกู้เงิน การลดภาษีและเพิ่มรายได้จากแหล่งใหม่จะยั่งยืนกว่า สร้างความเชื่อมั่นให้เศรษฐกิจไทยในสายตานานาชาติ คุณคิดอย่างไรกับการค้าน ““สุรเดช” สอน “เอกนิติ” อย่ามองแต่แง่บวก ค้านรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน” นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นการถกเถียงกันต่อไปครับ

ที่มา – “สุรเดช” สอน “เอกนิติ” อย่ามองแต่แง่บวก ค้านรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

Scroll to top