หนี้สาธารณะ

“ศิริกัญญา” เตือนหยุดกู้แจกเงินสุ่ม สร้างเศรษฐกิจโต

ในสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่ยังคงฟื้นตัวช้า “ศิริกัญญา เตือนหยุดกู้มาแจกเงินแบบสุ่ม” กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาเตือนรัฐบาลถึงแผนการกู้เงิน 5 แสนล้านบาท โดยชี้ว่าควรหยุดแจกเงินแบบสุ่ม และหันมาใช้เงินกู้เพื่อลงทุนสร้างอนาคต กระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนแทน

“ศิริกัญญา” เตือนหยุดกู้มาแจกเงินแบบสุ่ม

วันที่ 23 เมษายน 2569 น.ส.ศิริกัญญา ได้แสดงจุดยืนชัดเจนต่อกระแสข่าวรัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก. เงินกู้ 5 แสนล้านบาท แม้คนในรัฐบาลจะพูดคนละทิศละทาง แต่รองนายกฯ เอกนิติ ได้ยอมรับแล้วว่าจะมีการกู้เงินจริง สำหรับประเด็นขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% เป็น 75% รัฐบาลยังปฏิเสธ แต่ตัวเลขจริงชี้ชัดว่าหนี้จะทะลุเพดานแน่นอน

ปัจจุบันหนี้สาธารณะเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ 66% ของ GDP แต่รัฐบาลมีแผนกู้ชดเชยขาดดุลงบ 2569 อีกเกือบ 5 แสนล้านบาท ทำให้หนี้พุ่งเป็น 67% หากกู้เพิ่มอีก 5 แสนล้าน หนี้จะทะลุ 70% ทันที ก่อน ครม. มติ รัฐบาลต้องขยายเพดานหนี้ ดังนั้นการปากแข็งปฏิเสธจึงน่าคิด

ราคาที่ต้องจ่ายจากหนี้สาธารณะสูงลิ่ว

น.ส.ศิริกัญญา ห่วง “ราคาที่ต้องจ่าย” สูงมาก โดยเฉพาะดอกเบี้ยที่พุ่งก้าวกระโดด งบชำระดอกเบี้ยปี 2569 อยู่ที่ 2.7 แสนล้านบาท หรือ 9% ของรายได้รัฐ และจะเพิ่มเป็น 12% ในปี 2570 เกณฑ์ Investment Grade กำหนดว่าดอกเบี้ยไม่เกิน 10% ของรายได้ หากกู้เพิ่ม ต้องเตรียมงบชำระหนี้ 5.2 แสนล้านบาทในปีแรก และพุ่งถึง 6.4 แสนล้านบาทในปี 2573 ส่งผลกระทบงบพัฒนาประเทศ

ศิริกัญญา เตือนหยุดกู้มาแจกเงินแบบสุ่ม เราต้องมั่นใจว่ากู้มาแล้วทำให้เศรษฐกิจฟื้นจริง โตเต็มศักยภาพ และขยายศักยภาพ หากล้มเหลวเหมือนโควิด จะติดหนี้สูง-โตต่ำอีกนาน” เธอกล่าว

แนะนำโครงการลงทุนสร้างอนาคตแทนแจกสุ่ม

น.ส.ศิริกัญญา เสนอปรับจากเยียวยาเฉพาะหน้า (Reactive) เป็นสร้างอนาคต (Visionary) แทนแจกเงินสุ่มอย่างคนละครึ่ง ควรปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เช่น พัฒนา Smart Grid รองรับพลังงานสะอาด แทนอุดหนุนโซลาร์ฟาร์มเก่า หรือโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ ต้องเน้นอุตสาหกรรมรถยนต์สมัยใหม่ ถ่ายทอดเทคโนโลยีจริง ไม่ใช่แค่นำเข้าประกอบ

  • หยุดกู้แจกเงินสุ่ม ลดภาระหนี้ระยะยาว
  • ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน สร้าง GDP โตยั่งยืน
  • พัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ เพิ่มมูลค่าในประเทศ
  • รักษาเกณฑ์ Investment Grade ไว้

นี่อาจเป็นการกู้นอกงบครั้งสุดท้ายที่ฐานะการคลังยังเอื้อ ต้องใช้เงินภาษีประชาชนคุ้มค่า มองไกลแก้ปัญหาเฉพาะหน้า มิเช่นนั้นงบอนาคตจะจมกับหนี้ ไม่เหลือพัฒนาประเทศ

มุมมองนี้ชี้ให้เห็นความจำเป็นต้องคิดใหญ่ ลงทุนอนาคตเพื่อเศรษฐกิจไทยที่แข็งแกร่ง คุณคิดอย่างไรกับคำเตือนของศิริกัญญา? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นการถกเถียงเรื่องงบประมาณชาติ

ที่มา – “ศิริกัญญา” เตือนต้องหยุดกู้มาแจกเงินแบบสุ่ม ควรเอาไปลงทุนสร้างอนาคต-ทำเศรษฐกิจโต

อภิสิทธิ์ ชี้ พ.ร.ก.กู้เงินแก้ปัญหาปลายทาง

อภิสิทธิ์ ชี้ พ.ร.ก.กู้เงินแก้ปัญหาปลายทาง เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงนี้ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลที่เตรียมออกพระราชกำหนดการกู้เงิน (พ.ร.ก.) เพื่อบรรเทาค่าครองชีพ โดยชี้ว่าวิธีนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายทางเท่านั้น และเสนอทางเลือกที่ดีกว่าอย่างการลดค่าการกลั่นน้ำมัน ซึ่งจะช่วยลดภาระประชาชนได้ทั่วถึงมากกว่า

อภิสิทธิ์ ชี้ พ.ร.ก.กู้เงินแก้ปัญหาปลายทาง

ในวันที่ 22 เมษายน 2569 นายอภิสิทธิ์ ได้กล่าวถึงกรณีรัฐบาลจะออก พ.ร.ก.กู้เงิน ว่า เขายังรอฟังคำชี้แจงจากรัฐบาลเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินกู้ โดยย้ำว่าพรรคประชาธิปัตย์เสนอมาตลอดให้รัฐบาลบริหารจัดการต้นทุนให้ดีที่สุดก่อน เช่น ลดภาษีสรรพสามิตและค่าการกลั่นน้ำมันที่ยังสามารถลดได้อีกมาก ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนน้ำมันได้ทันที หากรัฐช่วยลดต้นทุนได้มาก ความจำเป็นในการช่วยเหลือปลายทางด้วยเงินกู้ก็จะน้อยลง

อภิสิทธิ์ ชี้ พ.ร.ก.กู้เงินแก้ปัญหาปลายทาง อาจนำไปสู่ปัญหาใหม่ เช่น การเลือกช่วยเหลือกลุ่มใด และช่วยอย่างไร แต่หากลดค่าการกลั่นลงอีก 5 บาท จะช่วยทุกคน ไม่ใช่แค่ผู้ใช้น้ำมันโดยตรง แต่รวมถึงค่าขนส่งที่ถูกลง ส่งผลดีต่อราคาสินค้าทุกชนิด เขายังเข้าใจสถานการณ์การคลังที่อาจจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้ แต่รัฐต้องมีแผนชัดเจนไม่ให้บานปลาย พร้อมแนวทางเพิ่มรายได้คืน

ข้อเสนอลดค่าการกลั่นและภาษีลาภลอย

นายอภิสิทธิ์ ยังได้พูดคุยกับนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โดยยืนยันว่าค่าการกลั่นที่ 7-8 บาท สามารถลดได้อีก แม้เดือนเมษายนราคาพรีเมี่ยมน้ำมันขึ้นเป็น 15 บาท เขาเสนอให้ใช้ระบบ “ภาษีลาภลอย” ที่ปรับตามสถานการณ์จริง แทนการรอราคาเฉลี่ย เช่น เดือนเมษายนที่ราคาสูงตั้งแต่ต้นเดือน หากเก็บภาษีพิเศษแบบนี้ จะช่วยได้มาก

  • ตัวอย่างราคาน้ำมันดีเซล: ปัจจุบันลิตรละ 42 บาท หากลดภาษีสรรพสามิต 6 บาท และค่าการกลั่น 5 บาท ราคาจะเหลือใกล้ 30 บาท
  • ช่วยลดราคาสินค้าทุกประเภทที่พึ่งพาการขนส่ง
  • ลดภาระรัฐบาลในการช่วยเหลือเพิ่มเติม

พรรคประชาธิปัตย์จึงเร่งให้รัฐบาลบริหารต้นทุนเร็วที่สุด เพื่อช่วยประชาชนที่เดือดร้อนจากราคาน้ำมันแพง โดยเชื่อว่าการประชุม กบง. วันพรุ่งนี้จะมีข่าวดี ลดราคาได้อีก เพราะรัฐมนตรียอมรับหลักการปรับตามราคาเดือนต่อเดือน แม้มีประเด็นโต้แย้งตัวเลข แต่ค่าการกลั่น 5 บาทยังทำได้สบาย

ประโยชน์ระยะยาวจากการลดต้นทุนน้ำมัน

นอกจากช่วยบรรเทาภาระประชาชนทันที การลดค่าการกลั่นยังป้องกันปัญหาเงินเฟ้อจากราคาสินค้าที่ปรับขึ้นตามน้ำมันแพง หากราคาน้ำมันลดลง สินค้าก็ต้องลดตาม รัฐบาลควรโฟกัสที่นี่ก่อนออก พ.ร.ก. เพื่อความยั่งยืน นี่คือมุมมองที่อภิสิทธิ์ ชี้ พ.ร.ก.กู้เงินแก้ปัญหาปลายทาง ซึ่งหลายคนเห็นด้วยเพราะเป็นวิธีแก้ที่ต้นตอ

สุดท้าย การตัดสินใจของ กบง. จะเป็นตัวชี้วัดว่ารัฐบาลฟังข้อเสนอหรือไม่ คุณคิดว่ารัฐควรลดค่าการกลั่นก่อนไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกันครับ

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ชี้ ออก พ.ร.ก.กู้เงิน แก้ปัญหาปลายทาง เชื่อลดค่าการกลั่นได้อีก ช่วยแบ่งเบาภาระ ปชช.

นายกฯ ถก 4 หน่วยงานวางกรอบงบฯ 2570 ดึงงบค้างท่อ

ในสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวนหนักหน่วงจากสงครามตะวันออกกลางและวิกฤติพลังงาน นายกฯ ถก 4 หน่วยงานวางกรอบงบฯ 2570 เพื่อเตรียมพร้อมรับมืออย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลไทยภายใต้นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเร่งวางแผนงบประมาณปี 2570 ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยดึงงบค้างท่อจำนวนมหาศาลมาใช้เป็นกระสุนสำรอง

นายกฯ ถก 4 หน่วยงานวางกรอบงบฯ 2570

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประชุมสำคัญระหว่าง 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีผู้เข้าร่วมชั้นนำอย่างนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท.

นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อทบทวนกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2570 รวมถึงประมาณการรายรับ-รายจ่ายและฐานะการคลังล่วงหน้าอย่างน้อย 3 ปี ท่ามกลางโลกที่ไม่แน่นอน โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบราคาพลังงานและเศรษฐกิจไทยโดยตรง รัฐบาลจึงต้องปรับวิธีทำงานให้ประหยัดทรัพยากร ปรับลดงบที่ไม่จำเป็น เช่น ศึกษาดูงานต่างประเทศ ก่อสร้างอาคารใหม่ที่ไม่เร่งด่วน และโครงการพัฒนาจังหวัดที่เลื่อนได้

เอกนิติ เผยดึงงบค้างท่อแสนล้านรับมือวิกฤติ

นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า นี่คือขั้นตอนที่ 2 ในการขับเคลื่อนนโยบาย โดยใช้ข้อมูลคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2570 เป็นฐานในการจัดสรรงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น โยกงบก่อสร้างไปติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนอาคารราชการ เพื่อลดค่าไฟระยะยาวและสร้างสำรองทางการเงิน

ปัจจุบันหนี้สาธารณะไทยอยู่ที่ 66% ของ GDP เพดาน 70% ยังเหลือช่องว่าง 4% หรือราว 800,000 ล้านบาท แต่ก่อนกู้เพิ่ม รัฐบาลจะบริหารงบที่มีอยู่ให้คุ้มค่าก่อน โดยแผนหลัก 2 ส่วน:

  • งบปี 2569: ดึงงบค้างท่อที่ยังไม่ทำสัญญาภายใน 30 เมษายน ได้ 70,000-100,000 ล้านบาท บวกงบกลางเหลือ 25,000 ล้านบาท รวม 95,000-125,000 ล้านบาท
  • ร่างงบ 2570: ทบทวนปรับโครงสร้างใหม่ให้มีวินัย

จะออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณ คล้ายสมัยโควิด-19 นำเข้าสภาช่วงกลางมิถุนายน เพื่อใช้ได้ทันปีงบ 2570

การ นายกฯ ถก 4 หน่วยงานวางกรอบงบฯ 2570 แสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการรักษาวินัยการคลัง สร้างความเข้มแข็งรับมือวิกฤติ ประชาชนจะได้ประโยชน์จากงบที่ใช้อย่างคุ้มค่า ลดภาษีหรือเพิ่มสวัสดิการในอนาคตได้มากขึ้น

ในมุมมองผู้เขียน การวางแผนนี้ฉลาดมาก เพราะไม่พึ่งกู้อย่างเดียว แต่ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะการลงทุนพลังงานทดแทนที่ยั่งยืน ท่ามกลางราคาน้ำมันผันผวน หากทำสำเร็จ จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างมั่นคง

คุณคิดอย่างไรกับแผนนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวเศรษฐกิจอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – นายกฯ ถก 4 หน่วยงานวางกรอบงบฯ 2570 “เอกนิติ” เผยดึงงบค้างท่อแสนล้านรับมือวิกฤติ

นายกฯ สั่งศึกษา พ.ร.ก.กู้เงิน-ขยายเพดานหนี้สาธารณะ

นายกฯ สั่งศึกษา พ.ร.ก.กู้เงิน-ขยายเพดานหนี้สาธารณะ เพื่อเตรียมรับมือวิกฤตเศรษฐกิจที่อาจรุนแรงขึ้น สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องข่าวร้อนๆ จากการประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ที่เพิ่งผ่านไป เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้มีคำสั่งสำคัญให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษารายละเอียดเรื่องนี้แบบละเอียดยิบเลยทีเดียว

นายกฯ สั่งศึกษา พ.ร.ก.กู้เงิน-ขยายเพดานหนี้สาธารณะ

ในที่ประชุมครม. วันนั้น ไม่ได้มีการหารือเรื่อง พ.ร.ก.กู้เงิน 500,000 ล้านบาท เป็นพิธีการหลัก แต่ช่วงท้ายการประชุม นายกฯ ได้สั่งการให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ไปศึกษาทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการออกพระราชกำหนดกู้เงิน หรือการขยายเพดานหนี้สาธารณะ เพื่อเตรียมพร้อมกรณีที่วิกฤตโลกและวิกฤตพลังงานจะยิ่งหนักหน่วงขึ้นไปอีก

นายเอกนิติเองก็แสดงความเห็นในที่ประชุมว่าการดำเนินการแบบนี้อยู่ในวิสัยที่ทำได้ เพราะตอนนี้สถานการณ์โลกกำลังโกลาหล ไม่ว่าจะเป็นสงคราม การขาดแคลนพลังงาน หรือปัญหาเศรษฐกิจถดถอยที่ลามมาถึงไทย ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องมีแผนสำรองไว้ให้พร้อม

ทำไมรัฐบาลถึงต้องเตรียม พ.ร.ก.กู้เงินตอนนี้

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลยืนยันชัดเจนว่านายกฯ สั่งศึกษา พ.ร.ก.กู้เงิน-ขยายเพดานหนี้สาธารณะ ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะกู้จริงหรือไม่ แต่เป็นการเตรียมการล่วงหน้า ถ้าวิกฤตรุนแรงขึ้น จะได้ดำเนินการได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาหาข้อมูลใหม่ เพดานหนี้สาธารณะของไทยตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 60% ของ GDP ถ้าขยายจะช่วยให้มีช่องว่างในการกู้เงินมาช่วยเศรษฐกิจ เช่น กระตุ้นการลงทุน สนับสนุน SME หรือบรรเทาค่าครองชีพประชาชน

บริบทวิกฤตที่เป็นตัวเร่งให้เกิดคำสั่งนี้

วิกฤตพลังงานที่ราคาน้ำมันผันผวน สงครามการค้าที่กระทบห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก รวมถึงปัญหาเงินเฟ้อที่พุ่งสูง ทำให้ไทยต้องเผชิญความท้าทายหนัก ลองนึกภาพดูสิครับ ถ้าสถานการณ์แย่ลง รัฐบาลจะได้ใช้เงินกู้ 5 แสนล้านมาช่วยเหลือตรงจุด เช่น:

  • อุดหนุนราคาพลังงานให้ประชาชน
  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • ช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการที่เดือดร้อน
  • ลงทุนด้านเทคโนโลยีสีเขียวเพื่อรับมือ climate change

นอกจากเรื่องกู้เงินแล้ว นายกฯ ยังกำชับให้ตรวจสอบคุณสมบัติข้าราชการการเมืองและที่ปรึกษารัฐมนตรีอย่างเข้มงวด ถือเป็นครั้งแรกที่มีการตรวจสอบตำแหน่งที่ปรึกษาแบบนี้ด้วยนะครับ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับความโปร่งใส

ผลกระทบที่คาดหวังและความเสี่ยง

ถ้าออก พ.ร.ก.กู้เงินจริง จะช่วยให้รัฐบาลมีงบประมาณเพิ่มแบบรวดเร็ว โดยไม่ต้องรอพระราชบัญญัติ แต่ก็มีความเสี่ยงเรื่องหนี้สาธารณะที่อาจพุ่งสูง ถ้าไม่บริหารจัดการดีๆ เพื่อนๆ ล่ะคิดยังไง การเตรียมแผนแบบนี้ดีหรือไม่ ในมุมผม มันแสดงถึงความรับผิดชอบของรัฐบาลที่คิดเผื่ออนาคต

สรุปแล้ว คำสั่งนายกฯ สั่งศึกษา พ.ร.ก.กู้เงิน-ขยายเพดานหนี้สาธารณะ ถือเป็นก้าวเชิงรุกที่ชาญฉลาดในสถานการณ์ไม่แน่นอนแบบนี้ รัฐบาลกำลังวางหมากไว้ให้พร้อมทุกสถานการณ์ คุณล่ะครับ คิดว่ารัฐบาลควรกู้เงินตอนนี้เลยไหม หรือรอดูอาการก่อน? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะครับ และอย่าลืมกดติดตามบล็อกเพื่ออัปเดตข่าวเศรษฐกิจสำคัญๆ แบบนี้ต่อไป!

นี่คือ insight สำคัญ: การเตรียมการล่วงหน้าจะช่วยให้ไทยก้าวผ่านวิกฤตได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

ที่มา – นายกฯ สั่งศึกษา พ.ร.ก.กู้เงิน-ขยายเพดานหนี้สาธารณะ รับมือหากวิกฤตรุนแรงขึ้น

สว. แจงขึ้น VAT 10% ขั้นบันได ถอนรายงานแล้ว

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง นั่นคือ สว. แจงข้อเสนอขึ้นภาษี VAT 10% ทำเป็นขั้นบันได ล่าสุดมีข่าวว่าถอนรายงานออกแล้ว เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดในสังคม แต่เรื่องนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร มาฟังกันแบบเป็นกันเองเลยครับ

สว. แจงข้อเสนอขึ้นภาษี VAT 10% ทำเป็นขั้นบันได

นายกัมพล สุภาแพ่ง ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 21 เมษายน 2567 ที่รัฐสภา ถึงกระแสข่าวที่ว่าสว. เตรียมเสนอให้รัฐบาลปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 10% รายงานฉบับนี้เป็นผลการศึกษาทางวิชาการที่มอบหมายให้ประธานอนุกรรมาธิการการเงินดำเนินการ โดยโจทย์หลักคือการหาแหล่งรายได้ใหม่เพื่อรองรับภาระสวัสดิการสังคมที่เพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ค่ารักษาพยาบาล และการพัฒนาการศึกษา

รัฐบาลต้องหาเงินมาจากไหนเพื่อดูแลประชาชนให้กินดีอยู่ดี? รายงานนี้จึงศึกษาข้อมูลย้อนหลัง ปัจจุบัน และคาดการณ์อนาคต เพื่อหาโครงสร้างภาษีที่เหมาะสม โดยไม่มีเจตนาสร้างภาระให้ประชาชนในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจแน่นอนครับ

รายละเอียดข้อเสนอ: ขึ้นแบบขั้นบันไดและคุ้มครองคนจน

สำหรับข้อเสนอจริงๆ ไม่ใช่ขึ้นเป็น 10% ทันที แต่ สว. แจงข้อเสนอขึ้นภาษี VAT 10% ทำเป็นขั้นบันได โดยปรับขึ้นปีละ 1% ติดต่อกัน 2-3 ปี และมีหลักเกณฑ์ชัดเจนคุ้มครองผู้มีรายได้ไม่เกิน 1,800,000 บาทต่อปี ไม่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ ไทยเก็บ VAT 7% อยู่ในอันดับเกือบท้ายอาเซียน สูงกว่าพม่าที่ 5% เท่านั้น ขณะที่เพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ 9% มาเลเซีย 6-10% อินโดนีเซีย 11% เวียดนาม 10% และฟิลิปปินส์ 12% นำเงินไปพัฒนาสวัสดิการประชาชน

เปรียบเทียบอัตราภาษี VAT ในอาเซียน

  • ไทย: 7%
  • เมียนมา: 5%
  • สิงคโปร์: 9%
  • มาเลเซีย: 6%
  • อินโดนีเซีย: 11%
  • เวียดนาม: 10%
  • ฟิลิปปินส์: 12%
  • ลาว: 10%

จากข้อมูลเห็นชัดว่าไทยเก็บ VAT ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย หากปรับขึ้นแบบมีระบบ จะช่วยสร้างรายได้เพิ่มเพื่อสวัสดิการยั่งยืน โดยยึดหลัก “ภาษีคนรวยช่วยคนจน” สร้างความเสมอภาคในสังคม

ล่าสุดถอนรายงานออกแล้ว กันสังคมเข้าใจผิด

ประธานกมธ. ยอมรับว่าจังหวะเวลาที่รายงานเข้าที่ประชุมไม่เหมาะสม เพราะเศรษฐกิจไทยชะลอตัว บวกกับสงครามตะวันออกกลางทำให้เกิดความตระหนก ตนเองยังตกใจเมื่อเห็นข่าว “สว. ชงขึ้น VAT 10% ทันที” ซึ่งไม่ใช่ความจริง เมื่อพิจารณาแล้ว จึงขอถอนรายงานออกก่อน ไม่ใช่กลัวกระแส แต่เพื่อให้สังคมเข้าใจถูกต้อง ไม่ให้โยงการเมืองหรือเงินกู้รัฐบาล

หลังจากนี้ จะสั่งให้ฝ่ายเลขานุการทำสรุป PowerPoint เข้าใจง่าย ชี้แจงสื่อและประชาชนอีกครั้งครับ

ภาษี VAT คือภาษีที่เรียกเก็บจากสินค้าและบริการทุกประเภท เป็นแหล่งรายได้หลักของรัฐ ปัจจุบันไทยได้ VAT ประมาณ 2.5 แสนล้านบาทต่อปี หากขึ้น 1% อาจได้เพิ่ม 3-4 หมื่นล้าน ช่วยลดการขาดดุลงบประมาณที่พุ่งสูงจากสวัสดิการ แต่ต้องระวังผลต่อเงินเฟ้อและกำลังซื้อประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย

ทางเลือกอื่นๆ เช่น ภาษีทรัพย์สิน ภาษีมรดก หรือภาษีทุน ก็เป็นไปได้ แต่ VAT เก็บง่ายและครอบคลุมกว้าง ในหลายประเทศที่สวัสดิการดีอย่างสวีเดนหรือเดนมาร์ก VAT สูงถึง 25% แต่มีระบบช่วยเหลือแข็งแกร่ง

สำหรับประเทศไทย สวัสดิการกำลังขยายตัว ผู้สูงอายุเพิ่ม 30 ล้านคนใน 10 ปี ค่ารักษาพยาบาลพุ่ง 4 แสนล้านบาทต่อปี การศึกษาฟรี 30 บาทรักษาทุกโรค ถ้าจะยั่งยืนต้องมีแหล่งเงินมั่นคง

แม้ สว. แจงข้อเสนอขึ้นภาษี VAT 10% ทำเป็นขั้นบันได จะถอนไป แต่เป็นสัญญาณว่ารัฐต้องวางแผนภาษีระยะยาว ผมคิดว่าถ้าขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป คุ้มครองคนจน และนำเงินไปใช้ถูกจุด ก็น่าจะเป็นทางออกที่ดี คุณล่ะคิดยังไง?

ความเห็นส่วนตัว: การขึ้นภาษีไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป ถ้าสร้างสวัสดิการที่คุ้มค่า สังคมไทยจะก้าวหน้าและเท่าเทียมมากขึ้น

เรียกให้คุณ行动: แสดงความคิดเห็นด้านล่างนี้เลยครับ ว่าคุณเห็นด้วยกับการขึ้น VAT ขั้นบันไดหรือไม่? แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ด้วยนะ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจประเด็นนี้ให้ตรงกัน!

ที่มา – สว. แจงข้อเสนอขึ้นภาษี VAT 10% ทำเป็นขั้นบันได ล่าสุดถอนรายงานออกแล้ว กันสังคมเข้าใจผิด

“อนุทิน” พยักหน้ารับ เพดานหนี้ 70% เป็น 75%

ในวงการการเมืองและเศรษฐกิจไทยกำลังจับตามอง 움직ไหวล่าสุดของนายกรัฐมนตรี “อนุทิน” พยักหน้ารับ เล็งขยายเพดานหนี้เงินกู้สาธารณะ จาก 70% เป็น 75% ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนหลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล แสดงท่าทีเห็นด้วยชัดเจน ข่าวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเตรียมงบประมาณปี 2570 ที่อาจส่งผลกระทบต่ออนาคตเศรษฐกิจของประเทศ

“อนุทิน” พยักหน้ารับ เล็งขยายเพดานหนี้เงินกู้สาธารณะ จาก 70% เป็น 75%

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ระหว่างที่นายกรัฐมนตรีอนุทิน เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ณ อิมแพค เมืองทองธานี โดยก่อนเริ่มประชุม นายกฯ ยังคงยิ้มแย้มและทำท่ารูดซิปปากเมื่อสื่อถามถึงปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดยตอบสั้นๆ ว่า “เดี๋ยวไปเชียงใหม่ก่อน” แสดงถึงความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ต่อมา เวลา 11.06 น. ขณะเดินทางไปท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง สื่อมวลชนสอบถามถึงข้อเสนอของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่เล็งปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% ของ GDP เป็น 75% นายกรัฐมนตรีหยุดฟังและพยักหน้ารับอย่างชัดเจน ก่อนเดินเข้าห้องรับรองเพื่อบินลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งท่าทีนี้ตีความได้ว่ารัฐบาลเห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าว

เพดานหนี้สาธารณะคืออะไร และทำไมต้องขยาย?

เพดานหนี้สาธารณะถูกกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2566 ที่จำกัดไม่ให้เกิน 70% ของ GDP เพื่อรักษาความยั่งยืนทางการคลัง แต่ในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันที่ฟื้นตัวช้า โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น โครงการ Eastern Economic Corridor (EEC) หรือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลต้องการพื้นที่งบประมาณเพิ่มเติม การขยายเป็น 75% จะช่วยให้สามารถกู้เงินได้อีกประมาณ 5% ของ GDP ซึ่งเท่ากับหลายแสนล้านบาท

  • ข้อดี: เพิ่มการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน สร้างงาน ส่งเสริมการเติบโต GDP
  • ข้อเสีย: เสี่ยงหนี้สินพอกพูน ดอกเบี้ยสูงขึ้น ภาระรุ่นหลัง
  • ตัวอย่างประเทศอื่น: ญี่ปุ่นหนี้เกิน 200% แต่เศรษฐกิจมั่นคง สิงคโปร์ควบคุมต่ำ 50%

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและประชาชน

หาก “อนุทิน” พยักหน้ารับ เล็งขยายเพดานหนี้เงินกู้สาธารณะ จาก 70% เป็น 75% ได้รับอนุมัติ จะช่วยให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณปี 2570 ได้คล่องตัวมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการที่ช่วยฟื้นฟูหลังโควิด-19 เช่น การท่องเที่ยว การเกษตรดิจิทัล และพลังงานสะอาด อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจเตือนว่าต้องควบคุมการใช้จ่ายให้ดี มิเช่นนั้นอาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อหรืออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน

นอกจากนี้ ในมุมปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่นายกฯ จะลงพื้นที่เชียงใหม่ พบว่าปีนี้ค่าฝุ่นพุ่งสูงเกินมาตรฐานหลายเท่า สาเหตุหลักจากไฟป่าและการเผาในที่โล่ง รัฐบาลต้องเร่งมาตรการทั้งระยะสั้น เช่น แจกหน้ากากอนามัย และระยะยาว เช่น ส่งเสริมพลังงานทดแทน

มุมมองอนาคต: รัฐบาลอนุทินจะจัดการอย่างไร?

การตัดสินใจขยายเพดานหนี้ครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับรัฐบาลอนุทิน หากบริหารจัดการได้ดี จะช่วยพาประเทศไทยก้าวสู่เศรษฐกิจเข้มแข็ง แต่หากพลาดพลั้ง อาจกลายเป็นวิกฤตหนี้สาธารณะ คุณคิดเห็นอย่างไรกับนโยบายนี้? เชิญแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารเศรษฐกิจการเมืองอัปเดตทุกวันเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

สุดท้าย การขยายเพดานหนี้เงินกู้สาธารณะอาจเป็นกุญแจสู่การฟื้นตัว แต่ต้องอาศัยความโปร่งใสและการกำกับดูแลที่เข้มแข็งเพื่อประโยชน์ของประชาชนทุกคน

ที่มา – “อนุทิน” พยักหน้ารับ เล็งขยายเพดานหนี้เงินกู้สาธารณะ จาก 70% เป็น 75%

“กลิ่นเงินเทา” ปกคลุม? ไทยสร้างไทยชี้วิกฤติ!

โฆษกพรรคไทยสร้างไทย ชี้ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤติหนัก 3 ด้าน ทำให้ “กลิ่นเงินเทา” มาแทน “หอมกลิ่นความเจริญ” เผยพรรคเตรียมเปิดแคมเปญแก้ปัญหาประเทศครบระบบเร็ว ๆ นี้

วันที่ 23 พ.ย. 2568 นายปริเยศ อังกูรกิตติ โฆษกพรรคไทยสร้างไทย กล่าวถึงสถานการณ์ของประเทศในขณะนี้ โดยระบุว่าปัญหาต่าง ๆ กำลังปะทุออกมาหลายด้าน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตประชาชน ซึ่งพรรคไทยสร้างไทยได้ติดตามอย่างใกล้ชิดและมีการประชุมหารือแนวทางการทำงานกันทุกวัน ทั้งในกลุ่มคณะทำงานเดิมและสมาชิกใหม่ที่ทยอยเข้ามาร่วมกับพรรคอย่างต่อเนื่อง

หลังปี 2566 การเมืองบิดเบี้ยว

นายปริเยศกล่าวว่า ประเทศไทยเผชิญวิกฤตขนาดนี้เพราะการเมืองที่บิดเบี้ยวอย่างรุนแรง นับตั้งแต่หลังการเลือกตั้งปี 2566 เป็นต้นมา จากนักการเมืองงูเห่า สู่นักการเมืองสแกมเมอร์ นักการเมืองถูกตั้งคำถามไม่ว่าจะเป็นคดีฉ้อโกง การค้ามนุษย์ หรือปัญหาทางจริยธรรมต่าง ๆ และพยายามเข้ามาใช้สภาเป็นพื้นที่ฟอกภาพลักษณ์ ส่งผลให้การคอร์รัปชันขยายตัวจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ระดับประวัติการณ์ ซึ่งถือเป็นอันตรายต่อความเชื่อมั่นของประเทศอย่างมาก

“กลิ่นเงินเทา” ปกคลุม

 นายปริเยศระบุว่า ด้านเศรษฐกิจ ประเทศไทยกำลังเผชิญสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างต่อเนื่อง หนี้สาธารณะและหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นจนเป็นภาระหนัก ขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยและ SME ไทยกลับเข้าไม่ถึงแหล่งทุน แต่ในทางกลับกันกลุ่มทุนสีเทาและธุรกิจนอมินีกลับสามารถเข้ามาดำเนินกิจการได้อย่างอิสระ ทั้งยังใช้ช่องว่างต่าง ๆ ฟอกเงินและแย่งอาชีพของคนไทย ทำให้จากเดิมที่สังคมคาดหวังตอนจบเลือกตั้ง 2566 ว่าจะได้ “หอมกลิ่นความเจริญ” กลับกลายเป็น “กลิ่นเงินเทา” ที่ปกคลุมเศรษฐกิจไทยแทน

การศึกษาล้าหลัง

ในส่วนของคุณภาพชีวิตประชาชน โฆษกพรรคชี้ว่า ปัญหากำลังเกิดขึ้นในทุกมิติ ทั้งระบบราชการที่ไร้ประสิทธิภาพ ระบบสาธารณสุขที่เริ่มส่อเค้าล้มเหลว ระบบการศึกษาที่ล้าหลัง และโครงสร้างประชากรที่ผิดเพี้ยนจนส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ปัญหาเหล่านี้ผูกโยงเป็นเครือข่ายเดียวกันและรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ หากยังปล่อยให้การเมืองดำเนินต่อไปในรูปแบบเดิม ประชาชนไทยอาจหมดโอกาสในการลืมตาอ้าปาก เพราะประเทศกำลังถูกครอบงำโดยกลุ่มนักการเมืองไร้คุณภาพและทุนสีเทาที่ผูกผลประโยชน์ร่วมกัน

ทำทุกวิธีขัดขวางความเลวร้าย

โฆษกพรรคไทยสร้างไทย ยืนยันว่า พรรคจะทำทุกวิถีทางเพื่อขัดขวางไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งกว่านี้ พร้อมเตรียมนำเสนอแนวทางการเมืองชุดใหม่ที่จะใช้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบอย่างชัดเจนถึงทางออกของประเทศ พรรคยังเปิดโอกาสให้บุคลากรทุกสาขาอาชีพ ทั้งนักการเมืองรุ่นใหม่ คนทำงานมืออาชีพ ผู้เชี่ยวชาญ หรือแม้แต่นักการเมืองคุณภาพที่ถูกจำกัดบทบาทจากกลุ่มทุนอิทธิพล สามารถเข้ามาร่วมงานกับพรรคได้ เพื่อร่วมกันต่อสู้และพาประเทศหลุดพ้นจากวิกฤติครั้งนี้

เตรียมประกาศนโยบาย

นายปริเยศกล่าวด้วยว่า พรรคมั่นใจว่าจะมีแนวร่วมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่เพียงประชาชนที่ได้รับผลกระทบ แต่แม้แต่นักการเมืองที่ตั้งใจทำงานเพื่อประเทศก็กำลังถูกบดบังด้วยอำนาจของทุนสีเทา พรรคไทยสร้างไทยจึงขอให้ประชาชนรอติดตามการประกาศสำคัญที่จะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ และเชิญชวนทุกคนมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงประเทศร่วมกับพรรคไทยสร้างไทย

“กลิ่นเงินเทา” ปกคลุมประเทศไทยจริงหรือ?

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้หลายคนตั้งคำถามว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตจริงหรือไม่ และ “กลิ่นเงินเทา” ที่โฆษกพรรคไทยสร้างไทยกล่าวถึงนั้นมีอยู่จริงมากน้อยแค่ไหน? การที่เงินทุนสีเทาเข้ามามีบทบาทในระบบเศรษฐกิจนั้นส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนทั่วไปอย่างไร?

ปัญหาที่ต้องจับตามอง: “กลิ่นเงินเทา” กับอนาคตประเทศไทย

การที่ “กลิ่นเงินเทา” เข้ามาแทนที่ความเจริญนั้นเป็นสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเมืองที่บิดเบี้ยว เศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม หรือระบบราชการที่ไร้ประสิทธิภาพ ปัญหาเหล่านี้ล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนและการพัฒนาประเทศในระยะยาวทั้งสิ้น

ผลกระทบที่มองเห็นได้ชัดเจน:

  • การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม: กลุ่มทุนสีเทาสามารถเข้าถึงทรัพยากรและโอกาสได้มากกว่าผู้ประกอบการรายย่อย
  • การคอร์รัปชันที่เพิ่มขึ้น: เงินสีเทาเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญของการคอร์รัปชัน
  • ความเสื่อมถอยทางจริยธรรม: การที่สังคมยอมรับเงินสีเทาเป็นการบ่อนทำลายคุณค่าและความซื่อสัตย์

ทางออกที่เป็นไปได้:

  • การปฏิรูปการเมือง: สร้างระบบการเมืองที่โปร่งใสและตรวจสอบได้
  • การส่งเสริมเศรษฐกิจที่เป็นธรรม: สนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยและ SME
  • การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด: ปราบปรามการฟอกเงินและอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ

จริงอยู่ที่การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต้องใช้เวลาและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม แต่หากเราไม่เริ่มลงมือทำตั้งแต่วันนี้ อนาคตของประเทศไทยก็อาจจะถูกปกคลุมไปด้วย “กลิ่นเงินเทา” ไปอีกนาน

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างสังคมไทยที่โปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ประเทศไทยกลับมาหอมกลิ่นความเจริญอีกครั้ง ร่วมกันผลักดันการเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของพวกเราทุกคน

ที่มา – โฆษกพรรคไทยสร้างไทย ชี้ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤติหนัก 3 ด้าน ทำให้ “กลิ่นเงินเทา” มาแทนความเจริญ

ครม. คุมเข้มวินัยการคลัง ปี 2572

คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ “แผนการคลังระยะปานกลาง” มุ่งเน้นการควบคุมวินัยการคลังอย่างเข้มงวด โดยตั้งเป้าหมายให้การขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ภายในปี 2572 ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างเสถียรภาพทางการเงินของประเทศในระยะยาว

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แถลงถึงมติ ครม. ที่เห็นชอบแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของนโยบาย “ควิ๊ก บิ๊ก วิน” ที่ขับเคลื่อนโดย 4 หน่วยงานเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย โดยมีเป้าหมายหลักคือการสร้างวินัยทางการคลังที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นผ่าน 3 มาตรการสำคัญ:

  1. จำกัดงบกลาง: งบกลางจะถูกจำกัดให้ไม่เกิน 3% ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด
  2. จัดสรรงบชำระหนี้: จัดสรรงบประมาณสำหรับการชำระหนี้ไม่ต่ำกว่า 4% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี
  3. ควบคุมงบผูกพัน: จำกัดงบประมาณผูกพันข้ามปีให้สูงสุดไม่เกิน 5%

นอกจากนี้ นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลเกี่ยวกับนโยบายกึ่งการคลังภายใต้มาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง โดยยืนยันว่า ครม. ได้มอบหมายให้คณะกรรมการนโยบายการคลัง ร่วมกับสำนักงบประมาณ และกระทรวงการคลัง ดำเนินการพิจารณาและกำหนดกระบวนการที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ โดยยังคงรักษากรอบเพดานการใช้จ่ายไม่ให้เกิน 32% ต่อปี

“มาตรฐานวินัยการคลังของไทย กำหนดให้ขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ของ GDP และเราตั้งเป้าหมายที่จะบรรลุเป้าหมายนี้ภายในปี 2572” นายเอกนิติกล่าว “ในปี 2567 ที่ผ่านมา เรามีการขาดดุลงบประมาณ 4.4% แต่เรายังคงยืนยันเพดานหนี้สาธารณะเดิมที่ 70%”

ทั้งนี้ ครม. ยังได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณ ร่วมกันปรับปรุงโครงสร้างรายได้และรายจ่ายของประเทศ โดยมีเป้าหมายที่สำคัญในแผนการคลังระยะปานกลาง ดังนี้:

  • เพิ่มสัดส่วนรายได้ภาครัฐให้มากกว่า 15.1% ของ GDP จากปัจจุบันที่ 14.8%
  • ลดสัดส่วนรายจ่ายภาครัฐให้ไม่เกิน 18% ของ GDP จากปัจจุบันที่ 19%

นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ว่าภาพรวมของงบประมาณอาจลดลง แต่รัฐบาลยังคงมุ่งมั่นที่จะเพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญต่ออนาคตของประเทศ ผ่านโครงการต่างๆ เช่น Thailand Future Fund และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ นอกจากนี้ รัฐบาลจะเร่งผลักดันการใช้กลไก PPP (Public-Private Partnership) หรือการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อให้เกิดการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ส่งผลกระทบต่อภาระหนี้สาธารณะของประเทศ

ครม. เห็นชอบมาตรการ คุมเข้มวินัยการคลัง ตั้งเป้าขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ในปี 2572

การที่ ครม. ให้ความสำคัญกับการคุมเข้มวินัยการคลัง ตั้งเป้าขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ในปี 2572 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการบริหารจัดการการเงินของประเทศอย่างรอบคอบและยั่งยืน การควบคุมรายจ่ายและการเพิ่มรายได้ จะช่วยลดภาระหนี้สาธารณะและสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับประเทศในระยะยาว

เป้าหมายสำคัญ: ขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ในปี 2572

การกำหนดเป้าหมายให้ขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ในปี 2572 เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยทางการคลัง การดำเนินการตามแผนการคลังระยะปานกลางอย่างเคร่งครัด จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชน และส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม

การคุมเข้มวินัยการคลัง ตั้งเป้าขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ในปี 2572 เป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการสร้างความมั่นคงทางการเงินของประเทศในระยะยาว การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความมุ่งมั่นในการบริหารประเทศอย่างยั่งยืน

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการใช้กลไก PPP เป็นการแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลไม่ได้มองข้ามความสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และ PPP จะช่วยดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างงาน

การดำเนินนโยบายการเงินการคลังที่เข้มงวดมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว การควบคุมวินัยการคลังและการบริหารจัดการหนี้สาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อวิกฤตเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชน การที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่ออนาคตของประเทศ

ที่มา – ครม. เห็นชอบ คุมเข้มวินัยการคลัง ตั้งเป้าขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ในปี 2572

“พิพัฒน์” คุยลดค่ารถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย ห่วงหนี้สาธารณะ

“พิพัฒน์” จ่อหารือกระทรวงการคลัง หาแนวทางปรับลดค่ารถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย ชี้ไม่ได้ขึ้นอยู่แค่ 2 กระทรวง แต่ต้องรออัยการสูงสุดให้คำตอบเรื่องคู่สัญญา ยอมรับกังวลเรื่องหนี้สาธารณะ หวั่นทะลุเพดาน 70%

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการปรับค่าบริการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย ว่าจะมีการหารือใน 2 ส่วน ส่วนแรกคือสายสีม่วงและสายสีแดง ที่จะครบสัญญาในวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้ โดยนายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการตั้งแต่วันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา ให้แต่งตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างกระทรวงคมนาคมและกระทรวงการคลัง ว่าหลังจากที่ครบกำหนดในวันที่ 30 พฤศจิกายน กระทรวงคมนาคมจะมีแนวทางอย่างไร ให้หารือกับกระทรวงการคลัง

ขณะที่ส่วนต่อขยายที่มีราคาสูงอยู่ในขณะนี้ ก็จะคุยกันเพื่อหาข้อสรุปให้ได้ว่าการขึ้นรถไฟฟ้าทั้งหมด ในกรุงเทพมหานคร และชานเมือง จะมีแนวทางในการลดค่าใช้จ่ายให้กับผู้โดยสารได้อย่างไร และจะทำทันหรือไม่ในช่วง 4 เดือน ตามที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศไว้ ที่จะยุบสภาในวันที่ 31 มกราคม 2569 โดยกระทรวงคมนาคม และกระทรวงการคลัง จะหารือ และรีบทำให้ทัน แต่การที่จะทำให้ทันหรือไม่ทัน ไม่ได้ขึ้นแค่ 2 กระทรวง ยังเกี่ยวเนื่องกับอัยการสูงสุด ต้องให้คำตอบเกี่ยวกับคู่สัญญา ถ้าหากให้คำตอบได้เร็วก็ทำได้ทัน แต่หากช้าก็ต้องหาแนวทางว่า หากเสร็จสิ้นแล้วรัฐบาลอยู่ในช่วงรักษาการ จะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ และจะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่ออนุมัติอย่างไรบ้าง โดยตนยังไม่สามารถให้คำตอบในตอนนี้ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลมีแนวคิดที่จะใช้งบประมาณไปอุดหนุนในส่วนรถไฟฟ้าที่มีปัญหาหรือไม่ นายพิพัฒน์ ระบุว่า นโยบายของรัฐบาลคือการใช้ตั๋วร่วม ซึ่งต้องมีขั้นตอน เพราะขณะนี้ รฟม. มีเฉพาะสีม่วง และสีแดง จะมีสายอื่นๆ เช่น ของ BEM หรือ BTS ก็ต้องไปเจรจากับเจ้าของสัมปทาน โดยจะต้องไปหารือกับกระทรวงการคลังด้วย ว่าจะทำอย่างไรไม่ให้กระทบกับหนี้สาธารณะ เพราะปัญหาของเราในขณะนี้คือความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะ เนื่องจากใกล้จะเต็มเพดาน 70% แล้ว

“พิพัฒน์” คุยกระทรวงการคลัง หาแนวทางปรับลดค่ารถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย กังวลหนี้สาธารณะทะลุเพดาน

จากกรณีที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการปรับลด ค่ารถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในขณะนี้ ประเด็นหลักที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือเรื่องของภาระหนี้สาธารณะที่รัฐบาลต้องแบกรับ หากมีการเข้าไปอุดหนุนค่าโดยสาร

ทำไมต้องปรับลดค่ารถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย?

การปรับลดค่า ค่ารถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย นั้นมีเป้าหมายหลักเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องใช้บริการรถไฟฟ้าเป็นประจำในชีวิตประจำวัน การที่ค่าโดยสารรถไฟฟ้ามีราคาสูงเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพและเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวก็มีความท้าทายหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของงบประมาณและการเจรจากับผู้ให้บริการรถไฟฟ้าเอกชน การหาจุดสมดุลระหว่างการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนกับการรักษาสภาพทางการเงินของรัฐบาลและผู้ประกอบการ จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

  • ประเด็นที่ต้องพิจารณาในการปรับลดค่ารถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย
    • ผลกระทบต่อหนี้สาธารณะ: การใช้งบประมาณอุดหนุนค่าโดยสารอาจทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้น
    • การเจรจากับผู้ให้บริการเอกชน: ต้องมีการเจรจาเพื่อให้ได้ข้อตกลงที่เป็นธรรมและไม่กระทบต่อผลประโยชน์ของทุกฝ่าย
    • ความยั่งยืนทางการเงิน: ต้องมีมาตรการที่ทำให้การปรับลดค่าโดยสารมีความยั่งยืนในระยะยาว

การหารือระหว่างกระทรวงคมนาคมและกระทรวงการคลังจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการหาแนวทางที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย การตัดสินใจในเรื่องนี้จะต้องคำนึงถึงผลกระทบในระยะยาวและสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งกับการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน

สถานการณ์หนี้สาธารณะที่ใกล้จะเต็มเพดาน 70% เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้การตัดสินใจในเรื่องนี้มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น รัฐบาลจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าจะสามารถจัดสรรงบประมาณเพื่ออุดหนุนค่าโดยสารรถไฟฟ้าได้มากน้อยเพียงใด โดยไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการคลังของประเทศ

ข้อเสนอแนะและแนวทางแก้ไข

เพื่อให้การปรับลด ค่ารถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย เป็นไปอย่างราบรื่นและยั่งยืน รัฐบาลอาจพิจารณาแนวทางต่างๆ ดังนี้:

  1. การใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ: การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการระบบรถไฟฟ้า เช่น การใช้ระบบตั๋วร่วมที่ทันสมัย การปรับปรุงระบบการจัดเก็บรายได้ และการลดต้นทุนในการดำเนินงาน
  2. การหารายได้จากแหล่งอื่น: การหารายได้จากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่การเก็บค่าโดยสาร เช่น การพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์รอบสถานีรถไฟฟ้า การจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว และการเก็บภาษีจากธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากการมีรถไฟฟ้า
  3. การปรับโครงสร้างค่าโดยสาร: การปรับโครงสร้างค่าโดยสารให้มีความเป็นธรรมและเหมาะสมกับระยะทางในการเดินทาง เช่น การกำหนดอัตราค่าโดยสารตามช่วงเวลา หรือการให้ส่วนลดสำหรับผู้ที่ใช้บริการเป็นประจำ

การแก้ปัญหาเรื่องค่ารถไฟฟ้าส่วนต่อขยายนั้นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้ได้แนวทางที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาค่ารถไฟฟ้าแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน การปรับลดค่าโดยสารไม่เพียงแต่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย แต่ยังเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการจราจรและมลพิษในเมืองหลวง

ที่มา – “พิพัฒน์” คุยกระทรวงการคลัง หาแนวทางปรับลดค่ารถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย กังวลหนี้สาธารณะทะลุเพดาน

Scroll to top