หมอวาโย

“หมอวาโย” กางความมุ่งหมาย รธน. 60 ชี้ลงคะแนนลับจริง

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยเรื่องการเมืองที่กำลังร้อนฉ่าเรื่องหนึ่งกันนะครับ โดยเฉพาะประเด็นที่ หมอวาโย กางความมุ่งหมาย รธน. 60 แล้วชี้แจงชัดๆ ว่าการลงคะแนนโดยลับนั้นต้องลับจริงๆ แม้แต่ตรวจสอบย้อนหลังก็ไม่ได้ว่าใครเลือกใคร สุดยอดเลยใช่ไหมล่ะ? เรื่องนี้เกิดขึ้นท่ามกลางดราม่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่หลายคนตั้งคำถาม มาดูกันว่ามันคืออะไรและทำไมถึงสำคัญขนาดนี้

หมอวาโย กางความมุ่งหมาย รธน. 60

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2567 นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง หรือที่เรารู้จักในนาม “หมอวาโย” ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ภาพเอกสารสุดฮอตจาก “ความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560” ที่ออกโดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร หน้าที่ 140-141 พร้อมแคปชั่นสุดแซ่บว่า “มันจบแล้วครับ กกต.” เย้ยเลยนะเนี่ย!

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าประเด็นนี้มาจากดราม่าบาร์โค้ด (Barcode) บนบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หรือบัตรสีชมพูนั่นแหละครับ หลายคนสงสัยว่ามันเอาไว้ทำอะไร และทำไมถึงถูกมองว่าทำให้การลงคะแนนไม่ลับ? หมอวาโยเลยหยิบเอกสารเจตนารมณ์ผู้ยกร่าง รธน. 60 มากางออกมาให้ดูชัดๆ

เจตนารมณ์ รธน. 60 กับคำว่า “การออกเสียงลงคะแนนโดยลับ”

ในเอกสารระบุชัดเจนเลยครับว่า “การออกเสียงลงคะแนนโดยลับ” มีความหมายว่า การลงคะแนนของผู้มีสิทธิต้องกระทำในลักษณะที่ บุคคลอื่นไม่อาจทราบหรือตรวจสอบได้ ว่าลงคะแนนอย่างไรหรือให้ผู้สมัครคนใด “บุคคลอื่น” ในที่นี้หมายถึงทุกคนยกเว้นตัวผู้ลงคะแนนเอง รวมถึง กกต. ด้วยนะครับ! ไม่ใช่แค่ตอนลงคะแนนเท่านั้น แต่ต้องลับ “ตลอดไป” ตรวจสอบย้อนหลังไม่ได้เลย

  • ลับขณะลงคะแนน: ไม่มีใครเห็นว่าลงให้ใคร
  • ลับหลังลงคะแนน: ไม่มีวิธีไหนสแกนหรือเช็คย้อนได้
  • รวม กกต. ด้วย: เพราะ กกต. ก็เป็น “บุคคลอื่น” ตามเจตนารมณ์
  • ตัวอย่างปัญหา: บาร์โค้ดบนบัตรที่เชื่อมโยงกับผู้ลงคะแนน ทำให้รู้ได้ว่าใครลงใคร

หมอวาโยชี้ว่าการมีบาร์โค้ดที่สแกนแล้วรู้ได้ว่าผู้ลงคะแนนคนใดลงให้พรรคหรือรายชื่อไหน มันขัดกับ รธน. 60 ชัดๆ เลยครับ เพราะไม่ใช่การลงคะแนนโดยลับตามเจตนารมณ์ผู้ร่าง

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? เพราะหลักการลงคะแนนลับเป็นหัวใจของประชาธิปไตยเลยนะครับ มันป้องกันการซื้อสิทธิ์ขายเสียง การข่มขู่ หรือแรงกดดันจากนายทุนหรือผู้มีอำนาจ ถ้าการลงคะแนนไม่ลับจริง ประชาชนจะกล้าลงตามใจตัวเองได้ยังไง? ในต่างประเทศอย่างอเมริกาหรือยุโรป เขาก็ยึดหลักนี้เคร่งครัด บัตรเลือกตั้งต้องไม่เชื่อมโยงกับตัวบุคคลเด็ดขาด

ก่อนหน้านี้มีคนตีความคำว่า “ลับ” ต่างๆ นานา บ้างว่าลับแค่ไม่ให้คนอื่นเห็นตอนลง บ้างว่าหลังนับเสร็จก็เช็คได้ แต่หมอวาโยหยิบหลักฐานหนักแน่นจาก รธน. 2560 ที่เพิ่งร่างใหม่ๆ มาเมื่อไม่กี่ปีก่อน พยานบุคคลยังอยู่ครบ แถมเอกสารนี้บันทึกเจตนารมณ์ไว้ชัดเจนสุดๆ

สำหรับปมบาร์โค้ดนี่ กกต. บอกว่าเอาไว้ตรวจนับและป้องกันการปลอมแปลง แต่ถ้ามัน track ได้ถึงเจ้าของบัตร มันก็กลายเป็นเครื่องมือสอดแนมเสียงประชาชนไปเลยนะครับ นี่คือเหตุผลที่หมอวาโยโพสต์ “มันจบแล้วครับ กกต.” เพราะหลักฐานชี้ชัดว่าขัดรัฐธรรมนูญ

เพื่อนๆ ลองคิดดูสิครับ ถ้าเลือกตั้งครั้งหน้าบัตรยังมีบาร์โค้ดแบบนี้ ประชาชนจะไว้ใจได้แค่ไหน? มันอาจนำไปสู่การทุจริตซ่อนรูปได้ง่ายๆ เลยนะ ในฐานะนักข่าวหรือนักเขียนบล็อกอย่างผม คิดว่าประชาชนต้องตื่นตัว เรียกร้องให้ กกต. ปรับระบบใหม่ เอารหัสที่เชื่อมโยงบุคคลออกไป ให้เป็นการลงคะแนนลับแท้ๆ ตาม หมอวาโย กางความมุ่งหมาย รธน. 60

สรุปแล้ว เรื่องนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับการเลือกตั้งไทยครับ มันย้ำว่ากฎหมายไม่ได้ตีความเอาเองได้ ต้องยึดเจตนารมณ์ผู้ร่าง หวังว่า กกต. จะรับฟังเสียงประชาชนและแก้ไขให้ถูกต้อง ถ้าคุณเห็นด้วย ลองแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันนะครับ หรือคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดยังไงกับประเด็นนี้? ติดตามข่าวการเมืองเพิ่มเติมได้ที่บล็อกเราเลย!

ที่มา – “หมอวาโย” กางความมุ่งหมาย รธน. 60 ชี้ลงคะแนนโดยลับ ต้องตรวจสอบย้อนหลังไม่ได้ว่าเลือกใคร

พรรคประชาชนยื่นฟ้องกกต.ปมบาร์โค้ดบัตร

เหตุการณ์ล่าสุดในวงการการเมืองไทยกำลังเป็นที่จับตามอง เมื่อพรรคประชาชน ยื่นฟ้อง ม.157 – พ.ร.ป.เลือกตั้ง กับ กกต. ปมใส่บาร์โค้ดลงบนบัตร ซึ่งเป็นประเด็นร้อนที่เกี่ยวข้องกับความโปร่งใสในการเลือกตั้ง วันนี้เราจะมาวิเคราะห์รายละเอียดกันแบบละเอียดยิบ เพื่อให้เข้าใจชัดเจนว่าทำไมพรรคประชาชนถึงตัดสินใจยื่นฟ้อง และจะมีผลกระทบอย่างไรต่อระบบเลือกตั้งของเรา

พรรคประชาชน ยื่นฟ้อง ม.157 – พ.ร.ป.เลือกตั้ง กับ กกต. ปมใส่บาร์โค้ดลงบนบัตร

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมทีมทนายความ ได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ที่เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ รวมถึง พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตรา 69 และ พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 96 ประกอบ 164 เรื่องการทำเครื่องหมายที่สังเกตได้ลงบนบัตรเลือกตั้ง โดยเฉพาะการใส่บาร์โค้ดที่อาจละเมิดหลักการเลือกตั้งลับและตรง

พื้นหลังและข้อเท็จจริงของคดี

ประเด็นปมบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งนี้ เกิดจากการที่กกต. อนุมัติให้มีการพิมพ์บาร์โค้ดลงบนบัตร ซึ่งฝ่ายพรรคประชาชนมองว่าเป็นเครื่องหมายที่สามารถติดตามตัวตนผู้โหวตได้ ส่อไปทางละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและหลักการเลือกตั้งที่ต้องเป็นไปโดยตรง ลับ สุจริต และเที่ยงธรรม ตามรัฐธรรมนูญ คดีนี้ได้รับเลขรับแล้ว รอคำสั่งศาลภายใน 30 วัน หากรับฟ้องจะนัดไต่สวนมูลฟ้องใน 45-60 วัน นับจากมีนาคม

นพ.วาโย ยังอ้างอิงคดีเก่าแก่ของวาสนา เพิ่มลาภ ปี 2549 ซึ่งศาลฎีกาตัดสินปี 2558 ให้กกต.ผิดตามกฎหมายคล้ายกัน คดีนี้คาดว่าจะยืดเยื้อถึง 10 ปี ผ่านชั้นอุทธรณ์และฎีกา แม้มาตรา 157 จะพิสูจน์เจตนาพิเศษยาก แต่ก็ฟ้องประกอบ พ.ร.ป.กกต. มาตรา 69 เพื่อความรอบคอบ

  • ข้อหาหลัก: ม.157 – ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ
  • พ.ร.ป.กกต. ม.69: เจ้าหน้าที่ละเว้นหรือกระทำมิชอบ
  • พ.ร.ป.เลือกตั้ง ม.96/164: ทำเครื่องหมายสังเกตได้บนบัตร มีโทษปรับหรือจำคุก

ความแตกต่างจากการยื่นฟ้องช่องทางอื่น

การยื่นฟ้องที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ นี้ แตกต่างจากยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน (ไปศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องโมฆะการเลือกตั้ง) หรือศาลปกครอง (คำสั่งปกครอง เช่น นับคะแนนใหม่) ที่นี่คือคดีอาญาล้วนๆ ผู้เสียหายคือประชาชนทุกคนและพรรคการเมืองที่เสียหายทางเศรษฐ์จากการเลือกตั้งไม่โปร่งใส ตามแนวฎีกาปี 2559 ที่ยืนยันว่าประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นผู้เสียหายได้

นพ.วาโย ชี้ว่าการฟ้องประชาชนของกกต.กทม. กลับเสี่ยงม.157 มากกว่า เพราะกกต.มีดุลพินิจไม่ฟ้องได้ แต่เลือกฟ้องผู้พิสูจน์ความผิดปกติ แทนตั้งกรรมการสอบเอง แสดงถึงการเลือกปฏิบัติ พรรคประชาชนเตรียมแก้ฟ้องเพิ่มภายใน 15 วัน

บทวิเคราะห์และผลกระทบระยะยาว

กรณีพรรคประชาชน ยื่นฟ้อง ม.157 – พ.ร.ป.เลือกตั้ง กับ กกต. ปมใส่บาร์โค้ดลงบนบัตรนี้ สะท้อนปัญหาองค์กรอิสระอย่างกกต.ที่ขาดการยึดโยงกับประชาชน ไม่มีกลไกถอดถอนง่ายๆ มันท้าทายระบบที่อำนาจสูงสุดอยู่ที่ประชาชน หากศาลรับฟ้อง จะเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่ย้ำหลักการเลือกตั้งลับแท้จริง

นอกจากนี้ ยังกระทบความเชื่อมั่นในการเลือกตั้งครั้งหน้า หากบาร์โค้ดช่วยป้องกันการโกงจริง ทำไมไม่ชี้แจงโปร่งใส? หรือเป็นช่องโหว่ติดตามโหวต? ประชาชนควรติดตามใกล้ชิด เพราะสิทธิเลือกตั้งคือหัวใจประชาธิปไตย

คุณคิดอย่างไรกับการใส่บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง? มันช่วยหรือทำลายความลับ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่หลาย!

ที่มา – พรรคประชาชน ยื่นฟ้อง ม.157 – พ.ร.ป.เลือกตั้ง กับ กกต. ปมใส่บาร์โค้ดลงบนบัตร

ปชน. ยันหลักฐานเด็ดบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง รอ 22 ก.พ.

ปชน. ยันมีหลักฐานเด็ดปม “บาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้ง รอดูเลือกตั้งใหม่ 22 ก.พ. พิสูจน์ชัด เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ พรรคประชาชน (ปชน.) ไม่ยอมแพ้ต่อข้อพิพาทเรื่องบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด ซึ่งอาจทำให้การลงคะแนนไม่เป็นการออกเสียงโดยลับตามกฎหมาย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรค ได้ออกมาเผยข้อมูลสำคัญในการให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ทำการพรรค

ปชน. ยันมีหลักฐานเด็ดปม “บาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้ง รอดูเลือกตั้งใหม่ 22 ก.พ. พิสูจน์ชัด

พรรคประชาชนกำลังเตรียมร่างคำฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยนพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ฝ่ายกฎหมายของพรรค เป็นผู้รับผิดชอบ คาดว่าจะยื่นฟ้องได้ในสัปดาห์หน้า เพราะมีข้อมูลใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มเติมทุกวัน พรรคยืนยันว่ามีหลักฐานเด็ดที่จะพิสูจน์ว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งทำให้กระบวนการไม่โปร่งใสและอาจไม่ลับตามที่กฎหมายกำหนด

ทำไมบาร์โค้ดถึงเป็นปัญหาใหญ่? ในหลักการของการเลือกตั้ง การออกเสียงต้องเป็น “ลับ” 100% หมายถึงไม่มีทางตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าใครเลือกใคร ไม่ว่าจะเชิงทฤษฎีหรือปฏิบัติ แต่บาร์โค้ดที่ระบุเลขที่บัตร สามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้ หากมีช่องโหว่ในระบบ กกต. ยืนยันว่าไม่ใช่ปัญหา แต่ปชน. มองว่าการมีบาร์โค้ดอยู่แล้วแปลว่าไม่ลับทันที โดยเฉพาะเมื่อ กกต. แถลงเองว่ารหัสนี้ระบุเลขที่บัตรได้

ปชน. ยันมีหลักฐานเด็ดปม “บาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้ง รอดูเลือกตั้งใหม่ 22 ก.พ. พิสูจน์ชัด

เพื่อพิสูจน์ให้ชัดเจน พรรคเชิญชวนประชาชนไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ หาก กกต. ยังใช้บัตรแบบเดิมที่มีบาร์โค้ด แสดงว่าพวกเขามั่นใจ แต่ถ้าเปลี่ยนแปลง แสดงว่ามีปัญหาจริง! นี่คือจุดเปลี่ยนที่จะพิสูจน์ทุกอย่างต่อสาธารณะ นอกจากนี้ ความเห็นจากนายวิษณุ เครื่องาม และนายจรัญ ภักดีธนากุล ก็สนับสนุนว่าถ้าไม่ลับ การเลือกตั้งอาจโมฆะ

  • หลักฐานหลัก: บาร์โค้ดระบุเลขที่บัตร สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
  • เจตนาของปชน.: ไม่ใช่ไม่ยอมแพ้ แต่ปกป้องสิทธิประชาชนและบังคับให้เจ้าหน้าที่รับผิดชอบ
  • ช่องทางอื่น: ประชาชนสามารถยื่นประเด็นนี้ผ่านทางอื่นๆ ได้
  • ปัญหาใหญ่: สะท้อนความเชื่อมั่นต่ำใน กกต. และรัฐธรรมนูญ 2560 ที่จำกัดสิทธิถอดถอนองค์กรอิสระ

โฆษกปชน. ยังวิจารณ์การทำงานของ กกต. ที่ขาดการสื่อสาร เช่น ไม่แถลงข่าว ไม่ตอบคำถามประชาชน ทำให้เกิดความสงสัยเพิ่ม พรรคเสนอให้แก้รัฐธรรมนูญ คืนสิทธิประชาชนในการถอดถอนองค์กรอิสระ เหมือนในรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 ที่ถูกตัดออกไป

ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่เป็นหัวใจของประชาธิปไตย การเลือกตั้งต้องโปร่งใส ลับ และยุติธรรม ถ้าปล่อยผ่าน ช่องโหว่แบบนี้อาจเกิดซ้ำในอนาคต พรรคประชาชนกำลังใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อให้เกิดความรับผิดชอบ

ในมุมมองของเรา การตรวจสอบเรื่อง บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อสร้างความเชื่อมั่น คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? ชวนเพื่อนๆ มาสังเกตการณ์เลือกตั้ง 22 ก.พ. และติดตามพัฒนาการการฟ้องร้องต่อไป เพื่อให้เสียงของประชาชนดังที่สุด!

ที่มา – ปชน. ยันมีหลักฐานเด็ดปม “บาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้ง รอดูเลือกตั้งใหม่ 22 ก.พ. พิสูจน์ชัด

ปชน. จ่อยื่นฟ้อง กกต.-เลขาฯ ผิด ม.157 ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

ปชน. จ่อยื่นฟ้อง กกต.-เลขาฯ ผิด ม.157 ปมทำบาร์โค้ดไว้ในบัตรเลือกตั้ง เป็นประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนจำนวนมากในขณะนี้ หลังจากที่พรรคประชาชน (ปชน.) ได้ประกาศชัดเจนว่าจะดำเนินการทางกฎหมายต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และเลขาธิการ กกต. ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เนื่องจากปัญหาการพิมพ์บาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้ง ซึ่งอาจเปิดช่องโหว่ให้เกิดการทุจริตเลือกตั้งได้

ปชน. จ่อยื่นฟ้อง กกต.-เลขาฯ ผิด ม.157 ปมทำบาร์โค้ดไว้ในบัตรเลือกตั้ง

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ได้ออกมาเปิดเผยถึงประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่าการที่บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด ซึ่งสามารถใช้ติดตามหรือระบุต้นขั้วบัตรได้นั้น ถือเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่ขัดต่อหลักการเลือกตั้งลับ และอาจส่งผลกระทบต่อความสุจริต เที่ยงธรรมของการเลือกตั้งในอนาคต กกต. ได้สรุปชัดเจนแล้วว่าบาร์โค้ดสามารถระบุตัวตนผู้ใช้สิทธิได้ในเชิงทฤษฎี ซึ่งไม่ใช่เรื่องของความยากง่ายในการตรวจสอบการลงคะแนน แต่เป็นการเปิดโอกาสให้มีการแทรกแซง เช่น การซื้อสิทธิขายเสียง หรือการบังคับให้ผู้มาใช้สิทธิแจ้งเลขต้นขั้วแก่หัวคะแนน

ภาพประชุมพรรคประชาชน

แม้ กกต. จะอ้างว่าใส่บาร์โค้ดเพื่อความปลอดภัย แต่พรรคประชาชนมองว่ามันกลับสร้างช่องทางให้เกิดการไม่โปร่งใส โดยเฉพาะหากข้อมูลรั่วไหล จะทำให้ทราบว่าประชาชนลงคะแนนให้พรรคใด สร้างความได้เปรียบ-เสียเปรียบทางการเมืองได้ง่ายดาย นายพริษฐ์ ย้ำว่าการตรวจสอบครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อเปลี่ยนผลเลือกตั้งที่ผ่านมา แต่เพื่อปกป้องสิทธิของประชาชนและให้เจ้าหน้าที่รับผิดชอบ

ช่องโหว่บาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง: ภัยร้ายต่อประชาธิปไตย

ปัญหาบาร์โค้ดนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะหากมีกรรมการประจำหน่วย (กปน.) ที่ทุจริต สามารถถ่ายภาพบัตรต้นขั้วได้ง่ายๆ แม้จะมีมาตรการป้องกัน แต่หากเข้าถึงเลขต้นขั้วได้ ก็เสี่ยงต่อการถูกติดตามการลงคะแนน พรรคประชาชนจึงมอบหมายให้ นพ.วาโย อัศวรุ่งเรื่อง รองหัวหน้าพรรคฝ่ายกฎหมาย รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อยื่นฟ้องศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลางต่อ กกต. และเลขาธิการ กกต. ในข้อหาละเว้นหน้าที่

ภาพนายพริษฐ์ วัชรสินธุ
  • บาร์โค้ดช่วยระบุต้นขั้วบัตรได้ ทำให้ไม่เป็นการเลือกตั้งลับ
  • เสี่ยงต่อการซื้อสิทธิขายเสียง โดยใช้เลขต้นขั้วตรวจสอบ
  • อาจกระทบการเลือกตั้งครั้งหน้า หากข้อมูลรั่วไหล
  • กกต. ละเว้นหน้าที่ ไม่ป้องกันช่องโหว่นี้

ประเด็นนี้สะท้อนถึงความสำคัญของการตรวจสอบระบบเลือกตั้งให้โปร่งใส พรรคประชาชนยืนยันว่าจะดำเนินการให้ถึงที่สุด เพื่อให้ประชาชนมั่นใจในกระบวนการประชาธิปไตย หากปล่อยไว้ อาจเกิดการทุจริตซ้ำซากได้

ในมุมมองของเรา การเลือกตั้งต้องสุจริต 100% ชาวเน็ตและนักการเมืองหลายฝ่ายเห็นด้วยกับ ปชน. จ่อยื่นฟ้อง กกต.-เลขาฯ ผิด ม.157 ปมทำบาร์โค้ดไว้ในบัตรเลือกตั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาคล้ายๆ กันในอนาคต คุณคิดอย่างไร ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจายสู่สาธารณะนะครับ

ที่มา – ปชน. จ่อยื่นฟ้อง กกต.-เลขาฯ ผิด ม.157 ปมทำบาร์โค้ดไว้ในบัตรเลือกตั้ง

รัฐสภาเดือด สว. ปะทะ สส.ปชน. ฉุนหมอวาโย

ในวันที่ 29 กันยายน 2568 บรรยากาศการอภิปรายนโยบายรัฐบาลของรัฐสภาไทยยังคงร้อนระอุ โดยเฉพาะเหตุการณ์รัฐสภาเดือด สว. ปะทะ สส.ปชน.ที่เกิดขึ้นระหว่างการประชุมร่วมรัฐสภา สส.จากพรรคประชาชน โดยเฉพาะ “หมอวาโย” หรือ นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ได้ลากไส้ประเด็นฮั้วการเลือกตั้ง สว. อย่างละเอียดยิบ จนทำให้ สว. หลายคนไม่พอใจและเกิดการปะทะคารมดุเดือด

รัฐสภาเดือด สว. ปะทะ สส.ปชน. จากประเด็นฮั้วเลือกตั้ง

การอภิปรายครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นในช่วงบ่ายแก่ๆ เวลา 15.35 น. เมื่อ นพ.วาโย ในฐานะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลุกขึ้นอภิปรายเรื่องกระบวนการฮั้วเลือก สว. โดยเขาได้ชี้ให้เห็นพฤติกรรมน่าสงสัย เช่น การสวมเสื้อและเนคไทสีเหลืองที่ตรงกันอย่างน่าประหลาด รวมถึงโพยที่เหมือนกัน และความผิดปกติในการนับคะแนน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มาจากการตรวจสอบที่ละเอียด ทำให้ สว.บางคนอย่าง นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ และ พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย รีบประท้วงทันที โดยอ้างว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการอภิปรายนโยบายรัฐบาล และเป็นประเด็นที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ไม่ควรนำมาอภิปรายเพื่อชี้นำ

ทางด้าน นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ซึ่งทำหน้าที่ประธานรัฐสภา ได้วินิจฉัยว่าห้าม นพ.วาโย อภิปรายลงรายละเอียดลึก เพราะเรื่องอยู่ในขั้นตอน司法 ทำให้ สส.พรรคประชาชนหลายคนลุกขึ้นประท้วงอย่างดุเดือด พวกเขายืนยันว่าการอภิปรายนี้เกี่ยวข้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องยึดหลักนิติธรรม และไม่ได้พาดพิงบุคคลใดโดยตรง สุดท้ายประธานก็ยอมให้อภิปรายต่อได้ แต่กำชับให้หลีกเลี่ยงรายละเอียดเฉพาะเจาะจง

บรรยากาศการอภิปรายในรัฐสภา

จุดเดือด: นายประเทืองขู่ “เดี๋ยวเจอกัน”

แม้จะได้รับคำเตือน แต่ นพ.วาโย ยังคงอภิปรายต่อในประเด็นฮั้วเลือก สว. จนเกิดการประท้วงต่อเนื่อง บรรยากาศในห้องประชุมเริ่มตึงเครียดสุดขีด โดยเฉพาะเมื่อ นายประเทือง มนตรี สว. ลุกขึ้นอภิปรายด้วยน้ำเสียงดังก้องว่า “จะอภิปราย สว. หรือนโยบายรัฐบาล ตอบมา เดี๋ยวได้เจอกัน” คำขู่这句话ทำเอา สส.พรรคประชาชนประท้วงขอให้ถอนคำพูดทันที แต่นายประเทืองยืนยันไม่ถอน สุดท้ายประธานรัฐสภาได้ขอร้องให้ถอน หากไม่ถอนจะไม่อนุญาตให้อยู่ในห้องประชุม นายประเทืองจึงยอมถอนคำพูด และ นพ.วาโย ได้รับโอกาสอภิปรายต่อ โดยเป็นโอกาสสุดท้าย หากยังลงลึกจะถูกห้ามพูด

ในช่วงท้ายของการอภิปราย นพ.วาโย ได้ตัดบทเพื่อฝากถึงนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้สร้างความมั่นใจว่าการปฏิบัติหน้าที่จะยึดหลักนิติรัฐนิติธรรม เพราะปัจจุบันยังไม่ได้รับคำมั่นสัญญาที่ชัดเจน จากพรรคประชาชนยังแจ้งด้วยว่า เวลา 17.00 น. นพ.วาโย จะให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมหลังจากไม่สามารถอภิปรายเรื่องฮั้วเลือก สว. ได้จนจบ

สว. และ สส. ปะทะคารม
ประธานรัฐสภาวินิจฉัย

เหตุการณ์รัฐสภาเดือด สว. ปะทะ สส.ปชน.ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งในระบบการเมืองไทย โดยเฉพาะประเด็นการเลือกตั้ง สว.ที่ยังคงเป็นที่ถกเถียงมานาน นพ.วาโย ได้นำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจ เช่น:

  • การสวมเสื้อผ้าสีเหลืองที่ประสานกันอย่างผิดปกติ
  • โพยคะแนนที่ตรงกันเป๊ะ
  • ความผิดปกติในการนับคะแนนที่อาจบ่งชี้ถึงการทุจริต

ข้อมูลเหล่านี้ไม่เพียงทำให้ สว.หลายคนโมโห แต่ยังจุดประกายให้สาธารณชนตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในกระบวนการเลือกตั้ง หากรัฐบาลไม่เร่งสร้างกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็ง ปัญหาเหล่านี้อาจลุกลามและกระทบต่อความเชื่อมั่นในสถาบันประชาธิปไตย

นอกจากนี้ การปะทะคารมในครั้งนี้ยังแสดงให้เห็นถึงบทบาทของ สส.ฝ่ายค้านที่พยายามตรวจสอบอำนาจ โดยเฉพาะพรรคประชาชนที่เน้นประเด็นประชาธิปไตยและสิทธิพลเมือง ผู้สังเกตการณ์การเมืองหลายคนมองว่า เหตุการณ์นี้เป็นสัญญาณเตือนว่าการอภิปรายนโยบายไม่ควรจำกัดอยู่แค่ตัวนโยบาย แต่ต้องรวมถึงหลักธรรมาภิบาลด้วย

หมอวาโยอภิปราย
บรรยากาศตึงเครียด

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์รัฐสภาเดือด สว. ปะทะ สส.ปชน. ครั้งนี้เป็นโอกาสดีที่จะผลักดันให้เกิดการปฏิรูประบบเลือกตั้ง สว. ให้โปร่งใสยิ่งขึ้น หากปล่อยไว้โดยไม่แก้ไข อาจนำไปสู่ความไม่เชื่อมั่นจากประชาชนได้ ลองคิดดูสิว่าถ้าการเมืองไทยขาดความโปร่งใส เราจะก้าวหน้าอย่างไร? เราเชื่อว่ารัฐบาลควรรับฟังเสียงจาก สส.ฝ่ายค้านและเร่งดำเนินการตรวจสอบโดยทันที

คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดสาระสำคัญ!

ที่มา – รัฐสภาเดือด สว. ปะทะ สส.ปชน. ฉุน “หมอวาโย” ลากไส้ฮั้ว สว. ถูกขู่เดี๋ยวเจอกัน

Scroll to top