หัวหน้าพรรคเพื่อไทย

นายกฯ เชิญ รมต.เพื่อไทย ทานอาหารกลางวัน “สุริยะ” เผยทำงานง่ายขึ้น

บรรยากาศทางการเมืองในช่วงบ่ายวันนี้ดูผ่อนคลายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อนายกฯ เชิญ รมต.เพื่อไทย ทานอาหารกลางวัน “สุริยะ” เผยทำงานง่ายขึ้น โดยเป็นการนัดหมายกันที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกว่าเดิม

นายกฯ เชิญ รมต.เพื่อไทย ทานอาหารกลางวัน “สุริยะ” เผยทำงานง่ายขึ้น

การพูดคุยกันผ่านมื้ออาหารในครั้งนี้ ถือเป็นบรรยากาศที่ดีตามที่หลายฝ่ายคาดหวัง สมาชิกจากพรรคเพื่อไทยหลายท่านได้ร่วมโต๊ะอาหารกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ณ ตึกไทยคู่ฟ้า การที่ นายกฯ เชิญ รมต.เพื่อไทย ทานอาหารกลางวัน “สุริยะ” เผยทำงานง่ายขึ้น ในครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำว่าแม้จะต่างพรรค แต่เป้าหมายในการพัฒนาประเทศยังคงเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน

เบื้องหลังการเจรจาผ่านเมนูมื้อกลางวัน

สำหรับประเด็นที่ใครหลายคนอยากทราบว่ามีการกำชับงานสำคัญใดเป็นพิเศษหรือไม่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เปิดเผยสั้นๆ ว่าไม่มีเรื่องด่วนหรือประเด็นกดดันใดๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นเพียงการพบปะเพื่อสร้างความเข้าใจที่ดีต่อกัน ซึ่งผลลัพธ์ที่จะตามมาคือการประสานงานในอนาคตที่รวดเร็วและราบรื่นยิ่งขึ้น

หากเราวิเคราะห์ถึงเหตุผลที่ นายกฯ เชิญ รมต.เพื่อไทย ทานอาหารกลางวัน “สุริยะ” เผยทำงานง่ายขึ้น นั้น มักจะเป็นกลยุทธ์การบริหารจัดการคนและการสร้าง Soft Power ในที่ทำงาน เพราะความเห็นอกเห็นใจและความเป็นกันเองคือจิ๊กซอว์สำคัญของการทำงานเป็นทีม โดยรายชื่อรัฐมนตรีที่เข้าร่วม ได้แก่:

  • นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี
  • นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
  • นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
  • และรัฐมนตรีท่านอื่นๆ ที่ตบเท้าเข้าร่วมงานกันอย่างพร้อมเพรียง

ท้ายที่สุดแล้ว การเมืองไทยในยุคนี้อาจไม่จำเป็นต้องเคร่งเครียดตลอดเวลา การหันหน้ามานั่งร่วมโต๊ะรับประทานอาหารกันบ้างถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับเสถียรภาพรัฐบาล และเป็นบทพิสูจน์ว่าช่องทางการสื่อสารที่เปิดกว้างจะนำพาประเทศไปสู่ทางออกที่ดีขึ้นกว่าเดิมเสมอ เราคงต้องจับตาดูต่อไปว่าหลังจากมื้อเที่ยงนี้ จะมีนโยบายดีๆ อะไรออกมาให้ประชาชนได้ติดตามกันอีกบ้าง

ที่มา – นายกฯ เชิญ รมต.เพื่อไทย ทานอาหารกลางวัน “สุริยะ” บอกมีอะไรจะได้ร่วมมือกันง่ายขึ้น

“ประเสริฐ” ยันเพื่อไทยไม่ทิ้งสนามเลือกตั้ง กทม.

ในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ มีประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะเรื่องการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ที่กำลังจะมาถึง ล่าสุด “ประเสริฐ” ยันเพื่อไทยไม่ทิ้งสนามเลือกตั้ง กทม. ทำให้แฟนข่าวการเมืองต้องจับตาการเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยอย่างใกล้ชิด

“ประเสริฐ” ยันเพื่อไทยไม่ทิ้งสนามเลือกตั้ง กทม.

วันที่ 20 เมษายน 2569 ที่ทำการพรรคเพื่อไทยคึกคักตั้งแต่เช้า มีแกนนำพรรคสำคัญๆ เดินทางมาร่วมประชุม เช่น น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ในฐานะหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย, นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรค และนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะเลขาธิการพรรค โดยมีวาระสำคัญคือการเตรียมประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 ในวันที่ 24 เมษายนนี้

นายประเสริฐได้ให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจนว่า พรรคเพื่อไทยยืนยันไม่ทิ้งสนามเลือกตั้ง กทม. แม้จะยังไม่มีข้อสรุปเรื่องผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสก. แต่พรรคกำลังพูดคุยกันอย่างต่อเนื่อง และขอเวลาตัดสินใจอีกนิด เพราะการเลือกตั้งจะมีขึ้นช่วงกลางปี การให้ความสำคัญกับกทม. ถือเป็นยุทธศาสตร์หลักของพรรค โดยจะร่วมหารือกับกรรมการบริหารและสก. ปัจจุบันด้วย

สถานการณ์รัฐมนตรีลาออก สส. ยังไม่สรุป

อีกประเด็นที่ถูกรายงานคือเรื่องรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยต้องลาออกจากตำแหน่ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ เหมือนกรณีพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายประเสริฐแจงว่า ยังไม่ได้หารือรายละเอียด เนื่องจากบางท่านเป็น สส. เขต จึงต้องพูดคุยกันก่อน ทุกคนยังคงปฏิบัติหน้าที่ทั้งในสภาและรัฐบาลตามปกติ ไม่มีใครต้องลาออกในทันที

การประชุมใหญ่ครั้งนี้จะเป็นไปตามระเบียบ กกต. โดยเพิ่มองค์ประกอบกรรมการบริหารพรรค แต่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคยังคงเดิม สะท้อนถึงความมั่นคงภายในพรรคเพื่อไทยที่กำลังนำรัฐบาลปัจจุบัน

ทำไมกทม. ถึงสำคัญต่อพรรคเพื่อไทย

กรุงเทพมหานครเป็นฐานเสียงสำคัญทางการเมือง มีประชากรหนาแน่นและมีบทบาทกำหนดทิศทางประเทศ การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. จึงไม่ใช่แค่ท้องถิ่น แต่ส่งผลต่อภาพลักษณ์พรรคใหญ่ๆ พรรคเพื่อไทยเคยมีผลงานในกทม. มาอย่างต่อเนื่อง และครั้งนี้ยืนยันไม่ถอย สร้างความหวังให้ฐานเสียงในเมืองหลวง

  • จุดเด่นพรรคเพื่อไทยในกทม.: นโยบายที่ตอบโจทย์คนเมือง เช่น การคมนาคมสาธารณะ การจัดการน้ำท่วม และสวัสดิการประชาชน
  • คู่แข่งหลัก: พรรคประชาธิปัตย์ที่ครองกทม. มานาน รวมถึงพรรคใหม่ๆ ที่อาจเข้ามาชิงชัย
  • ไทม์ไลน์: เลือกตั้งกลางปี 2569 พรรคมีเวลาวางแผน

นอกจากนี้ การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านหลังเลือกตั้งใหญ่ รัฐบาลนายกรัฐมนตรีแพทองธารกำลังผลักดันนโยบายหลัก เช่นดิจิทัลวอลเล็ต การปฏิรูประบบศึกษา ซึ่งนายประเสริฐในฐานะ รมว.ศึกษาฯ มีบทบาทสำคัญ สิ่งเหล่านี้ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้พรรคในการลงสนามท้องถิ่น

จากกระแสข่าว “ประเสริฐ” ยันเพื่อไทยไม่ทิ้งสนามเลือกตั้ง กทม. แสดงให้เห็นว่าพรรคยังคงมุ่งมั่นพัฒนากรุงเทพฯ ไม่ปล่อยให้คู่แข่งครองเบ็ดเสร็จ ผู้สังเกตการณ์การเมืองคาดว่าอาจมีเซอร์ไพรส์เรื่องตัวผู้สมัครที่น่าจับตามอง

สำหรับประชาชนในกทม. ที่กำลังรอคอยการเปลี่ยนแปลง นี่คือสัญญาณดีว่าพรรคใหญ่ยังให้ความสำคัญ อย่าลืมติดตามพัฒนาการต่อไป เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้จะกำหนดอนาคตกทม. ในอีก 4 ปีข้างหน้า

สรุปแล้ว พรรคเพื่อไทยยังเหนียวแน่นทั้งในสภาฯ รัฐบาล และสนามเลือกตั้งท้องถิ่น “ประเสริฐ” ยันเพื่อไทยไม่ทิ้งสนามเลือกตั้ง กทม. คือคำยืนยันที่ชัดเจนที่สุดในตอนนี้

คุณคิดอย่างไรกับการตัดสินใจของพรรคเพื่อไทย? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่ออัปเดตข่าวการเมืองล่าสุด!

ที่มา – “ประเสริฐ” ยันเพื่อไทยไม่ทิ้งสนามเลือกตั้ง กทม. แจงยังไม่ได้หารือปมรัฐมนตรีลาออก สส.

“จุลพันธ์” ปลุกใจ พท. สู้ 4 ปี วางเป้า 150 ที่นั่ง

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองทุกคน! วันนี้เรามาพูดถึงข่าวร้อนๆ ในวงการเมืองไทยกันครับ ที่กำลังเป็นกระแส “จุลพันธ์” ปลุกใจ พท. สู้ศึก 4 ปีข้างหน้า วางเป้ากวาด 150 ที่นั่ง พาเพื่อนกลับสภาฯ หลังจากพรรคเพื่อไทยจัดงานอบรมใหญ่โตเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ที่โรงแรมเอสซี ปาร์ค โครงการเสริมศักยภาพบุคลากรทางการเมืองในชื่อสุดเท่ “PIP Next Chapter เพื่อไทยบทใหม่ หัวใจไม่เคยแพ้” บรรยากาศคึกคักสุดๆ แกนนำพรรคระดับท็อปมาร่วมกันเพียบ ไม่ว่าจะเป็นนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย, นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค และน.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือที่เรารู้จักกันในนาม “อิ๊งค์” อดีตนายกฯ ที่มาในฐานะหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย สร้างขวัญกำลังใจให้สมาชิกทุกคนแบบเต็มๆ

“จุลพันธ์” ปลุกใจ พท. สู้ศึก 4 ปีข้างหน้า วางเป้ากวาด 150 ที่นั่ง พาเพื่อนกลับสภาฯ

งานนี้จัดขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมสส.และทีมงานให้พร้อมรบในอีก 4 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะ “จุลพันธ์” ปลุกใจ พท. สู้ศึก 4 ปีข้างหน้า วางเป้ากวาด 150 ที่นั่ง พาเพื่อนกลับสภาฯ ที่กลายเป็นไฮไลต์หลัก นายจุลพันธ์ขึ้นบรรยายพิเศษหัวข้อ “ความคาดหวังของประชาชนต่อพรรคการเมือง” เน้นกระตุ้นสส.รุ่นใหม่ให้เริ่มวางแผนอนาคตทางการเมืองของตัวเองอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการสมัครเข้าประจำกรรมาธิการชั้นนำ หรือก้าวสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีในอนาคต ทุกคนต้องคิดว่าตัวเองจะเติบโตไปจุดไหน เพื่อประโยชน์ของประชาชนและพรรค สุดยอดแรงบันดาลใจเลยนะครับ!

รายละเอียด “จุลพันธ์” ปลุกใจ พท. สู้ศึก 4 ปีข้างหน้า

ในช่วงบ่ายของงาน มีกิจกรรมละลายพฤติกรรม สร้างความสามัคคีให้ทีมเวิร์คแน่นปึ้ก หัวหน้าพรรคยังย้ำถึงความสำคัญของความปึกแผ่นตลอด 4 ปีนี้ เพราะนี่คือช่วงเวลาที่ต้องทำงานหนักเพื่อขับเคลื่อนพรรคให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น จากสส.ปัจจุบัน 74 คน พรรคตั้งเป้าท้าทายในการเลือกตั้งสมัยหน้าจะกวาดที่นั่งเพิ่มเป็น 150 ที่นั่ง พาเพื่อนๆ ที่หลุดไปกลับเข้าสภาให้ได้ นายจุลพันธ์พูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจเต็มเปี่ยม “เราต้องทำงานกันอย่างเข้มแข็งในอีก 4 ปีข้างหน้า เพื่อขับเคลื่อนพรรค และเราตั้งความหวังว่าในการเลือกตั้งครั้งถัดไป จาก สส. 74 คนในปัจจุบัน เราจะพาเพื่อนของเรากลับเข้าสู่สภาฯ ให้ได้ถึง 150 คน” ว้าว! เป้านี้ทะเยอทะยานมาก แต่เชื่อว่าถ้าทีมเพื่อไทยรวมใจเป็นหนึ่ง ย่อมทำได้แน่นอน

ทำไมถึงต้องตั้งเป้าแบบนี้? เพราะพรรคเพื่อไทยในปัจจุบันมีฐานเสียงที่เหนียวแน่น โดยเฉพาะในภาคอีสานและภาคเหนือ แต่ต้องขยายฐานให้กว้างขึ้น รับมือคู่แข่งอย่างพรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านอื่นๆ การที่อิ๊งค์นำทีมแกนนำมาร่วมด้วย แสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพในพรรคที่แน่นแฟ้น แม้จะผ่านมรสุมทางการเมืองมามากมาย แต่หัวใจเพื่อไทยไม่เคยแพ้จริงๆ

กลยุทธ์สำคัญที่ต้องทำตามคำปลุกใจของ จุลพันธ์

  • วางแผนส่วนตัว: สส.แต่ละคนต้องกำหนดเป้าหมายชัดเจน ว่าจะพัฒนาตัวเองไปทางไหน
  • สร้างผลงานในสภา: เข้าประจำกรรมาธิการสำคัญ เพื่อผลักดันนโยบายประชาชน
  • เตรียมพร้อมบริหารประเทศ: ฝึกฝนเพื่อก้าวสู่รัฐมนตรีในรัฐบาลอนาคต
  • เสริมทีมเวิร์ค: สร้างความสามัคคีผ่านกิจกรรมต่างๆ เพื่อต่อสู้ไปด้วยกัน
  • ลงพื้นที่ประชาชน: ฟังเสียงทุกภาคส่วน เพื่อตอบโจทย์ความคาดหวังที่แท้จริง

นอกจากนี้ พรรคยังเน้นการใช้เทคโนโลยีและสื่อสังคมออนไลน์ในการหาเสียงสมัยหน้า เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้มากขึ้น ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่ทันสมัยมาก การอบรมครั้งนี้ไม่ใช่แค่ปลุกใจ แต่เป็นการวางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับอนาคตการเมืองไทย

ในมุมมองของผม การที่ “จุลพันธ์” ปลุกใจ พท. สู้ศึก 4 ปีข้างหน้า วางเป้ากวาด 150 ที่นั่ง พาเพื่อนกลับสภาฯ แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนของพรรคเพื่อไทย พวกเขาพร้อมลุยเต็มที่เพื่อประชาชน แม้เส้นทางการเมืองจะเต็มไปด้วยอุปสรรค แต่ด้วยประสบการณ์และทีมงานที่แข็งแกร่ง เชื่อว่าจะสร้างเซอร์ไพรส์ได้ไม่ยาก คุณล่ะคิดเห็นยังไงกับเป้า 150 ที่นั่งนี้? มั่นใจได้ขนาดไหน คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยสิครับ แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วยนะ ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวันที่นี่เลย!

ที่มา – “จุลพันธ์” ปลุกใจ พท. สู้ศึก 4 ปีข้างหน้า วางเป้ากวาด 150 ที่นั่ง พาเพื่อนกลับสภาฯ

“จุลพันธ์” เผยยังไม่ถูกภูมิใจไทยทาบทามตั้งรัฐบาล

“จุลพันธ์” เผยยังไม่ถูกภูมิใจไทยทาบทามตั้งรัฐบาล บอกอะไรก็เกิดขึ้นได้ อยู่ที่อุดมการณ์-นโยบาย เป็นประเด็นร้อนหลังผลการเลือกตั้งทั่วไปล่าสุด เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2567 (ตามข้อมูล) ที่พรรคเพื่อไทยได้อันดับ 3 สร้างความสนใจให้กับนักการเมืองและประชาชนอย่างมาก วันนี้เราจะมาสรุปสถานการณ์และคำให้สัมภาษณ์สำคัญๆ กัน

“จุลพันธ์” เผยยังไม่ถูกภูมิใจไทยทาบทามตั้งรัฐบาล บอกอะไรก็เกิดขึ้นได้ อยู่ที่อุดมการณ์-นโยบาย

บรรยากาศที่ทำการพรรคเพื่อไทยคึกคักตั้งแต่เช้า แกนนำพรรคทยอยเข้ามา เช่น นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้า, นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาฯ, นายภูมิธรรม เวชยชัย และน.ส.แพทองธาร ชินวัตร ที่ใช้ประตูหลังเพื่อประชุมประเมินสถานการณ์หลังเลือกตั้ง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ เปิดเผยตอน 13.59 น. ว่า ยังไม่มีการติดต่อจากพรรคภูมิใจไทยเรื่องร่วมรัฐบาล เพียงแค่มา

คุยกันเฉยๆ

ชูศักดิ์ย้ำต้องคิดให้หนักก่อนร่วมรัฐบาล

เวลา 15.06 น. นายชูศักดิ์ให้สัมภาษณ์หลังประชุมว่า ยังไม่ได้ตัดสินใจอะไร วิเคราะห์ผลเลือกตั้งที่ต่ำกว่าคาดจากหลายปัจจัย มีทั้งข้อดีข้อเสียของการร่วมรัฐบาล ต้องฟังทุกฝ่ายรวมถึงกองเชียร์ เพราะมีผลต่ออนาคตการเมืองครั้งหน้า ย้ำว่าต้องตัดสินใจดีๆ ไม่ใช่เรื่องเล็ก

ต่อมา 15.50 น. นายจุลพันธ์ยอมรับเสียใจผลเลือกตั้งเล็กน้อย แต่ตั้งหลักได้แล้ว พรรคมี ส.ส.เกือบ 80 คน ไม่ใช่น้อย จะเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชนต่อ สำหรับข่าวลือพรรคภูมิใจไทยทาบทาม พรรคเพื่อไทยยังไม่ถูกทาบ และรอให้พรรคเสียงมากสุดนำจัดตั้ง จุดยืนเปิดกว้าง หากตรงอุดมการณ์-นโยบาย อะไรก็เกิดขึ้นได้

วิเคราะห์ผลเลือกตั้งและบทเรียนพรรคเพื่อไทย

นายจุลพันธ์ชี้ว่าผลต่ำกว่าคาดเพราะตั้งเป้าสูงเพื่อประชาชน แต่ยอมรับการตัดสินใจของประชาชน แม้มีอุปสรรคจากการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลก่อนหน้า แต่ฐานเสียงยังอยู่ โดยเฉพาะ ส.ส.เกือบ 80 ที่จะทำงานต่อ ในพื้นที่เชียงใหม่ที่แคนดิเดตนายกฯ 2 คนไม่ได้ที่นั่ง ไม่ใช่ปิดฉาก แต่ต้องปรับปรุงนโยบาย ตัวบุคคล ให้ตอบโจทย์มากขึ้น พรรคเพื่อไทยไม่สูญพันธุ์ เป็นสถาบันการเมืองที่พร้อมสู้ครั้งหน้า

ส่วนปัจจัยแพ้ เช่น กระแสชาตินิยมช่วยภูมิใจไทย คลิปอังเคิลกระทบ หรือยกจังหวัดในพื้นที่แข็ง นายจุลพันธ์บอกมีหลายองค์ประกอบ จะลงพื้นที่ถอดบทเรียนกับเลขาฯประเสริฐ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการเลือกตั้ง ย้ำให้รอหัวหน้าพรรค

  • ยังไม่มีการทาบทามจากภูมิใจไทย
  • ตัดสินใจจากอุดมการณ์-นโยบายเป็นหลัก
  • พรรคเพื่อไทยตั้งหลักได้ รักษาฐานเสียง
  • เตรียมถอดบทเรียนเพื่อเลือกตั้งหน้า

สถานการณ์การเมืองไทยหลังเลือกตั้งนี้ชัดเจนว่าพรรคภูมิใจไทยได้คะแนนนำ จะเป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาล พรรคเพื่อไทยในฐานะอันดับ 3 มีบทบาทสำคัญหากถูกเชิญ แต่จุลพันธ์ย้ำ “จุลพันธ์” เผยยังไม่ถูกภูมิใจไทยทาบทามตั้งรัฐบาล บอกอะไรก็เกิดขึ้นได้ อยู่ที่อุดมการณ์-นโยบาย ทำให้อนาคตยังเปิดกว้าง

มุมมองอนาคต: พรรคเพื่อไทยจะกลับมาแข็งแกร่ง?

จากประสบการณ์การเมืองไทย พรรคที่ปรับตัวดีมักคัมแบ็คได้ พรรคเพื่อไทยมีนโยบายประชาชนศูนย์กลาง หากถอดบทเรียนได้ดี โดยเฉพาะพื้นที่แดนไทบ้านอย่างเชียงใหม่ และจัดการปัจจัยภายนอก น่าจะกลับมานำในอนาคต ในมุมนี้ การไม่รีบตัดสินใจร่วมรัฐบาลแสดงถึงความรอบคอบ

ติดตามพัฒนาการการจัดตั้งรัฐบาลได้ที่บล็อกนี้ เราจะอัปเดตข่าวการเมืองล่าสุดเพื่อคุณ! ความเห็นส่วนตัว: การเมืองไทยต้องเน้นนโยบายที่ชัดเจนเพื่อประชาชนจริงๆ ถึงจะยั่งยืน

ที่มา – “จุลพันธ์” เผยยังไม่ถูกภูมิใจไทยทาบทามตั้งรัฐบาล บอกอะไรก็เกิดขึ้นได้ อยู่ที่อุดมการณ์-นโยบาย

“จุลพันธ์” จี้ กกต. ทบทวนเลือกตั้งล่วงหน้าบกพร่อง

“จุลพันธ์” จี้ กกต. ทบทวนตัวเองจัดเลือกตั้งล่วงหน้าบกพร่อง ด้าน “ชูศักดิ์” หวั่นซ้ำรอยโมฆะ เป็นประเด็นร้อนที่กำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในวงการการเมืองไทย หลังจากเกิดปัญหาการจัดเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้งทั้งหมด

“จุลพันธ์” จี้ กกต. ทบทวนตัวเองจัดเลือกตั้งล่วงหน้าบกพร่อง ด้าน “ชูศักดิ์” หวั่นซ้ำรอยโมฆะ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน โดยเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทบทวนการทำงานของตัวเอง หลังจากเกิดข้อผิดพลาดในการติดป้ายเบอร์ผู้สมัครที่ผิดพลาดในหลายพื้นที่ รวมถึงพรรคเพื่อไทยเองด้วย ปัญหานี้ไม่เพียงทำให้ผู้ลงคะแนนสับสน แต่ยังอาจนำไปสู่การเสียสิทธิ์ในการเลือกตั้งหลักวันที่ 8 กุมภาพันธ์

นายจุลพันธ์ เน้นย้ำว่า “จุลพันธ์” จี้ กกต. ทบทวนตัวเองจัดเลือกตั้งล่วงหน้าบกพร่อง ด้าน “ชูศักดิ์” หวั่นซ้ำรอยโมฆะ เป็นเรื่องที่สังคมไทยทั้งประเทศได้รับผลกระทบ ไม่ใช่แค่พรรคการเมืองใดพรรคหนึ่ง พรรคเพื่อไทยได้ดำเนินการตามกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาแล้ว แต่กกต. ต้องรับผิดชอบให้มากกว่านี้ โดยเฉพาะการตรวจสอบการซื้อสิทธิ์ขายเสียงที่รุนแรงในหลายพื้นที่

ปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียงและเบิกเงินผิดปกติ

นอกจากปัญหาป้ายเบอร์ผิดแล้ว ยังมีประเด็นการซื้อสิทธิ์ขายเสียงที่พรรคเพื่อไทยยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้อง และเรียกร้องให้กกต. เข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะหลังธนาคารแห่งประเทศไทยแจ้งเบิกเงินแบงก์ย่อยผิดปกติกว่า 200-300 ล้านบาท ซึ่งยังไม่มีคำชี้แจงที่ชัดเจน สถานการณ์เหล่านี้ทำให้เกิดคำถามถึงความโปร่งใสของการเลือกตั้ง

  • การติดป้ายเบอร์ผู้สมัครผิดในหลายพรรค
  • บัตรลงคะแนนและใบปิดหายในบางพื้นที่
  • การซื้อสิทธิ์ขายเสียงรุนแรงในหลายจังหวัด
  • เบิกเงินผิดปกติที่ยังไม่ชี้แจง

มุมมองของนายชูศักดิ์ ศิรินิล

ด้านนายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย มองว่าปัญหานี้อาจเข้าข่ายผิดมาตรา 157 หรือไม่นั้น ต้องตั้งกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริง โดยกกต. ยอมรับบกพร่องแล้วจากการใช้เบอร์ผู้สมัครปี 2566 ซึ่งไม่ควรเกิดกับหน่วยงานมืออาชีพ นายชูศักดิ์ ยังหวั่นเกรงว่าจะซ้ำรอยการเลือกตั้งโมฆะปี 2549 ที่เกิดจากปัญหาคล้ายกันหลายประการ แม้บริบทจะต่าง แต่หากไม่แก้ไขให้ทัน อาจนำไปสู่วิกฤตการเมืองอีกครั้ง

พรรคเพื่อไทยยืนยันว่าจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม โดยไม่เรียกร้องให้กกต. ลาออกในช่วงนี้ แต่ต้องเดินหน้าให้เสร็จสิ้นก่อน แล้วค่อยทบทวน

ในมุมมองของผู้เขียน การเลือกตั้งคือหัวใจของประชาธิปไตย ปัญหา “จุลพันธ์” จี้ กกต. ทบทวนตัวเองจัดเลือกตั้งล่วงหน้าบกพร่อง ด้าน “ชูศักดิ์” หวั่นซ้ำรอยโมฆะ สะท้อนถึงความจำเป็นที่กกต. ต้องยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อไม่ให้สังคมไทยเสียหายอีก หากคุณมีประสบการณ์หรือเห็นปัญหาในการเลือกตั้งล่วงหน้า สามารถแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการตรวจสอบที่เข้มข้นยิ่งขึ้น

ที่มา – “จุลพันธ์” จี้ กกต. ทบทวนตัวเองจัดเลือกตั้งล่วงหน้าบกพร่อง ด้าน “ชูศักดิ์” หวั่นซ้ำรอยโมฆะ

“จุลพันธ์” นำเพื่อไทยลุยลำพูน ประกาศนโยบายไร้จน-ปลดหนี้

“จุลพันธ์” นำเพื่อไทยลุยลำพูน ประกาศนโยบายไร้จน-ปลดหนี้ ไม่กลัวยุบสภา พร้อมเลือกตั้ง หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อม สส. และว่าที่ผู้สมัคร สส. ลุยลำพูน ประกาศนโยบายไร้จน-ปลดหนี้ เร่งดัน พ.ร.บ.ลำไย และ พ.ร.บ.อสม. ให้จบก่อนยุบสภา ลั่นพร้อมเลือกตั้ง ไม่มีพรรคใดมีผลงานเชิงประจักษ์เท่า

วันที่ 6 ธันวาคม 2568 พรรคเพื่อไทยนำโดย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และ สส.เชียงใหม่ พร้อมด้วยนายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ และกรรมการบริหารพรรค นางสาวประภาพร ทองปากน้ำ สส.สุโขทัย และรองโฆษกพรรค นายรังสรรค์ มณีรัตน์ สส.ลำพูน และนายชัยณรงค์ ภู่พิสิฐ ผู้เสนอตัวลงสมัคร สส.ลำพูน เขต 1 พบพี่น้องประชาชนกว่า 3,000 คน ทั้งเกษตรกรผู้ปลูกลำไย และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จาก 9 ตำบลในอำเภอป่าซาง ที่เทศบาลตำบลม่วงน้อย อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน ซึ่งประชาชนสะท้อนปัญหาราคาลำไยตกต่ำ โดยมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาลที่ผ่านมา ทั้งอุดหนุนไร่ละ 1,400 บาท รวมถึงค่าตัดแต่งทรงพุ่ม/ช่อดอก และค่าปุ๋ยรวม 1,400 บาท ล่าช้า ไม่ตอบโจทย์ จึงเรียกร้องให้พรรคเพื่อไทยช่วยแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ

นายจุลพันธ์ ปราศรัยว่า พรรคเพื่อไทยไม่เคยทอดทิ้งพี่น้องลำพูน ผลงานสำคัญของนายรังสรรค์ คือการผลักดัน พ.ร.บ.ลำไย ซึ่งผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้วตั้งแต่เดือนกันยายน ขณะนี้รอการพิจารณาของวุฒิสภา หากประกาศใช้ได้จริงจะเป็นกฎหมายแรกที่ช่วยสร้างสวัสดิการ กองทุน หลักประกันราคาผลผลิตให้เกษตรกรลำไยทั่วประเทศ นี่คือกฎหมายที่พรรคเพื่อไทยทำเพื่อชาวสวนลำไยอย่างแท้จริง

หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยังได้ประกาศนโยบายแก้ปัญหาหนี้สินเรื้อรัง โดยเฉพาะหนี้ที่พอกพูนหลังรัฐประหาร ว่า พรรคเพื่อไทยมีมาตรการปลดหนี้ให้ประชาชน เช่น กรณีมีหนี้ 100,000 บาท ให้ปิดบัญชีแบบเหมาจ่ายเพียง 10,000 บาท พร้อมมาตรการปลดหนี้ผู้สูงอายุที่ทำงานหนักทั้งชีวิตแต่ยังมีภาระหนี้ติดตัว สำหรับผู้มีรายได้น้อยพรรคเพื่อไทยเตรียมเดินหน้านโยบายไร้จน อุดหนุนรายได้ให้ผู้ที่อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจน เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ควบคู่กับการยกระดับราคาพืชผลเกษตรและสร้างรายได้แบบก้าวหน้า

“พรรคเพื่อไทยไม่กลัวยุบสภา และพร้อมเลือกตั้งทันที เราจะอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างเต็มที่ และพร้อมให้ประชาชนตัดสินใจในคูหาเลือกตั้ง”

ทางด้าน นายสมศักดิ์ ปราศรัยถึงบทบาทของ อสม. ว่า พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับสวัสดิการ อสม. มาโดยตลอด ทั้งการขึ้นค่าป่วยการเป็น 2,000 บาทต่อเดือน ตั้งแต่รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมตกเบิกย้อนหลัง ขณะนี้พรรคเพื่อไทยยังผลักดัน พ.ร.บ.อสม. ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว อยู่ระหว่างพิจารณาของรัฐสภา โดยจะเพิ่มสวัสดิการ อาทิ ค่าป่วยการ 2,000 บาทต่อเดือน, ขยายอายุแรกเข้าสมาชิกจนถึง 65 ปี, สิทธิรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลสังกัด สธ., เพิ่มงบตรวจสุขภาพ, เงินฌาปนกิจ 1,000,000 บาท

พร้อมรณรงค์ให้ความรู้เรื่องโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพสำคัญของคนไทย เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ และมะเร็ง เน้นย้ำบทบาทสำคัญของ อสม. ในการดูแลสุขภาพประชาชนอีกด้วย ซึ่งพรรคเพื่อไทยยืนยันว่า ถ้าได้รับความไว้วางใจจะเดินหน้าทุกนโยบายเพื่อแก้ปัญหาเกษตรกร ลดหนี้ เพิ่มสวัสดิการ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

ต่อมาที่ศูนย์ประสานงานพรรคเพื่อไทย อำเภอเมืองลำพูน นายจุลพันธ์ นำคณะลงพื้นที่พบประชาชนอำเภอบ้านธิ และอำเภอเมือง ก่อนจะกล่าวว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยสูงถึง 90% พรรคเพื่อไทยพร้อมเดินหน้าแก้หนี้ทั้งระบบ ทั้งหนี้ประชาชน หนี้เกษตรกร และหนี้ผู้สูงอายุ พร้อมย้ำว่าไม่มีพรรคใดมีผลงานเชิงประจักษ์เท่าพรรคเพื่อไทย ทั้งด้านเศรษฐกิจ การแก้ปัญหายาเสพติด และการสร้างสวัสดิการเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน

“วันนี้ประชาชนจะตัดสินใจเลือกพรรคที่ทำงานได้จริง พรรคเพื่อไทยถูกขัดขวางมาตลอด แต่เรายังยืนหยัดทำงานเพื่อประชาชน”

ขณะที่นายสมศักดิ์ วิจารณ์รัฐบาลปัจจุบันว่า ทำงานไร้ประสิทธิภาพ ทั้งการจัดซีเกมส์และการบริหารจัดการน้ำท่วม พร้อมตั้งคำถามถึงการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในช่วงเวลาที่สุ่มเสี่ยงต่อการยุบสภา ทั้งนี้ ตนในขณะดำรงตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข ได้กดปุ่มอนุมัติค่าป่วยการ อสม. เดือนละ 2,000 บาททันทีภายในสัปดาห์แรก พร้อมขับเคลื่อนนโยบายนับคาร์บ ลดปัญหา NCDs ที่ใช้งบรักษาพยาบาลปีละกว่า 80,000 ล้านบาท ซึ่งหากลดภาระงบประมาณได้ จะมีเงินเหลือนำมาสนับสนุนสวัสดิการ อสม. อย่างเป็นรูปธรรม

พร้อมกันนี้ นายอนุสรณ์ ได้กล่าวเชิญชวนพี่น้องลำพูน ร่วมผลักดันให้รัฐสภาพิจารณาร่าง พ.ร.บ.อสม. วาระ 2–3 ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนนี้ ว่า “สภาฯ ควรร่วมกันเร่งมือพิจารณา พ.ร.บ.อสม. วาระ 2–3 ให้เสร็จสิ้นก่อนยุบสภา อย่าให้การยุบสภาเป็นเหตุให้สิทธิประโยชน์ อสม. ต้องหายไปต่อหน้าต่อตา”

“จุลพันธ์” นำเพื่อไทยลุยลำพูน ประกาศนโยบายไร้จน-ปลดหนี้

“จุลพันธ์” นำเพื่อไทยลุยลำพูน พร้อมนโยบายที่จับต้องได้

การลงพื้นที่ลำพูนของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง นโยบายที่ประกาศออกมานั้น ล้วนเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการ และรอคอย การผลักดันกฎหมายเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และการแก้ปัญหาหนี้สิน จะเป็นสิ่งที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตของประชาชนอย่างแน่นอน

“จุลพันธ์” นำเพื่อไทยลุยลำพูนในครั้งนี้ เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะกลับมาเป็นผู้นำในการพัฒนาประเทศอีกครั้ง

ที่มา – “จุลพันธ์” นำเพื่อไทยลุยลำพูน ประกาศนโยบายไร้จน-ปลดหนี้ ไม่กลัวยุบสภา พร้อมเลือกตั้ง

จุลพันธ์ชี้ นายกฯ อารมณ์ร้อนปมยุบสภา

จากกรณีที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงท่าทีของนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการพูดถึงการยุบสภา ก่อนที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยนายจุลพันธ์มองว่านายกฯ อาจจะมีอารมณ์ร้อนเกินไป

จุลพันธ์ชี้ นายกฯ อารมณ์ร้อนปมยุบสภา ก็แค่ตรวจการบ้าน!

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่พรรคฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น เป็นกระบวนการปกติในระบอบประชาธิปไตย เป็นการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล เปรียบเสมือนการตรวจการบ้าน หากรัฐบาลมั่นใจว่าไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่มีการทุจริต หรือไม่ได้ต้องการหลีกเลี่ยงคดีความใดๆ ก็ไม่จำเป็นต้องกังวล เพราะสามารถชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสภาฯ และประชาชนได้ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติของการตรวจสอบการทำงาน ดังนั้น การที่นายกฯ แสดงท่าทีอารมณ์ร้อนปมยุบสภา จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น

นอกจากนี้ นายจุลพันธ์ยังกล่าวถึงประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า มีโอกาสสำเร็จได้ยาก เนื่องจากบรรยากาศในที่ประชุมของแต่ละฝ่ายแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า โอกาสที่จะผ่านวาระ 3 นั้นมีน้อยมาก อย่างไรก็ตาม ก็ไม่อยากให้รัฐบาลใช้เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นตัวประกันทางการเมือง

ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (สแกมเมอร์)

นายจุลพันธ์ยังแสดงความเป็นห่วงเกี่ยวกับปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ หรือสแกมเมอร์ ที่กำลังระบาดอย่างหนักในปัจจุบัน โดยระบุว่า หลังจากการเปลี่ยนรัฐบาล ตัวเลขความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนกลับสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ แต่กระบวนการจัดการปัญหาอย่างจริงจังยังไม่ปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรม

ในส่วนของข้อเรียกร้องจากฝ่ายค้านที่ต้องการให้ปลด ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีนั้น นายจุลพันธ์กล่าวว่า เข้าใจดีว่าข้อเรียกร้องดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงตัวรัฐมนตรี แต่ส่วนตัวแล้วมองว่า ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ตัวนายกรัฐมนตรีเอง เพราะกระบวนการทำงานที่ผ่านมาของนายกรัฐมนตรีไม่สามารถตอบโจทย์ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การที่หัวหน้าพรรคเพื่อไทยออกมาให้ความเห็นเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อการบริหารงานของรัฐบาลในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาอาชญากรรม และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังนายกรัฐมนตรีให้ปรับปรุงวิธีการทำงาน และรับฟังความคิดเห็นของฝ่ายค้านให้มากขึ้น เพื่อให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

สำหรับประเด็นเรื่อง จุลพันธ์ชี้ นายกฯ อารมณ์ร้อนปมยุบสภา นั้น ทำให้เห็นถึงความตึงเครียดทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การที่นายกรัฐมนตรีแสดงท่าทีที่ไม่พอใจต่อการตรวจสอบของฝ่ายค้าน อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้นได้

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความไม่แน่นอนสูง การที่รัฐบาลและฝ่ายค้านไม่สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น จะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว ดังนั้น ทั้งสองฝ่ายควรหันหน้าเข้าหากัน และหาทางออกร่วมกัน เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน

ดังนั้น การที่ จุลพันธ์ชี้ นายกฯ อารมณ์ร้อนปมยุบสภา จึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจ และต้องติดตามต่อไปว่า จะมีผลกระทบต่อสถานการณ์ทางการเมืองอย่างไร

ท้ายที่สุดแล้ว การที่รัฐบาลจะอยู่รอดปลอดภัยจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจได้นั้น ขึ้นอยู่กับการตอบคำถามและชี้แจงข้อสงสัยต่างๆ ได้อย่างชัดเจนและน่าเชื่อถือ หากรัฐบาลสามารถทำได้ ก็จะสามารถเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนกลับคืนมาได้

ที่มา – “จุลพันธ์” บอกนายกฯอารมณ์ร้อนปมยุบสภา ชี้ก็แค่ตรวจการบ้าน ไม่มีอะไรหมกเม็ดก็ไม่ต้องกลัว

จุลพันธ์รับ อัศวเหม ซบเพื่อไทย เปิดตัว 7 พ.ย.นี้

“จุลพันธ์” รับบ้านใหญ่ “ตระกูลอัศวเหม” ซบเพื่อไทย เตรียมเปิดตัว 7 พ.ย.นี้ ไม่บอกใครบ้าง แต่มีระดับบิ๊กเนมแน่นอน โว สะท้อนความนิยมและความเชื่อมั่นของพรรค

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เชียงใหม่ และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยจะเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครเลือกตั้ง สส. ในวันที่ 7 พฤศจิกายนนี้ ทางด้านกระแสข่าวบ้านใหญ่ “อัศวเหม” จะมาซบพรรคเพื่อไทยนั้น นายจุลพันธ์ กล่าวว่าจะมีบิ๊กเนม “อัศวเหม” มาแน่นอน ส่วนจะมีใครบ้างยังเปิดเผยไม่ได้ ให้รอดูในวันที่ 7 พฤศจิกายน

นายจุลพันธ์ ยังย้ำด้วยว่า การเข้ามาของบ้านอัศวเหม ถือเป็นความเชื่อมั่น และเป็นการบอกถึงเรื่องกระแสและความนิยมของพรรคเพื่อไทยว่ายังเป็นที่สนใจของประชาชน ไม่เช่นนั้นคงไม่มีนักการเมืองทยอยเดินเข้าพรรคเพื่อไทย.

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งกำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุด นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ออกมายืนยันกระแสข่าวที่หลายคนจับตามอง นั่นคือ การที่ตระกูล “อัศวเหม” ซบเพื่อไทย เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 7 พฤศจิกายนนี้ ข่าวนี้สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองเป็นอย่างมาก เพราะตระกูลอัศวเหมถือเป็นบ้านใหญ่ที่มีอิทธิพลในพื้นที่สมุทรปราการ การตัดสินใจเข้าร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยจึงมีความน่าสนใจและมีความหมายทางการเมืองอย่างยิ่ง

การที่นายจุลพันธ์ออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันเรื่อง “อัศวเหม” ซบเพื่อไทย ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าพรรคเพื่อไทยกำลังเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง การได้ตระกูลอัศวเหมมาร่วมทีม ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มคะแนนเสียงในพื้นที่สมุทรปราการเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่นักการเมืองมีต่อพรรคเพื่อไทยอีกด้วย

จุลพันธ์รับ อัศวเหม ซบเพื่อไทย จริงหรือไม่?

หลายคนอาจตั้งคำถามว่า ทำไมตระกูลอัศวเหมถึงตัดสินใจเลือกพรรคเพื่อไทย? อะไรคือปัจจัยที่ดึงดูดให้บ้านใหญ่แห่งสมุทรปราการมาร่วมงานกับพรรคเพื่อไทย? คำถามเหล่านี้คงต้องรอฟังคำตอบจากปากของคนในตระกูลอัศวเหมเองในวันที่ 7 พฤศจิกายน แต่สิ่งที่แน่นอนคือ การเข้ามาของตระกูลอัศวเหม จะส่งผลต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองอย่างแน่นอน

ทำไมข่าว จุลพันธ์รับ อัศวเหม ซบเพื่อไทย ถึงสำคัญ?

ข่าว จุลพันธ์รับ อัศวเหม ซบเพื่อไทย มีความสำคัญด้วยเหตุผลหลายประการ:

  • เสริมความแข็งแกร่งให้พรรคเพื่อไทย: การได้บ้านใหญ่ที่มีฐานเสียงแข็งแกร่งอย่างตระกูลอัศวเหมมาร่วมทีม จะช่วยเพิ่มโอกาสในการชนะการเลือกตั้งในพื้นที่สมุทรปราการ
  • ส่งสัญญาณบวก: การที่นักการเมืองชื่อดังและมีอิทธิพลตัดสินใจเข้าร่วมพรรคเพื่อไทย สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่พวกเขามีต่อพรรค และอาจเป็นการดึงดูดให้นักการเมืองคนอื่นๆ ตัดสินใจเข้าร่วมพรรคเพื่อไทยมากขึ้น
  • เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมือง: การรวมตัวของพรรคเพื่อไทยและตระกูลอัศวเหม อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขั้วทางการเมือง และส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การ“อัศวเหม” ซบเพื่อไทย จะนำมาซึ่งผลดีต่อพรรคเพื่อไทยจริงหรือไม่ ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามดูกันต่อไป การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นบทพิสูจน์ว่าการตัดสินใจครั้งนี้ของทั้งสองฝ่ายจะประสบความสำเร็จหรือไม่

สิ่งที่น่าสนใจคือการเปิดตัวในวันที่ 7 พฤศจิกายนนี้ จะมี “บิ๊กเนม” คนอื่นๆ มาร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยอีกหรือไม่ และการประกาศตัวของตระกูลอัศวเหมในครั้งนี้ จะมีผลต่อการตัดสินใจของนักการเมืองคนอื่นๆ อย่างไรบ้าง คงต้องติดตามข่าวสารกันอย่างใกล้ชิด เพราะการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

การที่พรรคการเมืองต่างๆ พยายามดึงดูดนักการเมืองที่มีชื่อเสียงและมีฐานเสียงของตนเองเข้ามาร่วมทีม เป็นกลยุทธ์ที่ใช้กันมาอย่างยาวนาน เพราะการมี “แม่เหล็ก” ที่สามารถดึงดูดคะแนนเสียงได้ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการชนะการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองของนักการเมืองแต่ละคนก็มีปัจจัยที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นอุดมการณ์ทางการเมือง ผลประโยชน์ส่วนตัว หรือความสัมพันธ์ส่วนตัว

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป และสามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนของเราได้อย่างมีข้อมูลและเหตุผล

ที่มา – “จุลพันธ์” รับ “อัศวเหม” ซบเพื่อไทย จ่อเปิดตัว 7 พ.ย. แง้ม “บิ๊กเนม” มาแน่

รู้จัก “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่

เปิดประวัติ “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” ผู้ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ เตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างคนรุ่นต่างๆ ภายในพรรค

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 ที่ประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2568 ได้มีการจัดขึ้นเพื่อเลือกหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ สืบเนื่องจากการลาออกจากตำแหน่งของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ผลปรากฏว่า ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์เลือก นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ขึ้นดำรงตำแหน่ง หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ด้วยคะแนนเสียง 354 เสียง และมีผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนน 15 เสียง จากผู้มีสิทธิลงคะแนนทั้งหมด 369 คน

ประวัติ “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์”

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย หรือ “หนิม” เกิดเมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2518 ปัจจุบันอายุ 50 ปี เป็นบุตรชายของ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กับนางเพ็ชรี (เตชะไพบูลย์) อมรวิวัฒน์ ซึ่งนายสมพงษ์เพิ่งประกาศลาออกจากสมาชิกพรรคเพื่อไทยเนื่องจากความน้อยใจ

ในด้านการศึกษา นายจุลพันธ์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ (MBA) จาก Boston University ประเทศสหรัฐอเมริกา สมรสกับ น.ส.วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ หรือ ยิ้ม เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ปัจจุบัน น.ส.วิสาระดี ดำรงตำแหน่ง ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย

นอกจากนี้ น.ส.วิสาระดี ยังเป็นบุตรสาวของนายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ อดีต ส.ส. จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย โดย น.ส.วิสาระดี เคยให้สัมภาษณ์ว่า ตนเองและนายจุลพันธ์มีอายุห่างกันถึง 6 ปี เดิมทีไม่ได้สนใจเนื่องจากมองว่าเป็นลูกน้องของคุณพ่อวิสาร สมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย แต่ด้วยคำแนะนำจากบิดาและมารดาที่เห็นว่านายจุลพันธ์เป็นคนดี จึงเปิดใจให้โอกาส ปัจจุบันทั้งคู่มีบุตรสาวด้วยกัน 1 คน ชื่อ น้องนัชชา

เส้นทางการเมืองของนายจุลพันธ์เริ่มต้นจากการได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.เชียงใหม่สมัยแรกในนามพรรคไทยรักไทย เมื่อปี พ.ศ. 2548 หลังจากพรรคถูกยุบ ได้ย้ายมาสังกัดพรรคพลังประชาชนและพรรคเพื่อไทยตามลำดับ และได้รับเลือกตั้งอย่างต่อเนื่องรวม 5 สมัย ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย มีบทบาทสำคัญในการอภิปรายรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ทั้งในสมัยนายเศรษฐา ทวีสิน และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร มีบทบาทสำคัญในฐานะประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการเติมเงินผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท และล่าสุดได้รับเลือกเป็น หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่

นายจุลพันธ์ได้รับการยกย่องว่าเป็นคนรุ่นใหม่ของพรรคเพื่อไทย ภารกิจสำคัญในฐานะหัวหน้าพรรคคือ การเชื่อมโยงคนรุ่นต่างๆ ในพรรค การเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง และการดำเนินงานในสภาผู้แทนราษฎร

บทบาทสำคัญของ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่

การได้รับเลือกตั้งเป็น หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ของนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการดึงดูดคนรุ่นใหม่ และเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขันทางการเมืองในอนาคต ด้วยประสบการณ์และความสามารถ นายจุลพันธ์จึงเป็นผู้นำที่น่าจับตามองในการนำพาพรรคเพื่อไทยไปสู่ความสำเร็จ

ที่มา – ประวัติ “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” ผงาดนั่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่

Scroll to top