อดิศร เพียงเกษ

ปะทะเดือด “อดิศร” อภิปรายฮั้ว สว.

ปะทะเดือด “อดิศร” อภิปรายฮั้ว สว. เจอ “สว.บุญจันทร์” ท้าไปเจอกันข้างนอก

ในวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่อาคารรัฐสภา เกิดเหตุการณ์ปะทะเดือดระหว่าง สส.พรรคเพื่อไทย กับ สว. ระหว่างการอภิปรายนโยบายรัฐบาล นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายอย่างดุเดือด โดยยกประเด็นคดีฮั้วสว. ขึ้นมาพูดถึง โดยเฉพาะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ที่ถูกกล่าวหาลำดับที่ 187 เขาถามว่าทำไมถึงไว้วางใจได้ว่าจะไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในอีก 4 เดือนข้างหน้า

ปะทะเดือด “อดิศร” อภิปรายฮั้ว สว. เจอ “สว.บุญจันทร์” ท้าไปเจอกันข้างนอก

ระหว่างการอภิปราย นายอดิศร ได้จวกหนักเรื่องอำนาจวุฒิสภาที่ถูกมองว่าปล้นมาจากประชาชน เขาพูดถึงนโยบายรัฐบาลที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย แต่ตัวเขาไม่เชื่อ เพราะเห็นหลักฐานการสมคบคิดในคดีฮั้วสว. นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา พยายามวินิจฉัยให้สรุปเพราะเนื้อหาซ้ำ แต่ นายอดิศร ไม่ยอมง่ายๆ เขาสวนกลับว่าประธานไม่ควรนั่งในตำแหน่งนี้เพราะเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว

เหตุการณ์ยิ่งตึงเครียดเมื่อ พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย สว. ลุกขึ้นประท้วง โดยบอกว่านายอดิศรพูดเกินไปที่บอกว่าอำนาจวุฒิสภาถูกปล้นมา และขู่ว่าถ้าไม่ถอนคำพูด เจอกันข้างนอก ประธานพยายามไกล่เกลี่ย แต่ นายอดิศร ไม่กลัว เขาโต้ว่าตัวเองมีเพื่อนเป็นนักมวยชื่อดังอย่าง ผุดผาน้อย วรวุฒิ และยอมถอนคำว่า ‘ปล้นมา’ แต่เปลี่ยนเป็น ‘สมคบกันอย่างละเอียดละออ’

ผลกระทบจากการปะทะคารมในสภา

การปะทะเดือด “อดิศร” อภิปรายฮั้ว สว. ครั้งนี้ สะท้อนถึงความขัดแย้งลึกๆ ในระบบการเมืองไทย โดยเฉพาะประเด็นคดีฮั้วสว. ที่ยังค้างคาและรอการพิจารณาจาก DSI กกต. อัยการ และศาลฎีกา นายอดิศร ยังวิจารณ์ว่านายอนุทิน ควรลุกขึ้นรับผิดชอบและรับประกันว่าจะไม่แทรกแซง โดยเฉพาะกับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ จากบุรีรัมย์

เหตุการณ์นี้ทำให้บรรยากาศในสภาตึงเครียด สว.หลายคนออกลูกผู้ชาย แต่ สส.ฝ่ายค้านอย่าง นายอดิศร ก็ไม่ยอมถอย เขาย้ำว่าพฤติกรรมฮั้วสว. มีหลักฐานชัดเจน และอำนาจวุฒิสภากำลังงุบงิบอยู่เบื้องหลัง การอภิปรายครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการตำหนิรัฐบาล แต่ยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาความไม่โปร่งใสในกระบวนการเลือกตั้งสว. ซึ่งส่งผลกระทบต่อความศรัทธาของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย

  • ประเด็นหลัก: คดีฮั้วสว. และชื่อนายอนุทิน ลำดับ 187
  • การประท้วงจาก สว.บุญจันทร์ ที่ขู่อยากเจอข้างนอก
  • การโต้กลับของ นายอดิศร ที่อ้างเพื่อนนักมวย
  • ผลต่อนโยบายรัฐบาลและความไว้วางใจ

นอกจากนี้ การปะทะเดือดยังทำให้เกิดคำถามว่าประชาชนจะไว้วางใจรัฐบาลชุดนี้ได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อมีประเด็นคดีร้ายแรงค้างคา นายอดิศร ปิดท้ายด้วยการเสียดสีว่ารัฐบาลนี้ศรัทธาในประชาธิปไตยน้อยมาก แต่ก็ดีใจที่ได้เป็นนายกฯ สักสองสามวัน

จากมุมมองของนักวิเคราะห์ การอภิปรายครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ทางการเมืองที่เข้มข้นยิ่งขึ้นในปี 2568 โดยเฉพาะประเด็นสว. ที่ถูกมองว่าไม่เป็นตัวแทนประชาชนแท้จริง หากรัฐบาลไม่แก้ไขปัญหานี้ อาจนำไปสู่ความไม่เสถียรในสภา

สุดท้ายนี้ การปะทะเดือด “อดิศร” อภิปรายฮั้ว สว. เจอ “สว.บุญจันทร์” ท้าไปเจอกันข้างนอก แสดงให้เห็นว่าการเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความขัดแย้ง หากคุณสนใจเรื่องการเมืองไทย ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อเข้าใจบริบทให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และอย่าลืมแสดงความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – ปะทะเดือด “อดิศร” อภิปรายฮั้ว สว. เจอ “สว.บุญจันทร์” ท้าไปเจอกันข้างนอก

สภาล่มอีก องค์ประชุมไม่ครบ: อากาศสะอาดไปไหน?

สภาล่มอีกแล้ว! การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดเผชิญอุปสรรคตั้งแต่เริ่มต้น ส.ส. ภูมิใจไทยและพรรคประชาชนโวย ส.ส. เพื่อไทยไม่เข้าร่วมประชุม ทำให้องค์ประชุมไม่ครบ “ฉลาด ขามช่วง” สั่งปิดประชุมทันที เกิดอะไรขึ้นในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568?

สภาล่มอีก องค์ประชุมไม่ครบ: อากาศสะอาดไปไหน?

เมื่อเวลา 11.30 น. ณ รัฐสภา นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม พิจารณาร่าง พ.ร.บ. บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ซึ่งมีนายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม อดีต ส.ส. เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย เป็นประธาน กมธ. พิจารณาแล้วเสร็จ โดยมีเนื้อหาเกือบ 300 มาตรา การลงมติในแต่ละมาตราเป็นไปอย่างทุลักทุเล ต้องเสียเวลารอองค์ประชุมค่อนข้างนาน แต่ละมาตรามีเสียงเกินกึ่งหนึ่งขององค์ประชุมเพียง 6-7 เสียงเท่านั้น

กระทั่งถึงมาตรา 16 ที่ต้องรอองค์ประชุมเกือบ 10 นาที ทำให้ ส.ส. พรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนไม่พอใจ เพราะมีแต่ ส.ส. จากพรรคของตนเป็นองค์ประชุม แต่ไม่มี ส.ส. พรรคเพื่อไทยอยู่ในห้องประชุมเลย ในที่สุดนายไชยาสั่งพักประชุม 40 นาที เมื่อกลับมาประชุมใหม่ นายอดิศร เพียงเกษ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ขอให้พักพิจารณาร่าง พ.ร.บ. บริหารจัดการอากาศสะอาด และเลื่อนไปประชุมในสัปดาห์หน้า เพื่อให้ที่ประชุมหารือปัญหาเร่งด่วน เรื่องถนนสามเสนยุบตัวเป็นหลุมลึก

อย่างไรก็ตาม ส.ส. พรรคประชาชนไม่เห็นด้วย และต้องการให้เดินหน้าพิจารณากฎหมายต่อไป โดยให้เหตุผลว่าปัญหาเกิดจาก ส.ส. เพื่อไทยไม่อยู่ร่วมเป็นองค์ประชุม ทำให้เกิดการโต้เถียงกันไปมา ในที่สุดนายไชยาขอให้พิจารณาร่างกฎหมายนี้ถึงมาตรา 23/8 ก่อน แล้วจึงให้พิจารณาเรื่องเร่งด่วน กรณีถนนทรุดตัว

ทำไมถึงเกิดเหตุการณ์สภาล่มอีก องค์ประชุมไม่ครบ?

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การลงมติในแต่ละมาตราของร่าง พ.ร.บ. บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ยังคงเป็นไปอย่างทุลักทุเล แต่ละมาตรามี ส.ส. แสดงตนเป็นองค์ประชุมเกินมาเพียง 2-3 เสียงเท่านั้น กระทั่งถึงมาตรา 22 มีผู้มาแสดงตนเป็นองค์ประชุม 246 เสียง ซึ่งพอดีกับจำนวนองค์ประชุม แต่ปรากฏว่าตอนเสียบบัตรลงคะแนนเพื่อจะเห็นชอบมาตรานี้หรือไม่ กลับมีคะแนนเพียง 245 เสียงเท่านั้น ทำให้องค์ประชุมไม่ครบ

แต่นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ประธานการประชุม ระบุว่า มีสมาชิกลงมติด้วยวาจาเพิ่มอีก 1 เสียง ทำให้ ส.ส. พรรคประชาชนประท้วงวุ่นวาย โดยยืนยันว่าการเสียบบัตรลงคะแนนมี ส.ส. ไม่ครบองค์ประชุม และไม่มีการลงมติด้วยวาจาเพิ่มเติม นายฉลาดจึงสั่งให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบการลงมติอีกครั้ง พบว่า สมาชิกที่ลงมติด้วยวาจาเพิ่มเติม ได้เสียบบัตรลงคะแนนไปแล้ว ทำให้มีคะแนนเพียง 245 เสียง ซึ่งไม่ครบองค์ประชุม

เหตุการณ์นี้ส่งผลให้สภาล่มอีก องค์ประชุมไม่ครบในทันที ทำให้นายฉลาดต้องสั่งปิดประชุมในเวลา 16.00 น. การที่องค์ประชุมไม่ครบทำให้การพิจารณากฎหมายสำคัญอย่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดต้องหยุดชะงัก กระทบต่อการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่

การที่ ส.ส. ไม่เข้าร่วมประชุมและทำให้ สภาล่มอีก องค์ประชุมไม่ครบ ถือเป็นเรื่องที่น่าผิดหวัง เพราะแสดงให้เห็นถึงความไม่ใส่ใจต่อปัญหาของประชาชน และความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเอง สภาเป็นสถานที่ที่ ส.ส. ควรจะมาทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศ ไม่ใช่ปล่อยให้สภาล่มอีก องค์ประชุมไม่ครบ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

การแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การที่สภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถทำหน้าที่ในการออกกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างเต็มที่ ย่อมส่งผลกระทบต่อความพยายามในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อยากให้ ส.ส. ทุกท่านตระหนักถึงความสำคัญของหน้าที่ของตนเอง และให้ความร่วมมือในการประชุมสภา เพื่อให้การพิจารณากฎหมายต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่น และสามารถแก้ไขปัญหาของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – สภาล่มอีก องค์ประชุมไม่ครบ สส.ภท.-ปชน. โวย พท. ไม่อยู่ถกร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด

เพื่อไทย! ไม่ร่วมสังฆกรรม เปิดภาพต้นกล้วยไม่เป็นไม้ค้ำ

เพื่อไทย! ไม่ร่วมสังฆกรรม เปิดภาพต้นกล้วยไม่เป็นไม้ค้ำ

“อดิศร เพียงเกษ” โชว์ภาพต้นกล้วยที่มีไม้ค้ำยัน พร้อมข้อความเด็ด “อาถรรพ์ไม้ค้ำกล้วย” ประกาศชัดเจนไม่ขอร่วมสังฆกรรมกับผู้นำฝ่ายค้าน แซะแรงไม่ขอเป็นฝ่ายค้ำรัฐบาลแน่นอน

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ช่วงการหารือปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้หารือถึงจุดยืนของพรรคว่า พรรคเพื่อไทยยืนยันที่จะทำหน้าที่ของ สส. อย่างเต็มที่ แต่ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองในการเลือกนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมา ทำให้พรรคเพื่อไทยไม่สามารถทำงานร่วมกับบางพรรคได้ ดังนั้นจึงไม่สามารถเข้าร่วมกับผู้นำฝ่ายค้านและคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ได้

เหตุผลสำคัญคือ พรรคเพื่อไทยได้เสนอชื่อนายชัยเกษม นิติสิริ เป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค แต่บางพรรคกลับเลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกฯ ซึ่งกำลังจะมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในช่วงวันที่ 29-30 กันยายนนี้ ดังนั้นจึงต้องมีการแบ่งแยกบทบาทให้ชัดเจนระหว่างฝ่ายค้านที่แท้จริงกับฝ่ายที่ค้ำจุนรัฐบาล แต่ในการทำงานในสภาฯ จะเป็นการแข่งขันกันอย่างเต็มที่ ไม่มีมวยล้มต้มคนดูแน่นอน ตนไม่อยากทำหน้าที่เป็นไม้ค้ำกล้วย เพราะถ้าดึงไม้ค้ำกล้วยออก กล้วยก็จะล้ม พรรคเพื่อไทยจะทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ไม่ใช่ฝ่ายค้ำรัฐบาล

ระหว่างการอภิปราย นายอดิศรได้นำภาพต้นกล้วยที่มีไม้ค้ำมาประกอบการอธิบาย พร้อมกับเขียนข้อความว่า “อาถรรพ์ไม้ค้ำกล้วย” เพื่อเน้นย้ำจุดยืนของพรรค

ทำไมพรรคเพื่อไทยถึงประกาศจุดยืนชัดเจนเรื่อง “ต้นกล้วยไม่เป็นไม้ค้ำ”?

การประกาศจุดยืนของพรรคเพื่อไทย! ไม่ร่วมสังฆกรรม เปิดภาพต้นกล้วยไม่เป็นไม้ค้ำในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่จะรักษาจุดยืนและอุดมการณ์ของพรรคในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างแท้จริง พรรคต้องการแสดงให้เห็นว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนรัฐบาลในทางอ้อม และพร้อมที่จะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น ตรงไปตรงมา เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน

การใช้ภาพต้นกล้วยที่มีไม้ค้ำยังเป็นสัญลักษณ์ที่เข้าใจง่ายและสื่อความหมายได้ชัดเจน ทำให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าใจถึงสิ่งที่พรรคเพื่อไทยต้องการสื่อสารได้ทันที

พรรคเพื่อไทย! ไม่ร่วมสังฆกรรม เปิดภาพต้นกล้วยไม่เป็นไม้ค้ำ ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังพรรคการเมืองอื่นๆ ว่าพรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกพรรคที่เห็นด้วยกับการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เช่นนี้ สร้างความน่าสนใจเเละทำให้คนหันมาสนใจข่าวมากขึ้น เเสดงให้เห็นว่าจุดยืนที่ชัดเจนของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ จะกำหนดทิศทางการเมืองของประเทศต่อไป

ท่าทีเเบบ เพื่อไทย! ไม่ร่วมสังฆกรรม เปิดภาพต้นกล้วยไม่เป็นไม้ค้ำ จะส่งผลกระทบกระเทือนต่อเเสถียรภาพรัฐบาลหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ ถือเป็นการประกาศจุดยืนที่แข็งแกร่งและชัดเจน ซึ่งจะส่งผลต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองของประเทศไทยในอนาคตอย่างแน่นอน การที่พรรคเลือกที่จะไม่ร่วมสังฆกรรมกับผู้นำฝ่ายค้าน และประกาศว่า “ต้นกล้วยไม่เป็นไม้ค้ำ” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ และพร้อมที่จะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประชาชน

ที่มา – พท. ประกาศไม่ร่วมสังฆกรรมกับผู้นำฝ่ายค้าน พร้อมเปิดภาพต้นกล้วยไม่เป็นไม้ค้ำ

ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนคดีนายกฯ 21 ส.ค. นี้!

“ภูมิธรรม” ไม่ทราบใครไปกับ “แพทองธาร ชินวัตร” ในวันที่ 21 ส.ค. ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนพยานบุคคล คดีคลิปเสียงสนทนากับ “ฮุน เซน” ส่วนกรณีหมายจับ “อดิศร” เหตุไม่ไปฟังคำพิพากษา ว่าไปตามกฎหมาย

เมื่อเวลา 14.15 น. วันที่ 20 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงกรณีที่ นายอดิศร เพียงเกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ไม่ไปฟังคำพิพากษาในคดีแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก่อความไม่สงบในการชุมนุมขับไล่รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ระหว่างวันที่ 31 มกราคม – 9 เมษายน 2552 ในวันนี้ ทำให้ศาลออกหมายจับ ว่า ตนยังไม่ทราบเรื่องนี้ เนื่องจากเพิ่งกลับมาจากการแถลงจับยาเสพติดที่ จ.เชียงใหม่ แต่กรณีของนายอดิศร มีเอกสิทธิ์คุ้มครองอยู่แล้วในฐานะที่เป็น สส. ยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย อะไรที่มีปัญหา กฎหมายว่าอย่างไรก็ว่าอย่างนั้น

แพทองธาร ชินวัตร
แพทองธาร ชินวัตร

นอกจากนี้ นายภูมิธรรม ยังกล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนพยานบุคคล กรณีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาของกัมพูชา ในวันที่ 21 สิงหาคม 2568 จะมีใครเดินทางไปกับนายกรัฐมนตรีบ้าง ว่า “ยังไม่ทราบเลย ยังไม่ได้คุยกันเลย”

เมื่อถามถึงกรณีวันที่ 19 สิงหาคม 2568 นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปที่พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นวันประชุม สส.ของพรรค นายภูมิธรรม ระบุว่า เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ตนทำงานอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลทั้งวัน เมื่อถามว่าขณะนี้ยังมีความกังวลอะไรหรือไม่ในเรื่องการเมืองที่กำลังจะเริ่มร้อนแรง นายภูมิธรรม ตอบว่า “ก็ยังไม่รู้สึกว่าจะร้อน”

ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนคดีนายกฯ 21 ส.ค. “ภูมิธรรม” ไม่รู้ใครไปกับ “แพทองธาร”

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงเป็นที่จับตามองของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอดีตนายกรัฐมนตรีและบุคคลสำคัญทางการเมืองต่างๆ ล่าสุดประเด็นที่ได้รับความสนใจคือกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนพยานบุคคลในคดีที่เกี่ยวข้องกับคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร กับสมเด็จฮุน เซน ซึ่งกำหนดขึ้นในวันที่ 21 สิงหาคม 2568

นายภูมิธรรม เวชยชัย ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ รวมถึงกรณีของนายอดิศร เพียงเกษ และการเดินทางมายังพรรคเพื่อไทยของนายทักษิณ ชินวัตร โดยยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายและยังไม่รู้สึกถึงความร้อนแรงทางการเมือง

ประเด็นที่น่าสนใจ: ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนคดีนายกฯ 21 ส.ค.นี้

การนัดไต่สวนพยานบุคคลของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันได้ หลายฝ่ายกำลังจับตาดูว่าผลการไต่สวนจะเป็นอย่างไรและจะมีผลต่อการตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญในอนาคตหรือไม่

นอกจากนี้ กรณีที่นายภูมิธรรมกล่าวว่ายังไม่ทราบว่าใครจะเดินทางไปกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ในวันดังกล่าว ก็ยิ่งทำให้เกิดความสนใจมากยิ่งขึ้น เนื่องจากอาจมีบุคคลสำคัญทางการเมืองอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้เดินทางไปด้วย

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การติดตามข่าวสารและข้อมูลต่างๆ อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและสามารถวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้

การที่นายภูมิธรรมออกมาให้สัมภาษณ์ในประเด็นต่างๆ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการจัดการกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรอบคอบและระมัดระวัง อย่างไรก็ตาม ประชาชนยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อทำความเข้าใจและประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

มาร่วมกันติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่พลาดทุกประเด็นสำคัญทางการเมืองที่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของเรา

ที่มา – ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนคดีนายกฯ 21 ส.ค. “ภูมิธรรม” ไม่รู้ใครไปกับ “แพทองธาร”

วิโรจน์เหน็บรัฐบาล ไหนว่าไม่พึ่งองค์ประชุมฝ่ายค้าน

วิโรจน์เหน็บรัฐบาล ถาม “ไหนว่าไม่พึ่งองค์ประชุมฝ่ายค้าน” หลังสภาล่ม อ้างคำพูดอดิศรที่บอกหายใจเองได้ ไม่ต้องยืมจมูกฝ่ายค้าน ชี้หากสภาล่ม รัฐบาลต้องรับผิดชอบเอง

วิโรจน์เหน็บรัฐบาล ไหนว่าไม่พึ่งองค์ประชุมฝ่ายค้าน

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระ 2-3 มาตรา 18 งบกระทรวงพลังงาน หลังจากการแสดงตนและลงมติ ปรากฏว่ามีผู้แสดงตน 257 เสียง โดยผลการลงมติมีจำนวนผู้ลงมติ 390 เสียง เห็นด้วย 255 เสียง ไม่เห็นด้วย 129 เสียง งดออกเสียง 5 เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง 1 เสียง ที่ประชุมจึงเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการ

จากนั้น นายมังกร ยนต์ตระกูล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ลุกขึ้นหารือว่า การถ่ายทอดสด 3 วัน มีเด็กนักเรียนและประชาชนทั่วไปรับชม แต่การแสดงตน 257 เสียง แต่ลงมติ 390 เสียง อาจสร้างความสับสน

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ชี้แจงว่า ที่นายอดิศร เพียงเกษ สส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไม่ต้องพึ่งฝ่ายค้านเรื่ององค์ประชุมนั้น แท้จริงแล้วรัฐบาลต้องเป็นหลักในการควบคุมองค์ประชุม พวกตนยังคงยืนยันจุดยืนเดิมคือ “อยู่อย่างไร้ตัวตน คืออยู่ครบ องค์ครบ ก็โหวตให้ องค์ไม่ครบรัฐบาลก็รับผิดชอบ”

“อยู่กันครบ ไม่ได้ไปไหน ไม่ต้องอ้างว่าอยู่ที่โรงอาหาร ไม่ต้องอ้างว่าอยู่ข้างนอก พวกเราอยู่ในนี้อยู่กันครบ องค์ครบก็โหวต องค์ไม่ครบ รัฐบาลก็รับผิดชอบ หวังว่านายมังกรเข้าใจนะครับ” นายวิโรจน์ กล่าว

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ประท้วงประธานสภาว่า ยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นที่นายมังกรตั้งข้อสังเกต และขอให้แพนกล้องไปยังที่นั่ง สส. บางคนที่ปรากฏชื่อว่าแสดงตน แต่ไม่พบตัวในห้องประชุม

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาคนที่สอง กล่าวขอบคุณและระบุว่า “เล็กๆ น้อยๆ นะครับ เพื่อนกันครับ” ก่อนจะดำเนินการพิจารณามาตรา 19 ต่อไป

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่นายอดิศรได้ตอบโต้ฝ่ายค้าน โดยกล่าวขอบคุณที่เป็นห่วง แต่ยืนยันว่ารัฐบาลมีความมั่นคงและรับผิดชอบเรื่ององค์ประชุมได้ด้วยตนเอง โดยนายปกรณ์วุฒิได้ย้อนกลับว่า “ขอบคุณท่านอดิศรที่ยืนยัน จะได้รู้ว่าอยู่ด้วยตัวเองได้ พวกผมจะได้ไม่ต้องแสดงตนให้”

ทำไมวิโรจน์ถึงเหน็บรัฐบาลเรื่ององค์ประชุมฝ่ายค้าน?

ประเด็นสำคัญที่วิโรจน์หยิบยกขึ้นมาคือ ความรับผิดชอบของรัฐบาลในการควบคุมองค์ประชุมให้ครบ เพื่อให้การลงมติในสภาเป็นไปอย่างราบรื่น การที่นายอดิศรกล่าวว่าไม่จำเป็นต้องพึ่งฝ่ายค้าน ทำให้วิโรจน์มองว่ารัฐบาลต้องแสดงให้เห็นว่าสามารถบริหารจัดการองค์ประชุมได้ด้วยตนเอง หากสภาล่ม รัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบต่อผลที่ตามมา

การอภิปรายเรื่ององค์ประชุมมักเกิดขึ้นเมื่อมีข้อกังขาเกี่ยวกับจำนวน สส. ที่เข้าร่วมการประชุมจริงหรือไม่ การแสดงตนและการลงมติเป็นกระบวนการสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมของ สส. ในการพิจารณากฎหมายและงบประมาณ การที่จำนวนผู้แสดงตนและลงมติไม่ตรงกัน ทำให้เกิดข้อสงสัยและความไม่ไว้วางใจในการทำงานของสภา

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งทางการเมืองและความพยายามของฝ่ายค้านในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล การที่ สส. ฝ่ายค้านออกมาตั้งคำถามและประท้วง แสดงให้เห็นถึงบทบาทของพวกเขาในการรักษาผลประโยชน์ของประชาชนและตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาล

วิโรจน์แสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่ารัฐบาลควรแสดงความรับผิดชอบต่อการบริหารจัดการองค์ประชุมสภาผู้แทนราษฎร การอ้างว่าไม่จำเป็นต้องพึ่งฝ่ายค้านยิ่งทำให้รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถดำเนินการทุกอย่างได้ด้วยตนเอง หากองค์ประชุมไม่ครบ รัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบต่อความล้มเหลวที่เกิดขึ้น

การเมืองไทยเต็มไปด้วยความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและสถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราเข้าใจถึงพลวัตทางการเมืองและสามารถตัดสินใจได้อย่างมีวิจารณญาณ

ที่มา – เหน็บรัฐบาล “วิโรจน์” ถามไหนว่าไม่พึ่งองค์ประชุมฝ่ายค้าน สภาฯ ล่มให้รับผิดชอบเอง

Scroll to top