อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

“อภิสิทธิ์” ยันยื่นศาล รธน. พ.ร.ก.กู้เงิน

“อภิสิทธิ์” ยันฝ่ายค้านยื่นร้องศาล รธน. ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อตรวจสอบว่าการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและพลังงานสะอาดขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ชี้แจงเหตุผลว่าสถานการณ์ปัจจุบันไม่เข้าข่ายความมั่นคงทางเศรษฐกิจตามที่กฎหมายกำหนด และมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า

“อภิสิทธิ์” ยันฝ่ายค้านยื่นร้องศาล รธน. ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน สวน “เอกนิติ” แจกเงินมุ่งเป้าตรงไหน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 พฤษภาคม 2566 ที่สำนักงานพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านเตรียมยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตีความพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยยืนยันว่าเวลา 12.00 น. วันเดียวกัน ฝ่ายค้านจะยื่นหนังสือผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พรรคประชาธิปัตย์ได้หารือกับพรรคประชาชนแล้ว

ประเด็นหลักที่ฝ่ายค้านทักท้วงคือ การตรา พ.ร.ก. ฉบับนี้ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญที่ต้องเพื่อความมั่นคงของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการพลังงานกว่า 2 แสนล้านบาทที่ไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน นายอภิสิทธิ์ ชี้ว่า รัฐบาลอ้างตัวอย่างการกู้ในอดีต แต่ต้องดูข้อเท็จจริงและมาตรฐานสากลในการวัด “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ”

เปรียบเทียบการกู้เงินในอดีตกับปัจจุบัน

นายอภิสิทธิ์ยกตัวอย่างการกู้ พ.ร.ก. ในอดีต 3 ครั้งเพื่อชี้ให้เห็นความแตกต่าง:

  • ครั้งที่ 1: วิกฤตต้มยำกุ้ง ทุนสำรองเกือบหมด เศรษฐกิจหดตัวรุนแรง
  • ครั้งที่ 2: สมัยนายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ การท่องเที่ยวและส่งออกติดลบ คาดตกงานจำนวนมาก เศรษฐกิจหดตัว แม้ใช้ทุกมาตรการแล้วยังไม่พอ
  • ครั้งที่ 3: โควิด-19 หยุดกิจกรรมเศรษฐกิจทั้งระบบ

แต่สถานการณ์ปัจจุบัน ตัวเลขจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สิ้นเดือนมีนาคม ส่งออกบวก ลงทุนบวก บริโภคบวก เศรษฐกิจโดยรวมบวก การจัดเก็บรายได้ถึงกุมภาพันธ์ก็ตามเป้า ดังนั้นไม่เข้าข่ายความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่า เศรษฐกิจมีปัญหาจากสงครามทำให้น้ำมันแพง ต้นทุนผลิตแพง แต่เสนอทางเลือก เช่น ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 4 เดือน ใช้เงินแค่ 60,000 ล้านบาท น้ำมันถูกลง 7 บาททันที ดีกว่ากู้ 200,000 ล้านบาท 4 เดือน และไม่ละเมิดรัฐธรรมนูญ

สวนกลับ “เอกนิติ” เรื่องแจกเงินไม่มุ่งเป้า

นายอภิสิทธิ์สวนนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง ที่บอกลดภาษีไม่มุ่งเป้าเพราะคนรวยก็ได้ประโยชน์ โดยยอมรับว่าการเติมเงินบัตรสวัสดิการฯ สามารถทำได้จากงบปกติ แต่ตั้งคำถามการแจกเงิน 30 ล้านคนผ่านแอป ที่คนมีมือถือดี สัญญาณดี มือไวถึงได้ นี่มุ่งเป้าตรงไหน? เป็นการช่วยแบบไม่ก่อหนี้สาธารณะมหาศาล และหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ

มีวิธีช่วยประชาชนอื่นๆ อีกมากโดยไม่ต้องกู้หนี้เพิ่ม และยืนยันจุดยืนพรรคประชาธิปัตย์ไม่ขัดขวางการช่วยเหลือ แต่ต้องถูกต้องตามกฎหมาย

เชื่อศาลรับคำร้อง สภายุติรอผล แม้พรรคก้าวไกลไม่ลงชื่อร่วม แต่เชื่อศาลรัฐธรรมนูญรับพิจารณา และสภาต้องหยุดพิจารณาร่างตามกฎหมาย ทันกำหนด 14 พฤษภาคม

ประเด็น “อภิสิทธิ์” ยันฝ่ายค้านยื่นร้องศาล รธน. ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน สวน “เอกนิติ” แจกเงินมุ่งเป้าตรงไหน สะท้อนการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจที่สำคัญในระบบประชาธิปไตยไทย การตัดสินใจใช้งบประมาณมหาศาลต้องโปร่งใสและถูกต้องตามรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ประชาชนอย่างแท้จริง

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? การกู้เงินหรือลดภาษี อะไรแก้ปัญหาได้ดีกว่า? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่บล็อกของเรา!

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ยันฝ่ายค้านยื่นร้องศาล รธน. ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน สวน “เอกนิติ” แจกเงินมุ่งเป้าตรงไหน

ปชป. เตรียมเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. 16 พ.ค.

ปชป. เตรียมเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. 16 พ.ค. นี้ แย้มเป็นผู้ชาย อายุไม่ถึง 60 ปี บุคลิกดี สวัสดีครับเพื่อนๆ คนกรุงเทพฯ ทุกท่าน วันนี้เรามีข่าวการเมืองท้องถิ่นที่น่าติดตามมาฝากกัน พรรคประชาธิปัตย์ หรือ ปชป. กำลังเคลื่อนไหวร้อนแรง เตรียมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอย่างเป็นทางการในวันที่ 16 พฤษภาคมนี้ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ได้ให้สัมภาษณ์แบบแย้มๆ ว่าผู้สมัครคนนี้เป็นผู้ชาย อายุยังไม่ครบ 60 ปี มีบุคลิกภาพดี และมีประวัติการทำงานที่น่าจับตามอง

ปชป. เตรียมเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. 16 พ.ค.

ข่าวนี้มาจากการให้สัมภาษณ์ของ “อภิสิทธิ์” ก่อนเข้าร่วมการปฐมนิเทศผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ของพรรค เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2567 พรรคปชป. ยืนยันความพร้อมเต็มสูบ ทั้งทีมงาน นโยบาย และผู้สมัคร โดยเน้นย้ำว่าพร้อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับชาวกรุงเทพฯ ที่กำลังเผชิญปัญหาหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการจราจรติดขัด น้ำท่วม สิ่งแวดล้อม หรือการพัฒนาเมืองให้ทันสมัย

อภิสิทธิ์ยังชูจุดเด่นของพรรคที่มุ่งมั่นสร้างเอกภาพในทีมผู้สมัครสก. ครบทุกเขต ซึ่งผ่านการอนุมัติเรียบร้อยแล้ว การปฐมนิเทศครั้งนี้เป็นการซักซ้อมความเข้าใจเรื่องกฎหมายเลือกตั้งและกรอบการทำงานของพรรค เพื่อให้ทุกคนพร้อมลุยรับใช้ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ พรรคไม่กังวลเรื่องคู่แข่ง แต่โฟกัสที่การนำเสนอทางเลือกที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของคนกรุง

คุณสมบัติเด่นของผู้สมัครที่ปชป. แย้มเบาๆ

จากที่แย้มออกมา ผู้สมัครปชป. คนนี้ตอบโจทย์ภาพลักษณ์ผู้นำท้องถิ่นได้ดีทีเดียว เป็นผู้ชายวัยทำงาน มีบุคลิกดี อายุน้อยกว่า 60 ปี ซึ่งน่าจะนำพลังงานสดใหม่มาสู่การบริหารกทม. ที่ต้องการความคล่องตัวและนวัตกรรม นอกจากนี้ยังมีประวัติการทำงานที่น่าสนใจ ซึ่งคาดว่าจะเปิดเผยรายละเอียดเต็มๆ ในวันเปิดตัว

ย้อนดูอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ที่ก่อตั้งมานานกว่า 80 ปี ผู้ก่อตั้งเคยเขียนไว้ชัดเจนว่า “รัฐควรกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมากที่สุด” สมัยนั้นยังไม่มี อบจ. อบต. หรือผู้ว่าฯ ที่เลือกตั้งด้วยซ้ำ แต่ปชป. คือพรรคที่ผลักดันกฎหมายบริหารราชการกทม. พ.ศ. 2528 จนเป็นรากฐานมาถึงปัจจุบัน แสดงให้เห็นถึงความสอดคล้องระหว่างแนวคิดพรรคกับการเมืองท้องถิ่น

นโยบายที่คาดหวังจากปชป. ในศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.

แม้ยังไม่เปิดตัว แต่จากท่าทีของอภิสิทธิ์ คาดว่านโยบายจะเน้นแก้ปัญหาเรื้อรังของกทม. เช่น การจัดการจราจรด้วยระบบขนส่งสาธารณะที่ครบวงจร การป้องกันน้ำท่วมด้วยโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ การพัฒนาสวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียวให้มากขึ้น รวมถึงการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริการประชาชน เช่น แอปพลิเคชันแจ้งปัญหาแบบเรียลไทม์ ทีมสก. ที่ครบทีมจะช่วยเสริมพลังให้ผู้ว่าฯ ทำงานได้เต็มที่

การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญ เพราะกทม. คือหัวใจเศรษฐกิจของประเทศ ชาวกรุงกว่า 10 ล้านคนรอคอยผู้นำที่เข้าใจปัญหาและมีวิสัยทัศน์ ปชป. ที่มีประสบการณ์ยาวนานในเวทีท้องถิ่น ก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่น่าเชื่อถือ เปรียบเทียบกับพรรคอื่นๆ ที่กำลังเคลื่อนไหว เช่น พรรคเพื่อไทย หรือก้าวไกล ที่มีผู้สมัครเด่นๆ ออกมาแล้ว

  • จุดแข็งของปชป.: อุดมการณ์ชัดเจน ประสบการณ์บริหารท้องถิ่น
  • ทีมสก. ครบทุกเขต พร้อมสนับสนุนผู้ว่าฯ
  • นโยบายตอบโจทย์คนกรุง เช่น จราจร น้ำท่วม สิ่งแวดล้อม
  • ผู้สมัครบุคลิกดี อายุน้อย พลังเยาว์

ในมุมมองของผม ปชป. เตรียมเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. 16 พ.ค. ครั้งนี้ น่าจะสร้างเซอร์ไพรส์ให้วงการการเมืองได้ไม่น้อย เพราะรายละเอียดที่แย้มมามีเสน่ห์น่าติดตาม ชาวกรุงเทพฯ ควรศึกษาทุกทางเลือกให้ดี เพื่อเลือกผู้นำที่ใช่จริงๆ คุณคิดว่าผู้สมัครคนนี้จะเป็นใคร? ติดตามอัปเดตข่าวสารการเลือกตั้งกทม. และนโยบายจากพรรคต่างๆ ได้ที่บล็อกนี้เลยนะครับ!

ที่มา – ปชป. เตรียมเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่า ฯ กทม. 16 พ.ค. นี้ แย้มเป็นผู้ชาย อายุไม่ถึง 60 ปี บุคลิกดี

“สกลธี”แย้มเพิ่ม แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. เป็นนักธุรกิจ

ข่าวการเมืองกรุงเทพฯ ร้อนแรงอีกครั้ง เมื่อ “สกลธี”แย้มเพิ่ม แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. เป็นนักธุรกิจ และเตรียมประกาศรายชื่อผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ครบ 50 เขตในเย็นวันนี้ พรรคประชาธิปัตย์ดูมั่นใจเต็มเปี่ยม ภายใต้การนำของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ที่กลับมาสร้างความเข้มแข็งให้พรรคในพื้นที่กทม.

“สกลธี”แย้มเพิ่ม แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. เป็นนักธุรกิจ

นายสกลธี ภัททิยกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2567 ว่า พรรคประชาธิปัตย์ใกล้สมบูรณ์แบบแล้วในการสรรหาผู้สมัคร สก. โดยก่อนหน้านี้อนุมัติไป 45 เขต และล่าสุดคณะกรรมการสรรหาได้พิจารณาเขตที่เหลืออีก 5 เขต ได้แก่ สายไหม บางเขน ดุสิต หนองแขม และบางนา จะประกาศอย่างเป็นทางการหลังประชุมบอร์ดพรรคเวลา 16.00 น.

ในบรรดาผู้สมัคร 50 เขตนี้ มีทั้งอดีต สก. พรรคประชาธิปัตย์ที่เคยทำคะแนนดี สก. จากพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนที่ยอมย้ายมาร่วม รวมถึงบุคคลที่มีผลงานโดดเด่นที่สกลธีเคยเห็นตอนเป็นรองผู้ว่าฯกทม. พรรคคัดสรรจากผลงานและแนวคิดที่สอดคล้องกัน มั่นใจว่าจะปักธงได้หลายเขต เพราะการเลือกตั้ง สก. ไม่ดุเดือดเท่าเลือกตั้งใหญ่

เตรียมเปิดตัวแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. กลางเดือนพ.ค.

สำหรับ “สกลธี”แย้มเพิ่ม แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. เป็นนักธุรกิจ ที่จะเปิดตัวช่วงกลางเดือนพฤษภาคมนี้ สกลธีย้ำว่ายังไม่เปิดชื่อเพราะเจ้าตัวมีภารกิจต้องเคลียร์ แต่รับประกันว่ามีประสบการณ์การเมืองและบริหารธุรกิจเอกชน จะประสานงานกับรัฐบาลได้ดีเยี่ยม ที่สำคัญ ตัดสินใจลงเพราะอยากร่วมงานกับ “อภิสิทธิ์” และพรรคประชาธิปัตย์

เมื่อเทียบกับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม.คนปัจจุบัน สกลธียอมรับว่าแชมป์เก่าน่ากลัว แต่ชี้ 4 ปีที่ผ่านมา ยังมีจุดอ่อนหลายเรื่อง เช่น

  • ติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มเติมที่ยังไม่ครบ
  • ระบบ Feeder เชื่อมต่อการเดินทางสาธารณะไม่สมบูรณ์
  • ปัญหาน้ำท่วม การจราจร ที่ประชาชนยังบ่น

แคนดิเดตของพรรคจะตอบโจทย์คนกรุงได้ดีกว่า และพรรคโปร่งใส ส่งในนามพรรค ไม่แอบหนุนหลังแบบอิสระ สกลธีตั้งคำถาม “ชัชชาติอิสระจริงหรือ?” เพราะทุกคนรู้ว่ามีพรรคหนุน

พรรคให้อิสระผู้สมัครทำนโยบายเอง แต่เชื่อว่าทุกคนจะชนะในนามพรรค และพร้อมร่วมมือกับผู้ว่าฯ ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร

ความนิยมพรรคประชาธิปัตย์ในกทม.พุ่งสูงขึ้นหลังอภิสิทธิ์กลับมา ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ลุ้นสุดๆ ผู้สมัครทั้งผู้ว่าฯและ สก. มีศักยภาพสูง ลุ้นว่าจะ “ว้าว” คนกรุงได้แค่ไหน

ติดตามข่าวสารการเลือกตั้งกทม. ล่าสุด และวิเคราะห์นโยบายผู้สมัครแต่ละพรรค เพื่อเลือกตั้งอย่างมีสติในครั้งนี้ คุณคิดว่าแคนดิเดตนักธุรกิจรายนี้จะสู้ชัชชาติได้ไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – “สกลธี”แย้มเพิ่ม แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. เป็นนักธุรกิจ เตรียมประกาศชื่อผู้สมัคร สก. เย็นนี้

ดัชนีการเมือง เม.ย. 69 ลดทุกตัวชี้วัด อนุทินเด่นสุด

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อก! วันนี้เราจะมาวิเคราะห์กันแบบละเอียดยิบกับประเด็นร้อน ดัชนีการเมือง เม.ย. 69 ลดทุกตัวชี้วัด จากผลสำรวจสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ที่เพิ่งออกมาแจ้งเกิดความกังวลของประชาชนต่อสถานการณ์การเมืองไทยในเดือนเมษายน 2569 ครับ ผลสำรวจนี้เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างกว่า 2,214 คนทั่วประเทศ ทั้งออนไลน์และภาคสนาม ระหว่าง 27-30 เมษายน โดยใช้ตัวชี้วัดถึง 25 ตัว คะแนนเต็ม 10 คะแนน ภาพรวมดัชนีการเมืองไทยได้แค่ 3.79 คะแนน ลดลงจากเดือนมี.ค. ที่ 3.89 คะแนน ส่งสัญญาณไม่ดีเลยนะครับ

ดัชนีการเมือง เม.ย. 69 ลดทุกตัวชี้วัด

ที่น่าตกใจคือ ดัชนีการเมือง เม.ย. 69 ลดลงทุกตัวชี้วัดเมื่อเทียบเดือนก่อน! มาดูอันดับกันครับ เรียงจากคะแนนสูงสุด:

  • ผลงานของฝ่ายค้าน: 4.31 คะแนน
  • สิทธิและเสรีภาพของประชาชน: 4.24 คะแนน
  • การมีส่วนร่วมของประชาชน: 4.22 คะแนน
  • การพัฒนาด้านการศึกษา: 4.18 คะแนน
  • ความมั่นคงของประเทศ: 4.13 คะแนน
  • สภาพสังคมโดยรวม: 4.06 คะแนน
  • เสถียรภาพทางการเมือง: 4.03 คะแนน
  • การดำเนินงานพรรคการเมือง: 3.99 คะแนน
  • ความปลอดภัยชีวิต-ทรัพย์สิน: 3.95 คะแนน
  • พฤติกรรมนักการเมือง: 3.91 คะแนน

ส่วนตัวชี้วัดต่ำสุดที่ลากยาวท้ายตาราง เช่น การแก้ปัญหายาเสพติด 3.22 คะแนน, ราคาสินค้า 3.23 คะแนน, ความยากจน 3.34 คะแนน, ทุจริต 3.35 คะแนน สภาพเศรษฐกิจ 3.46 คะแนน ค่าครองชีพ 3.49 คะแนน แสดงให้เห็นว่าปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง คอร์รัปชัน ยังเป็น痛点ใหญ่ของประชาชนครับ โดยเฉพาะค่าครองชีพที่พุ่งสูงจากวิกฤติตะวันออกกลาง ส่งผลราคาน้ำมัน-ไฟฟ้าแพง รายได้ไม่ขึ้นตาม

นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่โดดเด่นที่สุด

ในฝั่งรัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล” คว้าอันดับ 1 บทบาทเด่นสุด 39.07% ตามด้วย ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ 28.22%, ศุภจี สุธรรมพันธุ์ 17.01%, เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ 9.78%, สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว 5.92% แสดงว่าประชาชนยังเห็นผลงานอนุทินชัดเจนที่สุดครับ

ฝ่ายค้าน “อภิสิทธิ์” นำโด่ง

ฝ่ายค้าน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อันดับ 1 27.82%, รักชนก ศรีนอก 23.25%, ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ 17.24%, รังสิมันต์ โรม 16.07%, ธรรมนัส พรหมเผ่า 15.62% ฝ่ายค้านยังได้คะแนนผลงานสูงสุดในดัชนีด้วย

ประชาชนฝากบอกรัฐบาลอันดับ 1: แก้ปัญหาปากท้อง ลดค่าครองชีพ 49.82%, ลดค่าไฟ-น้ำมัน 31.03%, ตั้งใจทำงานตามสัญญา 19.15% สำหรับฝ่ายค้าน: ตรวจสอบทุจริต-ใช้งบ 44.37%, ตั้งใจยึดหลักการ 34.57%, เป็นปากเสียงประชาชน 21.06%

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล วิเคราะห์ว่า การลดลงทุกตัวชี้วัดสะท้อนภาพรวมการเมือง-เศรษฐกิจ-คุณภาพชีวิตยังไม่ดีพอ โดยเฉพาะปากท้อง ผศ.กัญญกานต์ เสถียรสุคนธ์ เสริมว่าปัจจัยภายนอกอย่างตะวันออกกลางกระทบราคาพลังงาน รัฐต้องบรรเทาให้ทัน รัฐบาลต้องแปลงวิกฤติเป็นโอกาสด้วยมาตรการเชิงรุก โปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่น

จากมุมมอง SEO และการเมือง ดัชนีการเมือง เม.ย. 69 ลดทุกตัวชี้วัด นี้เป็นสัญญาณเตือนว่ารัฐบาลต้องโฟกัสปัญหาเร่งด่วนอย่างเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ ทุจริต หากไม่แก้ อาจกระทบเสถียรภาพยาวๆ การเมืองไทยปี 2569 ยังมีทางแก้ไข ถ้ารัฐ-ค้านร่วมมือกันจริงจัง

ความเห็นส่วนตัว: ผลสำรวจนี้ชี้ชัดว่าประชาชนเบื่อคำพูด อยากเห็นผลงานจริง โดยเฉพาะลดค่าครองชีพ ลดราคาสินค้า สร้างงาน รัฐบาลอนุทินต้องเร่งแสดงศักยภาพ ฝ่ายค้านอย่างอภิสิทธิ์ต้องตรวจสอบเข้มข้น คุณล่ะคิดยังไงกับดัชนีการเมืองนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะครับ อย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ด้วย!

ที่มา – ดัชนีการเมือง เม.ย. 69 ลดทุกตัวชี้วัด รัฐบาล “อนุทิน” บทบาทเด่นสุด ฝ่ายค้าน “อภิสิทธิ์”

“สาทิตย์” รับตรงๆ “ประชาธิปัตย์” ยังหาผู้ว่าฯกทม.ไม่ได้

ในวงการการเมืองกรุงเทพฯ กำลังร้อนระอุ เมื่อ “สาทิตย์” รับตรงๆ “ประชาธิปัตย์” ยังหาตัวผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ไม่ได้ นายสาทิตย์ วงษ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเปิดเผยตรงๆ กับสื่อมวลชน เกี่ยวกับความคืบหน้าการส่งผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯกทม.) ซึ่งยังคงเป็นปริศนาที่พรรคต้องเผชิญ วันนี้เราจะมาวิเคราะห์สถานการณ์นี้กันแบบละเอียด เพื่อให้เข้าใจภาพรวมการเมืองในเมืองหลวง

“สาทิตย์” รับตรงๆ “ประชาธิปัตย์” ยังหาตัวผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ไม่ได้

วันที่ 28 เมษายน 2566 ที่สำนักงานพรรคประชาธิปัตย์ นายสาทิตย์ ในฐานะ ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค ได้ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ซึ่งที่ประชุมได้อนุมัติผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ครบ 50 เขตเรียบร้อยแล้ว แต่สำหรับผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. ยังคงอยู่ในขั้นตอนการพูดคุยและทาบทามบุคคลต่างๆ เขายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า สถานการณ์การเมืองปัจจุบันไม่ง่ายเลย โดยเฉพาะเมื่อผู้ว่าฯกทม.คนปัจจุบันอย่างนายชัชชาติ สิธิวัชรากร มีฐานเสียงที่แน่นปึ้ก แม้จะมีกระแสวิจารณ์บ้าง แต่ความนิยมยังคงสูง

นอกจากนี้ พรรคประชาธิปัตย์เองก็มี ส.ส. เพียง 21 คน และไม่มี ส.ส. ในเขตกรุงเทพฯ เลย ทำให้การหาคนที่พร้อมลงสนามชิงผู้ว่าฯกทม. ยิ่งยากขึ้น ผู้สมัครต้องพร้อมเสียสละ ลาออกจากงานประจำเพื่อมารับใช้พรรคและประชาชนกรุงเทพฯ

ฐานเสียงชัชชาติยังแน่นแฟ้น เหตุผลหลักที่ “ประชาธิปัตย์” ลังเล

หนึ่งในอุปสรรคใหญ่คือฐานเสียงของผู้ว่าฯชัชชาติที่แข็งแกร่ง นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งมา ได้รับความนิยมจากนโยบายที่ตอบโจทย์คนกรุง เช่น การแก้ปัญหาน้ำท่วม จราจร และปรับปรุงสวนสาธารณะ ทำให้คู่แข่งต้องคิดหนัก พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเคยครองใจคนกรุงมานาน มองว่าต้องหาคนที่มีศักยภาพสูงพอจะสู้ได้

ทาบทามบุคคลลับๆ ไม่ใช่ชื่อที่เป็นข่าว

นายสาทิตย์ยืนยันว่าพรรคกำลังทาบทามหลายคน โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคได้ลงมือพูดคุยด้วยตัวเอง แต่ชื่อที่ปรากฏในสื่ออย่าง ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี และนายอภิชัย เตชะอุบล ไม่ได้อยู่ในลิสต์ พรรคเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ เพื่อไม่ให้กระทบต่อบุคคลที่สนใจ หากตกผลึกแล้วจะแถลงเปิดตัวทันที แต่ถ้าไม่ได้ ก็จะบอกตรงๆ อย่างที่ทำอยู่ตอนนี้

  • ทาบทามคนนอกพรรคเป็นหลัก
  • หลีกเลี่ยงชื่อที่เป็นข่าวเพื่อป้องกันผลกระทบ
  • หัวหน้าพรรคอภิสิทธิ์ลงมือเอง
  • หากได้ตัว จะเปิดตัวพร้อม ส.ก.

อยากได้คนรุ่นใหม่ ไม่ใช้คนในพรรค

ที่น่าสนใจคือ พรรคไม่คิดใช้คนในพรรคลงสมัคร เพราะต้องการคนใหม่ที่มีแนวคิดทันสมัย เพื่อพัฒนากรุงเทพฯ ให้เปลี่ยนแปลง นโยบายคนรุ่นใหม่จะช่วยดึงดูดฐานเสียงวัยหนุ่มสาว ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการเลือกตั้งครั้งหน้า หากสุดท้ายหาไม่ได้ พรรคก็จะไม่ส่งผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. แต่ยืนยันส่ง ส.ก. 50 เขตแน่นอน เพื่อรักษาฐานในสภากรุงเทพฯ

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายของพรรคเก่าแก่如ประชาธิปัตย์ ในยุคที่การเมืองท้องถิ่นเปลี่ยนไป พรรคอื่นๆ อย่างเพื่อไทย ก้าวไกล พลังประชารัฐ ก็กำลังเคลื่อนไหวเต็มที่ การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ครั้งต่อไปน่าจะดุเดือดยิ่งกว่าเดิม ด้วยประเด็นร้อนอย่างสิ่งแวดล้อม คมนาคม และเศรษฐกิจหลังโควิด

จากมุมมองของผู้วิเคราะห์ การที่ “สาทิตย์” รับตรงๆ “ประชาธิปัตย์” ยังหาตัวผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ไม่ได้ แสดงถึงกลยุทธ์ที่รอบคอบของพรรค ดีกว่าส่งคนลงไปแล้วแพ้ยับเยิน อาจเป็นการถอยเพื่อก้าวหน้า รอจังหวะที่เหมาะสมกว่า

คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? พรรคประชาธิปัตย์จะหาคนได้ทันหรือไม่ หรือจะถอนตัวจริงๆ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวการเมืองอัปเดต!

ที่มา – “สาทิตย์” รับตรงๆ “ประชาธิปัตย์” ยังหาตัวผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ไม่ได้

พรรคประชาธิปัตย์ เปิด “คลินิกกฎหมายทนายอาสา” บริการฟรี 4 ภาค

พรรคประชาธิปัตย์ เปิด “คลินิกกฎหมายทนายอาสา” บริการฟรี 4 ภาค

พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้ประกาศเปิดตัวโครงการสุดยอดที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริง นั่นคือ พรรคประชาธิปัตย์ เปิด “คลินิกกฎหมายทนายอาสา” บริการฟรี 4 ภาค เพื่อให้พี่น้องประชาชนทั่วประเทศได้รับการปรึกษากฎหมายฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแม้แต่บาทเดียว โครงการนี้เกิดจากแนวคิดของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ที่มอบหมายให้นายชัยชนะ เดโช ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคดูแลพื้นที่ภาคใต้ เป็นผู้รับผิดชอบหลัก

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 หลังการประชุม ส.ส. พรรคประจำสัปดาห์ นายชัยชนะได้เปิดเผยรายละเอียดโครงการนี้ โดยจะเริ่มคิกออฟพื้นที่แรกที่จังหวัดพังงาในภาคใต้ ก่อนขยายไปครบทั้ง 4 ภาคทั่วประเทศ ทนายอาสาที่เข้าร่วมมีถึง 30 คนแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอดีตผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และจะหมุนเวียนลงพื้นที่ทุกสัปดาห์ ณ สาขาพรรคในแต่ละจังหวัด

บริการอะไรบ้างในคลินิกกฎหมายทนายอาสา

คลินิกกฎหมายทนายอาสานี้ครอบคลุมการปรึกษาคดีหลากหลายประเภท เช่น กฎหมายที่ดิน กฎหมายอาญา กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยเฉพาะปัญหาที่ประชาชนถูกเอารัดเอาเปรียบจากหน่วยงานราชการ แก๊งสแกมเมอร์ หรือคอลเซ็นเตอร์ที่หลอกลวงทรัพย์สิน นายชัยชนะย้ำว่า โครงการนี้มุ่ง “ติดอาวุธทางปัญญา” ให้ประชาชน รู้เท่าทันกฎหมาย เพื่อต่อสู้เรียกร้องความยุติธรรมได้ด้วยตัวเอง

ยกตัวอย่างกรณีถูกแก๊งสแกมหลอกเงิน ประชาชนทั่วไปอาจไม่รู้ว่าต้องแจ้งข้อมูลกับหน่วยงาน AOT เพื่อรับเลขคดีก่อน แล้วค่อยนำไปแจ้งความที่สถานีตำรวจในพื้นที่ ทนายอาสาจะช่วยอธิบายขั้นตอนเหล่านี้ให้ชัดเจน ทำให้ประชาชนไม่ถูกเอาเปรียบอีกต่อไป นอกจากนี้ ยังให้ความรู้เรื่องหลักนิติรัฐและนิติธรรม ซึ่งเป็นที่พึ่งพาที่หายากในยุคปัจจุบัน

ประโยชน์ของโครงการคลินิกกฎหมายฟรีจากพรรคประชาธิปัตย์

  • บริการฟรี 100%: ไม่มีค่าใช้จ่าย เปิดให้ทุกคนเข้าถึงได้
  • ครอบคลุม 4 ภาค: ลงพื้นที่สาขาพรรคทุกจังหวัด หมุนเวียนทีมทนายอาสา
  • เชี่ยวชาญเฉพาะทาง: จัดการปัญหายอดฮิตอย่างสแกม ที่ดิน และคดีแพ่ง
  • ติดอาวุธทางกฎหมาย: สอนประชาชนให้รู้จักสิทธิ เพื่อป้องกันตัวเองในอนาคต

โครงการนี้ไม่ใช่แค่ช่วยคดี แต่ยังเสริมสร้างความรู้ให้ประชาชนรู้เท่าทันระบบยุติธรรมที่ซับซ้อน ปัจจุบันที่พึ่งทางกฎหมายสำหรับคนทั่วไปน้อยมาก แต่ด้วย พรรคประชาธิปัตย์ เปิด “คลินิกกฎหมายทนายอาสา” บริการฟรี 4 ภาค จะเปลี่ยนแปลงสิ่งนั้นได้อย่างแน่นอน

นอกจากนี้ พรรคยังวางแผนขยายทีมทนายอาสาให้มากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการที่คาดว่าจะถาโถมจากประชาชนทั่วประเทศ หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีปัญหากฎหมาย ลองติดต่อสาขาพรรคประชาธิปัตย์ในพื้นที่ได้เลย โอกาสดีๆ แบบนี้หาไม่ได้ง่ายๆ

ในมุมมองของผู้เขียน โครงการนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคประชาธิปัตย์ในการยึดมั่นหลักประชาธิปไตยและนิติธรรม สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่ามีพรรคการเมืองที่ใส่ใจปัญหาจริงๆ ไม่ใช่แค่พูดเล่นๆ หากคุณสนใจ สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมหรือเข้าร่วมปรึกษาได้ที่สาขาพรรคใกล้บ้าน เพื่อปกป้องสิทธิของคุณวันนี้!

ที่มา – พรรคประชาธิปัตย์ เปิด “คลินิกกฎหมายทนายอาสา” บริการฟรี 4 ภาค

“อภิสิทธิ์” ดีใจ รัฐบาลเดินหน้าพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้

“อภิสิทธิ์” ดีใจ รัฐบาลเดินหน้าพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ แนะ 2 ข้อเร่งสะสาง เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในวันนี้ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงความเห็นอย่างชัดเจนต่อการแต่งตั้งคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ปัญหาความไม่สงบที่ยืดเยื้อมานาน

“อภิสิทธิ์” ดีใจ รัฐบาลเดินหน้าพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ แนะ 2 ข้อเร่งสะสาง

ในวันที่ 25 เมษายน 2569 ที่สำนักงานพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการแต่งตั้งนายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะพูดคุย โดยระบุว่า ดีใจที่รัฐบาลเดินหน้าเรื่องนี้ เพราะก่อนหน้านี้ได้ท้วงติงในช่วงแถลงนโยบายต่อรัฐสภาที่ขาดการกล่าวถึงประเด็นนี้ แม้จะมีการรายงานในสภาความมั่นคง แต่ยังให้น้ำหนักน้อยเกินไป ทั้งที่การพูดคุยคือกระบวนการที่มีโอกาสแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนที่สุด

นายอภิสิทธิ์ ย้ำว่าการเลือกบุคคลเป็นพลเรือนช่วยสร้างความมั่นใจได้ แต่ต้องระวังเรื่องการข่าวที่อาจทำให้เกิดความหวาดระแวง โดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคงที่มักถูกมองว่าใช้วงเจรจาหาข้อมูล ดังนั้นคณะพูดคุยต้องสร้างความไว้วางใจ สร้างภาพชัดเจนว่าจะนำไปสู่อะไร โดยเฉพาะการกระจายอำนาจภายใต้รัฐธรรมนูญที่ยังคงเป็นราชอาณาจักรอัน indivisible เพื่อให้ประชาชนหลากหลายเชื้อชาติอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน รักษาอัตลักษณ์ของตน

2 ข้อแนะนำเร่งด่วนจาก “อภิสิทธิ์” ดีใจ รัฐบาลเดินหน้าพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้

นอกจากนี้ ในพื้นที่ยังมี 2 เรื่องเร่งสะสางเพื่อลดความขัดแย้ง:

  • คดีลอบสังหาร ส.ส.: หลังจับกุมผู้ต้องหาแล้ว ต้องขยายผลถึงผู้บงการ โดยเฉพาะตรวจสอบการใช้รถราชการและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อความโปร่งใส มิเช่นนั้นจะยิ่งสร้างความหวาดระแวง
  • หยุดใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO): การใช้ IO กับผู้เห็นต่างและสื่อมวลชน ไม่ช่วยแก้ปัญหา แต่กลับเพาะความเกลียดชังและขัดแย้งมากขึ้น

ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างปัตตานี ยะลา นราธิวาส และบางส่วนของสงขลา เริ่มมาตั้งแต่ปี 2547 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตนับพันราย การพูดคุยสันติภาพจึงเป็นทางออกที่ทุกฝ่ายรอคอย รัฐบาลต้องสื่อสารให้ประชาชนทั้งประเทศเข้าใจว่า การกระจายอำนาจไม่ใช่การแยกตัว แต่เป็นการบริหารจัดการให้เหมาะสมกับความหลากหลายทางวัฒนธรรม ศาสนา และภาษา

การสร้างความไว้วางใจต้องเริ่มจากความโปร่งใส เช่น การเปิดเผยข้อมูลคดีสำคัญ และหยุดการแทรกแซงข้อมูลที่บิดเบือน หากทำได้ จะช่วยลดช่องว่างระหว่างฝ่ายรัฐกับกลุ่มผู้เห็นต่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ควรมีกลไกตรวจสอบอิสระเพื่อให้ประชาชนมั่นใจในกระบวนการ

ในมุมมองของผู้เขียน การริเริ่มนี้เป็นสัญญาณบวก แต่ต้องติดตามผลอย่างใกล้ชิด หากรัฐบาลทำตามคำแนะนำของนายอภิสิทธิ์ได้ โอกาสสู่สันติภาพยั่งยืนจะสูงขึ้นมาก คุณคิดอย่างไรกับแนวทางนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อกระจายข้อมูลที่เป็นประโยชน์!

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ดีใจ รัฐบาลเดินหน้าพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ แนะ 2 ข้อเร่งสะสาง

อภิสิทธิ์ หนุนยกเลิก MOU 2544 ชี้ไร้สภาพบังคับใช้จริง

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนชาวไทยในขณะนี้คือเรื่องอภิสิทธิ์ หนุนยกเลิก MOU 2544 โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนในประเด็นนี้ หลังจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มีมติให้ยกเลิกบันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน หรือที่รู้จักกันในชื่อ MOU 2544

อภิสิทธิ์ หนุนยกเลิก MOU 2544 ชี้ไร้สภาพบังคับใช้จริง

MOU 2544 นี้ถูกเซ็นสัญญาเมื่อปี พ.ศ. 2544 เพื่อกำหนดกรอบการเจรจาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทย ซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญ แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาเอกสารนี้กลับไม่เคยถูกนำมาใช้งานจริงในทางปฏิบัติ เนื่องจากมีปัญหาหลักเรื่องแผนที่ที่ไม่ชัดเจนและข้อพิพาทอื่นๆ ที่ค้างคา นายอภิสิทธิ์ชี้ว่าการยกเลิกจึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลและไม่มีปัญหาในเชิงหลักการ

"พรรคประชาธิปัตย์มีจุดยืนในเรื่องนี้มานานแล้วว่า MOU ดังกล่าวมีปัญหาเรื่องแผนที่มาตั้งแต่ต้นและไม่มีการนำมาใช้งานจริง" นายอภิสิทธิ์กล่าวในการให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2567 เขายังเตือนว่ารัฐบาลต้องดำเนินการทางกฎหมายให้รัดกุม เพราะการเดินหน้าตามกรอบเดิมอาจนำมาซึ่งปัญหามากกว่า

เหตุผลหลักที่อภิสิทธิ์ หนุนยกเลิก MOU 2544

  • ปัญหาแผนที่ไม่ชัดเจน: แผนที่ใน MOU 2544 มีความคลุมเครือ ทำให้ไม่สามารถใช้เป็นฐานในการเจรจาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ไม่เคยใช้งานจริง: ตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา ไม่มีการสำรวจหรือเจรจาตามกรอบนี้เลย เนื่องจากติดข้อพิพาทชายแดนอื่นๆ เช่น เกาะกัมพูชาและปราสาทพระวิหาร
  • สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ: ไทยและกัมพูชาเป็นภาคี UNCLOS 1982 ซึ่งกัมพูชามักไม่ปฏิบัติตาม ดังนั้นการยกเลิกเพื่อเจรจาใหม่จึงจำเป็น

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ยังย้ำถึงความสำคัญของการเฝ้าติดตามปฏิกิริยาจากฝั่งกัมพูชา หลังการยกเลิก MOU นี้ เพราะอาจนำไปสู่การเคลื่อนไหวที่กระทบต่อผลประโยชน์ของไทยในทะเลอ่าวไทย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงในการผลิตพลังงาน

บริบทของ MOU 2544 และปัญหาที่ค้างคา

MOU 2544 หรือ Memorandum of Understanding on the Survey and Demarcation of the Maritime Boundary between the Kingdom of Cambodia and the Kingdom of Thailand เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนประมาณ 26,000 ตารางกิโลเมตรในอ่าวไทย แต่ปัญหาแผนที่ที่ใช้ในการร่างเอกสารนี้ถูกวิจารณ์ว่ามีความคลาดเคลื่อน โดยเฉพาะการอ้างอิงจากแผนที่เก่าแก่ที่กัมพูชานำเสนอ ทำให้ไทยเสียเปรียบ

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลไทยหลายชุดพยายามใช้ MOU นี้ในการเจรจา แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ ประกอบกับคดีที่ศาลโลกตัดสินเรื่องปราสาทพระวิหาร ทำให้ประเด็นชายแดนทะเลยิ่งซับซ้อน อภิสิทธิ์ หนุนยกเลิก MOU 2544 จึงถือเป็นจุดยืนที่ชัดเจนของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเคยมีบทบาทสำคัญในการปกป้องอธิปไตยไทยสมัยที่นายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี

ผลกระทบและแนวทางข้างหน้า

การยกเลิก MOU 2544 ครั้งนี้อาจเปิดโอกาสให้ไทยเจรจาข้อตกลงใหม่ที่เป็นธรรมมากขึ้น โดยยึดหลัก UNCLOS อย่างเคร่งครัด แต่รัฐบาลต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการตอบโต้จากกัมพูชา ซึ่งอาจยื่นเรื่องต่อองค์กรระหว่างประเทศ นายอภิสิทธิ์แนะนำให้รัฐบาลติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมแนวทางรับมือที่สอดคล้องกับประโยชน์ชาติ

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมันก๊าซ แต่ยังเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางทะเลและเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว การยกเลิก MOU ที่ไร้ประโยชน์จะช่วยให้ไทยมีท่าทีที่แข็งแกร่งขึ้นในการปกป้องสิทธิของตน

สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจของ สมช. ถือเป็นก้าวสำคัญ แต่ความสำเร็จขึ้นอยู่กับความรัดกุมทางกฎหมายดังที่อภิสิทธิ์เตือนไว้ คุณคิดว่าการยกเลิก MOU 2544 จะนำพาผลดีหรือผลเสียต่อไทยมากกว่ากัน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลถึงมือคนไทยทุกคน!

ที่มา – “อภิสิทธิ์” หนุนยกเลิก MOU 2544 ชี้ไร้สภาพบังคับใช้จริง-ย้ำต้องรัดกุมข้อกฎหมาย

ปชป. จัดประชุมใหญ่ออนไลน์ สรุปผลงานตรวจสอบรัฐบาล

ปชป. จัดประชุมใหญ่ออนไลน์ สรุปผลงาน-งบการเงิน เดินหน้าตรวจสอบรัฐบาล ลั่นเป็น 21 เสียงที่ดัง สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาพูดถึงข่าวการเมืองที่น่าสนใจจากพรรคประชาธิปัตย์ หรือที่เราคุ้นเคยกันดีในชื่อ ปชป. นะครับ เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 พรรคได้จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งเป็นรูปแบบที่สะดวกและทันสมัยมากในยุคนี้ โดยมีสมาชิกและแกนนำมาร่วมกันอย่างคับคั่ง ทั้งที่ห้องประชุมชั้น 3 อาคาร ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และออนไลน์ด้วย

ปชป. จัดประชุมใหญ่ออนไลน์
ประชุมใหญ่พรรคประชาธิปัตย์

ปชป. จัดประชุมใหญ่ออนไลน์ สรุปผลงานและงบการเงินอย่างโปร่งใส

วาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้คือการรายงานผลงานรอบปีที่ผ่านมาตามมาตรา 43 และรับรองงบการเงินปี 2568 ตามมาตรา 62 พ.ร.ป.พรรคการเมือง ที่ประชุมเห็นชอบทั้งหมด แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและตรวจสอบได้ชัดเจนเลยครับ นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้สมาชิกสะท้อนปัญหาจากพื้นที่ต่างๆ ด้วย

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคและประธานประชุม ได้ชี้แจงเรื่องปัญหาเกษตรกร โดย ส.ส. พศิน ปิตุเตชะ และ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ได้อภิปรายและเสนอญัตติเรื่องพืชผลเกษตรและฝุ่น PM2.5 จนนำไปสู่การตั้งกรรมาธิการวิสามัญ สุดยอดเลย!

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในที่ประชุม
สมาชิกพรรคประชุมออนไลน์

ผลงานตรวจสอบรัฐบาลด้วย 21 เสียงที่ดัง

นายกรณ์ จาติกวณิช ตั้งกระทู้ถามเรื่องต้นทุนการผลิต โดยย้ำจุดยืนช่วยเหลือพลังงานตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่แค่กลุ่มเปราะบาง พรรคจะเร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรู้ว่าปชป. จัดการอย่างมืออาชีพ หัวหน้าพรรคลั่น แม้มี ส.ส. แค่ 21 เสียง แต่เป็นเสียงที่ดังและตรวจสอบเต็มที่ ผ่านกระทู้ถาม ญัตติ อภิปรายสร้างสรรค์

  • อภิปรายนโยบายเศรษฐกิจ สังคม การเมือง
  • กดดันตั้งกรรมาธิการ PM2.5
  • ช่วยเกษตรกรเรื่องพืชผลและต้นทุน
กรณ์ จาติกวณิช

แผนงานอนาคตหลังปชป. จัดประชุมใหญ่ออนไลน์

หลังจากนี้ พรรคจะทำงานนอกสภาให้เป็นระบบ ใช้แอปเชื่อมสมาชิกทั่วประเทศ รับฟังปัญหา สร้างดัชนีคุณภาพชีวิตจากข้อมูลจริง เช่น ค่าครองชีพ ราคาน้ำมัน อินเทอร์เน็ต ไม่พึ่งข้อมูลรัฐอย่างเดียว ในโอกาสครบ 80 ปี จะมีกิจกรรมทั้งปี สร้างเยาวชน รวบรวมอดีต ส.ส. รัฐมนตรีมาช่วยตรวจสอบ ปชป. จัดประชุมใหญ่ออนไลน์ครั้งนี้ แสดงศักยภาพชัดเจน

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

เห็นไหมครับว่า แม้ปชป. จะมี ส.ส. น้อย แต่การทำงานจริงจังและโปร่งใสแบบนี้ ทำให้เชื่อมั่นได้ การตรวจสอบรัฐบาลต้องเข้มแข็งแบบนี้แหละ คุณคิดยังไงกับผลงานของปชป. ลองคอมเมนต์บอกกันหน่อยนะครับ และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตที่นี่!

ที่มา – ปชป. จัดประชุมใหญ่ออนไลน์ สรุปผลงาน-งบการเงิน เดินหน้าตรวจสอบรัฐบาล ลั่นเป็น 21 เสียงที่ดัง

Scroll to top