อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

อภิสิทธิ์ ชี้ พ.ร.ก.กู้เงินแก้ปัญหาปลายทาง

อภิสิทธิ์ ชี้ พ.ร.ก.กู้เงินแก้ปัญหาปลายทาง เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงนี้ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลที่เตรียมออกพระราชกำหนดการกู้เงิน (พ.ร.ก.) เพื่อบรรเทาค่าครองชีพ โดยชี้ว่าวิธีนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายทางเท่านั้น และเสนอทางเลือกที่ดีกว่าอย่างการลดค่าการกลั่นน้ำมัน ซึ่งจะช่วยลดภาระประชาชนได้ทั่วถึงมากกว่า

อภิสิทธิ์ ชี้ พ.ร.ก.กู้เงินแก้ปัญหาปลายทาง

ในวันที่ 22 เมษายน 2569 นายอภิสิทธิ์ ได้กล่าวถึงกรณีรัฐบาลจะออก พ.ร.ก.กู้เงิน ว่า เขายังรอฟังคำชี้แจงจากรัฐบาลเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินกู้ โดยย้ำว่าพรรคประชาธิปัตย์เสนอมาตลอดให้รัฐบาลบริหารจัดการต้นทุนให้ดีที่สุดก่อน เช่น ลดภาษีสรรพสามิตและค่าการกลั่นน้ำมันที่ยังสามารถลดได้อีกมาก ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนน้ำมันได้ทันที หากรัฐช่วยลดต้นทุนได้มาก ความจำเป็นในการช่วยเหลือปลายทางด้วยเงินกู้ก็จะน้อยลง

อภิสิทธิ์ ชี้ พ.ร.ก.กู้เงินแก้ปัญหาปลายทาง อาจนำไปสู่ปัญหาใหม่ เช่น การเลือกช่วยเหลือกลุ่มใด และช่วยอย่างไร แต่หากลดค่าการกลั่นลงอีก 5 บาท จะช่วยทุกคน ไม่ใช่แค่ผู้ใช้น้ำมันโดยตรง แต่รวมถึงค่าขนส่งที่ถูกลง ส่งผลดีต่อราคาสินค้าทุกชนิด เขายังเข้าใจสถานการณ์การคลังที่อาจจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้ แต่รัฐต้องมีแผนชัดเจนไม่ให้บานปลาย พร้อมแนวทางเพิ่มรายได้คืน

ข้อเสนอลดค่าการกลั่นและภาษีลาภลอย

นายอภิสิทธิ์ ยังได้พูดคุยกับนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โดยยืนยันว่าค่าการกลั่นที่ 7-8 บาท สามารถลดได้อีก แม้เดือนเมษายนราคาพรีเมี่ยมน้ำมันขึ้นเป็น 15 บาท เขาเสนอให้ใช้ระบบ “ภาษีลาภลอย” ที่ปรับตามสถานการณ์จริง แทนการรอราคาเฉลี่ย เช่น เดือนเมษายนที่ราคาสูงตั้งแต่ต้นเดือน หากเก็บภาษีพิเศษแบบนี้ จะช่วยได้มาก

  • ตัวอย่างราคาน้ำมันดีเซล: ปัจจุบันลิตรละ 42 บาท หากลดภาษีสรรพสามิต 6 บาท และค่าการกลั่น 5 บาท ราคาจะเหลือใกล้ 30 บาท
  • ช่วยลดราคาสินค้าทุกประเภทที่พึ่งพาการขนส่ง
  • ลดภาระรัฐบาลในการช่วยเหลือเพิ่มเติม

พรรคประชาธิปัตย์จึงเร่งให้รัฐบาลบริหารต้นทุนเร็วที่สุด เพื่อช่วยประชาชนที่เดือดร้อนจากราคาน้ำมันแพง โดยเชื่อว่าการประชุม กบง. วันพรุ่งนี้จะมีข่าวดี ลดราคาได้อีก เพราะรัฐมนตรียอมรับหลักการปรับตามราคาเดือนต่อเดือน แม้มีประเด็นโต้แย้งตัวเลข แต่ค่าการกลั่น 5 บาทยังทำได้สบาย

ประโยชน์ระยะยาวจากการลดต้นทุนน้ำมัน

นอกจากช่วยบรรเทาภาระประชาชนทันที การลดค่าการกลั่นยังป้องกันปัญหาเงินเฟ้อจากราคาสินค้าที่ปรับขึ้นตามน้ำมันแพง หากราคาน้ำมันลดลง สินค้าก็ต้องลดตาม รัฐบาลควรโฟกัสที่นี่ก่อนออก พ.ร.ก. เพื่อความยั่งยืน นี่คือมุมมองที่อภิสิทธิ์ ชี้ พ.ร.ก.กู้เงินแก้ปัญหาปลายทาง ซึ่งหลายคนเห็นด้วยเพราะเป็นวิธีแก้ที่ต้นตอ

สุดท้าย การตัดสินใจของ กบง. จะเป็นตัวชี้วัดว่ารัฐบาลฟังข้อเสนอหรือไม่ คุณคิดว่ารัฐควรลดค่าการกลั่นก่อนไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกันครับ

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ชี้ ออก พ.ร.ก.กู้เงิน แก้ปัญหาปลายทาง เชื่อลดค่าการกลั่นได้อีก ช่วยแบ่งเบาภาระ ปชช.

ประชาธิปัตย์ยันส่งผู้ว่าฯกทม.-สก. อภิสิทธิ์ไม่ตอบว้าว

การเมืองในกรุงเทพมหานครกำลังร้อนระอุ เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ยืนยันชัดเจนว่าจะส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ในศึกเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ได้ให้สัมภาษณ์อย่างเป็นกันเอง แต่ก็สร้างความคาดหวังด้วยการไม่ตอบคำถามเรื่อง “ว้าวหรือไม่” เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ ที่กำลังทาบทาม

ประชาธิปัตย์ยันส่งเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. – สก. “อภิสิทธิ์” ไม่ตอบ ว้าวหรือไม่

เมื่อเวลา 14.20 น. วันที่ 22 เมษายน 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยระหว่างให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภาถึงความคืบหน้าในการเตรียมผู้สมัครของพรรคสำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ สก. ว่า พรรคกำลังเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะผู้สมัคร สก. ที่คาดว่าจะได้เพิ่มอีกในวันที่ 28 เมษายนนี้

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ความคืบหน้าผู้สมัคร สก. และผู้ว่าฯ กทม.

สำหรับผู้สมัคร สก. พรรคประชาธิปัตย์กำลังเร่งทาบทามและคาดว่าจะครบทีมในไม่ช้า แต่ที่ทุกคนจับตาคือผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งยังอยู่ในขั้นตอนพูดคุยกับบุคคลที่พรรคกำลังทาบทาม นายอภิสิทธิ์แง้มว่า บุคคลนี้เป็นคนที่ “เคยทำงานร่วมกับพรรค” หรือ “เฉี่ยวๆ กับพรรค” ทำให้หลายคนเริ่มคาดเดาว่า อาจเป็นบุคคลชื่อดังที่เคยมีบทบาทในวงการการเมืองหรือบริหารกรุงเทพฯ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า “ประชาธิปัตย์ยันส่งเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. – สก. “อภิสิทธิ์” ไม่ตอบ ว้าวหรือไม่” นายอภิสิทธิ์เลือกที่จะหัวเราะแทนคำตอบ สร้างความตื่นเต้นให้สื่อและประชาชนที่ติดตามข่าวการเมืองกทม. การไม่ตอบนี้ยิ่งทำให้เกิดการพูดถึงในโซเชียลมีเดียอย่างกว้างขวาง

กำหนดการประชุมพรรคและวาระสำคัญ

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ยังแจ้งว่า วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน 2569 พรรคประชาธิปัตย์จะจัดการประชุมสามัญประจำปี 2569 ในรูปแบบออนไลน์ โดยไม่มีวาระพิเศษ ไม่มีการเสนอแต่งตั้งรองหัวหน้าพรรคคนใหม่ทดแทนนายวีระพงษ์ ประภาที่ลาออกไปทำงานกับรัฐบาล

  • จุดเด่นของการเตรียมทีม: เร่งผู้สมัคร สก. คาดชัดเจน 28 เม.ย.
  • ผู้ว่าฯ กทม.: ทาบทามคนใกล้ชิดพรรค ยังไม่มีชื่อ
  • ประชุมพรรค: ออนไลน์ 26 เม.ย. ไม่มีวาระใหญ่
  • การตอบรับ: อภิสิทธิ์หัวเราะ ไม่ยืนยัน “ว้าว”

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของพรรคประชาธิปัตย์แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการกลับมาสู่งานบริหารกรุงเทพฯ ซึ่งเคยเป็นฐานที่มั่นของพรรคในอดีต หลังจากที่การเลือกตั้งครั้งก่อนๆ พรรคอื่นๆ อย่างเพื่อไทยหรือก้าวไกลครองความนิยม แต่ด้วยประสบการณ์และเครือข่ายในกทม. พรรคประชาธิปัตย์ยังมีโอกาสสูง

ประชาชนกรุงเทพฯ กำลังรอคอยผู้สมัครที่จะมาสร้างการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะปัญหาจราจร น้ำท่วม และสิ่งแวดล้อมที่เรื้อรัง หากผู้สมัครที่ทาบทามมานั้นเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ชัดเจน อาจสร้างเซอร์ไพรส์ได้จริง

ในมุมมองของผู้เขียน การที่ “อภิสิทธิ์” ไม่ตอบเรื่องว้าว ยิ่งทำให้เชื่อว่าพรรคมีแผนการใหญ่ ประชาธิปัตย์ยันส่งเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. – สก. “อภิสิทธิ์” ไม่ตอบ ว้าวหรือไม่ นี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการพลิกเกมการเมืองกทม. ลุ้นกันต่อไป! คุณคิดว่าผู้สมัครจะเป็นใคร? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามอัปเดตข่าวการเมืองล่าสุดกับเรา

ที่มา – ประชาธิปัตย์ยันส่งเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. – สก. “อภิสิทธิ์” ไม่ตอบ ว้าวหรือไม่

“เชาว์” ป้อง “อภิสิทธิ์” ฉะ “รัชดา” ตรรกะวิบัติ หลังพ้น ปชป.

การเมืองไทยช่วงนี้ร้อนระอุไม่แพ้ราคาน้ำมัน! ล่าสุด “เชาว์” ป้อง “อภิสิทธิ์” ฉะ “รัชดา” ตรรกะวิบัติ หลังพ้น ปชป. กลายเป็นประเด็นฮอตที่ชาวเน็ตให้ความสนใจอย่างล้นหลาม วันที่ 17 เมษายน 2569 นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กแซ่บหยด ด้วยหัวข้อ “สแกนคำชี้แจงโฆษกรัฐบาล โต้ ‘อภิสิทธิ์’ เบี่ยงเบน-บิดเบือน น่าผิดหวัง” ตรงดิ่งวิจารณ์นางรัชดา ธนาดิเรก โฆษกรัฐบาล ที่ออกมาตอบโต้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อย่างดุเดือด

เชาว์ยอมรับว่าเสียดายที่รัชดาเคยเป็นเลือดใหม่ของ ปชป. แต่พอพ้นพรรคแล้ว กลับกล้าสวนอภิสิทธิ์แบบ “กระดูกคนละเบอร์” ด้วยข้อมูลผิดเพี้ยน เขาชี้ว่าคนเข้าใจผิดจริงๆ คือรัชดาเอง ถ้ารัชดาเข้าใจสิ่งที่อภิสิทธิ์สื่อ จะต้องชี้แจงแผนแก้วิกฤตชัดเจน ไม่ใช่แค่โต้เถียงไปวันๆ โดยเฉพาะปัญหาใหญ่ที่ถาโถมเข้ามาไม่ว่าจะเป็นน้ำมันแพง วิกฤตพลังงาน หรือเงินเฟ้อที่กำลังพุ่งปรี๊ด

“เชาว์” ป้อง “อภิสิทธิ์” ฉะ “รัชดา” ตรรกะวิบัติ หลังพ้น ปชป.

เหตุการณ์นี้จุดประกายให้เห็นชัดถึงความแตกต่างในมุมมองการเมือง เชาว์ไม่ยอมให้อภิสิทธิ์ถูกบิดเบือนง่ายๆ โดยเฉพาะการตอบโต้เรื่องโครงการคนละครึ่งและการโอนงบประมาณ รัชดาอ้างว่าต้องรอครม.พิจารณางบปี 2570 ก่อน ซึ่งเชาว์ซัดว่าเป็นตรรกะวิบัติชัดๆ เพราะในยามวิกฤต สามารถรีดงบปีปัจจุบันมาใช้ได้ทันที ไม่ใช่รอถึง 1 ต.ค. 2569 แบบนั้นประชาชนตายกันหมดพอดี!

ชุดคำถามจี้ใจดำรัฐบาล

เชาว์ยังตั้งคำถามเด็ดๆ จี้จุดอ่อนของรัฐบาลแบบไม่ยั้ง เพื่อให้เห็นภาพปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังบีบคั้นประชาชน โดยเฉพาะ:

  • ทำไมไม่แก้ปัญหาน้ำมันแพงที่ต้นเหตุ ทำให้ต้นทุนสินค้าพุ่งกระฉูด?
  • ทำไมไม่เก็บภาษีลาภลอยทั้งที่ทำได้ทันที?
  • ทำไมใช้กองทุนน้ำมันอย่างเดียว ไม่แตะภาษีสรรพสามิตหรือกำไรโรงกลั่น?
  • ทำไมนายกฯ ลอยตัวโยนภาระให้ รมต.อื่น แล้วปล่อยประชาชนลำบาก?
  • ทำไมนายกฯ ไม่แสดงภาวะผู้นำ ตัดสินใจนโยบายสำคัญ?
  • กระทรวงเกษตรฯ กับพาณิชย์แยกกัน จะแก้ปัญหาเกษตรกรอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ?
  • ทำไมไม่สื่อสารแผนแก้วิกฤตซ้อนวิกฤตให้ชัด โดยเฉพาะเงินเฟ้อต้นทุน?
  • ทำไมยังยึด “คนละครึ่ง” กระตุ้นเศรษฐกิจแบบหว่านแห ในสภาวะนี้?

คำถามเหล่านี้สะท้อนถึงความล้มเหลวของรัฐบาลในการรับมือวิกฤตพลังงานและเงินเฟ้อที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพประชาชน โดยเฉพาะในยุคที่ราคาน้ำมันทะลุเพดาน อาหารแพงขึ้นทุกวัน เชาว์ชี้ว่าถ้ารัฐบาลตอบไม่ได้ ก็ไม่ควรออกมาโต้แบบไม่ประสีประสา

วิเคราะห์ตรรกะวิบัติของรัชดา

ส่วนที่แซ่บสุดคือการซัดรัชดาว่า “ตรรกะผิดเพี้ยน” หรือตั้งใจเบี่ยงประเด็น โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณที่อ้างขั้นตอนราชการ แต่เชาว์ย้ำว่าอภิสิทธิ์รู้ดีกว่า เพราะเคยผ่านสมรภูมิการเมืองมานับไม่ถ้วน นอกจากนี้ยังผิดหวังที่รัชดาบิดเบือนว่าอภิสิทธิ์ไม่ชอบคนละครึ่ง ทั้งที่จริงๆ แล้วเตือนด้วยความหวังดีว่าโครงการนี้ไม่ตรงจุดในวิกฤตปัจจุบัน ประชาชนต้องการการแก้ปัญหาจริงจัง ไม่ใช่มาตรการชั่วคราว

เชาว์ทิ้งท้ายด้วยคำเตือนเจ็บๆ ว่า หลังจากพ้น ปชป. รัชดาลืม “หลักการและความแม่นยำ” ไปหรือเปล่า? ได้เป็นโฆษกรัฐบาลเพราะพรรคสีน้ำเงิน แต่รากเหง้าคือมาตรฐาน ปชป. ที่สร้างตัวตนให้เธอ นี่คือการเมืองแบบเก่าที่น่าผิดหวังจริงๆ

ประเด็น “เชาว์” ป้อง “อภิสิทธิ์” ฉะ “รัชดา” ตรรกะวิบัติ หลังพ้น ปชป. ไม่ใช่แค่ดราม่าพรรคเก่า แต่สะท้อนปัญหาใหญ่ของไทย: รัฐบาลรับมือวิกฤตเศรษฐกิจได้จริงหรือ? น้ำมันแพง เงินเฟ้อพุ่ง ประชาชนเดือดร้อนหนัก หากยังโต้เถียงกันแบบนี้ อนาคตเศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร?

คุณคิดเห็นอย่างไรกับชุดคำถามของเชาว์? รัฐบาลมีแผนแก้ปัญหาชัดเจนจริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านมุมมองที่ตรงไปตรงมา ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวันเพื่อไม่พลาดประเด็นสำคัญ!

ที่มา – “เชาว์” ป้อง “อภิสิทธิ์” ฉะ “รัชดา” ตรรกะวิบัติ หลังพ้น ปชป.

รัฐบาลทยอยออกมาตรการ “รัชดา” โต้ “อภิสิทธิ์”

ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ประชาชนกำลังเผชิญความเดือดร้อนจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น รัฐบาลได้เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเพื่อบรรเทาปัญหา ล่าสุด น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาโต้แย้งคำวิจารณ์จาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยยืนยันว่ารัฐบาลทยอยออกมาตรการ “รัชดา” โต้ “อภิสิทธิ์” หลายเรื่องทำแล้วบรรเทาเดือดร้อนประชาชน และยังมีแผนอีกมากที่กำลังรอคิว

รัฐบาลทยอยออกมาตรการ “รัชดา” โต้ “อภิสิทธิ์”

วันที่ 16 เมษายน 2569 น.ส.รัชดา ได้ให้สัมภาษณ์ตอบโต้ประเด็นที่นายอภิสิทธิ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล โดยเข้าใจถึงความหวังดี แต่ชี้ว่ารัฐบาลได้ดำเนินการหลายเรื่องไปแล้ว เช่น การผลักดันพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย เพื่อดึงงบจากโครงการไม่จำเป็นมาช่วยประชาชน อย่างไรก็ตาม กระบวนการต้องรอการพิจารณางบประมาณแผ่นดินปี 2570 ก่อน ซึ่งรัฐบาลกำลังเร่งรัดให้แล้วเสร็จ และตั้งเป้าใช้งบใหม่ได้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมุ่งแก้ปัญหาเงินเฟ้อจากต้นทุนที่สูง โดยจะทยอยออกมาตรการใหม่ๆ ขอให้ประชาชนติดตาม ล่าสุดในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งที่ 1 ได้อนุมัติมาตรการพยุงภาคการขนส่งสาธารณะและรถบรรทุก ใช้งบกลางกว่า 2,000 ล้านบาท ช่วยผู้ประกอบการรถมินิบัส แท็กซี่ ไรเดอร์ และรถบรรทุกขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเปิดลงทะเบียนตั้งแต่วันนี้ เพื่อลดค่าครองชีพให้ประชาชน

รัฐบาลทยอยออกมาตรการ “รัชดา” โต้ “อภิสิทธิ์” เรื่องแบ่งงาน “ศุภจี”

สำหรับประเด็นการแบ่งงานให้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ น.ส.รัชดายืนยันว่านายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ดูแลคลัสเตอร์ส่งเสริมการค้า พาณิชยกรรม สินค้าเกษตร อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว ซึ่งครอบคลุมการเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน ส่งเสริม SME พัฒนาสินค้าเกษตร-อุตสาหกรรม และท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน นี่คือการเชื่อมโยงงานข้ามกระทรวงมากกว่าคุมแค่กระทรวงเดียว ตามที่เคยหาเสียงไว้ และมติครม. ก็ชัดเจนแล้ว ควรโฟกัสที่ผลงานมากกว่าข่าวลือ

รัฐบาลมีมาตรการทั้งเฉพาะหน้า เฉพาะกลุ่ม และระยะยาว เช่น โครงการคนละครึ่งที่ยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญ แม้บางฝ่ายจะไม่เห็นด้วย แต่ผลลัพธ์ช่วยประชาชนจริง นอกจากนี้ ยังมีแผนงบประมาณที่คุ้มค่า ตรงกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้ความช่วยเหลือถึงมือประชาชนอย่างแท้จริง

ผลกระทบและแนวโน้มมาตรการรัฐบาล

มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงบรรเทาค่าครองชีพ แต่ยังกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะภาคขนส่งและ SME ที่เป็นเส้นเลือดฝอยของประเทศ การโอนงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยให้รัฐบาลตอบสนองวิกฤตได้เร็วขึ้น ในขณะที่การมอบหมายงานแบบคลัสเตอร์ช่วยให้การประสานงานระหว่างกระทรวงราบรื่น ลดช่องว่าง bureaucratic

  • ช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่ง: ลดต้นทุนน้ำมัน ค่าน้ำมันเครื่องจักร
  • ส่งเสริมสินค้าเกษตร: เพิ่มมูลค่า สร้างรายได้เกษตรกร
  • กระตุ้นท่องเที่ยว: ดึงดูดนักท่องเที่ยว ยั่งยืน
  • งบประมาณปี 2570: เร่งรัดเพื่อใช้ทัน Q4 2569

แม้จะมีเสียงวิจารณ์จากฝ่ายค้าน แต่รัฐบาลยืนยันเดินหน้าตามแผน ขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้ข้อเสนอแนะ

สุดท้าย รัฐบาลขอเชิญชวนประชาชนติดตามมาตรการใหม่ๆ และมีส่วนร่วมแจ้งปัญหา เพื่อให้การช่วยเหลือตรงจุดมากขึ้น คุณคิดอย่างไรกับมาตรการเหล่านี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – รัฐบาลทยอยออกมาตรการ “รัชดา” โต้ “อภิสิทธิ์” หลายเรื่องทำแล้วบรรเทาเดือดร้อนประชาชน

อภิสิทธิ์ ฉะรัฐบาลแก้วิกฤติพลังงาน-ของแพงไม่ตรงจุด

ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ท้าทายแบบนี้ การวิจารณ์จากฝ่ายค้านยิ่งน่าติดตาม โดยเฉพาะ อภิสิทธิ์ ฉะรัฐบาลแก้วิกฤติพลังงาน-ของแพงไม่ตรงจุด ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา ผ่านรายการ “เที่ยงเจอกัน” ทางเพจหมาเฝ้าบ้าน เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 เขาไม่เพียงชี้แจงประเด็นบิดเบือนเรื่องนายวีระพงษ์ ประภา ลาออกจากพรรคเพื่อไปรับตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย แต่ยังวิเคราะห์ปัญหาเศรษฐกิจที่รัฐบาลกำลังเผชิญอย่างละเอียด

ก่อนอื่น นายอภิสิทธิ์ ชี้แจงถึงกรณีที่นายวีระพงษ์ต้องลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาในการทำงานเพื่อชาติในทีมที่ปรึกษารัฐมนตรีพาณิชย์ เขาย้ำว่าการทำหน้าที่ไม่ว่าจะฝ่ายบริหารหรือฝ่ายค้าน ต้องเต็มที่และโปร่งใส โดยเฉพาะตำแหน่งสำคัญที่เทียบเท่ารองนายกฯ ซึ่งต้องกำหนดกรอบการเจรจาการค้าเสรีให้ชัดเจน เพื่อให้ฝ่ายค้านวิจารณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อภิสิทธิ์ ฉะรัฐบาลแก้วิกฤติพลังงาน-ของแพงไม่ตรงจุด

อภิสิทธิ์ ฉะรัฐบาลแก้วิกฤติพลังงาน-ของแพงไม่ตรงจุด โดยตรง โดยระบุว่ารัฐบาลล่าช้าในการรับมือปัญหาน้ำมันแพงและของแพงที่พุ่งสูง การปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันเร็วเกินไปโดยไม่มีมาตรการรองรับ ทำให้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกว่า 4 หมื่นล้านบาทสูญเปล่า มาตรการช่วยเหลือที่ออกมามีงบเพียง 2 พันล้านบาท ซึ่งน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับผลกระทบ

เขาเสนอให้รัฐบาลเร่งปรับโครงสร้างราคาพลังงาน โดยใช้กลไก ภาษีลาภลอย (Windfall Tax) เพื่อเก็บกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นน้ำมันเข้ากองทุน ซึ่งเป็นวิธีสากลที่หลายประเทศนำมาใช้ แทนการบังคับลดราคาด้วยกฎหมายที่อาจทำให้โรงกลั่นขาดสภาพคล่องและชะลอการผลิต นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ทบทวน “สูตรรับซื้อไฟฟ้า” ที่ผูกกับราคาก๊าซโลก ทำให้เอกชนได้กำไรส่วนต่างมหาศาล ทั้งที่ต้นทุนจริงอาจไม่สูงขนาดนั้น

อภิสิทธิ์ ฉะรัฐบาลแก้วิกฤติพลังงานด้วยมาตรการที่ไม่ตรงจุด

ปัญหาคือรัฐบาลมุ่งช่วยเหลือแบบหว่านแห ไม่พุ่งเป้าไปยังกลุ่มที่เดือดร้อนจริง เช่น ครัวเรือนรายได้น้อย ภาคขนส่ง และผู้ประกอบการขนาดเล็ก นายอภิสิทธิ์ แนะนำให้ผลักดัน พ.ร.บ.โอนงบประมาณ เพื่อดึงเงินจากโครงการไม่จำเป็นมาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันและค่าการกลั่น

  • ปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้ยั่งยืน
  • นำภาษีลาภลอยมาใช้เก็บกำไรเกินควร
  • ทบทวนสูตรคำนวณค่าไฟที่เอื้อเอกชนเกินไป
  • ลดภาษีน้ำมันและช่วยเหลือตรงจุด

แนะรมว.คลัง ตีโจทย์เงินเฟ้อจากต้นทุนให้ตรง

นายอภิสิทธิ์ ฝากข้อคิดถึงรัฐมนตรีคลังว่า วิกฤติครั้งนี้เป็น เงินเฟ้อจากต้นทุน (Cost-push inflation) ไม่ใช่วิกฤติหนี้แบบต้มยำกุ้งปี 2540 ดังนั้น ห้ามใช้เครื่องมือที่ทำให้เศรษฐกิจหดตัวเพื่อกดเงินเฟ้อ เลิกมาตรการอย่าง “คนละครึ่ง” ที่กระจายกว้าง แต่ให้มุ่งช่วยกลุ่มเปราะบางและภาคขนส่งที่แบกต้นทุนหนัก

ติงนายกฯ ติดบริหารแบบเอกชนเกินไป

อีกประเด็นสำคัญคือ การบริหารของนายกฯ ที่ยึดติดรูปแบบเอกชน ซึ่งมุ่งกำไรสูงสุด แต่ประเทศมีเป้าหมายหลากหลายและขัดแย้งกัน เช่น ระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับพลังงาน ผู้นำต้องลงมาหาข้อยุติ สื่อสารนโยบายชัดเจนกับประชาชน แทนตอบโต้การเมือง นายอภิสิทธิ์ เตือนว่ารัฐบาลเสถียรจากผลงาน ไม่ใช่เสียงสภา ปัจจัยล้มเร็วคือคอร์รัปชันและคดีค้างคา อย่ามั่นใจอำนาจเกิน

ท้ายที่สุด นี่คือมุมมองที่ควรค่าแก่การพิจารณา หากรัฐบาลนำไปปรับใช้ จะช่วยคลี่คลายปัญหาได้จริง คุณคิดอย่างไรกับคำวิจารณ์นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวการเมืองเศรษฐกิจอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ฉะรัฐบาลแก้วิกฤติพลังงาน-ของแพงไม่ตรงจุด ติงนายกฯ ติดบริหารแบบเอกชน

ประวัติ วีระพงษ์ ประภา ลาออก ปชป. ช่วยศุภจี

วันนี้เรามาเปิดประวัติ วีระพงษ์ ประภากันแบบละเอียดเลยนะครับ ชายหนุ่มวัย 41 ปีที่เพิ่งสร้างความฮือฮาในวงการการเมืองไทย ด้วยการยอมลาออกจากตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เพื่อไปรับบทบาทผู้แทนการค้าไทย ช่วยงานนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรัฐมนตรีพาณิชย์ หลังจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าปชป. ขีดเส้นให้เลือกทางเดินชัดเจน เพราะปชป.ยังเป็นฝ่ายค้าน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2569 วีระพงษ์ได้ส่งข้อความแจ้งในกลุ่มไลน์ยุทธศาสตร์ปชป. ว่ายื่นใบลาออกแล้ว ก่อนโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว อธิบาย 3 เหตุผลหลักในการตัดสินใจครั้งนี้ พร้อมยอมรับว่าถูกทาบทามให้ไปเจรจาข้อตกลงการค้าเสร็จสำคัญ โดยย้ำว่าบทบาทไหนไม่สำคัญเท่าการช่วยไทยพ้นวิกฤตซ้อนวิกฤต ขอบคุณอภิสิทธิ์ที่ให้โอกาสทำงานด้วย

ประวัติ วีระพงษ์ ประภา

ประวัติ วีระพงษ์ ประภา หรือชื่อเล่น “อาร์ท” เกิดวันที่ 30 กันยายน 2527 บุตรนายกำพลและนางวิทินี ประภา ปัจจุบันอายุ 41 ปี ชีวิตครอบครัวน่าสนใจมาก สมรสกับนายฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยพาณิชย์สมัยรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร จดทะเบียนสมรสเมื่อ 2 กรกฎาคม 2568 ถือเป็นคู่ LGBTQ คู่แรกของไทยภายใต้กฎหมายสมรสเท่าเทียม มีบุตรชายนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ อดีตเลขาฯ พรรคไทยสร้างไทย

การศึกษาของวีระพงษ์ ประภา

วีระพงษ์เรียนประถม-มัธยมต้นในไทย ก่อนไปต่อมัธยมปลายที่ Burnside High School เมืองไครสต์เชิร์ช นิวซีแลนด์ จบปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับ 1 สาขาการบัญชี ธุรกิจระหว่างประเทศ และกฎหมายพาณิชย์ จาก Victoria University of Wellington นิวซีแลนด์ และปริญญาโทสาขาการพัฒนาระหว่างประเทศจาก London School of Economics (LSE) อังกฤษ การศึกษาระดับโลกนี้ทำให้เขามีพื้นฐานแข็งแกร่งในด้านการค้าและเศรษฐกิจ

ประสบการณ์การทำงานหลากหลาย

ก่อนเข้าวงการการเมือง วีระพงษ์มีเส้นทางอาชีพโดดเด่น เคยเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีและที่ปรึกษาการเงินที่ EY (Ernst & Young) สาขานิวซีแลนด์และลอนดอน ดูแลบริษัทข้ามชาติด้านเกษตรและการเงิน ต่อมาผันตัวสู่อุตสาหกรรมประชาสังคม เป็นที่ปรึกษา UNDP (โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ) ผู้จัดการสื่อสารสาธารณะ TDRI (สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย) และผู้จัดการอาวุโสธุรกิจยั่งยืนที่ Freedom Fund ในลอนดอน ทักษะเหล่านี้เหมาะสมสุดๆ กับตำแหน่งผู้แทนการค้า

  • ผู้ตรวจสอบบัญชี EY สาขานานาชาติ
  • ที่ปรึกษา UNDP และ TDRI
  • ผู้จัดการ Freedom Fund ด้านความยั่งยืน

เส้นทางการเมืองของวีระพงษ์ ประภา

วีระพงษ์เริ่มโด่งดังทางการเมืองเมื่อได้รับแต่งตั้งผู้แทนการค้าไทยเมื่อ 5 พฤศจิกายน 2567 ในรัฐบาลแพทองธาร แต่หลังเลือกตั้ง 2566 เขาหันมาร่วมทีมอภิสิทธิ์ที่ปชป. ได้เป็นรองหัวหน้าพรรคทันที ท่ามกลางความตกใจของหลายคน ล่าสุด 10 เมษายน 2569 ชื่อเขาปรากฏในคณะที่ปรึกษาศุภจี สร้างคำถามเรื่องสถานะฝ่ายค้าน

อภิสิทธิ์โพสต์ชี้แจงเวลา 13.03 น. วันที่ 12 เมษา 2569 ว่าไม่รู้เรื่องจากศุภจี แต่ วีระพงษ์มาปรึกษาเอง เรื่องทาบทามเป็นผู้แทนการค้า เจรจา FTA กับ EU ให้เสร็จปีนี้ ตำแหน่งนี้เป็นทางการ มีเงินเดือน จึงขอให้ลาออกจากปชป. เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสน ต่อมา 16.22 น. วีระพงษ์โพสต์ลาออก ขอบคุณอภิสิทธิ์ ยกวิสัยทัศน์ ความซื่อสัตย์เป็นแบบอย่าง และเชิญชวนทุกคนร่วมช่วยชาติต่อไป

การตัดสินใจของวีระพงษ์แสดงให้เห็นวิสัยทัศน์กว้างไกล โดยเฉพาะการเจรจา FTA EU ที่จะช่วยขยายตลาดส่งออกไทย สร้างงาน สร้างรายได้ ในยุควิกฤตเศรษฐกิจโลก นี่คือตัวอย่างนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ใส่ชาติเป็นที่หนึ่ง คุณคิดว่าการย้ายครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามอัปเดตข่าวการเมืองจากเราได้เลย!

ที่มา – ประวัติ “วีระพงษ์ ประภา” ยอมลาออกรองหัวหน้า ปชป. ไปนั่งผู้แทนการค้า ช่วย “ศุภจี”

“วีระพงษ์” ยื่นใบลาออกจากรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ มีข่าวใหญ่ที่สร้างความสนใจให้กับนักข่าวและประชาชนจำนวนมาก นั่นคือกรณี“วีระพงษ์” ยื่นใบลาออกจากรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อย่างเป็นทางการ เพื่อไปรับตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย โดยมุ่งสานต่อความฝันในการเจรจาการค้ากับสหภาพยุโรป (EU) ให้ประสบความสำเร็จ ข่าวนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงการตัดสินใจที่กล้าหาญของนายวีระพงษ์ ประภา หรือที่รู้จักกันในชื่อ “อาร์ท” เท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประโยชน์ของชาติเหนือกว่าบทบาททางการเมือง

“วีระพงษ์” ยื่นใบลาออกจากรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

วันที่ 12 เมษายน 2567 นายวีระพงษ์ ประภา ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว ประกาศลาออกจากตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และสมาชิกพรรคอย่างเป็นทางการ เขายืนยันว่ากระบวนการทั้งหมดเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาและโปร่งใส โดยมีเหตุผลหลักมาจากการได้รับการทาบทามจากนางศุภจี สีลานนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ไปดำรงตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย รับผิดชอบงานเจรจาการค้ากับ EU ซึ่งเป็นงานที่เขาเคยทำในรัฐบาลก่อนหน้าและเชื่อว่าจะสร้างประโยชน์มหาศาลให้กับเศรษฐกิจไทย

การตัดสินใจวีระพงษ์ ยื่นใบลาออกจากรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์นี้ เกิดขึ้นเพราะตำแหน่งผู้แทนการค้าไทยต้องขับเคลื่อนงานให้รัฐบาล ซึ่งอาจขัดแย้งกับบทบาทของพรรคประชาธิปัตย์ที่อยู่ในฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาลในปัจจุบัน เพื่อรักษาความโปร่งใส นายวีระพงษ์จึงเลือกทางออกนี้ทันที โดยได้หารือกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคอย่างรวดเร็ว

เหตุผลหลักที่วีระพงษ์ ยื่นใบลาออกจากรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

  • ความต่อเนื่องในการเจรจา: การเจรจา FTA ไทย-EU ดำเนินมานานหลายรัฐบาล ความต่อเนื่องสำคัญมาก นายวีระพงษ์อยากสานงานที่ค้างคาให้สำเร็จ เพื่อเปิดตลาดใหม่ให้สินค้าไทย สร้างรายได้และงานให้คนไทย
  • ความโปร่งใส: เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างบทบาทพรรคฝ่ายค้านกับงานรัฐบาล
  • อุดมการณ์ไม่เปลี่ยน: แม้ลาออก แต่อุดมการณ์พัฒนาเศรษฐกิจไทยด้วยการค้าโลกยังคงเดิม เขายังยึดมั่นในวิสัยทัศน์ของนายอภิสิทธิ์

นายวีระพงษ์ กล่าวอย่างหนักแน่นว่า “ผมยังยืนยันว่า ผมยังเป็นอาร์ทคนเดิม ไม่เคยเปลี่ยนแปลงครับ” และขอบคุณหัวหน้าพรรค กรรมการบริหาร และสมาชิกทุกคนที่สนับสนุนมาโดยตลอด แม้บทบาทจะเปลี่ยน แต่หวังว่าจะยังได้รับการสนับสนุนในการทำงานเพื่อชาติต่อไป

พื้นหลังของนายวีระพงษ์ ประภา และบทบาทในพรรคประชาธิปัตย์

นายวีระพงษ์ หรืออาร์ท เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์ด้านการค้าและเศรษฐกิจ เขาเคยเป็นผู้แทนการค้าไทยในอดีต และเข้าร่วมพรรคประชาธิปัตย์เพราะชื่นชอบนโยบายเปิดเสรีการค้าที่ทันสมัย ในช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา เขาให้สัญญากับประชาชนว่าจะผลักดันการเจรจาการค้าให้สำเร็จ และวันนี้โอกาสนั้นมาถึงแล้ว ทำให้วีระพงษ์ ยื่นใบลาออกจากรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เพื่อรักษาสัญญา

พรรคประชาธิปัตย์เองก็แสดงท่าทีเข้าใจและสนับสนุน โดยนายอภิสิทธิ์เน้นย้ำถึงการรักษากติกาการเมืองและผลประโยชน์ชาติเหนือสิ่งอื่นใด ข่าวนี้ยังถูกส่งในไลน์กลุ่มพรรคเพื่อขอบคุณมิตรภาพที่ผ่านมา

ความสำคัญของการเจรจาการค้าไทย-EU

การเจรจา FTA กับ EU ถือเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นเศรษฐกิจไทยหลังวิกฤตโควิดและปัญหาเศรษฐกิจโลก EU เป็นตลาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูง หากสำเร็จจะช่วยเพิ่มการส่งออกสินค้าเกษตร อุตสาหกรรม และบริการของไทย ลดภาษีนำเข้า สร้างโอกาสงานใหม่ๆ นายวีระพงษ์เชื่อมั่นว่าด้วยประสบการณ์ของเขา งานนี้จะสำเร็จได้แน่นอน

ในมุมมองของผู้วิเคราะห์ การย้ายครั้งนี้อาจช่วยให้การเจรจาดำเนินไปได้เร็วขึ้น เพราะผู้แทนการค้าต้องเป็นกลาง ไม่ผูกมัดพรรคการเมือง ทำให้ไทยมีภาพลักษณ์ดีในสายตานานาชาติ

มุมมองและผลกระทบต่อการเมืองไทย

กรณี“วีระพงษ์” ยื่นใบลาออกจากรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สะท้อนแนวโน้มนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมากกว่าตำแหน่งพรรค มันอาจเป็นตัวอย่างที่ดีให้คนอื่นๆ ที่มี expertise ในด้านต่างๆ มาช่วยรัฐบาลโดยไม่ต้องยึดติดฝ่าย

อย่างไรก็ตาม มีการคาดเดาในสื่อว่าอาจมีแรงกดดันภายในพรรค แต่ตัวนายวีระพงษ์ยืนยันว่าทุกอย่างโปร่งใส ไม่มีอะไรซับซ้อน

สุดท้ายนี้ การตัดสินใจของวีระพงษ์แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ระยะยาวที่มุ่งพัฒนาไทย ในภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤต การมีคนทำงานจริงจังแบบนี้คือสิ่งที่ชาติต้องการ คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ มันอาจเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จทางการค้าที่ใหญ่หลวงสำหรับไทย!

ที่มา – “วีระพงษ์” ยื่นใบลาออกจากรองหัวหน้าและสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ มั่นใจสานฝันเจรจาการค้าให้สำเร็จ

“อภิสิทธิ์” แจงให้ “วีระพงษ์” ตัดสินใจลาออก ปชป.

“อภิสิทธิ์” แจงให้ “วีระพงษ์” ตัดสินใจลาออก ปชป. เป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยเมื่อไม่กี่วันก่อน หลังจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงเรื่องนี้อย่างชัดเจน เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดจากประชาชนและสื่อมวลชน

“อภิสิทธิ์” แจงให้ “วีระพงษ์” ตัดสินใจลาออก ปชป.

วันที่ 12 เมษายน 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่ออธิบายกรณีที่นามวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับการทาบทามจากรัฐบาลให้ดำรงตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย ซึ่งเป็นบทบาทสำคัญในการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป (EU) โดยมีกำหนดเสร็จสิ้นภายในปีนี้

ตามที่นายอภิสิทธิ์ชี้แจง ตนเองไม่เคยได้รับแจ้งจากนางสาวศุภจี สกุลเจริญไกรศรี หรือบุคคลอื่นจากรัฐบาล แต่เป็นนายวีระพงษ์ที่มาปรึกษาเป็นการส่วนตัวเท่านั้น ตำแหน่งนี้ไม่ใช่แค่ที่ปรึกษาทั่วไป แต่เป็นตำแหน่งทางการเมืองอย่างเป็นทางการ มีค่าตอบแทนและอำนาจหน้าที่ชัดเจน ทำให้เกิดปัญหาเรื่องสถานะของพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นฝ่ายค้าน

พรรคประชาธิปัตย์เห็นตรงกันว่างานเจรจาการค้านี้เป็นสิ่งที่นายวีระพงษ์มีความเชี่ยวชาญและถนัด โดยเฉพาะประสบการณ์ด้านการค้าส่งออกและการเจรจาระหว่างประเทศ หากเขาไปรับผิดชอบ ไทยและรัฐบาลจะได้รับประโยชน์อย่างมาก แต่ด้วยสถานะปัจจุบันที่เป็นรองหัวหน้าพรรคและสมาชิกพรรค จะทำให้เกิดความสับสนและขัดแย้งกับบทบาทฝ่ายค้าน ดังนั้นจึงตกลงกันว่าหากนายวีระพงษ์ต้องการรับตำแหน่ง ต้องลาออกจากทั้งรองหัวหน้าและสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เสียก่อน

เหตุผลหลักที่ “อภิสิทธิ์” แจงให้ “วีระพงษ์” ตัดสินใจลาออก ปชป.

เพื่อให้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น เรามาดูเหตุผลสำคัญๆ ที่นำไปสู่การตัดสินใจนี้กัน:

  • หลีกเลี่ยงความสับสนในสถานะ: พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน การไปรับตำแหน่งในรัฐบาลจะทำให้ภาพลักษณ์เสียหายและถูกมองว่าขาดเอกภาพ
  • ความถนัดของวีระพงษ์: เขามีประสบการณ์ยาวนานในด้านการค้า การเป็นหัวหน้าคณะเจรจา EU-Thailand FTA จะช่วยเร่งรัดข้อตกลงที่ค้างคา
  • ประโยชน์ของชาติ: แม้จะเสียคนเก่ง แต่หากช่วยให้ไทยได้ประโยชน์ทางการค้า ก็คุ้มค่า
  • การตัดสินใจส่วนบุคคล: ปัจจุบันยังอยู่ที่วีระพงษ์ว่าจะเลือกทางไหน

ประเด็นนี้สะท้อนถึงหลักการของพรรคประชาธิปัตย์ที่ยึดมั่นในจริยธรรมการเมือง ไม่ยอมให้เกิดความคลุมเครือ นอกจากนี้ ยังเป็นตัวอย่างที่ดีในการแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัว ผลประโยชน์พรรค และผลประโยชน์ชาติ

ย้อนดู背景 นายวีระพงษ์ ประภา เป็นนักการเมืองรุ่นใหญ่ของปชป. เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์มาก่อน มีความรู้ด้านเศรษฐกิจและการค้าอย่างลึกซึ้ง ขณะที่ข้อตกลง FTA กับ EU เป็นวาระสำคัญของไทย เพื่อขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม หากสำเร็จ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อีกหลายเปอร์เซ็นต์

ในมุมการเมือง การเคลื่อนไหวนี้อาจส่งผลต่อโครงสร้างพรรคประชาธิปัตย์ หากวีระพงษ์ลาออกจริง จะมีช่องว่างในทีมเศรษฐกิจ แต่ก็เปิดโอกาสให้สมาชิกใหม่ก้าวขึ้นมา นอกจากนี้ ยังเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลกำลังดึงคนเก่งจากฝ่ายค้านมาช่วยงาน ซึ่งอาจนำไปสู่การเมืองแบบใหม่ที่เน้นผลงานมากกว่าพรรคการเมือง

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจสุดท้ายยังต้องติดตามต่อไป ว่าวีระพงษ์จะเลือกอยู่กับพรรคหรือไปรับใช้ชาติในบทบาทใหม่

ในความเห็นของผู้เขียน การเคลื่อนไหวครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของผู้นำพรรคอย่างอภิสิทธิ์ ที่ให้ความสำคัญกับหลักการมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตัว หากวีระพงษ์ไปรับตำแหน่งจริง คงเป็น win-win สำหรับทุกฝ่าย คุณคิดเห็นอย่างไร? แชร์ความคิดในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตล่าสุดจากเรา!

ที่มา – “อภิสิทธิ์” แจงให้ “วีระพงษ์” ตัดสินใจลาออก “รองหัวหน้า-สมาชิก ปชป. หากรับเป็นผู้แทนการค้า

จันทร์นภา สายสมร รับรางวัล Thailand TOP CEO 2025

จันทร์นภา สายสมร รับรางวัล Thailand TOP CEO 2025 ในงาน 2025 Asia CEO Summit & Award Ceremony อย่างยิ่งใหญ่! คุณจันทร์นภา สายสมร หรือที่รู้จักในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคารแบรนด์ลามิน่า ได้รับเกียรติสูงสุดนี้จากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประธานในงาน จัดขึ้น ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท

จันทร์นภา สายสมร รับรางวัล Thailand TOP CEO 2025

รางวัลนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงวิสัยทัศน์และความสามารถในการนำองค์กรของเธอ ที่ทำให้บริษัทเติบโตอย่างยั่งยืนท่ามกลางความท้าทายทางธุรกิจ

จันทร์นภา สายสมร รับรางวัล Thailand TOP CEO 2025

งานมอบรางวัล Thailand TOP CEO 2025 จัดโดยบริษัท อินฟลูเอ็นเชียลแบรนด์ จากสิงคโปร์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจและแบรนด์ในเอเชีย ร่วมกับบริษัท นิโอ ทาร์เก็ต จำกัด ในไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร รางวัลนี้มอบให้ผู้บริหาร 4 ท่านจากไทยและเอเชีย ที่โดดเด่นด้านบริหาร นวัตกรรม วิสัยทัศน์ การเปลี่ยนแปลงองค์กร และพัฒนาบุคลากร

จันทร์นภา สายสมร รับรางวัล Thailand TOP CEO 2025

เกณฑ์การคัดเลือกสุดยอด CEO

ผู้รับรางวัลต้องมีคุณสมบัติครบถ้วน ดังนี้:

  • บริหารงานโดดเด่น และจัดการทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ความคิดสร้างสรรค์ และพัฒนานวัตกรรมต่อเนื่อง
  • วิสัยทัศน์กว้างไกล ผลักดันการเปลี่ยนแปลงองค์กร
  • พัฒนาบุคลากร สร้างทีมที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

งานมอบรางวัล Thailand TOP CEO 2025

คุณจันทร์นภา กล่าวถึงแนวคิดผู้นำในยุคปัจจุบันว่า ในโลกธุรกิจที่ผันผวน ความยืดหยุ่นและการปรับตัวรวดเร็วคือกุญแจสำคัญ การบริหารงบประมาณอย่างชาญฉลาด เพิ่มประสิทธิภาพทุกกระบวนการ พร้อมนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาใช้ จะช่วยรักษาความสามารถแข่งขัน นอกจากนี้ การบริหารคนยังเป็นหัวใจ โดยเฟ้นหา พัฒนาบุคลากร สร้างความสัมพันธ์กับพันธมิตร และรักษาสติในการตัดสินใจ

จันทร์นภา สายสมร CEO ฟิล์มลามิน่า

ฟิล์มลามิน่าเป็นฟิล์มกรองแสงคุณภาพสูง ช่วยลดความร้อน กัน UV ปกป้องรถยนต์และอาคาร บริษัท เทคโนเซลนำเข้าและจำหน่ายมานาน สร้างชื่อเสียงในตลาดไทย ด้วยนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้ใช้

ผลงานเด่นของจันทร์นภา สายสมร ก่อนหน้านี้

นอกจากจันทร์นภา สายสมร รับรางวัล Thailand TOP CEO 2025 แล้ว เธอยังได้รับ HER AWARDS, UNFPA THAILAND 2024 จาก UN สำหรับโครงการ “ลามิน่าสานฝันเด็กไทยได้เล่าเรียน” ช่วยเด็กถิ่นทุรกันดาร 25 ปี และพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการตลาด จาก มทร.ศรีวิชัย ปี 2566

จันทร์นภา สายสมร รับรางวัล

ความสำเร็จนี้มาจากความร่วมมือทุกฝ่าย รางวัลนี้จะเป็นแรงผลักดันให้บริษัทพัฒนาต่อ สร้างนวัตกรรมฟิล์มกรองแสงที่ยั่งยืน

ในฐานะผู้นำหญิงแกร่งของไทย จันทร์นภา สายสมร เป็นตัวอย่างให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ เน้นความยืดหยุ่น เทคโนโลยี และคนเป็นศูนย์กลาง หากคุณกำลังมองหาฟิล์มกรองแสงคุณภาพ หรืออยากเรียนรู้เคล็ดลับบริหารธุรกิจ สนใจติดต่อบริษัทเทคโนเซล หรือติดตามข่าว CEO ไทยเพิ่มเติมได้ที่บล็อกนี้!

ที่มา – จันทร์นภา สายสมร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฟิล์มลามิน่า รับรางวัล Thailand TOP CEO 2025

Scroll to top