อรรถกร ศิริลัทธยากร

ไผ่-เบนซ์ สวน มนพร อย่าร้อนตัว พรรคกล้าธรรมไม่หวง ก.เกษตรฯ

ไผ่-เบนซ์ สวน มนพร อย่าร้อนตัว พรรคกล้าธรรมไม่หวง ก.เกษตรฯ

กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายฝ่ายจับตามอง เมื่อล่าสุดมีกระแสตอบโต้กันไปมาระหว่างแกนนำพรรคกล้าธรรมและฝั่งรัฐบาล ถึงเรื่องการบริหารงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยนายไผ่ ลิกค์ และนายอรรถกร ศิริลัทธยากร ได้ออกมาเปิดใจถึงกรณีที่นางมนพร เจริญศรี ออกมาวิจารณ์การเคลื่อนไหวของพรรคกล้าธรรม ว่าเป็นการหวงกระทรวงหรือไม่

ไผ่-เบนซ์ สวน มนพร อย่าร้อนตัว พรรคกล้าธรรมไม่หวง ก.เกษตรฯ ยืนยันว่าพรรคเพียงแค่ต้องการทำหน้าที่ฝ่ายค้านในการสอดส่องดูแลความถูกต้องเท่านั้น โดยนายไผ่ได้ระบุชัดเจนว่า ตนไม่ได้ยึดติดกับตัวบุคคลหรือตำแหน่งในกระทรวง แต่ในฐานะที่มีประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมา จึงอยากเตือนให้ระวังการโยกย้ายข้าราชการที่อาจส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของคนทำงานจริง

ประสบการณ์การทำงานคือสิ่งที่พรรคกล้าธรรมยึดถือ

นายไผ่ยังกล่าวเสริมว่า สิ่งที่พรรคกล้าธรรมนำมาวิพากษ์วิจารณ์นั้น ไม่ใช่การมโนขึ้นมาเอง แต่มาจากข้อมูลเชิงลึกที่ได้รับจากคนในกระทรวง และหากมีการโยกย้ายข้าราชการที่ไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นจริง พรรคกล้าธรรมพร้อมที่จะตรวจสอบอย่างเข้มข้น โดยเน้นย้ำว่า ไผ่-เบนซ์ สวน มนพร อย่าร้อนตัว พรรคกล้าธรรมไม่หวง ก.เกษตรฯ แต่ห่วงเรื่องผลงานและการแก้ปัญหาให้แก่พี่น้องเกษตรกรมากกว่า พร้อมชี้ให้เห็นว่า หากกระทรวงขาดการบริหารงานที่โปร่งใส ปัญหาเรื่องการทุจริตหรือการกินเปอร์เซ็นต์อาจกลับมาเป็นประเด็นใหญ่

  • การตรวจสอบการโยกย้ายข้าราชการต้องเป็นไปตามความเหมาะสม
  • ขวัญกำลังใจของข้าราชการคือหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเกษตรไทย
  • ฝ่ายค้านพร้อมทำหน้าที่ตรวจสอบหากพบความไม่โปร่งใส

ในขณะที่นายอรรถกร ศิริลัทธยากร หรือเบนซ์ ได้ออกมาตอกกลับอย่างดุเดือดว่า อย่าเอามาตรฐานการทำงานของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ มาเหมารวมกับแนวทางการทำงานของคนอื่น โดยมองว่าในช่วงที่ ร.อ.ธรรมนัส ดูแลกระทรวงนั้น มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุและไม่ก้าวก่ายในเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าการเมืองคือการแข่งขันด้วยผลงาน ไม่ใช่การสร้างภาพ

สุดท้ายนี้ ความขัดแย้งดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการเมืองไทยกำลังอยู่ในจุดที่ต้องพิสูจน์ด้วยผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ประชาชนกำลังเฝ้ามองว่า การทำงานของกระทรวงเกษตรฯ จะเดินหน้าไปในทิศทางใด และการออกมาเตือนของกลุ่มพรรคกล้าธรรมจะเป็นจริงหรือไม่ในอนาคต

ที่มา – “ไผ่-เบนซ์” สวน “มนพร” อย่าร้อนตัว ลั่นกล้าธรรมไม่ได้หวง ก.เกษตรฯ แต่มีประสบการณ์

“อรรถกร” ซัด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ทำคนไทยเป็นหนี้คนละ 6 พัน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการการเมืองไทยเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 หลังจาก “อรรถกร” ซัด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ทำคนไทยเป็นหนี้คนละ 6 พัน บาท โดยได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินงานของรัฐบาลอย่างดุเดือดผ่านเวทีรัฐสภา ซึ่งสร้างความกังวลใจให้กับประชาชนทั่วประเทศถึงภาระหนี้สาธารณะที่กำลังจะพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“อรรถกร” ซัด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ทำคนไทยเป็นหนี้คนละ 6 พัน สะท้อนความไม่โปร่งใส

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา จากพรรคกล้าธรรม ได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า การออก พ.ร.ก. ฉบับนี้แม้รัฐบาลจะมีเสียงข้างมากในสภา แต่ในแง่ของความคุ้มค่าและความเป็นธรรมนั้นยังเป็นที่น่าสงสัย เพราะคนไทยกว่า 67 ล้านคนต้องตื่นมาพร้อมกับภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยคนละกว่า 6,000 บาทโดยไม่มีทางเลือก

เจาะลึกปมเดือด “อรรถกร” ซัด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ทำคนไทยเป็นหนี้คนละ 6 พัน

ไม่เพียงแค่เรื่องของตัวเลขหนี้สินเท่านั้น แต่ยังมีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับรายละเอียดในโครงการที่คุณอรรถกรได้ตั้งข้อสังเกตไว้ ดังนี้:

  • การจัดลำดับความสำคัญ: การผลักดันโครงการที่อาจไม่ใช่ภาวะฉุกเฉินจริงมาใส่รวมไว้ใน พ.ร.ก. เพื่อให้ผ่านการอนุมัติง่ายขึ้น
  • ความชัดเจนของแผนงาน: โครงการปรับโครงสร้างพลังงานถูกตั้งคำถามว่า เร่งด่วนจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการนำงบประมาณมาใช้โดยขาดความสอดคล้องกับงบประมาณปกติ
  • หลักเกณฑ์การช่วยเหลือ: ความกังวลว่าผู้ได้รับผลกระทบที่เป็นกลุ่มเปราะบางจะเข้าถึงสิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส” ได้อย่างทั่วถึงหรือไม่

คุณอรรถกรได้เปรียบเทียบการกระทำของรัฐบาลในครั้งนี้ว่าเป็นเสมือน “เมนูยัดไส้” ที่นำโครงการขนาดใหญ่มาซ่อนรายละเอียดไว้ในกฎหมายกู้เงินฉบับเดียว ทำให้ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้อย่างถี่ถ้วน ต่างจากร้านอาหารทั่วไปที่ยังต้องระบุส่วนผสมและราคาให้ชัดเจน แต่เมนูการกู้เงินครั้งนี้กลับไม่มีใครรู้แน่ชัดว่ามีอะไรแฝงอยู่ข้างในบ้าง

ยิ่งไปกว่านั้น การที่รัฐบาลยุติการทำประชามติทั้งที่สูญเสียงบประมาณไปแล้วกว่า 9,000 ล้านบาท ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าคำมั่นสัญญาเรื่องประชาธิปไตยที่เคยให้ไว้กับประชาชนนั้น ดูเหมือนจะสวนทางกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงบนหน้ากระดานการเมืองไทยในขณะนี้

ในมุมมองของผู้เขียน หากรัฐบาลต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน สิ่งสำคัญที่สุดคือความโปร่งใสและการชี้แจงรายละเอียดของโครงการให้ชัดเจนที่สุด เพราะเงินทุกบาททุกสตางค์ที่กู้มา คือภาระภาษีที่คนไทยทุกคนต้องร่วมกันแบกรับไปอีกนาน หากขาดการบริหารจัดการที่ดี ผลกระทบที่จะตามมาในอนาคตอาจมากกว่าแค่ตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่จะเป็นเรื่องของความศรัทธาที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลนั่นเอง

ที่มา – “อรรถกร” ซัด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ทำคนไทยเป็นหนี้คนละ 6 พัน ชี้รัฐบาลผิดคำมั่นประชาธิปไตย

พร้อมเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ “กล้าธรรม” เคารพผลประชามติ เห็นด้วยตั้ง สสร.

ในยุคที่การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ การขยับตัวของพรรคการเมืองต่างๆ กลายเป็นเรื่องที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งล่าสุดทางพรรคกล้าธรรมได้ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่า พร้อมเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ “กล้าธรรม” เคารพผลประชามติ เห็นด้วยตั้ง สสร. เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับประเทศชาติในระยะยาว

พร้อมเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ “กล้าธรรม” เคารพผลประชามติ เห็นด้วยตั้ง สสร. อย่างเป็นทางการ

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส. ฉะเชิงเทรา และโฆษกพรรคกล้าธรรม ได้ออกมาเปิดเผยถึงแนวทางของพรรคหลังจากที่มีการประชุมภายใน โดยยืนยันว่าพรรคให้ความสำคัญอย่างสูงสุดกับเสียงของประชาชน ดังนั้นแนวทางการขับเคลื่อนทุกอย่างจะต้องยึดโยงไปที่การเคารพผลประชามติเป็นหลัก เพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีความชอบธรรมและได้รับการยอมรับจากคนทุกกลุ่มในสังคม

เปิดมุมมองพรรคกล้าธรรมกับการตั้ง สสร. เพื่ออนาคตไทย

สำหรับประเด็นเรื่องการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) นั้น พรรคกล้าธรรมมองว่าเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้การปฏิรูปการเมืองมีความเป็นธรรมและมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง การสนับสนุนการตั้ง สสร. จึงเป็นคำตอบที่พรรคเชื่อว่าจะช่วยคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งในอดีตได้ โดยพรรคเน้นย้ำว่า:

  • การแก้ไขต้องไม่ขัดต่อหลักกฎหมาย
  • ต้องมีการหารือกันอย่างรอบคอบจากหลายฝ่าย
  • ความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญของการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่

ทางพรรคได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทั้งพรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้าน พบว่าทุกฝ่ายต่างมีความเห็นตรงกันในแง่ของความระมัดระวังเกี่ยวกับช่องโหว่ทางกฎหมาย ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคกล้าธรรมให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะไม่อยากให้เกิดปัญหาซ้ำรอยเดิมที่กระทบต่อเสถียรภาพของประเทศ

หากถามว่าพรรคกล้าธรรมมีแนวทางอย่างไรต่อจากนี้ คำตอบคือทางพรรคพร้อมที่จะสนับสนุนร่างแก้ไขไม่ว่าจะมาจากทางใดก็ตาม หากข้อเสนอนั้นพิสูจน์ได้ว่าส่งผลดีต่อประชาชนและเป็นประโยชน์ต่อภาพรวมของประเทศ ไม่ใช่แค่เรื่องของการเมืองเพียงอย่างเดียว นี่ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่เราจะได้เห็นการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีความทันสมัยและตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่และคนทุกรุ่นในสังคมไทยไปพร้อมๆ กัน

บทสรุปของเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า พรรคกล้าธรรมพร้อมทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงผ่านกลไกสภาฯ อย่างสร้างสรรค์ การยึดถือผลประชามติเป็นเข็มทิศจะทำให้กระบวนการนี้เดินหน้าได้อย่างราบรื่นและลดความระแวงลงไปได้มาก และนี่คือหัวใจของการเมืองที่ดีที่ต้องรู้จักรับฟังและร่วมมือกันเพื่อก้าวข้ามทุกความท้าทายในอนาคตครับ

ที่มา – พร้อมเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ “กล้าธรรม” เคารพผลประชามติ เห็นด้วยตั้ง สสร.

กล้าธรรม ยังสองจิตสองใจ เสนอธรรมนัสชิงนายกฯ

กล้าธรรม ยังสองจิตสองใจ ในการตัดสินใจเสนอชื่อ “ธรรมนัส” ชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี สร้างความสนใจในวงการการเมืองไทยอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังจะมีการโหวตสำคัญในวันที่ 19 มี.ค. 2567 นี้ ล่าสุด นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส.พรรคกล้าธรรม จากจังหวัดฉะเชิงเทรา ในฐานะนายทะเบียนพรรค ได้ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างเป็นกันเอง แสดงถึงสถานการณ์ภายในพรรคที่ยังต้องถกเถียงกันอย่างหนัก

กล้าธรรม ยังสองจิตสองใจ เรื่องเสนอชื่อธรรมนัส

จากข้อมูลล่าสุด วันที่ 17 มี.ค. 2567 นายอรรถกร เปิดเผยว่าพรรคกล้าธรรมยังไม่ได้มีการพูดคุยกันอย่างเป็นทางการเรื่องทิศทางการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี คาดว่าจะมีการประชุมส.ส.พรรคในช่วงเช้าวันที่ 19 มี.ค. ที่อาคารรัฐสภา เวลา 09.00 น. เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นที่ว่า กล้าธรรม ยังสองจิตสองใจ หรือไม่ในการเสนอชื่อบุคคลชิงตำแหน่งนายกฯ นายอรรถกรตอบตรงๆ ว่า “สองจิตสองใจอยู่ครับ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนภายในพรรคพรรคเล็กอย่างกล้าธรรมที่อาจมีปัจจัยหลายอย่างมาพิจารณา เช่น กลยุทธ์ทางการเมือง ความสัมพันธ์กับพรรคใหญ่ และผลประโยชน์ของพรรคในระยะยาว

พรรคกล้าธรรมก่อตั้งขึ้นมาไม่นาน แต่มีบทบาทสำคัญในสภาผู้แทนราษฎร โดยมีส.ส.จำนวนหนึ่งที่พร้อมแสดงจุดยืนชัดเจน การที่พิจารณาเสนอชื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งเป็นนักการเมืองรุ่นเก๋า มีประสบการณ์ทั้งในกรมการเมือง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงพรรคพลังประชารัฐมาก่อน ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ธรรมนัสมีภาพลักษณ์ของนักสู้ทางการเมือง มีฐานเสียงในพื้นที่ และเคยมีบทบาทในรัฐบาลประยุทธ์ แต่การเสนอชื่อครั้งนี้ยังอยู่ในขั้นกล้าธรรม ยังสองจิตสองใจ เนื่องจากอาจกระทบต่อพันธมิตรหรือการเจรจาโหวต

มั่นใจเสียงโหวตของพรรคกล้าธรรมไม่แตกแถว

ถึงแม้จะกล้าธรรม ยังสองจิตสองใจ ในเรื่องการเสนอชื่อ แต่จุดแข็งที่นายอรรถกรย้ำชัดคือความมั่นใจ 100% ว่าสมาชิกพรรคจะโหวตไปในทิศทางเดียวกัน ไม่แตกแถว แสดงถึงความสามัคคีภายในพรรคที่แข็งแกร่ง แม้จะเป็นพรรคขนาดเล็กแต่มีวินัยสูง นี่อาจเป็นเพราะมีการประชุมและสื่อสารกันอย่างต่อเนื่อง รวมถึงผู้นำพรรคที่ควบคุมแนวทางได้ดี

สถานการณ์การโหวตนายกรัฐมนตรีครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการเมืองที่ร้อนระอุ หลังจากการเลือกตั้งใหญ่และการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ พรรคต่างๆ กำลังเจรจาเพื่อหานายกฯ ที่เหมาะสม พรรคกล้าธรรมในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลหรือฝ่ายค้านเบาๆ มีบทบาทกำหนดเกมได้ หากเสนอชื่อธรรมนัสจริง อาจเป็นการท้าทายพรรคใหญ่ และสร้างเซอร์ไพรส์ให้สภา

บริบทการเมืองและปัจจัยที่ทำให้กล้าธรรมสองจิตสองใจ

ทำไมพรรคกล้าธรรมถึงยังลังเล? มาดูปัจจัยหลักๆ ดังนี้

  • กลยุทธ์พันธมิตร: การเสนอชื่ออาจทำให้เสียคะแนนกับพรรคใหญ่ที่กำลังผลักดันแคนดิเดตของตัวเอง
  • ฐานเสียงธรรมนัส: แม้มีชื่อเสียง แต่เคยมีดราม่าคดีความ ซึ่งอาจเป็นจุดอ่อน
  • ผลกระทบระยะยาว: พรรคเล็กต้องการรักษาตำแหน่งในสภาและงบประมาณ ไม่เสี่ยงมากเกินไป
  • การประชุมล่าสุด: ยังไม่มี consensus ชัดเจน จนต้องรอประชุมเช้า

นอกจากนี้ ในมุมมองของนักวิเคราะห์การเมือง การที่กล้าธรรมแสดงความมั่นใจในเสียงโหวต แสดงถึงศักยภาพในการต่อรอง หากโหวตร่วมกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อาจได้ผลตอบแทน เช่น เก้าอี้รัฐมนตรีหรือคณะกรรมาธิการ

พรรคกล้าธรรมก่อตั้งโดยกลุ่มนักการเมืองที่ต้องการเน้นธรรมาภิบาลและกล้าหาญในการแสดงจุดยืน ชื่อพรรค “กล้าธรรม” สะท้อนปรัชญานั้น การตัดสินใจครั้งนี้จึงเป็นบททดสอบสำคัญ หากเสนอชื่อธรรมนัสสำเร็จ อาจยกระดับพรรคให้เป็นที่จับตามองมากขึ้น

สรุปแล้ว แม้กล้าธรรม ยังสองจิตสองใจ แต่ความมั่นใจในความเป็นเอกภาพนั้นชัดเจน การโหวตวันที่ 19 มี.ค. จะเป็นจุดเปลี่ยนที่น่าติดตาม

คุณคิดอย่างไรกับการตัดสินใจของพรรคกล้าธรรม? พวกเขาควรเสนอชื่อธรรมนัสหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดทุกมุมมอง!

ที่มา – กล้าธรรม ยังสองจิตสองใจ เสนอชื่อ “ธรรมนัส” ชิงเก้าอี้นายกฯ แต่มั่นใจเสียงโหวตไม่แตกแถว

“ธรรมนัส-นฤมล” ไม่บังคับกล้าธรรมโหวตประธานสภาฯ

“ธรรมนัส-นฤมล” ไม่บังคับกล้าธรรมเรื่องโหวตประธานสภาฯ แต่ต้องเป็นเอกภาพ เป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ โดยเฉพาะการตัดสินใจของพรรคกล้าธรรมในการโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งกำลังเป็นที่จับตาของทุกฝ่าย

“ธรรมนัส-นฤมล” ไม่บังคับกล้าธรรมเรื่องโหวตประธานสภาฯ แต่ต้องเป็นเอกภาพ

วันที่ 15 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะนายทะเบียนพรรคกล้าธรรม ได้เปิดเผยก่อนการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เกี่ยวกับทิศทางการโหวตตำแหน่งประธานสภาฯ ว่า วันนี้จะมีการหารือต่อในช่วงเช้า หลังจากเมื่อวานที่ 14 มีนาคม ได้มีการพูดคุยกันเบื้องต้นแล้วเกี่ยวกับแนวทางการทำงาน

เมื่อสื่อถามถึงแนวทางโหวตว่าจะงดออกเสียง ไม่เห็นชอบ หรือเห็นชอบ นายอรรถกรตอบแบบขำๆ ว่า “มีให้เลือกสองทางหรือ” และย้ำว่าขอเวลาสรุปก่อนประชุม โดยมั่นใจว่ามติพรรคจะออกมาเป็นเอกภาพแน่นอน

จากข้อมูลเบื้องต้น ทิศทางของ ส.ส.พรรคกล้าธรรมยัง “กลางๆ” ไม่ชัดเจนว่าจะเห็นชอบหรือไม่ มีความเห็นหลากหลายจากสมาชิกพรรค จึงให้การบ้านกลับไปคิดหนึ่งคืน นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรค และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าพรรค ไม่ได้บังคับลูกพรรคเรื่องการลงคะแนน แต่เน้นย้ำตั้งแต่แรกว่าอยากให้ทุกคนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อความเป็นเอกภาพของพรรค

ทิศทาง “กลางๆ” ของพรรคกล้าธรรมหมายถึงอะไร

คำว่า “กลางๆ” ที่นายอรรถกรใช้ อาจตีความได้หลายแบบ บางคนมองว่างดออกเสียง บางคนว่ายังไม่ตัดสินใจชัดเจน แต่สิ่งสำคัญคือพรรคกล้าธรรมซึ่งมี ส.ส. จำนวนไม่น้อย กำลังพยายามรักษาความเป็นเอกภาพภายในพรรค ท่ามกลางแรงกดดันจากพันธมิตรและฝ่ายตรงข้าม การตัดสินใจครั้งนี้จะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของพรรคและบทบาทในสภาฯ ต่อไป

พรรคกล้าธรรมก่อตั้งขึ้นมาไม่นาน แต่มีบุคลากรชั้นนำอย่าง ร.อ.ธรรมนัส และนฤมลภิญโญ ที่มีประสบการณ์ทางการเมืองสูง ทั้งสองท่านเคยผ่านการทำงานในพรรคพลังประชารัฐมาก่อน และย้ายมาสร้างพรรคใหม่นี้เพื่อตอบโจทย์ประชาชนในประเด็นต่างๆ เช่น เกษตรกรรม การศึกษา และการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกระทรวงที่ทั้งคูรับผิดชอบ

  • ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า: ผู้เชี่ยวชาญด้านเกษตร เน้นนโยบายช่วยเหลือเกษตรกร
  • นฤมล ภิญโญสินวัฒน์: หัวหน้าพรรค สายการศึกษา ผลักดัน改革การเรียนการสอน
  • นายอรรถกร ศิริลัทธยากร: นายทะเบียนพรรค ดูแลการท่องเที่ยว

การที่ “ธรรมนัส-นฤมล” ไม่บังคับกล้าธรรมเรื่องโหวตประธานสภาฯ แต่ต้องเป็นเอกภาพ แสดงให้เห็นถึงหลักการนำพรรคที่ให้อิสระแก่ ส.ส. แต่ยึดมั่นในความสามัคคี ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญในเวทีการเมืองที่เต็มไปด้วยการต่อรอง

ผลกระทบต่อการเมืองไทย

การโหวตประธานสภาฯ ครั้งนี้มีความสำคัญยิ่ง เพราะจะกำหนดทิศทางของสภาผู้แทนราษฎรในการพิจารณากฎหมายและอภิปรายรัฐบาล หากพรรคกล้าธรรมตัดสินใจเห็นชอบ อาจช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพให้รัฐบาล แต่หากงดหรือไม่เห็นชอบ อาจนำไปสู่ความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาล

จากประวัติศาสตร์การเมืองไทย พรรคเล็กๆ มักถูกมองว่าเป็นตัวแปรสำคัญในการโหวตใหญ่ๆ ครั้งนี้เช่นกัน นักวิเคราะห์การเมืองคาดการณ์ว่าพรรคกล้าธรรมน่าจะเลือกทางที่เป็นประโยชน์ต่อนโยบายหลักของพรรค เช่น การสนับสนุนเกษตรกรและการศึกษา

นอกจากนี้ ยังมีกระแสข่าวว่าพรรคอื่นๆ กำลังเก็บบอลรอผลการโหวตของกล้าธรรม เพื่อปรับกลยุทธ์ของตัวเอง สถานการณ์นี้ทำให้บรรยากาศที่รัฐสภาในวันนี้ตึงเครียดแต่ก็น่าติดตาม

สรุปแล้ว “ธรรมนัส-นฤมล” ไม่บังคับกล้าธรรมเรื่องโหวตประธานสภาฯ แต่ต้องเป็นเอกภาพ เป็นตัวอย่างของการนำพรรคที่สมดุลระหว่างอิสระและความสามัคคี คุณคิดว่าพรรคกล้าธรรมจะโหวตอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามอัปเดตข่าวการเมืองจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – “ธรรมนัส-นฤมล” ไม่บังคับกล้าธรรมเรื่องโหวตประธานสภาฯ แต่ต้องเป็นเอกภาพ

“อรรถกร” ถกรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง ลดผลกระทบท่องเที่ยวไทย

“อรรถกร” ถกรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง ลดผลกระทบท่องเที่ยวไทย เป็นหัวข้อที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในวงการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ตื่นตัวอย่างรวดเร็วในการรับมือกับวิกฤตนี้

“อรรถกร” ถกรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง ลดผลกระทบท่องเที่ยวไทย

วันที่ 9 มีนาคม 2569 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เป็นประธานการประชุมสำคัญเพื่อติดตามสถานการณ์และวางแนวทางช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลาง การประชุมจัดขึ้นที่ห้องประชุมชั้น 9 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ อาคาร C โดยมีผู้บริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างคับคั่ง เพื่อประเมินผลกระทบด้านการท่องเที่ยวและเตรียมมาตรการรองรับอย่างเร่งด่วน

จากรายงานในที่ประชุม พบว่าช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ 2569 ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 6.54 ล้านคน ซึ่งลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า แต่รายได้ท่องเที่ยวยังคงสะสมกว่า 3.2 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม ตลาดนักท่องเที่ยวจากยุโรปและตะวันออกกลางบางส่วนเริ่มชะลอตัว เนื่องจากเที่ยวบินถูกยกเลิกหรือปรับเส้นทาง ทำให้เกิดปัญหาการเดินทางกลับประเทศของนักท่องเที่ยว

มาตรการเร่งด่วนที่กระทรวงการท่องเที่ยวนำมาใช้

เพื่อลดผลกระทบจากการท่องเที่ยวไทย กระทรวงได้บูรณาการความร่วมมือกับหลายหน่วยงาน เช่น สายการบิน การตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และผู้ประกอบการโรงแรม โดยมีแนวทางช่วยเหลือหลักๆ ดังนี้

  • ประสานงานกับสายการบิน: ติดตามเที่ยวบินที่ได้รับผลกระทบและช่วยหาเส้นทางสำรองให้ผู้โดยสาร
  • ศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (TAC): ให้บริการข้อมูลและอำนวยความสะดวกที่สนามบินหลักทั่วประเทศ
  • ประสาน ตม.: ช่วยเหลือกรณีนักท่องเที่ยวต้องอยู่ต่อเกินกำหนด โดยขยายเวลาอยู่ในประเทศ
  • ขอความร่วมมือโรงแรม: ปรับอัตราค่าที่พักให้เหมาะสมสำหรับนักท่องเที่ยวที่ติดค้าง

มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลกว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยและพร้อมดูแล

อรรถกร ถกรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง
การประชุมกระทรวงการท่องเที่ยว
นักท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ
มาตรการช่วยเหลือท่องเที่ยวไทย

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้วิเคราะห์แนวโน้มการท่องเที่ยวในอนาคต โดยคาดว่าหากสถานการณ์คลี่คลาย การท่องเที่ยวไทยจะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากไทยมีจุดเด่นเรื่องความปลอดภัย สถานที่ท่องเที่ยวหลากหลาย และบริการที่เป็นมิตร

ผลกระทบระยะยาวและคำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการ

แม้ผลกระทบจะจำกัดอยู่ที่บางตลาด แต่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวควรเตรียมพร้อม เช่น ส่งเสริมโปรโมชั่นดึงดูดนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่นๆ อย่างเอเชียและอเมริกา รวมถึงใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการสื่อสารข้อมูลล่าสุด นอกจากนี้ การติดตามข่าวสารจากกระทรวงอย่างใกล้ชิดจะช่วยให้ปรับตัวได้ทันท่วงที

ในมุมมองของผู้เขียน “อรรถกร” ถกรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง ลดผลกระทบท่องเที่ยวไทย ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพของหน่วยงานรัฐ ซึ่งจะช่วยรักษาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทย หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน เราจะผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้อย่างแน่นอน

หากคุณเป็นนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบหรือผู้ประกอบการที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อศูนย์ TAC หรือตรวจสอบเว็บไซต์กระทรวงการท่องเที่ยวได้ทันที เพื่อรับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว

ที่มา – “อรรถกร” ถกรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง ลดผลกระทบท่องเที่ยวไทย

“อรรถกร” ยันไม่มีงูเห่าในพรรคกล้าธรรม

“อรรถกร” ยัน ไม่มีงูเห่าในพรรคกล้าธรรม ลั่นทุกคนกำลังใจดี พร้อมไปกับ “ธรรมนัส” เป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทยหลังการเลือกตั้ง เมื่อนายอรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส.ฉะเชิงเทรา เขต 2 พรรคกล้าธรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ออกมาให้สัมภาษณ์ชัดเจนถึงสถานการณ์ภายในพรรค ท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่อง ‘งูเห่า’ หรือบุคคลที่อาจทรยศพรรค การยืนยันนี้ไม่เพียงสร้างความมั่นใจให้สมาชิก แต่ยังสะท้อนจุดยืนที่เหนียวแน่นของพรรคในการเดินหน้าสู่การจัดตั้งรัฐบาล

“อรรถกร” ยัน ไม่มีงูเห่าในพรรคกล้าธรรม ลั่นทุกคนกำลังใจดี พร้อมไปกับ “ธรรมนัส”

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 หลังจากเดินทางเข้ารับหนังสือรับรองการเลือกตั้งที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายอรรถกรได้เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า สมาชิกพรรคกล้าธรรมทุกคนกำลังใจดี มีการพูดคุยกันอย่างสม่ำเสมอ และพร้อมที่จะเดินไปด้วยกันภายใต้การนำของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรค “เราคือครอบครัวเดียวกัน แม้จะมีพรรคอื่นโจมตี แต่เราพิสูจน์ตัวเองได้ด้วยคะแนนเสียงจากประชาชน 156 เขต” เขากล่าว

สถานการณ์การเมืองหลังเลือกตั้งกำลังเข้มข้น พรรคกล้าธรรมแสดงความพร้อมเข้าร่วมรัฐบาล โดยขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายอรรถกรยืนยันว่าพรรคมีศักยภาพและบุคลากรพร้อมขับเคลื่อนประเทศ แม้ตัวเขาเองจะไม่เข้าร่วมการเจรจาโดยตรง แต่พร้อมสนับสนุน ร.อ.ธรรมนัส อย่างเต็มที่

กระแสข่าว ‘งูเห่า’ ในพรรคกล้าธรรม

เมื่อถูกถามถึงกระแสข่าวเรื่องงูเห่าในพรรค นายอรรถกรหัวเราะก่อนตอบว่า “ไม่มีจริง ถ้ามีเบาะแสก็แจ้งมาได้ สมาชิกทุกคนให้กำลังใจกันดี” เขาเชื่อมั่นว่าหากมีคนทรยศจริง จะไม่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในครั้งหน้า ซึ่งจะกระทบความเชื่อมั่นโดยรวม พรรคกล้าธรรมมีจุดยืนชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ก็พร้อมทำเพื่อประโยชน์ประเทศ

นอกจากนี้ เขายังปฏิเสธข่าวลือเรื่องเสนอชื่อนายกฯ จากพรรคประชาชนแข่งกับพรรคภูมิใจไทย โดยยืนยันว่าไม่เคยพูดคุยกันในพรรค สำหรับกรณีพรรคเพื่อไทยยื่นคัดค้านผลเลือกตั้งในฉะเชิงเทรา นายอรรถกรมั่นใจในคะแนนที่ทิ้งห่าง 4-5 หมื่นเสียง ผลจากงานเข้าถึงประชาชนและแก้ปัญหาตรงจุด

ความพร้อมและผลงานกระทรวง

ในฐานะรัฐมนตรีท่องเที่ยวฯ นายอรรถกรยังคงมุ่งขับเคลื่อนงานที่ค้างคา โดยได้รับคำปรึกษาจาก ร.อ.ธรรมนัส ที่เป็นที่ปรึกษากระทรวง ส่วนกระทรวงเกษตรที่พรรคเคยดูแลมานาน ไม่ว่าจะ ร.อ.ธรรมนัส ศ.ดร.นฤมล หรือตัวเขาเอง ล้วนทำงานต่อเนื่องเพื่อเกษตรกร เขาเชื่อว่าใครต่อก็ต้องสานต่อให้ดีเพื่อประโยชน์ประชาชน

  • จุดแข็งพรรคกล้าธรรม: ได้รับความไว้วางใจ 156 เขต
  • กำลังใจสมาชิก: พูดคุยกันตลอด ไม่มีขัดแย้ง
  • จุดยืนชัด: พร้อมร่วมรัฐบาลหรือค้านเพื่อประเทศ
  • ผลงานกระทรวง: ต่อเนื่อง สร้างประโยชน์ยั่งยืน

การให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ของ “อรรถกร” ยัน ไม่มีงูเห่าในพรรคกล้าธรรม ลั่นทุกคนกำลังใจดี พร้อมไปกับ “ธรรมนัส” สร้างความชัดเจนท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมือง แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีที่แท้จริง

ในมุมมองผู้เขียน พรรคกล้าธรรมมีโอกาสสูงในการเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลใหม่ ด้วยผลงานและความพร้อม หากรักษาความเป็นเอกภาพได้ จะช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยได้อย่างมั่นคง คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตที่นี่!

ที่มา – “อรรถกร” ยัน ไม่มีงูเห่าในพรรคกล้าธรรม ลั่นทุกคนกำลังใจดี พร้อมไปกับ “ธรรมนัส”

“สรวงศ์” สอน “อรรถกร” อย่าโยนผิด ตำแหน่ง รมต.รับผิดชอบ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ผู้อ่านทุกท่าน วันนี้เรามาคุยกันแบบเป็นกันเองกับประเด็นร้อนแรงในวงการการเมืองกีฬาไทย ที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง นั่นคือเรื่อง “สรวงศ์” สอน “อรรถกร” อย่าโยนผิดให้คนอื่น ตำแหน่ง รมต. มาพร้อมอำนาจ-ความรับผิดชอบ หลังจากที่นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ออกมาปราศรัยพาดพิงเรื่องการจัดงานซีเกมส์ ซึ่งถูกวิจารณ์หนักว่าล้มเหลวไม่เป็นมาตรฐาน นายสรวงศ์ เทียนทอง อดีตรัฐมนตรีคนเก่าได้ออกมาสะกิดแรง เรียกร้องให้แสดงความรับผิดชอบที่แท้จริง

“สรวงศ์” สอน “อรรถกร” อย่าโยนผิดให้คนอื่น ตำแหน่ง รมต. มาพร้อมอำนาจ-ความรับผิดชอบ

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2569 นายสรวงศ์ เทียนทอง ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสระแก้ว เขต 3 ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้แสดงความเห็นหลังจากดูคลิปปราศรัยของนายอรรถกร เขารู้สึกเป็นห่วงแนวทางการทำงานมากๆ เพราะตำแหน่งรัฐมนตรีไม่ใช่ของเล่น มันมาพร้อมกับอำนาจมหาศาลและความรับผิดชอบที่หนักอึ้ง ควรจะแสดงภาวะผู้นำด้วยการยอมรับข้อเท็จจริงและผลจากการตัดสินใจของตัวเอง แทนที่จะโยนความผิดไปให้คนอื่นแบบนั้น

ในคลิปที่แพร่กระจาย นายอรรถกร พูดถึงปัญหาการจัดงานซีเกมส์ โดยบอกว่าปัญหาเกิดจากคนอื่น แต่ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ การยกเลิกแผนงานและปรับเปลี่ยนแบบกะทันหันเกิดจากการตัดสินใจของฝ่ายบริหารเองในช่วงเวลาที่กระชั้นชิด ส่งผลกระทบต่อภาพรวมการแข่งขันอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนสถานที่แข่งขัน ปัญหางบประมาณที่ล่าช้า หรือมาตรฐานที่ต่ำกว่าที่คาดหวัง ทำให้ประเทศไทยเสียภาพลักษณ์ในสายตานานาชาติ นายสรวงศ์ ชี้ว่าสิ่งเหล่านี้สังคมเห็นหมดแล้ว ไม่ต้องแก้ตัว

ทำไม “สรวงศ์” สอน “อรรถกร” เรื่องนี้ถึงสำคัญ

นอกจากนี้ นายสรวงศ์ ยังพูดถึงคำพูดของนายอรรถกรที่บอกว่าการได้เป็นรัฐมนตรีไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือ “ส้มหล่น” ลงมา เขาเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนตัดสินใจเองจากผลงานที่เป็นรูปธรรม ว่าสอดคล้องกับคำกล่าวอ้างแค่ไหน ตลอดการทำงานของตัวเอง นายสรวงศ์ ย้ำว่าไม่เคยนำประเด็นการเมืองมาเป็นตัวตั้ง แต่ยึดผลประโยชน์ของชาติและภาพลักษณ์ประเทศเป็นหลัก เพราะสุดท้ายแล้ว ตำแหน่งหน้าที่ไม่ใช่ที่มาอธิบายตัวเอง แต่ต้องพิสูจน์ด้วยผลงานให้สังคมเห็นชัดๆ

มาดูปมปัญหาซีเกมส์กันแบบละเอียดหน่อยนะครับ การแข่งขันซีเกมส์ที่ไทยเป็นเจ้าภาพครั้งล่าสุด เจอปัญหามากมาย เช่น การยกเลิกกีฬาบางประเภทกะทันหัน สนามแข่งที่ไม่พร้อม ระบบขนส่งล้มเหลว และงบประมาณที่บานปลาย สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความผิดของเจ้าหน้าที่ชั้นล่างเท่านั้น แต่เป็นผลจากการบริหารจัดการระดับสูงสุด นายสรวงศ์ ในฐานะคนเคยผ่านตำแหน่งนี้มา เขาเข้าใจดีว่าต้องวางแผนล่วงหน้ายาวๆ ไม่ใช่เปลี่ยนแผน phút chót แบบนี้

  • ปัญหาหลัก: ยกเลิกแผนงานกระทันหัน ส่งผลต่อนักกีฬาและผู้จัด
  • ผลกระทบ: ภาพลักษณ์ไทยเสียหายในเวทีอาเซียน
  • บทเรียน: ผู้นำต้องกล้ายอมรับและแก้ไข ไม่โยนผิด

จากประสบการณ์ของนายสรวงศ์ สมัยที่เขาดูแลกระทรวง เคยจัดการงานใหญ่ๆ อย่างประสบความสำเร็จ โดยเน้นการทำงานเป็นทีมและรับผิดชอบร่วมกัน ไม่เคยผลักความผิดให้ลูกน้อง นี่คือตัวอย่างภาวะผู้นำที่แท้จริงที่สังคมไทยต้องการ โดยเฉพาะในยุคที่การเมืองกีฬาไทยกำลังเผชิญวิกฤตความเชื่อมั่น

ประเด็น “สรวงศ์” สอน “อรรถกร” อย่าโยนผิดให้คนอื่น ตำแหน่ง รมต. มาพร้อมอำนาจ-ความรับผิดชอบ นี้ ไม่ใช่แค่การตำหนิส่วนตัว แต่เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนในตำแหน่งสูง โดยเฉพาะรัฐมนตรี ว่าต้องคิดถึงชาติเป็นที่หนึ่ง ผลงานต้องตอบแทนประชาชน ไม่ใช่คำพูดสวยๆ

สุดท้ายนี้ ขอให้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองทุกคน คุณล่ะครับ คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? เห็นด้วยกับนายสรวงศ์มั้ยว่าตำแหน่งใหญ่ต้องรับผิดชอบใหญ่? มาคอมเมนต์แชร์ความคิดเห็นกันด้านล่างเลยนะครับ หรือกดแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วย จะได้ช่วยกันขับเคลื่อนการเมืองไทยให้ดีขึ้น!

ที่มา – “สรวงศ์” สอน “อรรถกร” อย่าโยนผิดให้คนอื่น ตำแหน่ง รมต. มาพร้อมอำนาจ-ความรับผิดชอบ

อรรถกรแจงดราม่าป้ายซีเกมส์ ขอรอดูไฮไลท์พิธีเปิด

รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ขอรอดูไฮไลท์พิธีเปิดงานการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ 9 ธ.ค. นี้ ยันถ่ายทอดสดกีฬามากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ แจงดราม่าป้ายซีเกมส์ที่ถูกวิจารณ์ เป็นของท้องถิ่น – เอกชน ยัน ไม่ได้ใช้งบ กกท.

วันที่ 7 ธ.ค. 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์ถึงการแถลงข่าวเปิดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ว่า เรามีความมั่นใจว่าเราสามารถจัดพิธีเปิดได้งดงามแน่ ๆ และมีคอนเซ็ปต์ที่ทางผู้จัดอยากสื่อสารข้อความไปยังคอกีฬา คนไทย และคนต่างชาติ ที่เข้ามาร่วมงาน เรามีความเชื่อมั่นว่าความพร้อมในพิธีเปิดเราทำได้ดีและจะหากิจกรรม หรือโชว์แบบนี้ ไม่เคยเกิดขึ้นที่ไหนมาก่อนในเมืองไทย และเราเชื่อมั่นว่าเราทำได้ ส่วนศูนย์การถ่ายทอดสดนานาชาติ ตนเองได้ชมแล้ว ยืนยันว่า มีความเรียบร้อย และครั้งนี้เราถ่ายทอดชนิดกีฬามากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ของซีเกมส์กว่า 31 ชนิดกีฬา และต่างประเทศก็ค่อนข้างพึงพอใจกับศูนย์ที่เราจัดเตรียมไว้ ทั้งความพร้อม ความสะดวกสบายและเทคโนโลยีต่างๆ ที่เราสามารถทำงานร่วมกับสื่อมวลชนประเทศอื่นได้

ส่วนกรณีการเปลี่ยนแปลงบริษัทดูแลศูนย์ถ่ายทอดสดนานาชาตินั้น ก่อนจะถึงพิธีเปิดไม่นานมานี้ ตนเองก็ทราบ และอยากให้ดูผลลัพธ์ อยากให้ไปถามสื่อมวลชนที่มาจากต่างประเทศ และยืนยันว่า เราได้รับการตอบรับที่ดี และศูนย์แห่งนี้ถือเป็นการสร้างมาตรฐานที่ดีมาก ๆ และหลังจากนี้หากไปจัดที่อื่น ศูนย์นี้ก็จะถูกนำไปเป็นบรรทัดฐาน ประเทศเราช่วยกันพัฒนา ช่วยผลักดันในมิติต่าง ๆ

ส่วนการแสดงของคนดังระดับโลกพอจะเปิดเผยได้หรือไม่ นายอรรถกร กล่าวว่า เราจะมีนักแสดง นักร้อง นักกีฬา มีทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตที่สร้างชื่อเสียงให้ไทยเข้าร่วมมากมาย หลัก ๆ จะมีดารานักร้องที่ไปที่ไหนก็คนรู้จัก รวมถึงจะมีคนไทยที่ไปเติบโตและมีชื่อเสียงในต่างประเทศ เชื่อว่า ทุกคนที่มามีชื่อเสียงหมด และต้องการมาเข้าร่วม เพื่อทำให้พิธีเปิดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ที่ไทยเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้สมบูรณ์ ถือว่าโชคดี ทุกคนสามารถมอบความสุขให้กับคอกีฬาได้แน่นอน

ส่วนพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ทั้งหมด จะสามารถส่งสารอะไรไปยังประชาคมอาเซียนได้นั้น นายอรรถกร กล่าวว่า ซีเกมส์ครั้งนี้จะเป็นกระจกสะท้อนว่าในมหกรรมต่าง ๆ ประเทศไทยมีความพร้อม และด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์ประเทศไทยมีความเหมาะสม เพราะเราอยู่ตรงกลาง ไม่ว่าใครจะมาหรือไปก็เดินทางสะดวก แต่ก็หนักใจเหมือนกันเพราะมีหลายประเด็นที่เกิดขึ้นในช่วง 2 – 3 วันที่ผ่านมา ตนเองไม่ค่อยสบายใจ แต่หลายเรื่องไม่เป็นความจริง หลายเรื่องเป็นสิ่งที่คนเขาคิดเอาเอง เรื่องป้ายที่จ.นครปฐม, จ.ชลบุรี ตนเองขอบคุณทางเอกชนและท้องถิ่น ที่อยากมีส่วนร่วมในการโปรโมทว่าบ้านเกิดของเขาก็มีส่วนร่วมในกีฬาซีเกมส์เช่นกัน แต่ป้ายที่ถูกวิจารณ์ ไม่ใช่ป้ายที่การกีฬาแห่งประเทศไทยเป็นคนทำ ป้ายที่บอกว่าเป็นป้ายการเมือง ก็ไม่ใช่ป้ายที่การกีฬาแห่งประเทศไทยเป็นคนทำ แต่เป็นคนที่เขาอยากมีส่วนร่วม ก็ใช้ทรัพยากรของตัวเอง อย่าเข้าใจผิด โดยเฉพาะฝ่ายการเมือง หลายคนก็รู้อยู่แล้ว แต่ทำเป็นไม่รู้ วันนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องร่วมกันเป็นเจ้าภาพที่ดี อะไรที่ผิด หรือไม่ถูก เรายินดีที่จะรับข้อติหรือข้อแนะนำ แต่อะไรที่ไม่ใช่ บางเรื่องไม่ได้เกิดขึ้น เป็นรูปที่อื่น ไม่ใช่ประเทศไทย หรือเกิดขึ้นนานมาแล้ว ก็เอามาผสมกันหมด ตนเองสามารถรับแรงกดดันได้ แต่ก็ขอให้เห็นใจคนทำงานด้วย

ส่วนไฮไลท์ในพิธีเปิดงานการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ วันที่ 9 ธ.ค. นั้น นายอรรถกรกล่าวว่า ก็ขอให้ไปรอดูด้วยตัวเอง

“อรรถกร” แจงดราม่าป้ายซีเกมส์ ไม่ได้ใช้งบ กกท. ขอรอดูไฮไลท์พิธีเปิด

จากกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับป้ายประชาสัมพันธ์กีฬาซีเกมส์ที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัด ล่าสุด นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เพื่อชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าว โดยเน้นย้ำว่าป้ายที่ถูกวิจารณ์เหล่านั้น ไม่ได้เป็นป้ายที่จัดทำโดยการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) แต่เป็นป้ายที่ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนและหน่วยงานท้องถิ่นที่ต้องการมีส่วนร่วมในการประชาสัมพันธ์กีฬาซีเกมส์ที่จะจัดขึ้นในประเทศไทย

นายอรรถกรยังกล่าวเพิ่มเติมว่า เข้าใจถึงความกังวลและความไม่สบายใจของประชาชนต่อประเด็นดังกล่าว แต่ขอความเห็นใจและเข้าใจการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งยืนยันว่าพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะและข้อติชมที่เป็นประโยชน์ เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนางานให้ดียิ่งขึ้น

ไฮไลท์พิธีเปิดซีเกมส์ที่ทุกคนรอคอย

นอกเหนือจากประเด็นดราม่าเรื่องป้ายแล้ว นายอรรถกรยังได้กล่าวถึงความพร้อมในการจัดพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ในวันที่ 9 ธันวาคมที่จะถึงนี้ โดยกล่าวว่ามีความมั่นใจว่าการจัดงานจะเป็นไปอย่างงดงามและยิ่งใหญ่ พร้อมทั้งเชิญชวนให้ประชาชนรอชมไฮไลท์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นภายในงาน

สำหรับคอกีฬาที่รอชมการถ่ายทอดสดการแข่งขัน นายอรรถกรยืนยันว่าครั้งนี้จะมีการถ่ายทอดสดกีฬามากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ของซีเกมส์ โดยมีการถ่ายทอดสดถึง 31 ชนิดกีฬา ทำให้แฟนกีฬาชาวไทยและชาวต่างชาติสามารถรับชมและเชียร์นักกีฬาที่ตนเองชื่นชอบได้อย่างจุใจ

นอกจากนี้ นายอรรถกรยังกล่าวถึงการเตรียมความพร้อมของศูนย์การถ่ายทอดสดนานาชาติ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากสื่อมวลชนจากต่างประเทศ โดยศูนย์แห่งนี้ถือเป็นมาตรฐานใหม่ในการถ่ายทอดสดกีฬา และจะเป็นต้นแบบสำหรับการจัดงานในอนาคต

สรุป: ถึงแม้จะมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้นบ้าง แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ออกมายืนยันถึงความพร้อมในการจัดงานกีฬาซีเกมส์ และขอให้ประชาชนร่วมเป็นกำลังใจให้นักกีฬาไทยและร่วมเป็นเจ้าภาพที่ดีในการต้อนรับนักกีฬาและผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ มาร่วมติดตามอรรถกรแจงดราม่าป้ายซีเกมส์และชมไฮไลท์พิธีเปิดที่ทุกคนรอคอยในวันที่ 9 ธันวาคมนี้

มาร่วมส่งกำลังใจให้นักกีฬาไทยในการแข่งขันซีเกมส์ครั้งนี้ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้วงการกีฬาไทยกันนะครับ!

ที่มา – “อรรถกร” แจงดราม่าป้ายซีเกมส์ ไม่ได้ใช้งบ กกท. ขอรอดูไฮไลท์พิธีเปิด

Scroll to top