อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์

“อัครเดช” ซัด “พริษฐ์” เลิกเล่นเกมการเมือง กล่าวหารมต.หนีกระทู้สด

“อัครเดช” ซัด “พริษฐ์” เลิกเล่นเกมการเมือง กล่าวหารมต.หนีกระทู้สด

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาฯ เมื่อล่าสุด นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี จากพรรคภูมิใจไทย ออกมาเคลื่อนไหวโต้กลับ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กรณีที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐมนตรีมีความพยายามหลีกเลี่ยงการตอบกระทู้ถามสดในสภาผู้แทนราษฎร โดยนายอัครเดชได้ขอให้ฝ่ายค้านเลิกนำประเด็นนี้มาเล่นเกมการเมือง เพื่อลดความขัดแย้งที่ไม่สร้างสรรค์ในสังคม

ทำไม “อัครเดช” ซัด “พริษฐ์” เลิกเล่นเกมการเมือง กล่าวหารมต.หนีกระทู้สด ถึงสำคัญ?

นายอัครเดชให้เหตุผลสำคัญในเรื่องนี้ว่า การกล่าวหาว่าคณะรัฐมนตรีพยายามหนีการชี้แจงนั้นไม่เป็นธรรมแต่อย่างใด เนื่องจากธรรมชาติของ กระทู้ถามสด นั้นมีความแตกต่างจากกระทู้ถามทั่วไป เพราะมีการแจ้งล่วงหน้าเพียงไม่กี่ชั่วโมงในวันประชุมสภาฯ เท่านั้น ซึ่งในบางครั้ง รัฐมนตรีอาจติดภารกิจสำคัญที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ หรือเป็นภารกิจราชการที่มีกำหนดการชัดเจนมาตั้งแต่ต้น ทำให้ไม่สามารถเดินทางมาตอบได้ทันทีตามที่ฝ่ายค้านต้องการ

การที่ฝ่ายค้านพยายามหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาโจมตีบ่อยครั้ง จึงถูกมองว่าเป็นเพียงการปั่นกระแสทางการเมืองมากกว่าการต้องการหาคำตอบจริงๆ สำหรับประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในสังคม ดังนี้:

  • ความเข้าใจคลาดเคลื่อนเรื่องลำดับความสำคัญของงานราชการ
  • การใช้พื้นที่สภาเพื่อสร้างภาพลักษณ์เชิงลบให้กับรัฐบาล
  • ความพยายามดิสเครดิตแทนการตรวจสอบตามครรลอง

ในประเด็นคดีฮั้วเลือก สว. ที่ฝ่ายค้านมักหยิบมาตั้งคำถาม นายอัครเดชยังย้ำว่า รัฐมนตรีได้เคยชี้แจงผ่านสื่อและในสภามาแล้วหลายครั้ง ประกอบกับสถานะของคดีที่อยู่ในขั้นตอนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และพนักงานสอบสวน ดังนั้นจึงควรปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่การกดดันผ่านการตอบกระทู้สดเพียงอย่างเดียว

“อัครเดช” ซัด “พริษฐ์” เลิกเล่นเกมการเมือง กล่าวหารมต.หนีกระทู้สด ถือเป็นสัญญาณเตือนถึงนักการเมืองรุ่นใหม่ว่า การทำหน้าที่ในสภานั้นควรเน้นความตรงไปตรงมาและการเคารพข้อจำกัดของกันและกัน แทนที่จะนำประเด็นปลีกย่อยมาปั่นให้กลายเป็นความขัดแย้งในวงกว้าง ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบรัฐสภาโดยรวมในระยะยาว

ในมุมมองของเรา เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าการสร้างสรรค์การเมืองไทยต้องเริ่มจากการสื่อสารที่อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และเลิกใช้สภาผู้แทนราษฎรเป็นเวทีในการสร้างคอนเทนต์เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองเพียงอย่างเดียว

ที่มา – “อัครเดช” ซัด “พริษฐ์” เลิกเล่นเกมการเมือง กล่าวหา รมต. หนีตอบกระทู้สด

“อัครเดช” หนุนงบฯ ปี 70 ชูเศรษฐกิจฐานราก ดัน OTOP-วิสาหกิจชุมชน

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังจับตามองทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2570 กันอย่างใกล้ชิด ล่าสุด นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี จากพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 อย่างเต็มตัว โดยเน้นย้ำว่านี่คือโอกาสทองที่จะใช้ “อัครเดช” หนุนงบฯ ปี 70 ชูเศรษฐกิจฐานราก ดัน OTOP-วิสาหกิจชุมชน เป็นเครื่องยนต์ฟื้นประเทศ ให้กลับมาผงาดอีกครั้ง

“อัครเดช” หนุนงบฯ ปี 70 ชูเศรษฐกิจฐานราก ดัน OTOP-วิสาหกิจชุมชน เป็นเครื่องยนต์ฟื้นประเทศ

เหตุผลหลักที่นายอัครเดชให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะมองว่าเศรษฐกิจฐานรากคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้พี่น้องประชาชนระดับรากหญ้าได้ลืมตาอ้าปาก หากเราสามารถสร้างความแข็งแกร่งให้กับชุมชนได้ ก็เท่ากับว่าเรากำลังเติมเชื้อเพลิงให้กับเครื่องยนต์เศรษฐกิจของไทยให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืน

ทำไมต้องเน้น OTOP และวิสาหกิจชุมชน?

การที่ “อัครเดช” หนุนงบฯ ปี 70 ชูเศรษฐกิจฐานราก ดัน OTOP-วิสาหกิจชุมชน เป็นเครื่องยนต์ฟื้นประเทศ ถือเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจ เพราะเป็นการดึงศักยภาพที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่น ทั้งภูมิปัญญา วัฒนธรรม และทรัพยากรธรรมชาติ มาใส่มาตรฐานใหม่เข้าไป โดยรัฐบาลมีแผนงานที่ชัดเจน ดังนี้:

  • โครงการ OTOP Skill: ยกระดับทักษะผู้ประกอบการ ให้พัฒนาสินค้าให้มีความทันสมัยและตอบโจทย์ตลาดโลก
  • การพัฒนาบรรจุภัณฑ์: ช่วยให้สินค้าชุมชนดูดี มีมาตรฐาน และเพิ่มมูลค่าทางการตลาด
  • การขยายช่องทางจำหน่าย: สนับสนุนทั้งออนไลน์และออฟไลน์เพื่อให้สินค้าถึงมือผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น
  • การเข้าถึงแหล่งเงินทุน: เพิ่มสภาพคล่องให้วิสาหกิจชุมชนได้นำไปขยายกำลังการผลิต

นายอัครเดชยังชี้ให้เห็นว่า หากเราขับเคลื่อนโครงการเหล่านี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม เกษตรกรและผู้ใช้แรงงานจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อในประเทศคึกคักขึ้นตามไปด้วย ซึ่งนี่คือสัญญาณบวกของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่แท้จริง

ในฐานะประชาชน เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าความเติบโตจากฐานรากคือรากฐานที่มั่นคงที่สุด การที่ภาครัฐหันมาผลักดัน “อัครเดช” หนุนงบฯ ปี 70 ชูเศรษฐกิจฐานราก ดัน OTOP-วิสาหกิจชุมชน เป็นเครื่องยนต์ฟื้นประเทศ จึงเป็นแนวทางที่คุ้มค่าและควรสนับสนุนให้เกิดขึ้นจริง เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ทุกคนในชาติอย่างเท่าเทียมกัน

ที่มา – “อัครเดช” หนุนงบฯ ปี 70 ชูเศรษฐกิจฐานราก ดัน OTOP-วิสาหกิจชุมชน เป็นเครื่องยนต์ฟื้นประเทศ

“อัครเดช” โต้กลับ “รักชนก” จัดการ ปชน. บ้านตัวเองก่อน อย่าก้าวล่วงภูมิใจไทย

“อัครเดช” โต้กลับ “รักชนก” จัดการ ปชน. บ้านตัวเองก่อน อย่าก้าวล่วงภูมิใจไทย

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อ นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี จากพรรคภูมิใจไทย ออกมาแสดงท่าทีตอบโต้ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน อย่างดุเดือด หลังถูกพาดพิงถึงกรณีการปกป้อง นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

ประเด็น “อัครเดช” โต้กลับ “รักชนก” จัดการ ปชน. บ้านตัวเองก่อน อย่าก้าวล่วงภูมิใจไทย ครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่ น.ส.รักชนก ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวตั้งคำถามถึง สส.พรรคภูมิใจไทย ว่าเหตุใดจึงยังไม่ออกมาแสดงตัวปกป้องเลขาธิการพรรคของตน ซึ่งนายอัครเดชได้ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า พรรคภูมิใจไทยไม่มีนโยบายบังคับสมาชิกให้ต้องออกมาปกป้องบุคคลใดเป็นพิเศษ

ทำไม “อัครเดช” โต้กลับ “รักชนก” จัดการ ปชน. บ้านตัวเองก่อน อย่าก้าวล่วงภูมิใจไทย ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ?

นายอัครเดชได้ย้ำชัดเจนว่า การแสดงความเห็นของ สส. แต่ละคนถือเป็นเอกสิทธิ์ส่วนบุคคล ไม่ใช่การเคลื่อนไหวเชิงนโยบายของพรรค พร้อมเตือนสติฝ่ายตรงข้ามว่า:

  • ควรเคารพความคิดเห็นที่แตกต่างของผู้อื่น
  • ไม่ควรยึดเอาความคิดของตนเองเป็นศูนย์กลางในการตัดสินคนอื่น
  • ควรโฟกัสที่การทำงานเพื่อประชาชนมากกว่าการก้าวก่ายภายในพรรคอื่น

นอกจากนี้ นายอัครเดชยังได้กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า “อัครเดช” โต้กลับ “รักชนก” จัดการ ปชน. บ้านตัวเองก่อน อย่าก้าวล่วงภูมิใจไทย โดยชี้ให้เห็นว่าในขณะที่พยายามวิจารณ์คนอื่น พรรคประชาชนเองก็มีประเด็นฉาวของสมาชิกพรรคที่รอการแก้ไขอยู่ ไม่ว่าจะเป็นคดีฟอกเงินหรือข้อกล่าวหาคุกคามทางเพศ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่ น.ส.รักชนก ควรให้ความสำคัญมากกว่าการออกมาจี้ถามพรรคอื่น

ในมุมมองของผู้ติดตามการเมืองไทย เห็นได้ชัดว่าบรรยากาศในช่วงนี้มีความตึงเครียดมากขึ้น การเผชิญหน้ากันระหว่าง สส. ต่างพรรคขั้วอำนาจสะท้อนให้เห็นถึงการตรวจสอบและตอบโต้ที่ดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนต่างเฝ้ามองว่าการโต้ตอบผ่านสื่อมวลชนจะช่วยสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติได้จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงแค่เกมการเมืองที่กินเวลาไปวันๆ

ที่มา – “อัครเดช” โต้กลับ “รักชนก” จัดการ ปชน. บ้านตัวเองก่อน อย่าก้าวล่วงภูมิใจไทย

“อัครเดช” ไม่ค้าน FTA ไทย-EFTA แต่ต้องมีมาตรการดูแลผู้เสียประโยชน์

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวเกี่ยวกับการเจรจาความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA ระหว่างประเทศไทยกับสมาคมการค้าเสรียุโรป (EFTA) ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าจับตามองมากในยุคเศรษฐกิจปัจจุบัน ล่าสุด นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาให้มุมมองที่น่าสนใจในที่ประชุมรัฐสภา โดยสรุปสั้นๆ คือ “อัครเดช” ไม่ค้าน FTA ไทย-EFTA แต่ต้องมีมาตรการดูแลผู้เสียประโยชน์ อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม เพื่อป้องกันไม่ให้พี่น้องเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยต้องเสียเปรียบในการแข่งขัน

มุมมองจาก “อัครเดช” ไม่ค้าน FTA ไทย-EFTA แต่ต้องมีมาตรการดูแลผู้เสียประโยชน์

การเปิดการค้าเสรีถือเป็นดาบสองคม ในด้านหนึ่งเราอาจเห็นการเติบโตของภาคส่งออก แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ผลิตภายในประเทศที่เสียเปรียบด้านต้นทุนอาจได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยนายอัครเดชได้ยกตัวอย่างบทเรียนจากอดีต ไม่ว่าจะเป็น FTA ไทย-ออสเตรเลีย หรือ FTA ไทย-นิวซีแลนด์ ซึ่งส่งผลลบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมโคนมไทย ดังนั้นการทำ FTA รอบใหม่นี้ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องทำการบ้านให้หนักขึ้น

เหตุผลที่ต้องระวังผลกระทบจาก FTA

ปัญหาที่เห็นได้ชัดในปัจจุบันคือนมผงราคาถูกจากต่างประเทศเข้ามาตีตลาด จนปริมาณน้ำนมดิบในประเทศลดฮวบ สร้างความลำบากให้เกษตรกรโคนมอย่างมาก เพื่อไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย “อัครเดช” ไม่ค้าน FTA ไทย-EFTA แต่ต้องมีมาตรการดูแลผู้เสียประโยชน์ โดยเฉพาะการผลักดันพระราชบัญญัติกองทุนเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเป็นเรื่องที่รอไม่ได้แล้ว ซึ่งมีประเด็นสำคัญที่ภาครัฐต้องดำเนินการ ดังนี้:

  • ตั้งกองทุนเยียวยาช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
  • เพิ่มมาตรการป้องกันสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาทำลายกลไกราคาในประเทศ
  • ส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทยก่อนเริ่มเปิดเสรีอย่างเต็มตัว
  • จัดทำแผนรองรับความเสี่ยง โดยเฉพาะในกลุ่มภาคประมงที่จะได้รับผลกระทบต่อเนื่อง

ในมุมมองของผม การค้าเสรีควรเป็นเรื่องของการที่ทุกฝ่ายเติบโตไปพร้อมกัน ไม่ใช่การทิ้งให้เกษตรกรรายย่อยต้องเผชิญชะตากรรมตามลำพัง รัฐบาลต้องแสดงความจริงใจด้วยการสร้างกลไกช่วยเหลือที่จับต้องได้จริง ไม่ใช่แค่การเซ็นสัญญาแล้วจบไป หวังว่าเสียงสะท้อนจากรัฐสภาครั้งนี้จะส่งถึงมือผู้มีอำนาจและเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายเพื่อประโยชน์ของคนไทยทุกคนครับ

ที่มา – “อัครเดช” ไม่ค้าน FTA ไทย-EFTA แต่ต้องมีมาตรการดูแลผู้เสียประโยชน์

“อัครเดช” ชี้ร่างศาลทหาร ปชน. แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภา เมื่อนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหารที่เสนอโดยพรรคประชาชนว่าอาจมีเนื้อหาที่ขัดต่อหลักความเป็นอิสระของศาล โดย “อัครเดช” ชี้ร่างศาลทหาร ปชน. แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากการเปิดช่องให้บุคคลภายนอกเข้ามามีบทบาทในคณะกรรมการตุลาการทหารนั่นเอง

“อัครเดช” ชี้ร่างศาลทหาร ปชน. แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม โดยนัยสำคัญ

นายอัครเดชได้อภิปรายอย่างดุเดือดในการประชุมสภา โดยแสดงจุดยืนชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับร่างของฝ่ายค้าน เพราะเกรงว่าความพยายามดึงคนนอกเข้ามาบริหารจัดการศาลทหารจะนำไปสู่ความวุ่นวายและกระทบต่ออิสระของตุลาการ โดยมีเหตุผลสำคัญดังนี้:

  • การดึงบุคคลภายนอก อาทิ ผู้แทนจากศาลปกครองหรืออัยการสูงสุดเข้ามาเป็นกรรมการ อาจทำให้ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของศาลแต่ละแห่งทับซ้อนกัน
  • การให้อำนาจคณะกรรมการตรวจสอบการพิจารณาคดีอาจกลายเป็นเครื่องมือในการก้าวก่ายการตัดสินคดี ซึ่งผิดหลักการแบ่งแยกอำนาจ
  • การอ้างว่ากฎหมายเดิมขาดการแก้ไข ทั้งที่จริงมีการปรับปรุงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เหตุผลในการร่างกฎหมายใหม่ของฝ่ายค้านฟังไม่ขึ้น

มุมมองต่อความเสี่ยงในการแทรกแซง

ในมุมมองของนายอัครเดช “อัครเดช” ชี้ร่างศาลทหาร ปชน. แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เพราะมองว่ากระบวนการยุติธรรมควรมีความเป็นเอกเทศ การนำคนนอกมานั่งเป็นคณะกรรมการนั้นเป็นเรื่องที่ผิดหลักการสากล เนื่องจากในศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง เราไม่เคยเห็นการนำเอาคนจากศาลอื่นเข้ามามีอำนาจบริหารจัดการภายในศาลตนเองมาก่อน การที่ร่างของพรรคประชาชนเปิดช่องให้นี้ จึงถือว่าเป็นความเสี่ยงร้ายแรงที่อาจจะสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่ไม่เหมาะสม และกลายเป็นการดึงการเมืองหรือองค์กรอื่นเข้ามามีอิทธิพลเหนือการตัดสินคดีในศาลทหาร

แม้ว่าจะมีประเด็นเรื่องสิทธิผู้เสียหายหรือสิทธิในการประกันตัวที่ฟังดูดี แต่หากรายละเอียดในร่างกฎหมายกลับซ่อนเงื่อนไขที่ทำให้ตุลาการเสียความเป็นอิสระไป ก็ย่อมไม่คุ้มค่ากับการที่จะผ่านร่างกฎหมายดังกล่าว นายอัครเดชจึงย้ำว่าตนจะสนับสนุนร่างของคณะรัฐมนตรีที่เสนอโดยกระทรวงกลาโหมเท่านั้น เพราะมีความรัดกุมและเป็นไปตามหลักกฎหมายปัจจุบันมากกว่า

บทเรียนในครั้งนี้สอนให้เราเห็นว่า การปฏิรูปกฎหมายไม่ใช่แค่เรื่องของการเปลี่ยนข้อความในกระดาษ แต่ต้องคำนึงถึงผลกระทบในระยะยาวต่อระบบยุติธรรมทั้งระบบ เราต้องไม่ให้ความต้องการของฝ่ายการเมืองเข้ามากดดันความเป็นธรรมหรือทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของศาลลดน้อยลงไปเพียงเพราะความนิยมทางการเมืองชั่วคราว คุณผู้อ่านมีความเห็นอย่างไรกับกรณีนี้? การดึงคนนอกมาตรวจสอบศาลควรเป็นทางออกของประเทศจริงหรือ?

ที่มา – “อัครเดช” ชี้ร่างศาลทหาร ปชน. แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม

Scroll to top