อาชญากรรมข้ามชาติ

นายกฯ ปลื้ม! ไทยกลับมาบนจอเรดาร์โลกอีกครั้ง

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ แถลงถึงการเดินทางไปร่วมประชุมเอเปค ที่ประเทศเกาหลีใต้ว่า การไปร่วมประชุมนี้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศอย่างมาก มีโอกาสพบกับผู้นำเกือบทุกประเทศ มีการหารือทุกรูปแบบ เราได้ไปเปิดตลาดและชักชวนให้มาลงทุน ซึ่งทุกประเทศให้การตอบรับอย่างดี

นายกรัฐมนตรีบอกอย่างภูมิใจด้วยว่า ภารกิจครั้งนี้คือการนำประเทศไทยกลับมาอยู่บนเวทีโลกอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ประเทศก็กลับเข้ามาอยู่ในนายกฯ ชื่นใจไทยกลับมาอยู่บนจอเรดาร์โลกอีกครั้งหนึ่งแล้ว นอกจากนี้ยังได้คุยกับประธานาธิบดีเกาหลีใต้ โดยขอให้เปิดรับแรงงานไทยเพิ่มขึ้น จะได้ไม่ต้องมาเป็นผีน้อย ซึ่งท่านก็ยินดีที่จะรับแรงงานไทยเข้ามาทำงาน และบอกว่าที่ผ่านมาเกิดความผิดพลาดเรื่องการสื่อสาร ทำให้คนไทยติด ตม.ที่เกาหลีจำนวนมาก

นายกฯ ชื่นใจไทยกลับมาอยู่บนจอเรดาร์โลกอีกครั้ง

ส่วนปัญหาเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติ นายกรัฐมนตรีบอกว่า หลายประเทศสนใจที่จะเข้ามามีส่วนร่วม เพราะเป็นภัยต่อความมั่นคงของทุกประเทศ โดยไทยจะเสนอตัวในการจัดการประชุมในเรื่องนี้ สำหรับความกังวลในเรื่องการถ่วงดุลอำนาจระหว่างประเทศมหาอำนาจ นายกรัฐมนตรีบอกว่า ได้พูดคุยกับโดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และประธานาธิบดีจีน สีจิ้นผิง ก็เป็นไปด้วยดี โดยเฉพาะจีนที่เขาเคยกังวลจนนักท่องเที่ยวไม่มาไทย ตอนนี้ก็ทำความเข้าใจแล้ว เขาก็จะไปแจ้งและให้คนของเขากลับมาเที่ยวอีกครั้ง

ทั้งนี้ก่อนจบการแถลง นายกฯได้ขอบคุณกองทัพ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว กรมการปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ช่วยดูแลไม่ให้ประชาชนบริเวณชายแดนทั้ง 2 ฝ่ายปะทะกัน เพื่อให้ความสงบในภูมิภาคกลับมาโดยเร็ว พร้อมขออภัยต่อการสื่อสารที่ผิดพลาดไปก่อนหน้านี้ ยืนยันจะไม่ยอมให้เกิดความสูญเสียขึ้นอย่างเด็ดขาด สำหรับเรื่องการเปิดด่านชายแดน ถ้ายังเป็นรัฐบาลอยู่จะต้องถามประชาชนก่อน เราจะไม่เปิดจนกว่าภัยความมั่นคงจะลดลงจนเราจะมั่นใจได้

ทำไมนายกฯ ถึงชื่นใจที่ไทยกลับมาอยู่บนจอเรดาร์โลกอีกครั้ง

การที่นายกฯ ชื่นใจไทยกลับมาอยู่บนจอเรดาร์โลกอีกครั้งนั้น สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการฟื้นฟูภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศไทยในสายตาประชาคมโลก หลังจากที่ผ่านมาอาจมีประเด็นที่ทำให้ประเทศไทยถูกมองข้ามไป การกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งจึงเป็นสัญญาณที่ดีต่อเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

  • การประชุมเอเปคเป็นโอกาสสำคัญ: การเข้าร่วมการประชุมเอเปคและการได้พบปะผู้นำจากประเทศต่างๆ เป็นโอกาสอันดีในการสร้างความสัมพันธ์และดึงดูดการลงทุน
  • การแก้ไขปัญหาแรงงานไทยในเกาหลีใต้: การหารือกับประธานาธิบดีเกาหลีใต้เพื่อแก้ไขปัญหาแรงงานไทยที่ผิดกฎหมาย แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลต่อความเป็นอยู่ของคนไทยในต่างแดน
  • การจัดการอาชญากรรมข้ามชาติ: การเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติ แสดงให้เห็นถึงบทบาทของไทยในการแก้ไขปัญหาระดับโลก
  • การสร้างความเข้าใจกับประเทศมหาอำนาจ: การพูดคุยกับผู้นำสหรัฐฯ และจีน เพื่อสร้างความเข้าใจและแก้ไขความกังวล เป็นสิ่งสำคัญในการรักษาสมดุลในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

การที่นายกฯ ชื่นใจไทยกลับมาอยู่บนจอเรดาร์โลกอีกครั้ง ไม่ได้หมายความว่าเราจะประสบความสำเร็จแล้ว แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการทำงานหนักต่อไป รัฐบาลและประชาชนทุกคนต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างประเทศไทยให้เป็นประเทศที่น่าอยู่ น่าลงทุน และมีบทบาทสำคัญในเวทีโลกต่อไป

การที่ประเทศไทยกลับมาได้รับความสนใจจากนานาชาติอีกครั้ง ถือเป็นโอกาสที่ดีในการพัฒนาประเทศในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เราควรร่วมมือกันใช้โอกาสนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

ที่มา – นายกฯ ชื่นใจไทยกลัับมาอยู่บนจอเรด้าหฺโลกอีกครั้ง เผยเคลียร์ 2 ชาติหหาอำนาจแล้วเข้าใจดี

“มาริษ” แนะ ปราบแก๊งคอลฯ ในเมียนมาและกัมพูชา

“มาริษ” ชี้ ภัยสแกมเมอร์เป็นสงครามมวลมนุษยชาติ แนะรัฐบาลปรับใช้โมเดลปราบแก๊งคอลฯ ในเมียนมาของรัฐบาลเพื่อไทยกับกัมพูชา ใช้การทูตดึงพลังมหาอำนาจ-UN ร่วมแก้ปัญหา

วันที่ 25 ตุลาคม 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีแรงงานต่างชาติหลายประเทศ ถูกหลอกกว่า 1,000 คน หลบหนีจากพื้นที่ชายแดนเมียนมาเข้ามาในพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก หลังกองทัพเมียนมาได้บุกทลาย “เคเคพาร์ค” ว่า เป็นศูนย์ปฏิบัติการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ ซึ่งพบว่ามีการใช้อุปกรณ์สตาร์ลิงก์ในศูนย์ปฏิบัติการเหล่านี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เห็นได้ว่ามาตรการปราบปรามสแกมเมอร์ที่เข้มงวดของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เริ่มหย่อนสมรรถภาพลงเรื่อยๆ

ทั้งนี้ หลัง นางสาวแพรทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปราบปรามสแกมเมอร์อย่างเด็ดขาดด้วยนโยบาย 3 ตัดแล้ว มีแรงงานหลากหลายประเทศที่ถูกหลอกเข้าไปทำงานในเมียนมา หลบหนีข้ามพรมแดนเข้ามาในฝั่งไทยหลายพันคน ตนเองจึงได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยในทันที และร่วมกับนายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และเชิญ “กงอัน” หรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน มาร่วมประชุมเพื่อคัดกรองแรงงานชาวจีนและเร่งส่งกลับ

รวมถึงตนเองยังได้ตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจขึ้นที่กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อลงไปปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ ประสานกับสถานทูตตามหลักมนุษยธรรม จนสามารถช่วยแรงงานต่างชาติให้เดินทางกลับมาตุภูมิได้โดยปลอดภัย ดังนั้น ตนอยากเห็นรัฐบาลเร่งจัดตั้งทีมเฉพาะกิจประสานงานกับประเทศต่างๆ เพื่อช่วยเหลือแรงงานชาติต่างๆ ที่ถูกหลอกเข้าไปทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมียนมา โดยใช้แบบแผนการทำงานที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่ได้ดำเนินการไว้ และประสบความสำเร็จในการช่วยเหลือแรงงานต่างชาติที่ถูกหลอกเข้าไปทำงานในเมียนมา จนได้รับความชื่นชมไปจากทุกภูมิภาค

ขณะเดียวกัน นายมาริษ ยังย้ำถึงปัญหาสแกมเมอร์ว่า ถือเป็นสงครามมวลมนุษยชาติของประชาคมโลก ฉะนั้น ในขณะที่มีประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่มาเลเซีย รัฐบาลควรจะมองเห็นและมีบทบาทนำในการดึงความร่วมมือกับนานาประเทศที่ประสบปัญหาการถูกโกงจากสแกมเมอร์ รวมทั้งจะต้องส่งเสริมความร่วมมืออย่างเข้มแข็งกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของสหประชาชาติ ที่พยายามแก้ไขปัญหาเรื่องสแกมเมอร์ ให้หมดไปจากประชาคม 

ที่ผ่านมารัฐบาลพรรคเพื่อไทย ภายใต้การนำของนางสาวแพรทองธาร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินการอย่างเข้มงวด มีจุดยืนที่ชัดเจน ในการร่วมมือกับนานาประเทศ และเข้าร่วมในกรอบความร่วมมือทั้งหลายขององค์การสหประชาชาติ และอาเซียนทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศว่า เส้นทางการขนส่งเม็ดเงิน และได้ออกมาตรการต่างๆ มารองรับ เช่น ให้กระทรวงการคลังดำเนินการแก้ไขปัญหา ร่วมกับธนาคารต่างๆ เพื่อที่จะอายัดบัญชีเงินของนักธุรกิจที่ทำผิดกฎหมาย หรือจะนำไปใช้เป็นทุนในการสร้างธุรกิจสีเทา รวมทั้งมีการร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ภายในประเทศ ที่มีมาตรการต่างๆ ในการเข้าไปปิดบัญชีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทา

นายมาริษ ยังยกตัวอย่างสิ่งที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยทำไว้ ซึ่งในปัจจุบันยังไม่เห็นการดำเนินการหรือการต่อยอดจากสิ่งที่รัฐบาลได้ทำในอดีต คือ กระทรวงต่างประเทศ โดยตนและรัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้ริเริ่ม การประชุมหารือครั้งสำคัญ 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็นการประชุม 3 ฝ่าย โดยมีไทย เมียนมา และอินเดีย ส่วนครั้งที่ 2 เป็นการประชุม 4 ฝ่าย โดยมีไทย จีน ลาว และเมียนมา ซึ่งวัตถุประสงค์ของการประชุม 2 ครั้งที่ผ่านมาต้องการที่จะผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ 2 ประการ คือ ความพยายามที่จะเข้าไปแก้ปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ในประเทศเมียนมา เปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นความร่วมมือระหว่างประเทศ และความต้องการที่จะแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ข้ามพรมแดน

โดยเฉพาะเรื่องสแกมเมอร์ ทั้ง 2 เรื่องนี้ เป็นเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งสามารถแก้ปัญหา 2 อย่างได้โดยใช้มาตรการ-กลยุทธ์เพียงอันเดียว ซึ่งหลังจากที่ไทยได้มีมาตรการในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติในฝั่งประเทศเมียนมาอย่างรุนแรง จึงเป็นเรื่องปกติที่กลุ่มธุรกิจสีเทาจะหาทางออกโดยการย้ายฐานเข้าไปในฝั่งกัมพูชา ดังนั้น หากรัฐบาลปัจจุบันยังไม่ได้มีการดำเนินการสานต่อ หรือยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนในการต่อยอดจากสิ่งที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้ทำไว้ ก็จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยสัมฤทธิ์ผลอย่างเป็นรูปธรรมสูญเสียไป และเรื่องดังกล่าวทั้งหมด ควรจะเป็นสิ่งที่รัฐบาลปัจจุบันต้องต่อยอด เพื่อรักษาโมเมนตัมของการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาค ซึ่งไทยสามารถให้ประเทศเพื่อนบ้าน และมหาอำนาจในการเข้ามาช่วยกดดัน

นายมาริษ ยังย้ำด้วยว่า ที่ผ่านมารัฐบาลพรรคเพื่อไทยร่วมกับจีน และได้มีการประชุมแบบลงรายละเอียดในการแก้ไขปัญหา มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล เส้นทางการเงินของการทำธุรกิจสีเทา ซึ่งในท้ายที่สุดรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ได้รับคำชื่นชมจากนานาประเทศว่าได้มีการดำเนินนโยบายที่เข้มงวดในการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์ ผ่านนโยบาย 3 ตัด ซึ่งทั้งเมียนมา และรัฐบาลจีนเอง ก็ได้ให้ความร่วมมือจนนำไปซึ่งการแก้ไขปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ส่วนการแก้ไขปัญหากัมพูชานั้น นายมาริษ ระบุว่า ช่วงที่ผ่านมาไทย-กัมพูชามีปัญหาการกระทบกระทั่งกันบริเวณชายแดน ซึ่งทำให้เห็นชัดว่ากัมพูชาไม่มีความจริงใจที่จะแก้ปัญหาร่วมกันกับไทยในการปราบปรามสแกมเมอร์ หรืออาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งรัฐบาลพรรคเพื่อไทยมีความตั้งใจว่า จะใช้กลไกเช่นเดียวกันในการประชุม 3 ฝ่าย ซึ่งจะมีไทย จีน และกัมพูชา ที่ไทยเคยทำสำเร็จมาแล้วในฝั่งของประเทศเมียนมา แต่ด้วยเหตุการณ์การกระทบกระทั่งกันจึงทำให้เรื่องเหล่านี้มีความล่าช้าออกไป แต่ในช่วงที่ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็ได้หารือกับประเทศจีน รวมทั้งได้หารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ในการสร้างความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา

ในช่วงท้าย นายมาริษ ระบุอีกว่า ที่ผ่านมารัฐบาลพรรคเพื่อไทยดำเนินการไว้ ทั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการต่างประเทศ แต่โจทย์วันนี้ไม่ใช่เรื่องของการมีนโยบาย แต่เป็นเรื่องของการนำนโยบายไปปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ให้ประเทศไทยมีบทบาทนำในการปราบแก๊งคอลฯ ในเมียนมาและกัมพูชาในภูมิภาค โดยเฉพาะในอาเซียนและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง.

“มาริษ” แนะรัฐบาลปรับใช้โมเดลปราบแก๊งคอลฯ ในเมียนมาของรัฐบาลเพื่อไทย กับกัมพูชา

ทำไมต้องปรับใช้โมเดลปราบแก๊งคอลฯ ในเมียนมาและกัมพูชา?

การที่นายมาริษออกมาแนะนำให้รัฐบาลปัจจุบันปรับใช้โมเดลปราบแก๊งคอลฯ ในเมียนมาและกัมพูชา สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อสถานการณ์อาชญากรรมข้ามชาติที่ยังคงเป็นปัญหาสำคัญ การนำแนวทางที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้วมาปรับใช้ จึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาอย่างยิ่ง

โมเดลที่ว่านี้มีความสำคัญอย่างไร? การที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยในอดีตสามารถแก้ไขปัญหาได้นั้น เกิดจากการบูรณาการความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ การมีนโยบายที่ชัดเจน การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด และการประสานงานกับต่างประเทศอย่างใกล้ชิด ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การแก้ไขปัญหาประสบความสำเร็จ

สถานการณ์ปัจจุบันมีความแตกต่างจากในอดีตอย่างไร? แม้ว่าปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะยังคงอยู่ แต่รูปแบบและวิธีการอาจมีการเปลี่ยนแปลงไป การที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ย้ายฐานไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้การแก้ไขปัญหาซับซ้อนยิ่งขึ้น รัฐบาลจึงจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

ดังนั้น การที่นายมาริษออกมาเสนอแนะให้รัฐบาลปรับใช้โมเดลปราบแก๊งคอลฯ ในเมียนมาและกัมพูชา จึงเป็นข้อเสนอแนะที่มีคุณค่า รัฐบาลควรพิจารณาถึงข้อดีข้อเสีย และนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน การร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและการดึงพลังจากนานาชาติก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

การแก้ไขปัญหาแก๊งคอลฯ ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หากรัฐบาลมีความมุ่งมั่น ตั้งใจจริง และพร้อมที่จะร่วมมือกับทุกภาคส่วน ปัญหาแก๊งคอลฯ ก็จะสามารถแก้ไขได้ในที่สุด

การแก้ไขปัญหา ปราบแก๊งคอลฯ ในเมียนมาและกัมพูชาจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การตระหนักถึงภัยร้ายของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการร่วมมือกันป้องกันและแก้ไขปัญหา จะเป็นหนทางที่นำไปสู่การลดปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – “มาริษ” แนะรัฐบาลปรับใช้โมเดลปราบแก๊งคอลฯ ในเมียนมาของรัฐบาลเพื่อไทย กับกัมพูชา

รังสิมันต์ โรม ชงสแกมเมอร์วาระโลก! น่าชื่นชม

เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าชื่นชม “รังสิมันต์ โรม” ชงปัญหาสแกมเมอร์ เป็นวาระเร่งด่วนโลกสำเร็จ ยกเป็นพลังการทูตรัฐสภา

วันที่ 24 ตุลาคม 2568 นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ชื่นชมบทบาทของ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคปชน. ในฐานะผู้แทนประเทศไทย ที่สามารถผลักดันให้ “ปัญหาสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ” กลายเป็นวาระเร่งด่วนของโลก (Emergency Item) ในการประชุมสมัชชาสหภาพรัฐสภาโลกครั้งที่ 151 (IPU151) ที่นครเจนีวา

นายอิสระระบุว่า การผลักดันข้อมติลักษณะนี้ในเวที IPU ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ และผ่านการพิจารณาหลายระดับ แต่การที่ประเทศไทยทำได้สำเร็จสะท้อนให้เห็นถึงพลังของการทูตรัฐสภา (Parliamentary Diplomacy) ที่แท้จริง

เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าชี้ว่า การใช้เวทีระหว่างประเทศนี้คือการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน และส่งเสียงในประเด็นที่กระทบต่อทุกประเทศ โดยระบุอย่างเสียดสีว่า ไม่ได้ว่าประเทศไหนนะครับ แต่มีคนร้อนตัวอยู่ไม่น้อย

นอกจากนี้นายอิสระยังมีกำหนดเข้าพบเลขาธิการ IPU เพื่อหารือเรื่องนวัตกรรมประชาธิปไตยและการเสริมสร้างธรรมาภิบาลข้ามพรมแดนเพิ่มเติม และเป็นที่น่ายินดีว่า เลขาธิการ IPU จะเดินทางเยือนประเทศไทยในวันที่ 7 พฤศจิกายนนี้ เพื่อร่วมงานประชุมวิชาการของสถาบันพระปกเกล้า ณ อาคารรัฐสภา ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงบทบาทของไทยในเวทีโลก.

ชื่นชม “รังสิมันต์ โรม” ชงปัญหาสแกมเมอร์เป็นวาระเร่งด่วนโลกสำเร็จ

การผลักดันประเด็นปัญหาสแกมเมอร์เป็นวาระเร่งด่วนโลกนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจของนายรังสิมันต์ โรม ทำให้ประเทศไทยสามารถสร้างชื่อเสียงและมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ

ปัญหาอาชญากรรมทางออนไลน์และการหลอกลวง (Scam) ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก สร้างความเสียหายต่อประชาชนและเศรษฐกิจในวงกว้าง การที่นายรังสิมันต์ โรม สามารถผลักดันให้ปัญหานี้เป็นวาระเร่งด่วนระดับโลกได้สำเร็จ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความตระหนักและความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหา

ทำไมการผลักดันปัญหาสแกมเมอร์เป็นวาระเร่งด่วนโลกจึงสำคัญ?

  • สร้างความตระหนัก: ทำให้ทั่วโลกเห็นถึงความร้ายแรงของปัญหาสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ
  • กระตุ้นความร่วมมือ: ส่งเสริมให้ประเทศต่างๆ ร่วมมือกันในการแลกเปลี่ยนข้อมูล เทคโนโลยี และแนวทางการแก้ไขปัญหา
  • ปกป้องประชาชน: ช่วยลดความเสี่ยงที่ประชาชนจะตกเป็นเหยื่อของสแกมเมอร์
  • เสริมสร้างความมั่นคง: ป้องกันไม่ให้อาชญากรรมข้ามชาติกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม

ความสำเร็จของนายรังสิมันต์ โรม ในการผลักดันปัญหาสแกมเมอร์เป็นวาระเร่งด่วนโลก เป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจและเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ที่ทำงานเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน การที่ประเทศไทยสามารถมีบทบาทนำในการแก้ไขปัญหาระดับโลก แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความมุ่งมั่นของคนไทยในการสร้างสรรค์สังคมที่ดีขึ้น

การแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การสร้างความตระหนักรู้ การให้ความรู้ และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้

พวกเราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์ได้ โดยการระมัดระวังตัว ไม่หลงเชื่อกลโกงต่างๆ และแจ้งเบาะแสเมื่อพบเห็นการกระทำที่น่าสงสัย ร่วมมือกันสร้างสังคมที่ไม่ยอมรับอาชญากรรม และปกป้องผลประโยชน์ของส่วนรวม

การผลักดันประเด็นนี้ให้เป็นวาระระดับโลก แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการทูตเชิงรุกและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการกำหนดนโยบายระดับโลก การที่ประเทศไทยสามารถแสดงบทบาทนำในเวทีระหว่างประเทศ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศ

ที่มา – ชื่นชม “รังสิมันต์ โรม” ชงปัญหาสแกมเมอร์เป็นวาระเร่งด่วนโลกสำเร็จ

ธรรมนัส สั่งลุย! ปราบสแกมเมอร์ ค้ามนุษย์

“ธรรมนัส” นั่งหัวโต๊ะ ปคม. สั่งลุยปราบ “สแกมเมอร์-ค้ามนุษย์” จริงจัง พร้อมวอนสื่อสารเชิงบวกหยุดใช้คำว่า “จีนเทา” หวั่นกระทบภาพลักษณ์-เศรษฐกิจ

วันที่ 22 ตุลาคม 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (คณะกรรมการ ปคม.) โดยมีนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เข้าร่วม

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้มีมติและข้อสั่งการสำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะประเด็นการยกระดับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ เพื่อให้สอดคล้องกับรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ ประจำปี 2568 (2025 TIP Report) ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งที่ประชุมได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการปราบปรามสแกมเมอร์อย่างจริงจัง เน้นให้ทุกหน่วยงานดำเนินการปราบปรามการหลอกลวงทางออนไลน์ หรือ สแกมเมอร์ เนื่องจากรัฐบาลได้ประกาศเป็น วาระแห่งชาติ ป้องกันไม่ให้คนไทยถูกหลอกไปเป็นเหยื่อหรือเป็นเครื่องมือในการทำงานของแก๊งสแกมเมอร์

นอกจากนี้ยังได้ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาค้ามนุษย์ตาม TIP Report ดดยมอบหมายให้นายอัคราในฐานะประธานอนุกรรมการฯ จัดประชุมเพื่อพิจารณาข้อเสนอแนะตามรายงาน TIP Report ปี 2025 ของสหรัฐฯ และนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อนำมาปรับใช้เป็นแนวทางสำหรับการดำเนินการของประเทศไทยกลับมาอยู่ในกลุ่ม Tier 1

ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวย้ำว่า ตนเองในฐานะผู้กำกับดูแลการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ต้องทำทุกอย่างให้เป็นรูปธรรมภายใต้กรอบระยะเวลาที่มีอยู่ เพื่อให้สัมฤทธิ์ผลตามข้อสั่งการและนโยบายของนายกรัฐมนตรี และขอความร่วมมือทุกฝ่ายให้ช่วยกันสื่อสาร เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อประเทศ โดยเฉพาะการหยุดใช้คำว่า “จีนเทา” เนื่องจากเป็นวลีที่ส่งผลกระทบในทางลบต่อภาคการท่องเที่ยวที่กำลังฟื้นตัว รวมถึงกระทบต่อภาพลักษณ์และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศจีน พร้อมย้ำว่า ไม่ควรนำประเด็นเรื่องการเมืองเข้ามาแทรกแซงการทำหน้าที่ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ.

ธรรมนัส สั่งลุยปราบสแกมเมอร์ – ค้ามนุษย์

จากสถานการณ์ปัจจุบัน ปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ (สแกมเมอร์) และการค้ามนุษย์ยังคงเป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ การดำเนินการเชิงรุกเพื่อปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาเหล่านี้ และได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อปกป้องประชาชนและรักษาภาพลักษณ์ของประเทศ

การที่รัฐบาลประกาศให้การปราบปรามสแกมเมอร์เป็นวาระแห่งชาติ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ การผลักดันให้ประเทศไทยกลับไปอยู่ในกลุ่ม Tier 1 ในรายงาน TIP Report ยังเป็นเป้าหมายสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การดำเนินการตามข้อเสนอแนะในรายงาน TIP Report ปี 2025 จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

แนวทางการแก้ไขปัญหาและป้องกัน

เพื่อแก้ไขปัญหาและป้องกันการเกิดอาชญากรรมเหล่านี้อย่างยั่งยืน ควรมีแนวทางดังต่อไปนี้:

  • การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด: เพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามสแกมเมอร์และการค้ามนุษย์
  • การให้ความรู้แก่ประชาชน: สร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับกลโกงของสแกมเมอร์และการค้ามนุษย์ เพื่อให้ประชาชนสามารถป้องกันตนเองและผู้อื่นจากภัยเหล่านี้
  • การบูรณาการความร่วมมือ: ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
  • การพัฒนากลไกการช่วยเหลือเหยื่อ: จัดให้มีกลไกการช่วยเหลือและเยียวยาเหยื่อของการหลอกลวงออนไลน์และการค้ามนุษย์ เพื่อให้เหยื่อได้รับการดูแลและฟื้นฟูอย่างเหมาะสม

ธรรมนัส สั่งลุยปราบสแกมเมอร์ – ค้ามนุษย์ ไม่ใช่แค่การประกาศ แต่เป็นการแสดงเจตจำนงที่แน่วแน่ในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง การหยุดใช้คำว่า “จีนเทา” ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของประเทศ การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติจึงต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

การแก้ไขปัญหาการหลอกลวงออนไลน์และการค้ามนุษย์เป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง เราจะสามารถสร้างสังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่สำหรับทุกคนได้

ที่มา – “ธรรมนัส” สั่งลุยปราบสแกมเมอร์ – ค้ามนุษย์ วอนหยุดใช้คำว่า “จีนเทา” หวั่นกระทบท่องเที่ยว

ทบ.ย้ำจุดยืน! ปล่อยตัวเชลยศึก: กัมพูชาต้องจริงจัง

พลตรี วินธัย จี้ กัมพูชาทำตามข้อตกลง GBC 4 ข้อ ชี้ หากยื้อเวลายิ่งเสียเปรียบ เหตุจะถูกนานาชาติกดดันต่อเนื่องในประเด็นอาชญากรรมข้ามชาติ ย้ำจุดยืนปล่อยตัวเชลยศึก กัมพูชาต้องร่วมแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

วันที่ 18 ต.ค. 2568 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ระบุถึงความคืบหน้าของสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ภายหลังจากที่กองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 ได้ทำการส่งหนังสือถึงภูมิภาคทหารที่ 4 และ 5 เพื่อเร่งรัดให้ฝ่ายกัมพูชา ดำเนินการตามข้อตกลงสำคัญทั้ง 4 ข้อ ได้แก่ การถอนอาวุธหนัก การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และการบริหารจัดการชายแดนร่วมกัน

โดย พลตรี วินธัย ระบุว่า การส่งหนังสือแจ้งไปยังกัมพูชาเป็นหนึ่งในมาตรการเร่งรัดให้ฝ่ายกัมพูชา พิจารณาดำเนินการอย่างจริงจัง ตามแนวทางข้อตกลงที่ได้เห็นชอบร่วมกันแล้วเมื่อครั้งการประชุม GBC ที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันฝ่ายไทยได้พยายามเดินหน้าขับเคลื่อน เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม แม้จะไม่ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายกัมพูชา ทั้งการเก็บกู้ทุ่นระเบิด การสกัดกั้นและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงการแก้ไขปัญหาการรุกล้ำดินแดน

พลตรี วินธัย ย้ำว่า หากฝ่ายกัมพูชาเพิกเฉยหรือไม่จริงจังต่อการแก้ไขปัญหาตามข้อตกลงทั้ง 4 ข้อ จะไม่เป็นผลดีต่อการดำรงความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศ และจะส่งผลกระทบให้เกิดแรงกดดันจากนานาชาติในประเด็นอาชญากรรมข้ามชาติที่กัมพูชากำลังเผชิญอยู่

ดังนั้น การเปิดใจยอมรับและปฏิบัติตามข้อตกลง GBC อย่างจริงจัง จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการคลี่คลายข้อพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่อาจเห็นทิศทางของการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน

ทบ. ย้ำจุดยืนการปล่อยตัวเชลยศึก กัมพูชาต้องร่วมแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

ส่วนกรณีที่สื่อกัมพูชาเผยแพร่บทสัมภาษณ์ของ นายปรัก โซะคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา เมื่อ 18 ต.ค. 68 โดยระบุว่า “เอกสารว่าด้วยความตกลงสันติภาพระหว่างกัมพูชา–ไทย ซึ่งคาดว่าจะมีการลงนามโดยนายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศ ฝ่ายไทยได้ตกลงที่จะปล่อยตัวเชลยศึกทหารกัมพูชา 18 นาย ทันทีหลังลงนาม โดยมีประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นพยานในห้วงการประชุมสุดยอดอาเซียนปลายเดือนนี้”

พลตรี วินธัย ได้กล่าวต่อประเด็นดังกล่าวว่า สำหรับการส่งคืนทหารกัมพูชา 18 นาย อาจเป็นข้อเสนอของฝ่ายกัมพูชาในเวทีการประชุมระดับกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้รับข้อมูลที่เป็นทางการ แต่เชื่อว่าเรื่องดังกล่าวจะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนนั้น คงต้องพิจารณาจากท่าทีความจริงใจ และสัญญาณความร่วมมือที่ดีในการแก้ปัญหาของกัมพูชา รวมถึงการตอบรับข้อเสนอในประเด็นสำคัญต่าง ๆ ของฝ่ายไทย ในลักษณะที่มีแผนและรายละเอียดสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม เช่น เรื่องการถอนอาวุธหนักออกจากบริเวณพื้นที่แนวชายแดน และเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อพิสูจน์ถึงความเป็นปรปักษ์ระหว่างกันที่มีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจน จนถึงระดับที่จะไม่ส่งผลคุกคามฝ่ายไทยด้วยกำลังทางทหาร ในเรื่องนี้จึงไม่อยากรีบด่วนสรุปไป ณ เวลานี้

ทั้งนี้ การควบคุมตัวเชลยศึกดำเนินไปโดยชอบด้วยกฎหมาย สอดคล้องกับหลักกฎหมายและหลักมนุษยธรรมสากล ซึ่งที่ผ่านมา คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ได้เข้าเยี่ยมเชลยศึกทหารกัมพูชา 18 นาย ในหลายโอกาสแล้ว จึงไม่น่ามีความกังวลใด ๆ สำหรับการปฏิบัติต่อเชลยศึกฯ ของฝ่ายไทย

ทำไมการปล่อยตัวเชลยศึกจึงสำคัญต่อความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

การที่กองทัพบกไทยย้ำจุดยืนเรื่องการปล่อยตัวเชลยศึกชาวกัมพูชาเป็นประเด็นที่น่าสนใจและมีความสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสอง การดำเนินการตามข้อตกลง GBC 4 ข้อ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความตึงเครียดตามแนวชายแดน แต่ยังส่งผลดีต่อความร่วมมือในด้านอื่นๆ อีกด้วย การที่กัมพูชาแสดงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น รวมถึงการตอบรับข้อเสนอของไทยอย่างเป็นรูปธรรม จะเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ที่ผ่านมา ประเด็นเรื่องเชลยศึกมักเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของทั้งสองประเทศ การที่ไทยแสดงความชัดเจนในเรื่องนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณไปยังกัมพูชาว่า ไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง และพร้อมที่จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้เกิดสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม การปล่อยตัวเชลยศึกไม่ใช่เพียงแค่การส่งตัวบุคคลกลับประเทศเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างความเชื่อมั่นและความเข้าใจซึ่งกันและกัน การเปิดใจพูดคุยและหาทางออกร่วมกันในทุกประเด็น จะเป็นรากฐานสำคัญที่นำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนในอนาคต ดังนั้น การที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามข้อตกลงต่างๆ อย่างเคร่งครัด จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การที่กองทัพบกไทยออกมาเน้นย้ำจุดยืนในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม และหวังว่าการดำเนินการดังกล่าวจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งและยั่งยืนระหว่างไทยและกัมพูชาต่อไป

ที่มา – ทบ. ย้ำจุดยืนปล่อยตัวเชลยศึก กัมพูชาต้องจริงจัง จี้เร่งทำตามข้อตกลงวง GBC 4 ข้อ

สีหศักดิ์เยือนมาเลเซีย: ย้ำข้อตกลงไทย-กัมพูชา

“สีหศักดิ์”เยือนมาเลเซีย ตามคำเชิญประธานอาเซียนย้ำข้อตกลงไทย-กัมพูชา ให้ความสำคัญกลไกทวิภาคี เน้นประเด็นหลักถอนอาวุธหนัก เก็บกู้ทุ่นระเบิดและปราบอาชญากรรมข้ามชาติ

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เดินทางเยือนประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 12-13 ตุลาคม 2568 ในลักษณะ Working Visit เพื่อเข้าร่วมการประชุมต่างๆ ตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน โดยเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2568 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เข้าร่วมการหารือสี่ฝ่ายระหว่างมาเลเซีย สหรัฐฯ ไทย และกัมพูชา ซึ่งเป็นการหารือต่อเนื่องจากที่ได้เคยหารือกันที่นครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568

การหารือในครั้งนี้ มุ่งเน้นประเด็นต่างๆ ที่ยังคั่งค้างอยู่ เพื่อลดความตึงเครียดตามแนวชายแดน และให้มีการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด โดยฝ่ายไทยย้ำความสำคัญของกลไกทวิภาคี และการแสดงความจริงใจในการปฏิบัติตามข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายได้ทำร่วมกันไว้ การที่ “สีหศักดิ์”เยือนมาเลเซียครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างสันติ

นอกจากนี้ ฝ่ายไทยได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความมั่นคงปลอดภัยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นสำคัญ ได้แก่ การถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดน การร่วมกันเก็บกู้ทุ่นระเบิด การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และการให้ความร่วมมือในการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดน เช่น ในกรณีบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว ทางฝ่ายไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เห็นความจริงใจจากกัมพูชา เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุเป้าประสงค์ร่วมกันในการสร้างสันติภาพและความสงบสุขให้กับประชาชนของทั้งสองประเทศ

การเดินทางเยือนมาเลเซียของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาค การหารือในประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี และการให้ความสำคัญกับกลไกทวิภาคีในการสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

สีหศักดิ์เยือนมาเลเซีย: ย้ำข้อตกลงไทย-กัมพูชา

การที่ “สีหศักดิ์”เยือนมาเลเซีย ตามคำเชิญประธานอาเซียนย้ำข้อตกลงไทย-กัมพูชาในครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี และการให้ความสำคัญกับการเจรจาและการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน รัฐบาลไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมความร่วมมือในระดับภูมิภาค และทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ เพื่อสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองให้กับภูมิภาคโดยรวม

ประเด็นสำคัญจากการเยือนมาเลเซีย: ข้อตกลงไทย-กัมพูชา

การเยือนมาเลเซียของนายสีหศักดิ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างจริงจัง โดยมุ่งเน้นที่การสร้างความไว้วางใจและการปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ทำร่วมกันไว้ การถอนอาวุธหนัก การเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นประเด็นสำคัญที่จะช่วยสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยตามแนวชายแดน และส่งผลดีต่อประชาชนทั้งสองประเทศ

การที่ “สีหศักดิ์”เยือนมาเลเซีย ตามคำเชิญประธานอาเซียนย้ำข้อตกลงไทย-กัมพูชานั้นแสดงถึงความสำคัญของกลไกทวิภาคีในการแก้ไขปัญหาต่างๆ การหารือและความร่วมมือระหว่างไทยและกัมพูชา จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคต่อไป รัฐบาลไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับกัมพูชาและประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประชาชนทุกคน

จะเห็นได้ว่า การเยือนมาเลเซียของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในครั้งนี้ เป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างสันติวิธี และการให้ความสำคัญกับความร่วมมือในระดับภูมิภาค การที่ “สีหศักดิ์”เยือนมาเลเซีย ตามคำเชิญประธานอาเซียนย้ำข้อตกลงไทย-กัมพูชานั้น ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และการส่งเสริมสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคอาเซียน

ที่มา – “สีหศักดิ์”เยือนมาเลเซีย ตามคำเชิญประธานอาเซียนย้ำข้อตกลงไทย-กัมพูชา ให้ความสำคัญกลไกทวิภาคี

“โรม” แฉ “เบน สมิธ” ฟอกเงินสแกมเมอร์กัมพูชา

ในวันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาสแกมเมอร์ที่ลุกลามข้ามพรมแดน โดยเฉพาะจากกัมพูชา ที่มีรายได้จากกิจกรรมนี้นับถึง 60% ของ GDP ประเทศ นายรังสิมันต์ โรม ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาแฉข้อมูลสำคัญในการอภิปรายที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 โดยชี้เป้าไปที่ “‘โรม’ แฉ ‘เบน สมิธ’ ที่ปรึกษา ‘ฮุน เซน’ ตัวการใหญ่ฟอกเงินสแกมเมอร์กัมพูชา เตือน ‘อนุทิน’ เอาจริง” ซึ่งเป็นประเด็นร้อนที่เชื่อมโยงนักการเมืองไทยกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

‘โรม’ แฉ ‘เบน สมิธ’ ที่ปรึกษา ‘ฮุน เซน’ ตัวการใหญ่ฟอกเงินสแกมเมอร์กัมพูชา เตือน ‘อนุทิน’ เอาจริง

ปัญหาสแกมเมอร์ในไทยช่วงปีที่ผ่านมาหนักขึ้นกว่าเดิม โดยฐานทัพหลักตั้งอยู่ชายแดนไทย-กัมพูชา เพราะต้องพึ่งพาทรัพยากรจากฝั่งไทย นายรังสิมันต์ โรม กล่าวถึงตัวละครสำคัญอย่าง ลี ยง พัด หรือ “ราชาแห่งเกาะกง” ผู้ก่อตั้งกลุ่ม LYP และไอเสม็ดรีสอร์ท ซึ่งถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร แต่ตำรวจไทยกลับเพิกเฉย ไม่มีการยึดทรัพย์คืบหน้า นอกจากนี้ ยังมี ฮุน โต ลูกพี่ลูกน้องของนายกฯ กัมพูชา ที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินและสแกมเมอร์ โดยได้รับการปกป้องจากรัฐ

เครือข่ายฟอกเงินผ่านธนาคาร BIC

โรมแฉต่อเนื่องถึง ยิม เลียก ประธาน BIC Bank ที่ถูกกล่าวหาเป็นแหล่งฟอกเงินสำหรับคนไทยและกัมพูชา พี่สาวของเขาเป็นลูกสะใภ้สมเด็จฯ ฮุน เซน เชื่อมโยงกับ เบน สมิธ หรือชื่อเดิมเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ ชาวแอฟริกา มีประวัติหลอกลวง เป็นหุ้นส่วน BIC Bank และแนะนำให้ใช้ธนาคารฟอกเงิน โดยเฉพาะในเมืองลองเบย์ ดาราซาคร ที่ Yatay Group ของเสอ จื้อ เจียง ร่วมลงทุน

“ธนาคาร BIC มักมีผู้ทรงอิทธิพลนำทรัพย์สินฝาก นักการเมืองบางคนหรือ สว. ลักษณะทรงเอ มีทรัพย์สินที่นั่น BIC Group มีสาขาในไทยที่อาคารเกษรด้วย” โรมกล่าว ชี้ว่า BIC ถูกโจมตีว่าเป็นสวรรค์ฟอกเงิน

สัมพันธ์ลึกซึ้งกับนักการเมืองไทย

เบน สมิธ ยังเป็นที่ปรึกษาของฮุน เซน มีภาพเหตุการณ์ที่อดีตนายกฯ ไทยพบนายกฯ กัมพูชาที่เกาะหลีเป๊ะ พร้อมเบน สมิธ และ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ พวกนี้ไม่รู้ประวัติสแกมเมอร์หรือ? นอกจากนี้ ธรรมนัสกับเบน สมิธ ทำบุญร่วมกันที่วัดดงช้างดี จ.อุตรดิตถ์ และวัดดวงแข กทม. ที่นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ อยู่ด้วย

โรมเปิดภาพบุคคลคล้ายทักษิณ ชินวัตร ดำปิดตา และชี้ว่าเบน สมิธ พยายามเปลี่ยนสัญชาติไทย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ เคยชี้แจงไม่เซ็นเพราะเอกสารไม่ครบ แต่โรมถามว่าถ้าเอกสารครบ จะไม่เซ็นให้คนเกี่ยวข้องสแกมเมอร์ใช่ไหม?

นอกจากนี้ เรือยอชต์ 6 ลำที่อดีตนายกฯ ใช้ไปหลีเป๊ะ และเครื่องบินเจ็ท Bombardier Global 7500 ไปดูไบ จัดหาโดยเบน สมิธ ถ้าเป็นจริง เงินจากค้ามนุษย์สแกมเมอร์กลายเป็นของขวัญหรูสร้างอิทธิพล ต้องตรวจสอบด่วน

ผลักดันเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์เพื่อฟอกเงิน

มีรายงานเบน สมิธ ร่วมประชุมกับอดีตนายกฯ เพื่อผลักดันเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ซึ่งเป็นช่องทางนำเงินผิดกฎหมายจากกัมพูชาฟอกผ่านคาสิโนไทย จะทำลายภาพลักษณ์ไทยรุนแรง

“จำได้ไหม รายได้ 60% GDP กัมพูชาจากหลอกลวง การมีเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ไทยไม่กระทบกัมพูชา เว้นไทยอยากเป็นฐานสแกมเมอร์ใหม่ ซึ่งผมไม่เชื่อว่ารัฐบาลที่แล้วเลวขนาดนั้น” โรมกล่าว

ข้อเสนอ 4 ข้อปราบสแกมเมอร์จากโรม

โรมคาดหวังนายกฯ เอาจริงใน 4 เดือน อย่าซ้ำรอยเก่าเมื่อเป็น รมว.มหาดไทยที่ปราบช้า เสนอแนวทาง:

  • 1. ตั้งศูนย์ประสานงานต่อต้านสแกมเมอร์ข้ามชาติ รวม DSI, ก.ล.ต., ธปท., ปปง., กต., อัยการสูงสุด ทำงานเชิงรุก ประสานต่างชาติ แลกเปลี่ยนข้อมูล
  • 2. ให้ DSI, ตำรวจ, ปปง. สอบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงเบน สมิธ, ลี ยง พัด, ยิม เลียก ทำลายเครือข่าย พยานหลักคือธรรมนัส
  • 3. ก.ล.ต. วางกฎ Travel Rule สำหรับคริปโต ป้องกันฟอกเงิน
  • 4. กต. ศึกษากลไก ICC พากัมพูชาขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ

กัมพูชาร่ำรวยจากหลอกคนทั่วโลก ผู้มีอิทธิพลไม่สนใจไทย ถ้าฝากทหารอย่างเดียวผิดพลาด ทุกหน่วยต้องร่วมมือแก้ชายแดน ถ้าลดรายได้สแกมเมอร์กัมพูชา ปัญหาจะง่ายขึ้น

เรื่อง MOU ไทย-กัมพูชา

สำหรับ MOU ไทย-กัมพูชา ที่จะยกเลิกหรือไม่ ต้องเปิดข้อมูลให้ประชาชนรู้ โดยไม่ให้กัมพูชาล่วงรู้ ถ้าประชาชนตัดสินใจ นายกฯ ต้องให้ข้อมูลพอ

เตรียมรับมือถ้ายกเลิก เช่น เจรจาเขตแดน กัมพูชาอาจฟ้องศาลโลก หรือบริษัททุนฟ้องอนุญาโตตุลาการ เสี่ยงเสียเงินภาษีหมื่นล้าน

“ผมให้ความสำคัญผลประโยชน์ชาติ การยกเลิก MOU ต้องแน่ใจได้อะไรคืน บางทีปรับปรุง MOU บนพื้นฐานผลประโยชน์ชาติดีกว่า”

โรมเตือนจากรัฐบาลเก่า ผลประโยชน์ทับซ้อนและขาดเจตจำนงในความมั่นคง ส่งผลเสียชาติ ต้องการถอนอาวุธหนัก ร่วมกู้ทุ่นระเบิด ปราบสแกมเมอร์ เพื่อความสัมพันธ์ดีและคืนปกติชายแดน

ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก หากรัฐบาลชุดใหม่เอาจริงตามที่โรมเตือน จะช่วยปกป้องประชาชนจากสแกมเมอร์ได้ ลองติดตามพัฒนาการ และแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนัก

ที่มา – “โรม” แฉ “เบน สมิธ” ที่ปรึกษา “ฮุน เซน” ตัวการใหญ่ฟอกเงินสแกมเมอร์กัมพูชา เตือน “อนุทิน” เอาจริง

ตะลึง! **ตรวจยึดซิมโทรศัพท์ 395 หมายเลข** ทิ้งไร่อ้อย

**ตรวจยึดซิมโทรศัพท์ 395 หมายเลข** ทิ้งไร่อ้อยชายแดนสระแก้ว

กองกำลังบูรพาพบกล่องต้องสงสัยถูกทิ้งในไร่อ้อยอรัญประเทศ จ.สระแก้ว ภายในบรรจุซิมโทรศัพท์จำนวนมากถึง 395 หมายเลข พร้อมเครื่องสำอางและเสื้อผ้าจำนวนหนึ่ง เจ้าหน้าที่เร่งขยายผลเพื่อหาผู้เกี่ยวข้อง โดยคาดว่าอาจมีความเชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์และกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 เวลา 19.00 น. กองกำลังบูรพา ฉก.อรัญประเทศ และกองร้อยทหารพรานที่ 1304 ได้รับแจ้งจากชาวบ้านในพื้นที่บ้านหนองเอี่ยน ต.ท่าข้าม อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ว่าพบกล่องพัสดุต้องสงสัยถูกทิ้งไว้ในไร่อ้อย จึงนำกำลังเข้าตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าว

จากการตรวจสอบ พบกล่องกระดาษจำนวน 3 กล่อง และกระสอบอีก 4 ใบ น้ำหนักรวมกว่า 300 กิโลกรัม ถูกทิ้งไว้ในไร่อ้อย แต่ไม่พบผู้ใดแสดงตัวเป็นเจ้าของ เจ้าหน้าที่จึงทำการยึดพัสดุทั้งหมดกลับไปตรวจสอบอย่างละเอียดที่กองร้อยทหารพรานที่ 1304

ผลการตรวจสอบ พบของกลางที่น่าสนใจหลายรายการ ประกอบด้วย:

  • ซิมโทรศัพท์ จำนวน 395 หมายเลข
  • เสื้อผ้า จำนวน 93 ชิ้น
  • เครื่องสำอาง จำนวน 300 ชิ้น
  • เครื่องทำกาแฟ จำนวน 1 เครื่อง
  • เครื่องปั่นน้ำผลไม้ จำนวน 1 เครื่อง

ทำไมต้อง **ตรวจยึดซิมโทรศัพท์ 395 หมายเลข** เหล่านี้?

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า ซิมโทรศัพท์จำนวนมากเหล่านี้ อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การก่ออาชญากรรมทางออนไลน์ หรือเป็นเครื่องมือสนับสนุนเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งกำลังเป็นปัญหาสำคัญในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่ซิมเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในการเปิดบัญชีม้า เพื่อใช้ในการหลอกลวงทางการเงิน

เจ้าหน้าที่ทหารพรานได้ทำการเก็บของกลางทั้งหมดไว้เพื่อตรวจสอบเพิ่มเติมอย่างละเอียด พร้อมทั้งเร่งดำเนินการสืบสวนขยายผลเพื่อหาตัวผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพัสดุดังกล่าว เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบว่าเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการทิ้งซิมโทรศัพท์เหล่านี้ มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติหรือไม่

การ **ตรวจยึดซิมโทรศัพท์ 395 หมายเลข** ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความพยายามของเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามอาชญากรรมทางออนไลน์ และการหลอกลวงประชาชน ซึ่งเป็นปัญหาที่สร้างความเดือดร้อนให้กับสังคมเป็นอย่างมาก การร่วมมือของประชาชนในการแจ้งเบาะแสข้อมูลที่เป็นประโยชน์ จะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามและจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ในที่สุด

การ **ตรวจยึดซิมโทรศัพท์ 395 หมายเลข** ครั้งนี้อาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อนกว่าที่เราคิด การเฝ้าระวังและให้ความรู้แก่ประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

ที่มา – ตรวจยึดซิมโทรศัพท์ 395 หมายเลข ถูกทิ้งในไร่อ้อยชายแดน คาดโยงขบวนการแก๊งคอลฯ

Scroll to top