อาชญากรรมข้ามชาติ

ครม.เงา ปชน. จี้รัฐแก้ปัญหาคนเทาเข้าไทย

เชื่อว่าสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้คงไม่มีประเด็นไหนมาแรงเท่ากับการที่พรรคประชาชนออกโรงมาสะท้อนปัญหาเรื่อง ครม.เงา ปชน. จี้รัฐแก้ปัญหาคนเทาเข้าไทย เพื่อเรียกความมั่นใจและปกป้องผลประโยชน์ของคนไทย โดยทีมงานคุณภาพอย่างคุณพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ร่วมกับคุณพิศาล มาณวพัฒน์ และคุณเพียงพนอ บุญกล่ำ ได้ออกมาท้าพิสูจน์ฝีมือนายกฯ ว่าจะกล้าจัดการปัญหาที่หยั่งรากลึกนี้อย่างไร

ครม.เงา ปชน. จี้รัฐแก้ปัญหาคนเทาเข้าไทย ให้เป็นรูปธรรม

ปัญหาความมั่นคงในปัจจุบันถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะการที่อาชญากรข้ามชาติสามารถแทรกซึมเข้ามาไทยได้ง่ายๆ คือภัยเงียบที่รัฐบาลต้องเร่งจัดการ พรรคประชาชนจึงได้เน้นย้ำถึงจุดสำคัญว่านี่คือเวลาที่นายกรัฐมนตรีต้องแสดงศักยภาพในการแก้ไขปัญหาทั้งระบบ โดยไม่ใช่แค่การแก้ที่ปลายเหตุ แต่คือการยกระดับการตรวจสอบให้เข้มข้นขึ้นในทุกมิติ โดยเฉพาะกลุ่มวีซ่าพิเศษต่างๆ ที่อาจกลายเป็นช่องโหว่

เปิดกลยุทธ์ ครม.เงา ปชน. จี้รัฐแก้ปัญหาคนเทาเข้าไทย อย่างเด็ดขาด

ทางทีมงานได้เสนอแนวทางเชิงรุกเพื่อให้รัฐบาลนำไปปรับใช้ โดยมีประเด็นหลักที่น่าสนใจดังนี้:

  • เข้มงวดกับอีลิทการ์ด: ต้องตรวจสอบเส้นทางการเงินและประวัติของผู้ถือบัตรอย่างละเอียด เพราะที่ผ่านมาเราพบเห็นข่าวผู้หนีคดีแฝงตัวเข้ามาในนามสมาชิกบัตรนี้บ่อยครั้ง
  • ปฏิรูป KPI ความมั่นคง: เปลี่ยนจากหน่วยงานแยกส่วนมาเป็น KPI ร่วมกัน เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีเป้าหมายเดียวในการสกัดกลั้นคนเทาไม่ให้เข้ามาสร้างอิทธิพล
  • ใช้ระบบ Data-driven: เปิดเผยข้อมูลนิติบุคคลให้เป็นสาธารณะเพื่อให้ภาคประชาชนช่วยตรวจสอบนอมินีและธุรกิจสีเทาได้อย่างโปร่งใส

นอกจากนี้ ในด้านการบังคับใช้กฎหมาย พรรคประชาชนยังเสนอให้มีการทบทวนสิทธิ Visa-Free กับประเทศกลุ่มเสี่ยง และต้องเอาจริงกับเจ้าหน้าที่บางกลุ่มที่สมยอมให้มีการสวมสิทธิบัตรประชาชนหรือทำนิติกรรมอำพรางต่างๆ ซึ่งทั้งหมดนี้คือบทพิสูจน์สำคัญว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล จะสามารถหยุดยั้งประเทศไทยจากการกลายเป็น “ฮับอาชญากรรมสีเทา” ได้หรือไม่

ในมุมมองของผู้ติดตามสถานการณ์ เราคงต้องรอดูกันต่อไปว่ารัฐบาลจะตัดสินใจปรับโครงสร้าง หรือยอมรับข้อเสนอนี้ไปปฏิบัติใช้มากน้อยแค่ไหน เพราะผลประโยชน์ที่เสียไปนั้นไม่ได้ตกอยู่กับใครนอกจากประชาชนคนไทยทั้งประเทศ หากปล่อยให้ปัญหานี้คาราคาซัง ก็ยากที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและนักท่องเที่ยวตัวจริงที่จะเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างสุจริต

ที่มา – ครม.เงา ปชน. จี้รัฐแก้ปัญหาคนเทาเข้าไทย ท้านายกฯ พิสูจน์ฝีมือแก้ “ซัพพลายเชน” เข้มงวดอีลิทการ์ด

“หมิงเฉิน ซัน” ยังนอนไอซียู รอราชทัณฑ์แจ้งอาการ

ข่าวล่าสุดเกี่ยวกับคดีสุดร้อนแรงของ “หมิงเฉิน ซัน” ยังนอนไอซียู ยังคงเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วประเทศ หลังจากผู้ต้องหาชาวจีนรายนี้กินยาเกินขนาดจนอาการทรุดหนัก ต้องหามส่งโรงพยาบาลด่วน บรรยากาศรอบโรงพยาบาลพัทยาปัทมคุณยังคงตึงเครียด ตำรวจชุดพิเศษและเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เฝ้าระวังเข้มข้น

“หมิงเฉิน ซัน” ยังนอนไอซียู

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ที่โรงพยาบาลพัทยาปัทมคุณ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พบว่าการรักษาความปลอดภัยยังคงเข้มงวด นายหมิงเฉิน ซัน อายุ 31 ปี ชาวจีน ผู้ต้องหาในคดีอาวุธปืนและวัตถุระเบิด ยังคงนอนพักฟื้นในห้อง ICU ชั้น 2 อาการชักเกร็งและตาค้างที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม หลังถูกนำตัวเข้าคุกพิเศษพัทยา ทำให้ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

“หมิงเฉิน ซัน” ยังนอนไอซียู ที่โรงพยาบาลพัทยา

อาการล่าสุดของ “หมิงเฉิน ซัน” ยังนอนไอซียู ไม่เปิดเผย

ทางโรงพยาบาลยืนยันว่า “หมิงเฉิน ซัน” ยังนอนไอซียู อยู่ แต่ปฏิเสธที่จะเปิดเผยอาการล่าสุด โดยส่งรายงานไปยังกรมราชทัณฑ์แล้ว และรอให้หน่วยงานดังกล่าวเป็นผู้แจ้งข้อมูลอย่างเป็นทางการเท่านั้น สาเหตุที่ต้องเข้มงวดเช่นนี้ เนื่องจากผู้ต้องหาเป็นบุคคลสำคัญในคดีใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับอาวุธสงคราม

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากนายหมิงเฉิน ซันถูกจับกุมในคดีครอบครองปืน M4 และวัตถุระเบิดจำนวนมาก ซึ่งเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ การกินยาเกินขนาดอาจเป็นความพยายามหลบหนีหรือปกปิดข้อมูล แต่ตำรวจยังคงสอบสวนอย่างละเอียด

ความคืบหน้าคดี “หมิงเฉิน ซัน” ยังนอนไอซียู และทีมสืบสวน

ที่สถานีตำรวจนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ยังไม่มีแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ แต่ตามคำสั่งของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มอบหมายหน่วยงานต่างๆ ดังนี้

  • ตำรวจสืบสวนภาค 2: สอบสวนที่มาของปืน M4 และกระสุน ปัจจุบันจบ 1 กระบอก อีก 1 กระบอกอยู่ระหว่างขยายผล
  • สืบสวนจังหวัดชลบุรี: ตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุระเบิด
  • กองบังคับการปราบปราม: ตรวจเส้นทางการเงินและการใช้โทรศัพท์มือถือ
  • ตำรวจสันติบาลและฝ่ายความมั่นคง: สืบข้อมูลเชิงลึก

ข้อมูลทั้งหมดจะรายงานตรงต่อ ผบ.ตร. และรอโฆษก ตร. แถลงด้วยตัวเอง คดีนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ไทยในการปราบปรามอาวุธผิดกฎหมายที่อาจคุกคามความมั่นคง

ความคืบหน้าคดี “หมิงเฉิน ซัน” ยังนอนไอซียู

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าอาวุธที่พบมีศักยภาพสูง อาจเชื่อมโยงกับกลุ่มอาชญากรต่างชาติในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างพัทยาและสัตหีบ การสืบสวนขยายผลจะช่วยป้องกันเหตุร้ายในอนาคตได้

ในมุมมองของผู้เขียน คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐ ที่แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการรับมือภัยคุกคามระดับชาติ ผู้สนใจควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะอาจมีพัฒนาการสำคัญในเร็วๆ นี้

ติดตามอัปเดตข่าวสารล่าสุดได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “หมิงเฉิน ซัน” ยังนอนไอซียู อาการล่าสุดไม่มีใครรู้ รอ “ราชทัณฑ์” เป็นผู้เปิดเผยข้อมูล

ตร.ยังคุมเข้ม หมิงเฉิน ซัน เริ่มรู้สึกตัว คาดกินยาเกิน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาอัพเดทข่าวด่วนคดีความมั่นคงที่กำลังเป็นกระแสร้อนแรงกันนะครับ ตร.ยังคุมเข้ม “หมิงเฉิน ซัน” อาตี๋ชาวจีนวัย 31 ปี เจ้าของคลังแสงอาวุธสงครามในพัทยา หลังจากที่เขารู้สึกตัวดีขึ้นแล้ว โดยการล้างท้องพบของเหลวสีฟ้า คาดว่าเกิดจากการกินยาเกินขนาด ล่าสุดอาการดีขึ้น สามารถทำตามคำสั่งแพทย์ได้ แต่ยังต้องพึ่งเครื่องช่วยหายใจ เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ในการดูแลผู้ต้องหาคดีใหญ่จริงๆ ครับ

ตร.ยังคุมเข้ม “หมิงเฉิน ซัน”

ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของคดีสุดสะเทือนขวัญนี้ เมื่อไม่นานมานี้ นายหมิงเฉิน ซัน ชาวจีน สัญชาติจีน อายุ 31 ปี ประสบอุบัติเหตุรถคว่ำในจังหวัดชลบุรี ตำรวจจึงขยายผลการตรวจค้นบ้านพักหรูใจกลางเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ผลการค้นคือสุดช็อก! พบอาวุธสงครามเพียบ ทั้งระเบิด C4, ปืนไรเฟิลจู่โจม M4 สองกระบอก, และระเบิดมือสังหารซุกซ่อนไว้จำนวนมาก คดีนี้เข้าข่ายผิดกฎหมายความมั่นคงชัดเจน ทำให้ “หมิงเฉิน ซัน” ถูกจับกุมและเป็นผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีทันที

แต่แล้วเหตุการณ์พลิกผัน เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 เขาป่วยฉุกเฉินระหว่างถูกควบคุมตัว จึงถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลพัทยาปัทมคุณ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรีทันที แม้จะป่วย แต่ ตร.ยังคุมเข้ม “หมิงเฉิน ซัน” ไม่ปล่อยโอกาส เจ้าหน้าที่ตำรวจและเรือนจำประจำการเฝ้าระวังตั้งแต่ชั้นล่างจนถึงชั้น 2 ของโรงพยาบาล เรียกว่าเข้มงวดสุดๆ เพื่อป้องกันทุกความเสี่ยง

เริ่มรู้สึกตัว ล้างท้องพบของเหลวสีฟ้า

แพทย์โรงพยาบาลพัทยาปัทมคุณได้รายงานลำดับเหตุการณ์อย่างละเอียด เมื่อผู้ป่วยมาถึง แพทย์รีบตรวจเจาะเลือด เอกซเรย์ปอด และ CT สมองทันที สันนิษฐานเบื้องต้นว่าเกิดจากการกินยาประจำตัวเกินขนาด จึงใส่สายยางทางจมูกเพื่อล้างระบบทางเดินอาหาร สิ่งที่พบคือของเหลวสีฟ้าปริมาณมาก! จากนั้นฉีดยาต้านพิษ ทำให้อาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

อัพเดทอาการล่าสุด วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 “หมิงเฉิน ซัน” รู้สึกตัวดี สามารถปฏิบัติตามคำสั่งทางการแพทย์ได้ แต่ยังต้องใช้เครื่องช่วยหายใจต่อไป และรับสารอาหารเหลวทางสายยางจมูกเท่านั้น ยังถอดเครื่องไม่ได้ครับ

  • รู้สึกตัวและตอบสนองดี
  • ใช้เครื่องช่วยหายใจ
  • ล้างท้องพบของเหลวสีฟ้า
  • คาดกินยาเกินขนาด
  • ฉีดยาต้านพิษแล้วอาการดีขึ้น

ผลตรวจแล็บ ไม่พบสารเสพติด

ที่น่าสนใจคือ ผลตรวจห้องปฏิบัติการเบื้องต้น ไม่พบสารเสพติดทุกชนิดทั้งในเลือดและปัสสาวะ แต่โรงพยาบาลส่งตัวอย่างไปตรวจละเอียดเพิ่มเติม รวมถึง alcohol, Benzodiazepine, ยาฆ่าแมลง และอื่นๆ คาดทราบผลอย่างเป็นทางการภายในวันศุกร์หรือสัปดาห์หน้า เพื่อยืนยันสาเหตุที่แท้จริง

คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องอาวุธ แต่ยังสะท้อนปัญหาความมั่นคงในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างพัทยา ที่อาจมีชาวต่างชาติมารวมตัวทำเรื่องผิดกฎหมาย ตำรวจชลบุรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานหนักมากในการสืบสวนขยายผล ว่ามีเครือข่ายอื่นอีกหรือไม่ อาวุธเหล่านี้มาจากไหน และจุดประสงค์คืออะไร

ในมุมส่วนตัวนะครับ คิดว่าการที่ ตร.ยังคุมเข้ม “หมิงเฉิน ซัน” แม้ในโรงพยาบาล แสดงถึงมาตรฐานสูงในการป้องกันผู้ต้องหาคดีหนักหลบหนีหรือทำร้ายตัวเองได้ดี แต่ก็ต้องสมดุลกับสิทธิสุขภาพผู้ต้องหาด้วย คดีแบบนี้ต้องติดตามต่อไป เพราะอาจกระทบภาพลักษณ์ประเทศไทยในสายตานักท่องเที่ยว

คุณคิดเห็นอย่างไรกับคดีนี้? คาดว่าผลตรวจจะออกมายังไง หรือมีเครือข่ายใหญ่รอคอยอยู่มั้ย? คอมเมนต์มาบอกกันได้เลยครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่าน เพื่อช่วยกระจายข้อมูลข่าวจริง!

ที่มา – ตร.ยังคุมเข้ม “หมิงเฉิน ซัน” เริ่มรู้สึกตัว ล้างท้องพบของเหลวสีฟ้า คาดกินยาเกินขนาด

กรมราชทัณฑ์ เผยหนุ่มจีนสะสมอาวุธ ถูกหามส่ง รพ.

사건ที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนในขณะนี้คือกรณีที่ กรมราชทัณฑ์ เผยหนุ่มจีนสะสมอาวุธ ถูกหามส่ง รพ. สาเหตุคาดกินยาเกินขนาด ซึ่งเกิดขึ้นกับนายหมิงเฉิน ซัน ผู้ต้องหาชาวจีนที่ถูกจับกุมในคดีสะสมอาวุธสงครามและระเบิดซีโฟร์จำนวนมาก เรื่องนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความรุนแรงของคดี แต่ยังแสดงให้เห็นถึงระบบการดูแลผู้ต้องขังของเรือนจำไทยที่เข้มงวดอย่างไร

กรมราชทัณฑ์ เผยหนุ่มจีนสะสมอาวุธ ถูกหามส่ง รพ. สาเหตุคาดกินยาเกินขนาด

จากรายงานของกรมราชทัณฑ์ เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 19.30 น. ของวันที่ 11 พฤษภาคม เจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษพัทยาได้นำตัวนายหมิงเฉิน ซัน ไปส่งโรงพยาบาลพัทยาปัทมคุณอย่างเร่งด่วน หลังจากที่ผู้ต้องหามีอาการชักเกร็งขณะเข้าสู่ระบบจำแนกแรกรับผู้ต้องขังใหม่ ปัจจุบันผู้ต้องหายังคงรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลดังกล่าว โดยยังไม่มีการย้ายไปโรงพยาบาลชลบุรี

สาเหตุเบื้องต้นและการตรวจสอบ

นายยุทธนา นาคเรืองศรี รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์และโฆษกกรม เปิดเผยว่าสาเหตุเบื้องต้นคาดว่าเกิดจากการกินยาเกินขนาด ซึ่งเป็นยาที่ผู้ต้องหาพกติดตัวมาเองเพื่อรักษาโรคประจำตัว โดยยานี้ถูกกินก่อนที่จะมาถึงเรือนจำ เนื่องจากกระบวนการนำยาเข้าคุกต้องผ่านการขออนุญาตและตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัดเท่านั้น

นอกจากนี้ ผู้ต้องหายังอดอาหารมา 3 วันตั้งแต่ถูกพนักงานสอบสวนควบคุมตัว แต่มีการดื่มน้ำเปล่าบ้าง สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงความเครียดสูงที่ผู้ต้องหาเผชิญ โดยยังไม่มีญาติมาดูแลหรือเยี่ยม ทำให้อาการทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว

มาตรการดูแลความปลอดภัยเข้มข้น

เพื่อความปลอดภัย กรมราชทัณฑ์ได้จัดเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์และตำรวจคอยประกบดูแลผู้ต้องหาอย่างใกล้ชิดที่โรงพยาบาลพัทยาปัทมคุณ รองอธิบดีฯ ยังยืนยันว่าจะมีรายงานสรุปเพิ่มเติมจากส่วนประชาสัมพันธ์เพื่อแจ้งสื่อมวลชนต่อไป เรื่องนี้ย้ำถึงความรับผิดชอบของหน่วยงานในการดูแลสุขภาพผู้ต้องขัง โดยเฉพาะผู้ต้องหาคดีร้ายแรงอย่างการสะสมอาวุธสงคราม

  • ผู้ต้องหา: นายหมิงเฉิน ซัน ชาวจีน
  • คดี: ซุกระเบิด C4 และอาวุธสงครามจำนวนมาก
  • สถานที่เกิดเหตุ: เรือนจำพิเศษพัทยา
  • โรงพยาบาล: พัทยาปัทมคุณ
  • สาเหตุ: กินยาเกินขนาด + เครียด + อดอาหาร

คดีของหนุ่มจีนรายนี้เริ่มต้นจากการจับกุมที่สร้างความตกใจให้สังคม หลังพบอาวุธปริมาณมหาศาลในครอบครอง ซึ่งอาจเป็นภัยคุกคามความมั่นคง กรมราชทัณฑ์ เผยหนุ่มจีนสะสมอาวุธ ถูกหามส่ง รพ. สาเหตุคาดกินยาเกินขนาด จึงเป็นข่าวอัปเดตล่าสุดที่แสดงถึงการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การจัดการสุขภาพจิตผู้ต้องขังเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่อาจเผชิญอุปสรรคด้านภาษาและการปรับตัว เรือนจำไทยมีระบบแพทย์พื้นฐาน แต่กรณีฉุกเฉินอย่างนี้แสดงให้เห็นถึงการตอบสนองที่รวดเร็ว

นอกจากนี้ ยังมีข่าวเก่าที่เกี่ยวข้อง เช่น การจัดตำรวจคุมเข้มระหว่างรักษาตัว หากอาการไม่ดีขึ้นอาจย้ายโรงพยาบาลประจำจังหวัด สังคมควรติดตามเพื่อเข้าใจกระบวนการยุติธรรมไทยให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

สุดท้ายแล้ว กรณีนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการสะสมอาวุธผิดกฎหมายไม่เพียงนำมาซึ่งโทษจำคุก แต่ยังกระทบสุขภาพร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรง หากคุณสนใจข่าวอาชญากรรมหรือระบบราชทัณฑ์ ติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุดและเคล็ดลับป้องกันตัวเองจากภัยรอบข้าง

ที่มา – กรมราชทัณฑ์ เผยหนุ่มจีนสะสมอาวุธ ถูกหามส่ง รพ. สาเหตุคาดกินยาเกินขนาด

“สีหศักดิ์” เตรียมเสนอลดเวลาฟรีวีซ่านักท่องเที่ยว เหลือ 30 วัน

ในยุคที่การท่องเที่ยวเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจไทย การจัดการวีซ่าอย่างรัดกุมยิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันปัญหาต่างๆ ที่ตามมา ล่าสุด นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมาเปิดเผยถึงแผนการทบทวนนโยบาย ลดเวลาฟรีวีซ่านักท่องเที่ยว เหลือ 30 วัน จากเดิม 60 วัน เพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและรักษาความมั่นคงของประเทศ

ลดเวลาฟรีวีซ่านักท่องเที่ยว เหลือ 30 วัน

การเสนอครั้งนี้เกิดจากความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศที่มองว่า ระยะเวลา 60 วันสำหรับฟรีวีซ่านักท่องเที่ยวอาจยาวเกินไป ทำให้มีบางกลุ่มที่เข้ามาไม่ใช่เพื่อท่องเที่ยวจริงๆ แต่แฝงตัวมาก่อปัญหา เช่น อาชญากรรมออนไลน์ การพนันผิดกฎหมาย หรือกิจกรรมที่กระทบความมั่นคง นายสีหศักดิ์ ระบุว่า จะเสนอเรื่องนี้ต่อคณะรัฐมนตรี โดยได้หารือกับนายกรัฐมนตรีแล้ว เพื่อทบทวนวีซ่าทุกประเภทให้เหมาะสมและป้องกันการใช้วีซ่าผิดวัตถุประสงค์

เดิมที การเสนอ ลดเวลาฟรีวีซ่านักท่องเที่ยว เหลือ 30 วัน ถูกเลื่อนมาจากสมัยรัฐบาลก่อนหน้าเพราะการเลือกตั้ง แต่ตอนนี้กำลังเร่งรัด โดยจะผ่านคณะกรรมการวีซ่าที่มีกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธาน ซึ่งมีหน่วยงานเกี่ยวข้องเข้าร่วมอยู่แล้ว จึงคาดว่าจะไม่มีปัญหาในการพิจารณา

เหตุผลหลักของการลดเวลาฟรีวีซ่านักท่องเที่ยว เหลือ 30 วัน

  • ลดโอกาสการอยู่เกินกำหนด: ป้องกันการโอเวอร์สเตย์ที่นำไปสู่ปัญหาแรงงานเถื่อน
  • ควบคุมอาชญากรรมข้ามชาติ: จากสถิติ พบว่าบางกลุ่มใช้ฟรีวีซ่าเป็นช่องทางในการก่ออาชญากรรม
  • รักษาความมั่นคง: คัดกรองผู้เข้าประเทศให้เข้มงวดมากขึ้น โดยพิจารณาจากพฤติกรรม
  • ปรับสมดุลการท่องเที่ยว: 30 วันเพียงพอสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป แต่รัดกุมกว่าสำหรับผู้มีเจตนาอื่น

นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ ยังย้ำชัดว่า นโยบายนี้ไม่ได้มุ่งเป้าประเทศใดเป็นพิเศษ เช่น ชาวจีนหรือชาติอื่นๆ แต่เน้นที่พฤติกรรมและกิจกรรมที่ไม่พึงประสงค์ หากใครเข้ามาท่องเที่ยวจริงก็ไม่กระทบ แต่ถ้าผิดวัตถุประสงค์ เช่น ประกอบธุรกิจผิดกฎหมายหรือเป็นภัยต่อความมั่นคง จะถูกเพ่งเล็งอย่างใกล้ชิด

ผลกระทบที่คาดหวังจากการลดเวลาฟรีวีซ่า

การเปลี่ยนแปลงนี้คาดว่าจะช่วยลดอาชญากรรมลงอย่างเห็นผล โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวหลักอย่างพัทยา ภูเก็ต หรือกรุงเทพฯ ที่มักมีปัญหาจากกลุ่มต่างชาติ ขณะเดียวกัน ยังช่วยให้ระบบวีซ่าของไทยมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถยุบรวมประเภทวีซ่าบางตัวที่ซ้ำซ้อนได้ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวตัวจริงที่มาเพื่อพักผ่อน ชายหาด สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง ยังคงได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น 30 วันถือว่าเพียงพอสำหรับทริปยาวๆ ส่วนผู้ประกอบการท่องเที่ยวอาจต้องปรับตัว เช่น ส่งเสริมแพ็คเกจท่องเที่ยวระยะสั้น หรือแนะนำวีซ่าประเภทอื่นสำหรับการพำนักนานขึ้น

จากประสบการณ์ในอดีต ไทยเคยปรับนโยบายวีซ่าหลายครั้งเพื่อรับมือสถานการณ์ เช่น ในช่วงโควิดที่เข้มงวดมากขึ้น ส่งผลให้ภาพลักษณ์ดีขึ้นในสายตานานาชาติ นโยบาย ลดเวลาฟรีวีซ่านักท่องเที่ยว เหลือ 30 วัน ครั้งนี้ก็น่าจะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจท่องเที่ยวและความปลอดภัยสาธารณะ

ในมุมมองของผู้เขียน นี่เป็นนโยบายที่ชาญฉลาดและจำเป็นในสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะไทยไม่สามารถเสี่ยงกับปัญหาความมั่นคงได้อีกต่อไป หากทำสำเร็จ จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงมากขึ้น คุณคิดเห็นอย่างไรกับการลดเวลาฟรีวีซ่านี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากเห็นด้วย!

ที่มา – “สีหศักดิ์” เตรียมเสนอทบทวนลดเวลาฟรีวีซ่านักท่องเที่ยว เหลือ 30 วัน ลดปัญหาอาชญากรรม

ขยายความร่วมมือไทย-สหรัฐฯ กวาดล้างคอลเซ็นเตอร์ ดันไทยสู่ Tier 1

ขยายความร่วมมือไทย-สหรัฐฯ กวาดล้างคอลเซ็นเตอร์-ค้ามนุษย์ ดันไทยสู่ Tier 1 เป็นข่าวดีที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการค้ามนุษย์ที่สร้างความเสียหายมหาศาลทั้งในและต่างประเทศ การขยายความร่วมมือนี้ไม่เพียงช่วยปราบปรามอาชญากร แต่ยังยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยให้ดีขึ้น สร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนและนักท่องเที่ยว

ขยายความร่วมมือไทย-สหรัฐฯ กวาดล้างคอลเซ็นเตอร์-ค้ามนุษย์ ดันไทยสู่ Tier 1

วันที่ 3 พฤษภาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าของนโยบายรัฐบาล โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แถลงต่อรัฐสภาให้ การปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติและสแกมเมอร์เป็นวาระแห่งชาติ ผลงานเด่นคือการยึดและอายัดทรัพย์สินของนายเบน สมิธ นายยิม เลียก และพวก รวมมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท พร้อมขยายผลไปยังกลุ่มอื่นๆ ที่ใช้ไทยเป็นฐานฟอกเงิน

ทลายเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ชายแดนไทย-กัมพูชา

อีกหนึ่งความสำเร็จใหญ่คือการบุกทลายเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ขนาดยักษ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา พบผู้เสียหายที่ถูกบังคับใช้แรงงานกว่า 10,000 คน จากหลายสัญชาติ ถูกหลอกลวงมาทำ Romance Scam และหลอกลงทุน นายกรัฐมนตรีย้ำชัด “ต้องกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์ตามแนวชายแดนทั้งในและนอกประเทศ จะไม่ยอมให้ไทยเป็นทางผ่านเด็ดขาด” คำสั่งนี้ทำให้เกิดการประสานงานทุกภาคส่วนอย่างเข้มข้น

การหารือระดับสูงไทย-สหรัฐฯ

ล่าสุด เมื่อ 21-25 เมษายน 2569 หน่วยงานไทยนำโดย พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนิละบุตร รอง ผบ.ตร. ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ พมจ. และกระทรวงแรงงาน เดินทางไปหารือที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อยกระดับความร่วมมือปราบคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ค้ามนุษย์ และอาชญากรรมไซเบอร์ โดยแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึก ปีที่แล้ว ชาวอเมริกันเสียหายกว่า 6 พันล้านดอลลาร์ (ราว 1.9 แสนล้านบาท) จากสแกมเหล่านี้

ขยายความร่วมมือไทย-สหรัฐฯ กวาดล้างคอลเซ็นเตอร์-ค้ามนุษย์ ดันไทยสู่ Tier 1 จะช่วยให้การสืบสวนมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไทยตั้งเป้าพุ่งสู่ Tier 1 ในการประเมิน Trafficking in Persons (TIP) Report จาก Tier 2 ที่ติดต่อเนื่อง 4 ปี เพื่อเสริมเศรษฐกิจ การลงทุน และท่องเที่ยว

นวัตกรรมปราบปราม: ระบบ SHIELD และ Warroom IAC

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตรียมเปิดระบบ “SHIELD” เดือนมิถุนายน 2569 เป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข้อมูลกับกว่า 10 ประเทศ เพื่อป้องกันคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์ นอกจากนี้ Warroom IAC ได้รับคำชมจากสหรัฐฯ ที่บูรณาการข้อมูลกับธนาคารและผู้ให้บริการมือถือ อายัดบัญชีรวดเร็ว คืนทรัพย์ให้ผู้เสียหาย ร่วม FBI จับกุมและยึดทรัพย์จำนวนมาก

  • ยึดทรัพย์สแกมเมอร์กว่า 20,000 ล้านบาท
  • ช่วยเหลือเหยื่อกว่า 10,000 คน
  • ลดความเสียหายชาวอเมริกันพันล้านดอลลาร์
  • ยกระดับระบบสืบสวนสู่มาตรฐานสากล

ผลงานเหล่านี้สะท้อนความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องประชาชนและความมั่นคง ขยายความร่วมมือไทย-สหรัฐฯ กวาดล้างคอลเซ็นเตอร์-ค้ามนุษย์ ดันไทยสู่ Tier 1 จะเป็นก้าวสำคัญสู่ประเทศไทยที่น่าอยู่และน่าเชื่อถือ

ในมุมมองของผม การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่แค่นโยบาย แต่เป็นการลงทุนระยะยาวเพื่ออนาคต หากประชาชนช่วยกันแจ้งเบาะแส จะยิ่งเร่งด่วนได้ คุณเคยเจอสแกมคอลเซ็นเตอร์ไหม? แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์เพื่อเตือนภัยกันนะครับ

ที่มา – ขยายความร่วมมือไทย-สหรัฐฯ กวาดล้างคอลเซ็นเตอร์-ค้ามนุษย์ ดันไทยสู่ Tier 1

“โรม” ถามแรง รมต.แก๊งลูกบังเกิดเกล้าพึ่งพาได้กี่คน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนๆ ที่ “โรม” ถามแรง รมต.แก๊งลูกบังเกิดเกล้าพึ่งพาได้กี่คน กันครับ นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาวิเคราะห์สถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลอนุทิน 2 อย่างแสบสัน โดยเฉพาะแก๊งลูกบังเกิดเกล้าจากพรรคภูมิใจไทย ที่หลายคนตั้งคำถามว่าพวกเขาพึ่งพาได้จริงหรือ ในยุคที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายมากมาย ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และปัญหาอาชญากรรมออนไลน์

“โรม” ถามแรง รมต.แก๊งลูกบังเกิดเกล้าพึ่งพาได้กี่คน

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม ได้ให้สัมภาษณ์อย่างตรงไปตรงมา โดยชี้ว่าประชาชนคาดหวังคณะรัฐมนตรีที่เน้นความสามารถมากกว่าความสัมพันธ์ทางสายเลือด “ข่าวการจัดตั้งรัฐบาลยังเปลี่ยนแปลงได้ แต่ถ้าเอาวงศาคณาญาติมาเป็นหลัก เราจะรับมือปัญหาประเทศได้จริงเหรอ?” โรมตั้งคำถามถึงรัฐมนตรีกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นทายาทนักการเมืองรุ่นใหม่ของพรรคภูมิใจไทย

โรมย้ำว่าประเทศมีปัญหาเพียบ ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด การปฏิรูปโครงสร้างสังคม หรือแม้กระทั่งปัญหาสแกมเมอร์ที่กำลังระบาดหนัก ถ้ารัฐมนตรีส่วนใหญ่ขาดความเชี่ยวชาญ เราจะฝากอนาคตชาติไว้กับใคร? นี่คือคำถามที่ “โรม” ถามแรง รมต.แก๊งลูกบังเกิดเกล้าพึ่งพาได้กี่คน ซึ่งสะท้อนความกังวลของประชาชนจำนวนมาก

เตือนท่าทีรัฐบาลให้ “ชนนพัฒฐ์” เสวยสุข หยามกฎหมาย

นอกจากนี้ โรมยังกัดไม่หยุดกรณีสแกมเมอร์ โดยเฉพาะ นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ส.ส.สงขลา เขต 4 พรรคกล้าธรรม ที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ แต่กลับยังใช้ชีวิตปกติสุข ไปงานแต่งได้สบายๆ โรมเตือนว่ารัฐบาลมีท่าทีอ่อนแอเกินไป “ทำไมเจ้าหน้าที่ถึงไม่จริงจัง? ถ้าเป็นพรรคส้ม คดีคงรวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม แต่กรณีนี้กลับปล่อยให้เสวยสุข หยามกฎหมายชัดๆ”

โรมยังพูดถึงกรณีเครื่องบินของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ที่เชื่อมโยงกับนายเบน สมิธ ซึ่งข้อมูลหลุดออกมาแต่ยังไม่มีดำเนินการจริงจัง แม้จะส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. แล้วก็ตาม พรรคประชาชนในฐานะว่าที่ฝ่ายค้านพร้อมตรวจสอบเต็มที่ ถ้าสภาฯ เปิดเร็วๆ นี้

  • ปัญหาสแกมเมอร์ข้ามชาติยังแก้ไม่จริงจัง
  • นักการเมืองที่เกี่ยวข้องอ้างเอกสิทธิ์immunity
  • มาตรฐานสองที่สำหรับพรรคการเมืองต่างๆ
  • เว็บพนันออนไลน์ยังลุกลาม

โรมชี้ว่าการขยันช่วงเลือกตั้งหายไป กลายเป็นอุ้มชูกันแทน ทำให้ประชาชนไม่มั่นใจในประสิทธิภาพรัฐบาล ส่วนโอกาสส่งตัวนายชนนพัฒฐ์ไปดำเนินคดี โรมบอกว่ากระบวนการสภาฯ 過去มีน้อยมากที่ส่ง ส.ส. แต่เจ้าหน้าที่รู้จังหวะดี ถ้าอ้างปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ก็ยังดำเนินการได้หลัง 12 มีนาคม

พรรคประชาชนยืนกรานไม่โหวตอนุทิน

โรมย้ำคำพูดตอนหาเสียงว่าจะไม่โหวตนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ เพราะพรรคอันดับ 1 มีสิทธิ์จัดตั้งก่อน พรรคประชาชนรักษาคำสัญญากับประชาชน แต่ยังไม่แน่ใจฝ่ายค้านจะมีใครบ้าง อาจมีงูเห่า และพรรคกล้าธรรมยังคลุมเครือ ขอให้ถาม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า

ประเด็นนี้ทำให้การเมืองไทยร้อนระอุยิ่งขึ้น แก๊งลูกบังเกิดเกล้าจะพึ่งได้จริงหรือ? ประชาชนรอดูท่าทีรัฐบาลต่อสแกมเมอร์และนักการเมืองต้องสงสัย โรมเรียกร้องมาตรฐานเดียวกัน ไม่เลือกปฏิบัติ

เพื่อขยายมุมมอง ลองดูบริบทกว้างๆ การเมืองไทยชุดนี้มีข้อครหาเรื่องเลือกตั้งมัวหมอง สภาฯ เปิดช้า ทำให้ฝ่ายค้านตรวจสอบลำบาก ปัญหาสแกมเมอร์ไม่ใช่แค่เงินหาย แต่ทำลายความเชื่อมั่นระบบยุติธรรม ถ้ารัฐบาลไม่เอาจริง ประชาชนจะยิ่งผิดหวัง

ในมุม SEO การเมือง 关键词 อย่าง รังสิมันต์ โรม, พรรคประชาชน, รัฐบาลอนุทิน, สแกมเมอร์การเมือง, ชนนพัฒฐ์ จะช่วยให้บทความนี้เข้าถึงคนสนใจข่าวการเมืองไทยมากขึ้น

สุดท้าย ความเห็นส่วนตัว: “โรม” ถามแรง รมต.แก๊งลูกบังเกิดเกล้าพึ่งพาได้กี่คน เป็นคำถามที่รัฐบาลต้องตอบ ประชาชนสมควรได้ผู้นำที่มีศักยภาพจริง ไม่ใช่เนโปติซึม ชวนเพื่อนๆ คอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดยังไงกับรัฐบาลชุดนี้? กดแชร์เพื่อให้ข่าวนี้แพร่หลาย!

ที่มา – “โรม” ถามแรง รมต.แก๊งลูกบังเกิดเกล้าพึ่งพาได้กี่คน เตือนท่าทีรัฐให้ “ชนนพัฒฐ์” เสวยสุข

“วิโรจน์” มองเชือด “ชนนพัฒน์” ปรามพวกเปรี้ยว

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมือง! วันนี้เรามาคุยกันแบบเป็นกันเองกับประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังจับตามอง นั่นคือ “วิโรจน์” มองเชือด “ชนนพัฒน์” ปรามพวกเปรี้ยว ซึ่งนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้โพสต์เฟซบุ๊กตั้งข้อสังเกตกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้ายึดทรัพย์ ค้นบ้าน และออกหมายเรียกนายชนนพัฒน์ นาคสั้ว ส.ส.สงขลา จากพรรคกล้าธรรม นี่มันการปรามพวก ส.ส. ที่ทำตัวเปรี้ยวเกินไปหรือเปล่านะ?

ประเด็นนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2567 (หรือ 2569 ตามบางแหล่ง) ที่นายวิโรจน์มองว่าการดำเนินการของ DSI-ปปง. แม้จะเป็นหน้าที่ แต่ก็อาจแฝงวัตถุประสงค์ทางการเมือง เพื่อข่มขู่ ส.ส. ในพรรคกล้าธรรมและพรรคอื่นๆ ที่มีพฤติกรรม “เปรี้ยว” เกิน โดยเฉพาะคนที่มีร่องรอยธุรกรรมทางการเงินสีเทา ถ้าทำตัวไม่น่ารัก ก็อาจโดนเชือดได้ในพริบตา แต่ถ้าว่านอนสอนง่าย ก็ลอยชายสบายใจได้เลย

“วิโรจน์” มองเชือด “ชนนพัฒน์” ปรามพวกเปรี้ยว

ในโพสต์เฟซบุ๊กของนายวิโรจน์ (คลิกอ่านที่นี่) เขาเขียนชัดๆ ว่า “จับกุมตามหน้าที่ก็ดี แต่มานึกอีกทีอาจแฝงวัตถุประสงค์ทางการเมือง?” โดยชี้ว่าการนี้เหมือนเป็นการส่งสัญญาณให้ ส.ส. อย่าเพี้ยนมาก ถ้ามีแผลเก่าเรื่องเงินสีเทา นายวิโรจน์ยังวิเคราะห์ต่อว่าพรรคประชาชนและประชาธิปัตย์ คงไม่มีพลังพอจะล้มรัฐบาลได้ ถ้าสกัดพรรคกล้าธรรมสำเร็จ พรรคภูมิใจไทยก็สบายใจ ไม่ต้องกลัวฝ่ายค้านมีลูกเล่นพลิกเกม

ฝากจับตา “ตัวเบ้งสีเทา” ยังลอยนวลอีกมาก

นอกจากนี้ นายวิโรจน์ยังฝากให้สังคมจับตา “ตัวเบ้งสีเทา” หรือผู้มีอิทธิพลใหญ่ที่ยังลอยนวลเบื้องหลังขบวนการสแกมเมอร์ ค้ามนุษย์ไปเป็นแรงงานสแกม และฟอกเงิน เขาย้ำว่าคดีของนายชนนพัฒน์และนายเบน สมิธ ต้องไปตามกระบวนการยุติธรรม แต่การกล่าวหาแค่ 2 คน ไม่จบปัญหา เพราะอาชญากรรมเหล่านี้ทำเป็นเครือข่าย มีบิ๊กเฮดมากมายที่ยังทำงานต่อไป หลอกเงินประชาชนและทำลายธุรกิจสุจริต

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองมาดู背景ของคดีกันครับ นายชนนพัฒน์ถูกกล่าวหาเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินจากสแกมคอลเซ็นเตอร์ในเมียนมา ซึ่ง DSI และ ปปง. สืบสวนมานาน คดีนี้เชื่อมโยงกับการค้ามนุษย์และเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่กำลังระบาดหนักในไทย ส.ส.คนนี้จากพรรคกล้าธรรมที่เพิ่งตั้งใหม่ กำลังเป็นดาวรุ่งฝ่ายค้าน แต่โดนจับตาเพราะพฤติกรรม “เปรี้ยว” ในสภา?

ปัญหาสแกมเมอร์และฟอกเงินในไทย

ขยับมาที่ปัญหาใหญ่ สแกมเมอร์โทรศัพท์และออนไลน์ ทำให้คนไทยเสียหายปีละหลายหมื่นล้านบาท ปปง.เพิ่งยึดทรัพย์ไปกว่า 1,000 ล้านจากเครือข่ายล่าสุด แต่ตัวการใหญ่ยังลอยนวล นายวิโรจน์ชี้ถูกต้องว่าต้องจับให้สิ้นซาก ไม่ใช่จับลูกน้องอย่างเดียว ตัวเบ้งสีเทาเหล่านี้มักมีเส้นสายในวงการธุรกิจและการเมือง

  • การปราม ส.ส.เปรี้ยว: เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายค้านรวมตัวล้มรัฐบาล
  • ตัวเบ้งสีเทา: ผู้บงการฟอกเงินและสแกมที่ยังไม่โดนจับ
  • บทเรียนกฎหมาย: ไม่มีใครใหญ่เกินกฎหมาย ต้องเร่งรัดดำเนินคดีทุกคน
  • ผลกระทบประชาชน: เงินหาย ธุรกิจเจ๊ง สังคมต้องตื่นตัว

ในมุมมองของผม การเมืองไทยยุคนี้เต็มไปด้วยเกมลับๆ การยึดทรัพย์ครั้งนี้ไม่ใช่แค่คดีเงิน แต่สะท้อนพลังอำนาจที่อยากควบคุม ส.ส.ฝ่ายค้าน พรรคกล้าธรรมเพิ่งมาแรง กล้าท้าทายรัฐบาลเรื่องงบประมาณและคอร์รัปชัน นี่อาจเป็นวิธี “เชือดไก่ให้ลิงดู” แต่ถ้าปล่อยตัวเบ้งไว้ ปัญหาจะยิ่งบานปลาย

สุดท้าย นายวิโรจน์ทิ้งท้ายเด็ดๆ ว่า “ไม่มีใครใหญ่ไปกว่ากฎหมายครับ” ผมเห็นด้วยสุดๆ สังคมต้องกดดันให้หน่วยงานรัฐทำงานโปร่งใส จับกุมทุกคนไม่เว้นวายร้ายใหญ่ หวังว่าคดีนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการปราบปรามสแกมและฟอกเงินอย่างจริงจัง

คุณคิดยังไงกับประเด็น “วิโรจน์” มองเชือด “ชนนพัฒน์” ปรามพวกเปรี้ยว? เชื่อว่ามีการเมืองแฝงหรือเป็นคดีจริงๆ? คอมเมนต์มาคุยกันด้านล่างเลยครับ! ติดตามบล็อกนี้เพื่ออัปเดตข่าวการเมืองและ DSI ปปง. แบบ real-time นะ

ที่มา – “วิโรจน์” มองเชือด “ชนนพัฒน์” ปรามพวกเปรี้ยว ฝากจับตา “ตัวเบ้งสีเทา” ยังลอยนวลอีกมาก

หลิว จงอี้ ซัดกัมพูชา พัวพันสแกมเมอร์

“หลิว จงอี้” เข้า บก.ทบ. ซัดรัฐบาลกัมพูชาเชื่อมโยง-มีผลประโยชน์สแกมเมอร์ ชม 3 ชาติกวาดล้างเมียวดี จับผู้ต้องหาจีน 6,600 คน ชี้ รบ.เมียนมา ตั้ง คกก.เฉพาะกิจ ตรวจอาคารใน KK Park กว่า 400 แห่ง

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 กองทัพบก เผยแพร่เอกสารข่าว ว่าวานนี้ (17 ธันวาคม 2568) พล.อ.ดิเรก บงการ หัวหน้าศูนย์ประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้าน ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก เป็นผู้แทน ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้การต้อนรับ นายหลิว จงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ สาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมด้วยคณะผู้แทนจากกรมสอบสวนคดีอาญา กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กองสอบสวนอาชญากรรมโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ต กระทรวงความมั่นคงสาธารณะจีน และจากสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ณ ห้อง จปร. อาคารพิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ กองบัญชาการกองทัพบก เพื่อหารือประเด็นสถานการณ์ความมั่นคงและการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

ในระหว่างการหารือ พล.อ.ดิเรก กล่าวว่า ปัจจุบันมีข้อมูลว่ากลุ่มสแกมเมอร์ที่ถูกปราบปรามอาจหลบหนีไปยังพื้นที่อื่น และอาจใช้ไทยเป็นเส้นทางผ่านไปยังประเทศที่ 3 โดยใช้การแฝงตัวเข้ามาในลักษณะนักท่องเที่ยวหรือนักลงทุน ส่งผลให้การคัดกรองของเจ้าหน้าที่เป็นไปได้ยาก รวมถึงการดำเนินการของกองทัพบกที่รับผิดชอบดูแลความมั่นคงตามแนวชายแดน ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการคัดกรองและระบุตัวผู้ต้องสงสัยร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งหากได้รับการสนับสนุนข้อมูลข่าวสารหรือเบาะแสของขบวนการสแกมเมอร์จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ก็จะสามารถแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องล่วงหน้า และทำให้การสกัดจับเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ พล.อ.ดิเรก ยังกล่าวถึงขั้นตอนการส่งมอบผู้ลักลอบเข้าเมืองให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงขั้นตอนการผลักดันออกนอกประเทศ ที่ทางกองทัพบกมีความเห็นว่า หากสามารถกำหนดแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจน ก็จะสามารถลดเวลาในขั้นตอนเหล่านี้ได้

ทางด้าน นายหลิว จงอี้ ได้แสดงความชื่นชมต่อความร่วมมือระหว่างไทย เมียนมา และจีน ในการกวาดล้างเครือข่ายอาชญากรรมในพื้นที่เมียวดี ซึ่งสามารถจับกุมและส่งกลับผู้ต้องหาชาวจีนกว่า 6,600 คน พร้อมกล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลเมียนมาได้ตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจในการแก้ไขปัญหา และมีการลงพื้นที่ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการตรวจอาคารใน KK Park กว่า 400 แห่งแล้ว ทั้งนี้ ฝ่ายจีนได้ขอความร่วมมือให้ไทยเพิ่มมาตรการสกัดกั้นผู้กระทำผิดที่พยายามใช้ไทยเป็นเส้นทางผ่าน ทั้งทางธรรมชาติและด่านตรวจคนเข้าเมือง รวมทั้งกล่าวว่าอุปกรณ์ที่ขบวนการสแกมเมอร์ใช้ ได้แก่ โทรศัพท์เคลื่อนที่ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง คือหลักฐานสำคัญที่จะใช้ในการดำเนินคดีและขยายผลเครือข่ายอาชญากรรม จึงต้องมีการดำเนินการเก็บวัตถุพยานอย่างรอบคอบและรัดกุม ซึ่งวิธีดังกล่าวเป็นวิธีที่ทางการจีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินการที่ผ่านมา นอกจากนี้ ทางจีนยังได้แสดงความเห็นอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลกัมพูชามีความเชื่อมโยงและมีผลประโยชน์ร่วมกับขบวนการสแกมเมอร์ในหลายมิติ

ดังนั้น จึงขอให้ทั้ง 2 ประเทศได้แก้ไขปัญหาดังกล่าวร่วมกัน ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาและมาตรการที่เป็นรูปธรรมอย่างจริงจัง ในการดำเนินการ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและเสถียรภาพในภูมิภาค.

ล่าสุด นายหลิว จงอี้ ได้มีการหารือถึงประเด็นสำคัญที่ว่า รัฐบาลกัมพูชามีความเชื่อมโยงและมีผลประโยชน์ร่วมกับขบวนการสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

หลิว จงอี้ ซัดรัฐบาลกัมพูชา เชื่อมโยง-มีผลประโยชน์สแกมเมอร์

จากกรณีที่นายหลิว จงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้เข้าพบกองทัพบกไทย เพื่อหารือเรื่องความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาที่เกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ สิ่งที่น่าสนใจคือการที่นายหลิว จงอี้ ได้กล่าวถึงความเชื่อมโยงระหว่างรัฐบาลกัมพูชากับขบวนการสแกมเมอร์ ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ

ความเชื่อมโยงของรัฐบาลกัมพูชากับขบวนการสแกมเมอร์

การที่นายหลิว จงอี้ ออกมากล่าวถึงความเชื่อมโยงของรัฐบาลกัมพูชากับขบวนการสแกมเมอร์นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของทางการจีนต่อปัญหาดังกล่าว และอาจนำไปสู่การยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่ซับซ้อนเช่นนี้

ประเด็นที่นายหลิว จงอี้ ยกขึ้นมานั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาค ซึ่งต้องมีการดำเนินการด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ

สิ่งสำคัญคือการที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและเสถียรภาพในภูมิภาค

การที่นายหลิว จงอี้ ออกมาให้ข้อมูลเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทางการจีนในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับทุกประเทศในการดำเนินการดังกล่าว

ที่มา – ทบ. เผยประเด็นวงหารือ “หลิว จงอี้” ซัดรัฐบาลกัมพูชา เชื่อมโยง-มีผลประโยชน์สแกมเมอร์

Scroll to top