สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมือง! วันนี้เรามาคุยกันแบบเป็นกันเองกับประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังจับตามอง นั่นคือ “วิโรจน์” มองเชือด “ชนนพัฒน์” ปรามพวกเปรี้ยว ซึ่งนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้โพสต์เฟซบุ๊กตั้งข้อสังเกตกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้ายึดทรัพย์ ค้นบ้าน และออกหมายเรียกนายชนนพัฒน์ นาคสั้ว ส.ส.สงขลา จากพรรคกล้าธรรม นี่มันการปรามพวก ส.ส. ที่ทำตัวเปรี้ยวเกินไปหรือเปล่านะ?
ประเด็นนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2567 (หรือ 2569 ตามบางแหล่ง) ที่นายวิโรจน์มองว่าการดำเนินการของ DSI-ปปง. แม้จะเป็นหน้าที่ แต่ก็อาจแฝงวัตถุประสงค์ทางการเมือง เพื่อข่มขู่ ส.ส. ในพรรคกล้าธรรมและพรรคอื่นๆ ที่มีพฤติกรรม “เปรี้ยว” เกิน โดยเฉพาะคนที่มีร่องรอยธุรกรรมทางการเงินสีเทา ถ้าทำตัวไม่น่ารัก ก็อาจโดนเชือดได้ในพริบตา แต่ถ้าว่านอนสอนง่าย ก็ลอยชายสบายใจได้เลย
“วิโรจน์” มองเชือด “ชนนพัฒน์” ปรามพวกเปรี้ยว
ในโพสต์เฟซบุ๊กของนายวิโรจน์ (คลิกอ่านที่นี่) เขาเขียนชัดๆ ว่า “จับกุมตามหน้าที่ก็ดี แต่มานึกอีกทีอาจแฝงวัตถุประสงค์ทางการเมือง?” โดยชี้ว่าการนี้เหมือนเป็นการส่งสัญญาณให้ ส.ส. อย่าเพี้ยนมาก ถ้ามีแผลเก่าเรื่องเงินสีเทา นายวิโรจน์ยังวิเคราะห์ต่อว่าพรรคประชาชนและประชาธิปัตย์ คงไม่มีพลังพอจะล้มรัฐบาลได้ ถ้าสกัดพรรคกล้าธรรมสำเร็จ พรรคภูมิใจไทยก็สบายใจ ไม่ต้องกลัวฝ่ายค้านมีลูกเล่นพลิกเกม
ฝากจับตา “ตัวเบ้งสีเทา” ยังลอยนวลอีกมาก
นอกจากนี้ นายวิโรจน์ยังฝากให้สังคมจับตา “ตัวเบ้งสีเทา” หรือผู้มีอิทธิพลใหญ่ที่ยังลอยนวลเบื้องหลังขบวนการสแกมเมอร์ ค้ามนุษย์ไปเป็นแรงงานสแกม และฟอกเงิน เขาย้ำว่าคดีของนายชนนพัฒน์และนายเบน สมิธ ต้องไปตามกระบวนการยุติธรรม แต่การกล่าวหาแค่ 2 คน ไม่จบปัญหา เพราะอาชญากรรมเหล่านี้ทำเป็นเครือข่าย มีบิ๊กเฮดมากมายที่ยังทำงานต่อไป หลอกเงินประชาชนและทำลายธุรกิจสุจริต
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองมาดู背景ของคดีกันครับ นายชนนพัฒน์ถูกกล่าวหาเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินจากสแกมคอลเซ็นเตอร์ในเมียนมา ซึ่ง DSI และ ปปง. สืบสวนมานาน คดีนี้เชื่อมโยงกับการค้ามนุษย์และเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่กำลังระบาดหนักในไทย ส.ส.คนนี้จากพรรคกล้าธรรมที่เพิ่งตั้งใหม่ กำลังเป็นดาวรุ่งฝ่ายค้าน แต่โดนจับตาเพราะพฤติกรรม “เปรี้ยว” ในสภา?
ปัญหาสแกมเมอร์และฟอกเงินในไทย
ขยับมาที่ปัญหาใหญ่ สแกมเมอร์โทรศัพท์และออนไลน์ ทำให้คนไทยเสียหายปีละหลายหมื่นล้านบาท ปปง.เพิ่งยึดทรัพย์ไปกว่า 1,000 ล้านจากเครือข่ายล่าสุด แต่ตัวการใหญ่ยังลอยนวล นายวิโรจน์ชี้ถูกต้องว่าต้องจับให้สิ้นซาก ไม่ใช่จับลูกน้องอย่างเดียว ตัวเบ้งสีเทาเหล่านี้มักมีเส้นสายในวงการธุรกิจและการเมือง
- การปราม ส.ส.เปรี้ยว: เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายค้านรวมตัวล้มรัฐบาล
- ตัวเบ้งสีเทา: ผู้บงการฟอกเงินและสแกมที่ยังไม่โดนจับ
- บทเรียนกฎหมาย: ไม่มีใครใหญ่เกินกฎหมาย ต้องเร่งรัดดำเนินคดีทุกคน
- ผลกระทบประชาชน: เงินหาย ธุรกิจเจ๊ง สังคมต้องตื่นตัว
ในมุมมองของผม การเมืองไทยยุคนี้เต็มไปด้วยเกมลับๆ การยึดทรัพย์ครั้งนี้ไม่ใช่แค่คดีเงิน แต่สะท้อนพลังอำนาจที่อยากควบคุม ส.ส.ฝ่ายค้าน พรรคกล้าธรรมเพิ่งมาแรง กล้าท้าทายรัฐบาลเรื่องงบประมาณและคอร์รัปชัน นี่อาจเป็นวิธี “เชือดไก่ให้ลิงดู” แต่ถ้าปล่อยตัวเบ้งไว้ ปัญหาจะยิ่งบานปลาย
สุดท้าย นายวิโรจน์ทิ้งท้ายเด็ดๆ ว่า “ไม่มีใครใหญ่ไปกว่ากฎหมายครับ” ผมเห็นด้วยสุดๆ สังคมต้องกดดันให้หน่วยงานรัฐทำงานโปร่งใส จับกุมทุกคนไม่เว้นวายร้ายใหญ่ หวังว่าคดีนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการปราบปรามสแกมและฟอกเงินอย่างจริงจัง
คุณคิดยังไงกับประเด็น “วิโรจน์” มองเชือด “ชนนพัฒน์” ปรามพวกเปรี้ยว? เชื่อว่ามีการเมืองแฝงหรือเป็นคดีจริงๆ? คอมเมนต์มาคุยกันด้านล่างเลยครับ! ติดตามบล็อกนี้เพื่ออัปเดตข่าวการเมืองและ DSI ปปง. แบบ real-time นะ
ที่มา – “วิโรจน์” มองเชือด “ชนนพัฒน์” ปรามพวกเปรี้ยว ฝากจับตา “ตัวเบ้งสีเทา” ยังลอยนวลอีกมาก


