อาชญากรรมข้ามชาติ

นายกฯ ย้ำเอาจริงปราบสแกมเมอร์ – นอมินี คดีลดลง 60%

นายกฯ ย้ำเอาจริงปราบสแกมเมอร์ – นอมินี คดีลดลง 60%

เรียกได้ว่าเป็นข่าวดีสำหรับพี่น้องประชาชนชาวไทย เมื่อล่าสุดท่านนายกรัฐมนตรีได้ออกมาประกาศความสำเร็จก้าวสำคัญของรัฐบาล ในการเดินหน้ากวาดล้างอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างหนัก โดยมีการรายงานว่านโยบาย นายกฯ ย้ำเอาจริงปราบสแกมเมอร์ – นอมินี นั้นเห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนภายในระยะเวลาเพียงแค่ 3 เดือนเท่านั้น

ผลลัพธ์เชิงบวกจากการปราบปรามสแกมเมอร์และนอมินีข้ามชาติ

จากการติดตามสถานการณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่ชุดปราบปราม พบว่าสถิติคดีอาชญากรรมออนไลน์และคดีการหลอกลวงผ่านระบบโซเชียล รวมถึงปัญหาการใช้ชื่อบุคคลอื่นเป็นนอมินีทำธุรกิจผิดกฎหมายนั้น มีกราฟลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 60% ถือเป็นการตอกย้ำว่ายุทธการ นายกฯ ย้ำเอาจริงปราบสแกมเมอร์ – นอมินี นั้นทำได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การทำตัวเลขขึ้นมาเพื่อรายงานผลงานเท่านั้น แต่เป็นการลงพื้นที่ตรวจจริง จับจริง และยึดทรัพย์จริงตามนโยบายที่ตั้งไว้

รัฐบาลได้ประสานความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ เพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีมาตรการขั้นเด็ดขาดสำหรับกลุ่มอิทธิพลและเครือข่ายนอมินีที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น:

  • การบังคับใช้กฎหมายยึดทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบอย่างเข้มงวด
  • การดำเนินคดีอาญาโดยไม่มีการอะลุ่มอล่วย
  • มาตรการเนรเทศกลุ่มผู้กระทำผิดข้ามชาติออกนอกประเทศ
  • การสั่งห้ามเข้าประเทศสำหรับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน

รัฐบาลยังย้ำอีกว่า หลังจากนี้จะไม่มีการออกไปตักเตือนใครอีกแล้ว แต่หากพบการกระทำผิดที่ไหน เจ้าหน้าที่จะเข้าดำเนินการจับกุมทันที เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และทำให้ประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยจากการฉ้อโกงข้ามชาติมากยิ่งขึ้น การที่ นายกฯ ย้ำเอาจริงปราบสแกมเมอร์ – นอมินี ครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเอาใจใส่ความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง

ในฐานะประชาชน เราคงต้องคอยติดตามดูผลงานในระยะยาวกันต่อไป ว่าสถานการณ์เหล่านี้จะหมดไปจากสังคมไทยได้มากน้อยแค่ไหน แต่สิ่งที่มั่นใจได้คือก้าวแรกแห่งความสำเร็จนี้ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว หากคุณพบเห็นเบาะแสการกระทำผิด อย่าลังเลที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่ เพราะความร่วมมือของคนไทยทุกคนคือพลังสำคัญที่จะช่วยลดปัญหาอาชญากรรมให้หมดไปจากระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – นายกฯ ย้ำเอาจริงปราบสแกมเมอร์ – นอมินี ชี้ช่วง 3 เดือนเห็นผล คดีลดลง 60%

ก.ต.ช. ปิ๊งไอเดีย รีเซ็ตภูเก็ต หนุนนายกฯ กู้ศรัทธา

ในสภาวะที่การท่องเที่ยวไทยกำลังถูกจับตามองจากนานาชาติ แนวคิดการ ก.ต.ช. ปิ๊งไอเดีย รีเซ็ตภูเก็ต หนุนนายกฯ กู้ศรัทธา กำลังเป็นประเด็นร้อนที่น่าสนใจ ผศ.นพดล กรรณิกา กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาเสนอแนวทางสำคัญเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนและนักท่องเที่ยวให้กลับคืนมาอีกครั้ง

ก.ต.ช. ปิ๊งไอเดีย รีเซ็ตภูเก็ต หนุนนายกฯ กู้ศรัทธา

เหตุผลที่เราต้องรีบดำเนินการเรื่องนี้เป็นเพราะภูเก็ตไม่ได้เป็นเพียงแค่จังหวัดท่องเที่ยวธรรมดา แต่เป็นหน้าตาของประเทศไทยที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก ปัญหาที่สั่งสมมานานทั้งเรื่องนอมินี การใช้ช่องว่างทางกฎหมาย และอาชญากรรมแฝง จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยโครงการ ก.ต.ช. ปิ๊งไอเดีย รีเซ็ตภูเก็ต หนุนนายกฯ กู้ศรัทธา นี้ตั้งเป้าที่จะเปลี่ยนภูเก็ตให้เป็นเมืองที่ปลอดภัยและโปร่งใสที่สุด

มาตรการเร่งด่วนเพื่ออนาคตของภูเก็ต

เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายนี้สัมฤทธิ์ผล จึงมีการกำหนดข้อเสนอ 7 ประการในการจัดการปัญหาเชิงระบบ ดังนี้:

  • จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจเพื่อบูรณาการหน่วยงานรัฐทุกภาคส่วน
  • ตรวจสอบโครงสร้างนิติบุคคลเพื่อคัดกรองนอมินีต่างชาติ
  • ตรวจสอบโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีปัญหาการก่อสร้างไม่ตรงปก
  • ตรวจสอบระบบใบอนุญาตทำงานและผังเมืองอย่างเข้มงวด
  • จัดระเบียบแรงงานต่างด้าวและผู้ประกอบการที่แฝงตัวทำธุรกิจผิดกฎหมาย
  • ยกระดับตำรวจท่องเที่ยวสู่ Tourist Trust Police เพื่อเพิ่มความมั่นใจ
  • ใช้ระบบ Data Science เข้ามาช่วยสร้างดัชนีความเสี่ยงในพื้นที่

การดำเนินการตามแนวทาง ก.ต.ช. ปิ๊งไอเดีย รีเซ็ตภูเก็ต หนุนนายกฯ กู้ศรัทธา ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการเมืองท่องเที่ยวระดับโลก โดยมุ่งเน้นว่าภูเก็ตต้องไม่เป็นพื้นที่สำหรับคนทุจริต หรือทุนสีเทา แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวและนักลงทุนต่างชาติให้ความเชื่อมั่นสูงสุด

เราหวังว่าปฏิบัติการครั้งนี้จะไม่ใช่เพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่จะเป็นต้นแบบของการจัดระเบียบเมืองท่องเที่ยวในประเทศไทยให้มีความยั่งยืนและโปร่งใส เพื่อประโยชน์สูงสุดของคนไทยทุกคน หากรัฐบาลร่วมมือกับทุกฝ่ายอย่างจริงจัง ภูเก็ตจะกลับมาทวงคืนความยิ่งใหญ่ในเวทีโลกได้อย่างแน่นอน

ที่มา – ก.ต.ช. ปิ๊งไอเดีย “รีเซ็ตภูเก็ต” หนุนนายกฯ-ผบ.ตร. เดินหน้ากู้ศรัทธา

กวาดล้างนอมินี ภูเก็ต กระบี่ พังงา ยึดคืนที่ดิน 49 ไร่

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสสังคมอยู่ในขณะนี้ เกี่ยวกับการปฏิบัติการครั้งสำคัญของรัฐบาลในการกวาดล้างนอมินี “ภูเก็ต กระบี่ พังงา” ยึดคืนที่ดิน 49 ไร่ มูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดระเบียบที่ดินของประเทศไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของกลุ่มทุนต่างชาติที่ใช้วิธีการไม่ถูกต้องตามกฎหมายครับ

เหตุผลสำคัญที่ต้อง กวาดล้างนอมินี ภูเก็ต กระบี่ พังงา ยึดคืนที่ดิน 49 ไร่

การดำเนินการเชิงรุกในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สนธิกำลังกว่า 500 นาย เข้าพื้นที่เป้าหมายเพื่อทลายเครือข่ายที่ใช้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ หรือที่เรียกกันติดปากว่า “นอมินี” ซึ่งพฤติกรรมนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะในจังหวัดท่องเที่ยวระดับโลกอย่างภูเก็ต กระบี่ และพังงา ที่ดึงดูดกลุ่มทุนต่างชาติให้เข้ามาหวังครอบครองที่ดินโดยมิชอบ

รายละเอียดการปฏิบัติการ กวาดล้างนอมินี ภูเก็ต กระบี่ พังงา ยึดคืนที่ดิน 49 ไร่

สำหรับผลการตรวจค้นในเฟสที่ 3 นี้ เจ้าหน้าที่ได้พบความผิดปกติในหลายจุด ดังนี้:

  • ภูเก็ต: ตรวจพบบริษัทนอมินี 10 แห่ง และบริษัทที่ต่างชาติถือหุ้นเกินสัดส่วนถึง 39 แห่ง มูลค่าที่ดินกว่า 231 ล้านบาท
  • พังงา: มีการยึดที่ดินมูลค่ากว่า 269 ล้านบาท พร้อมจับกุมผู้กระทำผิดชาวต่างชาติได้ทันที
  • กระบี่: ตรวจสอบพบความเชื่อมโยงของบริษัทนอมินีจำนวนมาก รวมมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมหาศาล

จากการปฏิบัติการครั้งนี้ สามารถยึดที่ดินได้รวมกันถึง 89 แปลง คิดเป็นพื้นที่กว่า 49 ไร่ มูลค่ารวมกว่า 1,053 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการใช้ชื่อคนไทยถือหุ้นแทนต่างชาตินั้นเป็นปัญหาเรื้อรังที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วนที่สุดครับ

นายกรัฐมนตรียังได้ให้คำมั่นว่าจะขยายผลการปราบปรามนี้ไปทั่วทุกพื้นที่ในประเทศไทย เพื่อให้แน่ใจว่าทรัพยากรที่ดินของชาติจะถูกใช้อย่างเหมาะสมตามกฎหมาย สำหรับใครที่พบเห็นความผิดปกติหรือการถือครองที่ดินที่ดูน่าสงสัย สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมงครับ

ในมุมมองของผม การกวาดล้างครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการทวงคืนความถูกต้องทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนคนไทยว่า รัฐบาลกำลังเอาจริงเอาจังในการปกป้องสมบัติของชาติ ไม่ปล่อยให้กลุ่มทุนข้ามชาติใช้อภิสิทธิ์เหนือคนในประเทศ หวังว่ามาตรการนี้จะมีความต่อเนื่องเพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียมและตรวจสอบได้สำหรับทุกคนครับ

ที่มา – กวาดล้างนอมินี “ภูเก็ต กระบี่ พังงา” ยึดคืนที่ดิน 49 ไร่ มูลค่ากว่า 1,000 ล้าน

“บิ๊กดุลย์” พร้อม ผบ.ทบ. พบนายกฯ คาดถกความมั่นคง

“บิ๊กดุลย์” พร้อม ผบ.ทบ. พบนายกฯ คาดถกความมั่นคง

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา เกิดความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญภายในทำเนียบรัฐบาล เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้การต้อนรับคณะตัวแทนจากสาธารณรัฐประชาชนจีน นำโดย น.ส.เสียน ฮุย รองประธานสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งชาติจีน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งประเด็นที่สื่อมวลชนและประชาชนให้ความสนใจไม่แพ้กันคือ การที่ “บิ๊กดุลย์” พร้อม ผบ.ทบ. พบนายกฯ คาดถกความมั่นคง ในช่วงเช้าของวันเดียวกันครับ

บรรยากาศที่ตึกไทยคู่ฟ้าดูจะคึกคักเป็นพิเศษ เพราะนอกจากการหารือระดับระหว่างประเทศแล้ว “บิ๊กดุลย์” พร้อม ผบ.ทบ. พบนายกฯ คาดถกความมั่นคง ในครั้งนี้ ยังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากพล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เดินทางมาพร้อมกับ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ด้วยรถยนต์คันเดียวกันเข้ามายังทำเนียบรัฐบาล เพื่อเข้าพบกับนายกรัฐมนตรีเป็นการด่วน

รายละเอียดการหารือเบื้องหลังหน้าตึกไทยคู่ฟ้า

จากการสังเกตการณ์ คาดว่าการหารือของคณะรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงในครั้งนี้ มีประเด็นสำคัญที่น่าจะเป็นหัวใจหลัก ดังนี้:

  • การประเมินสถานการณ์ความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา
  • ความร่วมมือด้านความมั่นคงในระดับภูมิภาค
  • มาตรการตั้งรับสถานการณ์ความไม่สงบด้านต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

การพูดคุยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ทั้งนี้ หลังจากจบการหารือ นายอนุทิน ได้เดินลงมาส่งพล.อ.พนา พร้อมแสดงท่าทีที่เป็นกันเองด้วยการยกนิ้วโป้งให้ ซึ่งสะท้อนถึงการทำงานที่ราบรื่นและเป้าหมายที่สอดคล้องกันระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายความมั่นคง

เหตุการณ์ “บิ๊กดุลย์” พร้อม ผบ.ทบ. พบนายกฯ คาดถกความมั่นคง ในวันนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลที่มีต่อความปลอดภัยของประเทศ แม้ในวันที่ต้องต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองระดับสูง นายกรัฐมนตรีก็ยังคงให้ความสำคัญกับการจัดการปัญหาชายแดนและความสงบเรียบร้อยของชาติอย่างถึงที่สุด เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าจะมีมาตรการหรือนโยบายใหม่ๆ ออกมาอย่างไรบ้างหลังจากนี้ครับ

ที่มา – “บิ๊กดุลย์” พร้อม ผบ.ทบ. พบนายกฯ คาดถกความมั่นคง หลังวงหารือรองประธานสภาที่ปรึกษาจีน

รวบชาวไนจีเรีย บิ๊กบอสขบวนการโคเคน เงินหมุนเวียน 380 ล้าน

รวบชาวไนจีเรีย บิ๊กบอสขบวนการโคเคน เงินหมุนเวียน 380 ล้าน

วันนี้เรามีเรื่องราวระทึกขวัญที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ เกี่ยวกับการกวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจและ ป.ป.ส. ได้เปิดปฏิบัติการ “เด็ดปีกหัวหน้าแก๊ง Dodorima” จนสามารถจับกุมรวบชาวไนจีเรีย บิ๊กบอสขบวนการโคเคน เงินหมุนเวียน 380 ล้านรายนี้ได้สำเร็จ หลังจากที่ผู้ต้องหาพยายามขับรถฝ่าวงล้อมชนเจ้าหน้าที่เพื่อหลบหนีอย่างอุกอาจเหตุการณ์นี้ถือเป็นการตอกย้ำถึงความเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ไทยในการจัดการกับกลุ่มทุนสีเทาที่แฝงตัวเข้ามาในประเทศ

จากการสืบสวนพบว่า นายแพททริก วัย 36 ปี หัวหน้าขบวนการนี้อาศัยอยู่ในคอนโดหรูย่านพระราม 3 โดยใช้วิธีการทำตัวเป็นนักบุญ เดินสายบริจาคสิ่งของเพื่อบังหน้าการทำธุรกิจผิดกฎหมาย ทั้งการค้ายาเสพติดและขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ (Romance Scam) ซึ่งเชื่อมโยงกับเครือข่ายใหญ่ในแอฟริกาอย่างกลุ่ม NBM of Africa

เบื้องลึกการจับกุม รวบชาวไนจีเรีย บิ๊กบอสขบวนการโคเคน เงินหมุนเวียน 380 ล้าน

ปฏิบัติการครั้งนี้ไม่ได้มาง่ายๆ เพราะเครือข่ายนี้มีวิธีการป้องกันตัวและอำพรางการฟอกเงินอย่างแนบเนียน แต่ด้วยการติดตามของเจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.บช.น. จึงพบเส้นทางการเงินที่น่าตกใจ โดยพบว่า:

  • ในระยะเวลาเพียง 1 ปี มีเงินหมุนเวียนในเครือข่ายสูงถึง 380 ล้านบาท
  • ใช้โคเคนเป็นเครื่องมือในการรักษาความสัมพันธ์กับกลุ่มผู้มีชื่อเสียง
  • พยายามขับรถพุ่งชนเจ้าหน้าที่ตำรวจขณะเข้าปิดล้อมเพื่อหลบหนี

ท้ายที่สุด เจ้าหน้าที่สามารถสกัดจับและบุกทุบกระจกรถเพื่อควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้ได้ พร้อมของกลางโคเคนและทรัพย์สินมูลค่ารวมกว่า 7 แสนบาทในเบื้องต้น ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

บทเรียนจากกรณีนี้: การเลือกที่พักอาศัยหรือการทำความรู้จักกับบุคคลแปลกหน้าโดยเฉพาะชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย การตรวจสอบที่มาที่ไปของรายได้และธุรกิจแฝงเป็นสิ่งสำคัญมาก อย่าหลงเชื่อภาพลักษณ์การใจบุญที่อาจถูกสร้างขึ้นเพื่อบังหน้าการทำสิ่งผิดกฎหมาย เราต้องขอบคุณการทำงานอย่างเข้มแข็งของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ช่วยปกป้องสังคมไทยจากวงจรยาเสพติดข้ามชาติเช่นนี้

ที่มา – รวบชาวไนจีเรีย บิ๊กบอสขบวนการโคเคน ขับรถฝ่าวงล้อมชน ตร. พบเงินหมุนเวียนกว่า 380 ล้านบาท

อย่าหยุดแค่ห้วยขวาง “ชัยชนะ” จี้ ก.พาณิชย์ ตรวจสอบนอมินีทั่วประเทศ

เชื่อว่าช่วงนี้หลายคนคงได้ยินข่าวเกี่ยวกับประเด็นร้อนเรื่องการที่ชาวต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจในไทยแบบไม่ถูกต้อง หรือที่เรียกว่า “นอมินี” กันมากขึ้นนะครับ ล่าสุด นายชัยชนะ เดชเดโช จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาส่งเสียงดังๆ ถึงกระทรวงพาณิชย์ว่า อย่าหยุดแค่ห้วยขวาง “ชัยชนะ” จี้ ก.พาณิชย์ ตรวจสอบนอมินีทั่วประเทศ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคนไทยให้ถึงที่สุด

อย่าหยุดแค่ห้วยขวาง “ชัยชนะ” จี้ ก.พาณิชย์ ตรวจสอบนอมินีทั่วประเทศ

จากการที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบกลุ่มเสี่ยงนอมินีในเขตห้วยขวางถึง 53 บริษัท ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการจัดการปัญหา แต่ในมุมมองของคุณชัยชนะ การทำกเค่ในจุดเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะเครือข่ายเหล่านี้มักจะขยายตัวไปในหลายพื้นที่ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง การที่เขาออกมาเรียกร้องให้ อย่าหยุดแค่ห้วยขวาง “ชัยชนะ” จี้ ก.พาณิชย์ ตรวจสอบนอมินีทั่วประเทศ จึงเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความกังวลว่าหากปล่อยไว้อาจกลายเป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่กระทบต่อผู้ประกอบการท้องถิ่น

พื้นที่เสี่ยงที่ต้องจับตามองอย่างเร่งด่วน

นอกจากเขตห้วยขวางที่เป็นจุดเริ่มต้นแล้ว ยังมีพื้นที่เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวสำคัญอีกหลายแห่งที่ควรเร่งตรวจสอบ ดังนี้:

  • กรุงเทพมหานคร ในย่านที่ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนสูง
  • จังหวัดภูเก็ต ที่โด่งดังเรื่องอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจบริการ
  • จังหวัดกระบี่ แหล่งท่องเที่ยวระดับโลกที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจ
  • อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่มีการร้องเรียนเรื่องการถือครองที่ดินผ่านโครงสร้างที่ผิดกฎหมาย

ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะหากเราปล่อยปละละเลยไปเรื่อยๆ เศรษฐกิจไทยจะเสียเปรียบในการแข่งขันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แรงงานและผู้ประกอบการไทยอาจสูญเสียโอกาสในการทำมาหากินไปอย่างน่าเสียดาย กระทรวงพาณิชย์จึงจำเป็นต้องแสดงความจริงใจด้วยการลงพื้นที่เชิงรุก ติดตามเส้นทางการเงิน และบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาดโดยไม่เลือกปฏิบัติ

บทสรุปของเรื่องนี้คงไม่ใช่แค่การแถลงข่าวประจำปี แต่คือการที่รัฐบาลต้องก้าวข้ามผ่านวาทกรรม แล้วหันมาจัดการปัญหาด้วยวิธีที่เป็นรูปธรรมที่สุด เพราะเงินและโอกาสที่เสียไปอาจไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้หากขบวนการเหล่านี้หยั่งรากลึกเกินไป คุณล่ะครับ คิดเห็นอย่างไรกับการปราบปรามนอมินีในประเทศไทย? มาร่วมแสดงความเห็นกันได้เลยครับ

ที่มา – อย่าหยุดแค่ห้วยขวาง “ชัยชนะ” จี้ ก.พาณิชย์ ตรวจสอบนอมินีทั่วประเทศ

นายกฯ ยันรัฐบาลปกป้องประชาชนจากสแกมเมอร์และนอมินี

นายกฯ ยันรัฐบาลพร้อมปกป้องประชาชนจากภัยสแกมเมอร์-อาชญากรรมทุกรูปแบบ ลั่นไม่ปล่อยต่างชาติใช้นอมินี

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ประชาชนให้ความสนใจกันอย่างมาก เมื่อล่าสุดทางรัฐบาลได้ยกระดับมาตรการจัดการกับกลุ่มอาชญากรไซเบอร์และขบวนการผิดกฎหมายอย่างจริงจัง โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ออกมาประกาศกร้าวว่า นายกฯ ยันรัฐบาลพร้อมปกป้องประชาชนจากภัยสแกมเมอร์-อาชญากรรมทุกรูปแบบ ลั่นไม่ปล่อยต่างชาติใช้นอมินี เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องคนไทยทุกคนครับ

ในการประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติครั้งล่าสุด ท่านนายกฯ ได้เน้นย้ำชัดเจนว่า ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนคือสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของยาเสพติด การฉ้อโกงออนไลน์ หรือการฟอกเงิน ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรง

จัดการเด็ดขาด ภัยสแกมเมอร์-อาชญากรรมทุกรูปแบบ พร้อมปราบปรามนอมินีต่างชาติ

นอกจากเรื่องของสแกมเมอร์ที่ระบาดหนักแล้ว ปัญหาที่น่าจับตามองในขณะนี้คือเรื่องของ ‘ต่างชาตินอมินี’ หรือการที่ชาวต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในไทยโดยการใช้ชื่อคนไทยบังหน้า ท่านนายกฯ ยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่ปล่อยให้ปัญหานี้ลุกลามจนกลายเป็นภัยความมั่นคง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นดีอี, ตำรวจไซเบอร์ หรือ ปปง. ต่างก็กำลังทำงานร่วมกันอย่างเข้มข้นเพื่อระงับยับยั้งวงจรเหล่านี้

  • เร่งปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทั่วประเทศ
  • ตรวจสอบเข้มงวดการประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติ เพื่อป้องกันการใช้คนไทยเป็นนอมินี
  • บูรณาการทุกหน่วยงานรัฐเพื่อปิดช่องโหว่ทางกฎหมาย
  • สร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติในการรับมืออาชญากรรมข้ามชาติ

รัฐบาลต้องการส่งสัญญาณเตือนไปยังกลุ่มผู้ที่คิดจะทำผิดกฎหมายว่า ประเทศไทยไม่ใช่ที่อยู่ของคนเหล่านี้ และเราพร้อมที่จะปกป้องตลาดธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้ผู้ประกอบการชาวไทยไม่ต้องถูกแย่งอาชีพด้วยวิธีที่ผิด การดำเนินการอย่างเด็ดขาดจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจอย่างสุจริต และช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้อย่างมั่นคง

สุดท้ายนี้ ในฐานะคนไทยเราคงต้องเอาใจช่วยภาครัฐให้ปฏิบัติภารกิจนี้ให้สำเร็จลุล่วง ไม่เพียงแค่เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเอง แต่เพื่ออนาคตที่มั่นคงของลูกหลานเราทุกคนครับ หากท่านพบเบาะแสอาชญากรรม อย่าละเลยที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อร่วมกันเป็นหูเป็นตาให้สังคมไทยน่าอยู่ยิ่งขึ้น นายกฯ ยันรัฐบาลพร้อมปกป้องประชาชนจากภัยสแกมเมอร์-อาชญากรรมทุกรูปแบบ ลั่นไม่ปล่อยต่างชาติใช้นอมินี เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะทำให้ประเทศไทยของเรากลับมาเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยและน่าลงทุนสำหรับคนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง

ที่มา – นายกฯ ยันรัฐบาลพร้อมปกป้องประชาชนจากภัยสแกมเมอร์-อาชญากรรมทุกรูปแบบ ลั่นไม่ปล่อยต่างชาติใช้นอมินี

ตร.เร่งขยายผลคดี หมิงเฉิน ซัน อาตี๋ซีโฟร์ เอี่ยวสแกมเมอร์

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวคราวที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียลตอนนี้ เกี่ยวกับกรณีการจับกุมผู้ต้องหาชาวจีนในคดีครอบครองอาวุธสงครามและวัตถุระเบิด จนกลายเป็นที่มาของการเปิดโปงเครือข่ายใหญ่ วันนี้เรามาอัปเดตความคืบหน้าที่ว่า ตร.เร่งขยายผลคดี “หมิงเฉิน ซัน” อาตี๋ซีโฟร์ เอี่ยวสแกมเมอร์ พบเส้นทางเงินโยงพันรายการ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบต่อความมั่นคงและประชาชนโดยตรง

เจาะลึกความคืบหน้า ตร.เร่งขยายผลคดี “หมิงเฉิน ซัน” อาตี๋ซีโฟร์ เอี่ยวสแกมเมอร์ พบเส้นทางเงินโยงพันรายการ

จากรายงานล่าสุดที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ได้มีการตั้งคณะทำงานเพื่อสะสางคดีของผู้ต้องหาต่างชาติรายนี้ โดยแบ่งประเด็นการสอบสวนออกเป็นสองส่วนคือ ความผิดฐานครอบครองอาวุธสงคราม และความเชื่อมโยงกับขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือกลุ่มสแกมเมอร์ที่คอยหลอกลวงประชาชนในปัจจุบัน

เบาะแสสำคัญจากเส้นทางเงิน

จากการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกในคดีนี้ พบว่า ตร.เร่งขยายผลคดี “หมิงเฉิน ซัน” อาตี๋ซีโฟร์ เอี่ยวสแกมเมอร์ พบเส้นทางเงินโยงพันรายการ ซึ่งเป็นหลักฐานมัดตัวมหาศาล โดยเจ้าหน้าที่พบความผิดปกติผ่านธุรกรรมบัญชี TPO หรือ Third Party Operator มากกว่า 1,000 รายการ ส่งผลให้คณะพนักงานสอบสวนต้องเร่งแกะรอยเส้นทางการเงินอย่างละเอียด เพื่อเชื่อมโยงไปถึงผู้บงการและขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องคนอื่นๆ ในเครือข่ายให้ได้มากที่สุด

ประเด็นที่น่าสนใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่:

  • มีการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อแยกสำนวนคดีให้ชัดเจน
  • ตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างอาวุธสงครามและเครือข่ายอาชญากรข้ามชาติ
  • วิเคราะห์บัญชีธนาคารและการโอนเงินที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสแกมเมอร์

การทำงานในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าทางตำรวจไซเบอร์เอาจริงเอาจังกับการกวาดล้างอาชญากรรมทางเทคโนโลยีมากขึ้น การที่สามารถตรวจพบเส้นทางเงินจำนวนมากนี้ จะไม่ใช่แค่การเอาผิดตัวบุคคลเพียงคนเดียว แต่เป้าหมายสำคัญคือการถอนรากถอนโคนเครือข่ายสแกมเมอร์ที่ฝังตัวอยู่ในไทยให้สิ้นซาก

ในฐานะประชาชน เราควรเฝ้าระวังและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะภัยจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ใกล้ตัวเรากว่าที่คิด และหวังว่าเจ้าหน้าที่จะรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดให้ได้ครบทุกมิติ เพื่อความปลอดภัยของสังคมโดยรวมครับ

ที่มา – ตร.เร่งขยายผลคดี “หมิงเฉิน ซัน” อาตี๋ซีโฟร์ เอี่ยวสแกมเมอร์ พบเส้นทางเงินโยงพันรายการ

ณัฐพงษ์ – ปิยรัฐ แฉขบวนการทุนเทาข้ามชาติ ตั้งนอมินีซื้อบ้านหรู

ณัฐพงษ์ – ปิยรัฐ แฉขบวนการทุนเทาข้ามชาติ ตั้งนอมินีซื้อบ้านหรู

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยกำลังจับตาดูอย่างใกล้ชิด เมื่อคุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และคุณปิยรัฐ จงเทพ จากพรรคประชาชน ได้ออกมาตีแผ่เรื่องราวของ ณัฐพงษ์ – ปิยรัฐ แฉขบวนการทุนเทาข้ามชาติ ตั้งนอมินีซื้อบ้านหรู ซึ่งเป็นภัยเงียบที่กัดกินรากฐานความมั่นคงของประเทศ โดยพบว่ามีการประสานผลประโยชน์แบบ ไตรภาคีสีเทา ระหว่างอาชญากรข้ามชาติ เจ้าหน้าที่รัฐ และกลุ่มทุนใหญ่

จากการแถลงการณ์ของครม.เงา พบว่าปัจจุบันประเทศไทยถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการฟอกเงินและแหล่งซ่องสุมของมิจฉาชีพ โดยกลุ่มเหล่านี้มีการนำเงินเข้ามาซื้ออสังหาริมทรัพย์ระดับไฮเอนด์ผ่านเครือข่ายบริษัทนอมินี เพื่ออำพรางตัวจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่

จับตาพิรุธ 23 บริษัทนอมินีตัวการกว้านซื้อบ้านหรู

คุณปิยรัฐได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกว่า มีบริษัทกว่า 23 แห่งที่จดทะเบียนขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์ในการประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบบไม่โปร่งใส โดยบริษัทเหล่านี้มักมีทุนจดทะเบียนเพียงน้อยนิด แต่กลับสามารถกว้านซื้อบ้านจัดสรรราคาสูงถึง 50-60 ล้านบาทได้ ซึ่งนี่คือหลักฐานสำคัญของ ณัฐพงษ์ – ปิยรัฐ แฉขบวนการทุนเทาข้ามชาติ ตั้งนอมินีซื้อบ้านหรู เพื่อใช้เป็นที่เก็บสะสมอาวุธสงครามและตั้งฐานคอลเซ็นเตอร์

  • ใช้วิธีเปลี่ยนชื่อกรรมการเป็นคนต่างชาติหลังโอนกรรมสิทธิ์เสร็จสิ้น
  • แฝงตัวมาในคราบมูลนิธิหรือโรงเรียนสอนศาสนาเพื่อขอวีซ่าพำนักระยะยาว
  • ใช้เจ้าหน้าที่รัฐทุจริตเป็นผู้อำนวยความสะดวกในกระบวนการต่างๆ

ความน่ากลัวของสถานการณ์นี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวอาชญากรเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ระบบราชการบางส่วนที่จงใจปิดตาปล่อยปละละเลย เพื่อแลกกับผลประโยชน์ส่วนตน จนทำให้ขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติสามารถฝังตัวอยู่ในไทยได้อย่างแนบเนียน

บทสรุปของเรื่องนี้สะท้อนชัดเจนว่า หากรัฐบาลยังคงนิ่งเฉยต่อข้อมูลที่ทางพรรคประชาชนนำเสนอ ภัยความมั่นคงที่ซับซ้อนนี้จะยิ่งขยายตัวจนยากจะควบคุม ซึ่งท้ายที่สุดแล้วความเสียหายทั้งหมดจะตกอยู่ที่ประชาชนคนไทยทุกคนที่ต้องเผชิญกับสังคมที่ไม่ปลอดภัยภายใต้อิทธิพลของทุนสีเทา และนี่คือสิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งพิสูจน์ความจริงโดยเร็วที่สุด

ที่มา – “ณัฐพงษ์ – ปิยรัฐ” แฉขบวนการทุนเทาข้ามชาติ ตั้งบริษัทนอมินีกว้านซื้อบ้านหรูสะสมของผิดกฎหมาย

Scroll to top