อาชญากรรมสงคราม

อิสราเอลยอมรับ ทหารยิงปืนใส่รถในกาซา ทำเด็ก 5 ขวบดับพร้อมญาติ

อิสราเอลยอมรับ ทหารยิงปืนใส่รถในกาซา ทำเด็ก 5 ขวบดับพร้อมญาติ

เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจไปทั่วโลก เมื่อล่าสุดกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ได้ออกมายอมรับเป็นครั้งแรกว่าทหารของพวกเขาเป็นผู้ยิงปืนใส่รถยนต์ของเด็กหญิงฮินด์ ราจับ วัยเพียง 5 ขวบ ในฉนวนกาซา เหตุการณ์นี้ส่งผลให้เด็กน้อยและญาติรวม 6 ชีวิตต้องเสียชีวิตลงอย่างน่าเศร้า โดยทางการอิสราเอลได้สั่งให้มีการสอบสวนคดีอาญาในเหตุการณ์นี้แล้ว

ย้อนกลับไปในช่วงปี 2567 สังคมโลกต่างจับตามองกรณีที่ อิสราเอลยอมรับ ทหารยิงปืนใส่รถในกาซา ทำเด็ก 5 ขวบดับพร้อมญาติ โดยในตอนแรกทางกองทัพปฏิเสธว่าไม่มีกำลังพลอยู่ในพื้นที่ แต่หลักฐานและความกดดันจากนานาชาติทำให้ความจริงปรากฏขึ้น เด็กหญิงฮินด์ได้พยายามโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากสภาเสี้ยววงเดือนแดงปาเลสไตน์นานหลายชั่วโมง แม้จะมีการประสานงานขอเส้นทางปลอดภัยสำหรับรถกู้ชีพแล้ว แต่รถคันดังกล่าวกลับถูกโจมตีจนทำให้เจ้าหน้าที่กู้ชีพเสียชีวิตไปพร้อมกับเด็กน้อยในรถ

เปิดปมเหตุการณ์ทหารยิงรถในกาซา

ข้อเท็จจริงที่น่าสลดใจคือ ด.ญ.ฮินด์ ราจับ ยังมีชีวิตอยู่หลังจากรถถูกกราดยิงในตอนแรก และเธอยังคงสื่อสารผ่านโทรศัพท์ได้ แต่ความล่าช้าและการประสานงานที่ผิดพลาดทำให้เธอกลายเป็นเหยื่อของความขัดแย้งในที่สุด นอกจากนี้ยังมีการเปิดเผยถึงเหตุการณ์อื่นที่ IDF สั่งสอบสวนทางอาญาเพิ่มเติม เช่น กรณีการยิงใส่ขบวนรถกู้ชีพและรถของสหประชาชาติในเมืองราฟาห์เมื่อปี 2568 ซึ่งมียอดผู้เสียชีวิตถึง 15 ราย โดยมีคลิปวิดีโอจากกล้องของเจ้าหน้าที่กู้ชีพเป็นหลักฐานมัดตัว

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ทางการ อิสราเอลยอมรับ ทหารยิงปืนใส่รถในกาซา ทำเด็ก 5 ขวบดับพร้อมญาติ และเริ่มดำเนินการทางกฎหมาย หลายฝ่ายยังคงตั้งข้อสงสัยถึงความจริงจังในการลงโทษผู้กระทำความผิด กลุ่มสิทธิมนุษยชนชี้ว่าการสอบสวนภายในของกองทัพอิสราเอลมักจบลงด้วยการลงโทษที่เบาเกินควร หรือไม่สามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้จริง โดยเฉพาะในกรณีการสังหารพนักงานองค์กรช่วยเหลือระดับโลกที่ IDF ปฏิเสธการสอบสวนคดีอาญาโดยอ้างว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอ

  • การยอมรับของ IDF เกิดขึ้นภายใต้แรงกดดันจากศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC)
  • เหตุการณ์นี้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์จนได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์
  • การสอบสวนยังคงครอบคลุมไปถึงการยิงใส่รถกู้ชีพและรถดับเพลิงในหลายพื้นที่

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวสาร เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความผิดพลาดทางการทหาร แต่เป็นเครื่องสะท้อนถึงวิกฤตมนุษยธรรมที่รุนแรงเกินกว่าจะเพิกเฉย การทวงคืนความยุติธรรมให้กับเด็กหญิงวัย 5 ขวบไม่ใช่แค่เรื่องของครอบครัวผู้สูญเสีย แต่เป็นเรื่องของความถูกต้องภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศที่โลกต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดต่อไปว่า ผลสรุปของการสอบสวนครั้งนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงหรือเป็นเพียงแค่การแสดงเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น

ที่มา – อิสราเอลยอมรับ ทหารยิงปืนใส่รถในกาซา ทำเด็ก 5 ขวบดับพร้อมญาติ

อิสราเอลโจมตีโรงงานนิวเคลียร์อิหร่าน บึมเลบานอนดับ 3 นักข่าว

อิสราเอลโจมตีโรงงานนิวเคลียร์อิหร่าน บึมเลบานอนดับ 3 นักข่าว เป็นเหตุการณ์รุนแรงที่กำลังเป็นกระแสข่าวใหญ่ทั่วโลก เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2569 อิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ต่อเป้าหมายสำคัญในอิหร่านและเลบานอน สร้างความตึงเครียดในตะวันออกกลางให้ยิ่งเพิ่มขึ้น

อิสราเอลโจมตีโรงงานนิวเคลียร์อิหร่าน บึมเลบานอนดับ 3 นักข่าว: รายละเอียดการโจมตี

การโจมตีของอิสราเอลมุ่งเป้าไปที่โรงงานนิวเคลียร์และนิคมอุตสาหกรรมในอิหร่าน โดยทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ยืนยันว่า มีโรงงานเหล็กสองแห่งถูกโจมตี รวมถึงโรงงานในจังหวัดคูเซสถานที่ใช้สารกัมมันตรังสี นอกจากนี้ โรงงานผลิตน้ำมวลหนักในเมืองอารัก ซึ่งเป็นแหล่งผลิตพลูโตเนียมสำคัญ ก็ได้รับความเสียหายเช่นกัน สื่ออิหร่านรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 รายจากนิคมอุตสาหกรรมเหล็กในอิสฟาฮาน และโรงไฟฟ้าสองแห่งที่จ่ายไฟให้โรงงานก็ถูกทำลาย

สำนักงานปรมาณูอิหร่านระบุว่า โรงงานในจังหวัดแยซด์ที่ผลิต “เยลโลว์เค้ก” หรือผงยูเรเนียมเข้มข้น ถูกโจมตีด้วย แต่ยืนยันไม่มีรั่วไหลของสารกัมมันตรังสี นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ขู่จะทำให้ผู้โจมตี “ชดใช้ราคาแพง” ซึ่งแสดงถึงการตอบโต้ที่อาจรุนแรงในอนาคต

เหตุการณ์ในเลบานอน: นักข่าว 3 รายเสียชีวิต

ในเลบานอน สื่อท้องถิ่นรายงานว่า อิสราเอลโจมตีรถของสื่อมวลชนทางตอนใต้ ทำให้ อิสราเอลโจมตีโรงงานนิวเคลียร์อิหร่าน บึมเลบานอนดับ 3 นักข่าว โดยเฉพาะนักข่าวอาลี ชูเอบ จาก Al Manar เครือข่ายฮิซบอลเลาะห์ ฟาติมา และโมฮาเหม็ด เฟโตนี จาก Al Mayadin เสียชีวิตในเมืองเจซซีนจากการโจมตีทางอากาศ ประธานาธิบดีโจเซฟ อาวุน ประณามว่าเป็น “อาชญากรรมโจ่งแจ้ง” ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศที่ปกป้องนักข่าว

กองทัพอิสราเอลยอมรับการสังหารอาลี ชูเอบ แต่กล่าวหาว่าเขาเป็นเจ้าหน้าที่ฮิซบอลเลาะห์ปลอมตัว เหตุการณ์นี้จุดชนวนให้เกิดการโต้เถียงเรื่องเสรีภาพสื่อและการคุ้มครองนักข่าวในเขตสงคราม

ผลกระทบและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

เหตุการณ์ อิสราเอลโจมตีโรงงานนิวเคลียร์อิหร่าน บึมเลบานอนดับ 3 นักข่าว เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่รุนแรง โดยอิสราเอลขู่ว่าจะ “ยกระดับและขยายวง” การโจมตีในเตหะราน แม้จะมีความพยายามทางการทูต แต่ทั้งสองฝ่ายแทบไม่ยอมถอย เหตุการณ์นี้ไม่เพียงกระทบโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์ของอิหร่าน แต่ยังขยายวงไปยังเลบานอนผ่านกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

  • ความเสียหายต่อโรงงานนิวเคลียร์: อาจชะลอโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน
  • การสูญเสียนักข่าว: สร้างแรงกดดันต่ออิสราเอลจากนานาชาติ
  • ความเสี่ยงสงครามใหญ่: อิหร่านอาจตอบโต้ด้วยขีปนาวุธหรือผ่านพันธมิตร

นานาชาติกำลังจับตาการตอบสนอง โดย IAEA กำลังตรวจสอบผลกระทบจากสารกัมมันตรังสี ขณะที่สหประชาชาติเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายยับยั้งชั่งใจ

มุมมองอนาคต: สงครามจะลุกลาม?

จากประวัติศาสตร์ความขัดแย้ง อิสราเอลมักโจมตี preemptively เพื่อหยุดยั้งโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน แต่ครั้งนี้ครอบคลุมเลบานอนด้วย ทำให้สถานการณ์ซับซ้อนยิ่งขึ้น ชาวโลกกังวลว่าอาจนำไปสู่สงครามภูมิภาค

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ไทยรัฐข่าวต่างประเทศ เพื่ออัปเดตล่าสุด

ความเห็นส่วนตัว: เหตุการณ์นี้เตือนใจว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังห่างไกลจากสันติภาพ การปกป้องพลเรือนและสื่อต้องมาก่อน หากคุณสนใจวิเคราะห์เพิ่มเติม คอมเมนต์ด้านล่างหรือแชร์บทความนี้เพื่อกระจายข้อมูลที่ถูกต้อง!

ที่มา – อิสราเอลโจมตีโรงงานนิวเคลียร์อิหร่าน บึมเลบานอนดับ 3 นักข่าว

เมียนมาไล่ทูตติมอร์-เลสเต พ้นประเทศ ปมอาชญากรรมสงคราม

เมียนมาไล่ทูตติมอร์-เลสเต พ้นประเทศ ปมฟ้อง “อาชญากรรมสงคราม” สะเทือนอาเซียน เป็นข่าวร้อนที่กำลังสร้างความตึงเครียดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รัฐบาลทหารเมียนมาได้ประกาศขับไล่อุปทูตของติมอร์-เลสเต ออกจากประเทศ หลังจากที่ติมอร์-เลสเตเริ่มดำเนินคดีทางกฎหมายต่อกองทัพเมียนมาในข้อหาอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

เมียนมาไล่ทูตติมอร์-เลสเต พ้นประเทศ ปมฟ้อง “อาชญากรรมสงคราม” สะเทือนอาเซียน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ รัฐบาลทหารเมียนมาได้เรียกอุปทูตติมอร์-เลสเตเข้าพบเมื่อวันศุกร์ และสั่งให้ออกจากประเทศภายใน 1 สัปดาห์ โดยมองว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายในประเทศ แถลงการณ์ระบุว่าการกระทำของติมอร์-เลสเตน่าผิดหวังอย่างยิ่ง เพราะขัดกับหลักการอธิปไตยของอาเซียน

ติมอร์-เลสเตซึ่งเพิ่งเป็นสมาชิกอาเซียนเต็มรูปแบบคนที่ 11 เมื่อเดือนตุลาคม 2025 ได้แต่งตั้งอัยการอาวุโสเพื่อตรวจสอบคดีอาญาตามหลักเขตอำนาจศาลสากล องค์กร Chin Human Rights Organization (CHRO) ซึ่งเป็นตัวแทนชนกลุ่มน้อยชินในเมียนมา ได้เปิดเผยข้อมูลหลักฐานสำคัญ เช่น การข่มขืนหมู่ การสังหารหมู่ 10 ราย การฆ่าผู้นำศาสนา และการโจมตีโรงพยาบาลด้วยอากาศยาน

ผลกระทบจากเมียนมาไล่ทูตติมอร์-เลสเต พ้นประเทศ

กรณีเมียนมาไล่ทูตติมอร์-เลสเต พ้นประเทศ ปมฟ้อง “อาชญากรรมสงคราม” สะเทือนอาเซียนนี้ ไม่ใช่ครั้งแรก ในปี 2023 เมียนมาเคยขับนักการทูตติมอร์-เลสเตมาก่อน หลังพบปะกับฝ่ายบริหารเงา รัฐบาลทหารเมียนมาซึ่งยึดอำนาจตั้งแต่ปี 2021 เผชิญข้อกล่าวหาละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อเนื่อง โดยเฉพาะต่อชนกลุ่มน้อยอย่างชาวชินและโรฮิงญา ปัจจุบันยังมีคดีที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เรื่องฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮิงญา

  • หลักฐานอาชญากรรมสงคราม: ข่มขืนหมู่ สังหารหมู่ โจมตีพลเรือน
  • ผลกระทบอาเซียน: ท้าทายกฎบัตรอาเซียนเรื่องไม่แทรกแซงภายใน
  • สถานการณ์เมียนมา: สงครามกลางเมืองยืดเยื้อ สิทธิมนุษยชนถูกละเมิด

ความเคลื่อนไหวนี้เพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลทหารเมียนมา จากประชาคมโลกและเพื่อนบ้านอาเซียน ติมอร์-เลสเตใช้สิทธิเขตอำนาจศาลสากลเพื่อพิสูจน์ความรับผิดชอบต่ออาชญากรรมร้ายแรง แม้เหตุเกิดนอกประเทศ

นอกจากนี้ เมียนมาไล่ทูตติมอร์-เลสเต พ้นประเทศ ยังสะท้อนปัญหาสิทธิมนุษยชนที่อาเซียนหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้จะยึดหลักไม่แทรกแซง แต่กระแสโลกาภิวัตน์ทำให้ประเด็นเหล่านี้ถูกจับตา

ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญ การดำเนินคดีของติมอร์-เลสเตเป็นก้าวสำคัญในการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ อาจเป็นแบบอย่างให้ประเทศอื่นในอาเซียนติดตาม หากเมียนมาไม่ปรับปรุง สถานการณ์อาจรุนแรงขึ้น

ติดตามข่าวสารการเมืองระหว่างประเทศและอาเซียนเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ที่มา – เมียนมาไล่ทูตติมอร์-เลสเต พ้นประเทศ ปมฟ้อง “อาชญากรรมสงคราม” สะเทือนอาเซียน

สหรัฐฯ คว่ำบาตรศาลอาญาระหว่างประเทศ ตอบโต้เพิ่ม

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศมาตรการตอบโต้ต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) โดยการสหรัฐฯ คว่ำบาตรศาลอาญาระหว่างประเทศและเพิ่มรายชื่อผู้พิพากษาและอัยการที่ถูกคว่ำบาตร

สหรัฐฯ คว่ำบาตรศาลอาญาระหว่างประเทศ ตอบโต้เพิ่ม

การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นเพื่อตอบโต้ที่ ICC เคยออกหมายจับนายกรัฐมนตรีอิสราเอล และเคยทำการสืบสวนเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ มองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรมและเป็นการคุกคามอำนาจอธิปไตยของชาติ

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมต่อผู้พิพากษา 2 คน และอัยการอีก 2 คนของ ICC การตอบโต้ครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่ศาล ICC ได้ออกหมายจับผู้นำอิสราเอล รวมถึงการสืบสวนที่เคยมีต่อเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ ในอดีต

นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า ศาล ICC ถือเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติ และถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำสงครามทางกฎหมาย โดยมีเป้าหมายเพื่อโจมตีสหรัฐฯ และอิสราเอล

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวล่าสุดของสหรัฐฯ ได้ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติ รวมถึงฝรั่งเศสและองค์การสหประชาชาติ โดยฝรั่งเศสได้เรียกร้องให้สหรัฐฯ ถอนมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าว ขณะที่ ICC เองก็ได้ออกมาแสดงความเสียใจต่อการตัดสินใจของสหรัฐฯ โดยระบุว่าเป็นการ “โจมตีอย่างโจ่งแจ้ง” ต่อความเป็นอิสระของสถาบันตุลาการ

ใครบ้างที่โดน สหรัฐฯ คว่ำบาตรศาลอาญาระหว่างประเทศ เพิ่ม?

เจ้าหน้าที่ ICC สี่คนที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรเพิ่มเติม ได้แก่ ผู้พิพากษานิโคลาส์ ยานน์ กียู (ชาวฝรั่งเศส), อัยการนาแชต ชามีม ข่าน (ชาวฟิจิ), อัยการมาเม มันดิอาเย เนียง (ชาวเซเนกัล) และผู้พิพากษาคิมเบอร์ลี โพรสต์ โดยทั้งสี่คนล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องในการทำคดีที่เชื่อมโยงกับสหรัฐฯ และอิสราเอล

ก่อนหน้านี้ ผู้พิพากษาของ ICC ได้ออกหมายจับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล, นายโยอาฟ กัลแลนต์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอล และนายอิบราฮิม อัล-มาสรี ผู้นำกลุ่มฮามาส เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว โดยตั้งข้อหาว่าได้ก่ออาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติระหว่างการทำสงครามในฉนวนกาซา

นอกจากนี้ ในเดือนมีนาคม 2563 อัยการของ ICC ยังได้เปิดการสืบสวนคดีในอัฟกานิสถาน ซึ่งรวมถึงการตรวจสอบความเป็นไปได้ที่จะมีการก่ออาชญากรรมโดยทหารอเมริกัน อย่างไรก็ตาม หลังจากปี 2564 ICC ได้ลดบทบาทของสหรัฐฯ ลง และมุ่งเน้นการสืบสวนคดีอาชญากรรมที่กระทำโดยรัฐบาลอัฟกันและทหารตาลีบันแทน

การตัดสินใจของสหรัฐฯ คว่ำบาตรศาลอาญาระหว่างประเทศครั้งนี้ นับเป็นการคว่ำบาตรรอบที่สองที่เกิดขึ้นในเวลาไม่ถึงสองสัปดาห์ โดยก่อนหน้านี้ รัฐบาลทรัมป์ได้ตัดสินใจคว่ำบาตรผู้พิพากษาของ ICC จำนวน 4 คน

ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ คือ การทำงานของทั้งศาลและสำนักงานอัยการอาจได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการจัดการคดีสำคัญต่างๆ รวมถึงข้อกล่าวหาที่ว่ารัสเซียได้ก่ออาชญากรรมสงครามในการรุกรานยูเครน

การตอบโต้ของสหรัฐฯ ต่อ ICC สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งที่ซับซ้อนในเวทีระหว่างประเทศ โดยมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตย ความรับผิดชอบต่ออาชญากรรมสงคราม และความเป็นอิสระของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ การแก้ไขความขัดแย้งนี้จึงต้องอาศัยการเจรจาและความเข้าใจซึ่งกันและกัน เพื่อรักษาไว้ซึ่งหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศและสันติภาพโลก

ที่มา – สหรัฐฯ ตอบโต้ศาลอาญาระหว่างประเทศ คว่ำบาตรผู้พิพากษา-อัยการเพิ่ม

Scroll to top