อินโดนีเซีย

เปิดใจไกด์นำทาง ภูเขาไฟดูโกโน เล่านาทีสยอง

คุณเคยสงสัยไหมว่าอุบัติเหตุภัยธรรมชาติที่คาดไม่ถึงจะเกิดขึ้นได้อย่างไร โดยเฉพาะกับนักท่องเที่ยวที่หลงใหลการผจญภัยสุดขีด ล่าสุดมีเรื่องราวสะเทือนขวัญจาก เปิดใจไกด์นำทาง ภูเขาไฟดูโกโน ที่กลายเป็นข่าวใหญ่ทั่วโลก ไกด์ท้องถิ่นผู้รอดชีวิตเล่านาทีภูเขาไฟปะทุอย่างกะทันหัน คร่าชีวิตนักท่องเที่ยว 3 ราย ท่ามกลางคำเตือนห้ามเข้าใกล้พื้นที่อันตราย เรื่องนี้ไม่เพียงเตือนใจเรื่องความเสี่ยง แต่ยังเผยให้เห็นความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของผู้เกี่ยวข้อง

เปิดใจไกด์นำทาง ภูเขาไฟดูโกโน: นาทีชีวิตที่ไม่อาจลืม

เรซา เซลัง ไกด์นำทางชาวอินโดนีเซีย วัยท้องถิ่นจากจังหวัดมาลูกูเหนือ ได้เปิดใจให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว BBC อย่างละเอียด เขายังคงภาพเหตุการณ์วันนั้นติดตา เห็นนักท่องเที่ยว 2 คนถูกก้อนหินขนาดยักษ์จากปากปล่องภูเขาไฟพุ่งชนต่อหน้าต่อตา “หัวใจฉันแตกสลาย ยังไม่อยากเชื่อว่ามันเกิดขึ้นจริง” เรซากล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ จนถึงตอนนี้เขายังรู้สึกผิดต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และวนเวียนกับคำถาม “ถ้าไม่รับงานนี้ ถ้าไม่ขึ้นเขา ทุกอย่างอาจไม่เกิด”

ภูเขาไฟดูโกโน: ภัยร้ายที่ซ่อนเร้น

ภูเขาไฟดูโกโน หรือ Mount Dukono ตั้งตระหง่านในเกาะฮาลมาเฮรา ประเทศอินโดนีเซีย เป็นภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่น ปะทุอย่างต่อเนื่องมากกว่า 200 ครั้งตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม 2567 ทางการยกระดับเตือนภัยเป็นระดับ 2 ห้ามประชาชนเข้าใกล้รัศมี 4 กิโลเมตร และระงับใบอนุญาตปีนเขาตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน พร้อมติดป้ายเตือนชัดเจน แต่กลุ่มนักเดินป่าทั้งสิงคโปร์และอินโดนีเซีย 20 คน ยังคงฝืนขึ้นไปพิชิตยอดเขา โดยมีเรซาเป็นไกด์

เรซายอมรับว่าเขาไม่ทราบคำสั่งห้ามอย่างเป็นทางการ ชาวบ้านท้องถิ่นที่ช่วยงานก็ไม่ได้แจ้ง ขณะที่เขาได้รับจ้างจากทิโมธี เฮง นักจัดทริปชาวสิงคโปร์ ธุรกิจนำเที่ยวของเรซาเคยพาคนขึ้นเขาลูกนี้หลายครั้งโดยไม่มีปัญหา แต่ครั้งนี้ต่างออกไป

ไทม์ไลน์นาทีสยอง ก่อนภูเขาไฟปะทุ

  • บ่ายวันพฤหัสบดี: กลุ่มเริ่มเดินทางขึ้นภูเขา ทุกอย่างปกติ ไม่มีควันหรือการสั่นสะเทือน
  • เช้าวันศุกร์: ถึงยอดเขา เรซาบินโดรนตรวจปล่อง ไม่พบความผิดปกติ นักเดินป่า 14 คน รวมทิโมธี เดินเข้าใกล้ปากปล่อง
  • 07:40 น.: เรซาบินโดรนอีกครั้ง เพียง 1 นาที ภูเขาไฟปะทุครั้งแรก มีควันพวยพุ่ง
  • 15-20 วินาทีต่อมา: ปะทุครั้งที่สอง พ่นหินร้อนและเถ้าถ่าน หินขนาดใหญ่ตกลงมาทั่วบริเวณ
  • ท่ามกลางความโกลาหล: ชาฮิน มูห์เรซ บิน อับดุล ฮามิด ชาวสิงคโปร์นอนบาดเจ็บ เรซาและทิโมธีรีบช่วยลากลง แต่ก้อนหินยักษ์ขนาด 2 เมตรพุ่งชนทั้งคู่ สิ้นชีพทันที

ผู้เสียชีวิตทั้งหมด 3 ราย ได้แก่ นักท่องเที่ยวสิงคโปร์ 2 คน (ชาฮินและทิโมธี) และชาวอินโดนีเซีย 1 คน ผู้รอดชีวิตได้รับการอพยพอย่างปลอดภัย เรซาช็อกหนัก ยืนนิ่ง 1 นาทีก่อนตั้งสติวิ่งลงแจ้งเจ้าหน้าที่ พร้อมมอบภาพโดรนเป็นหลักฐาน

ผลกระทบและบทเรียนจากเปิดใจไกด์นำทาง ภูเขาไฟดูโกโน

หลังเหตุการณ์ ทางการอินโดนีเซียปิดเส้นทางขึ้นภูเขาไฟดูโกโนอย่างไม่มีกำหนด และขู่ดำเนินคดีผู้ฝ่าฝืน ตำรวจสอบสวนความประมาทของผู้ประกอบการท่องเที่ยว เรซายืนยันว่ารู้ระดับเตือนภัย 2 แต่ไม่รู้คำสั่งห้ามชัดเจน เหตุการณ์นี้จุดประกายการถกเถียงเรื่องความรับผิดชอบในการท่องเที่ยวผจญภัย

บทเรียนสำคัญที่ได้จากโศกนาฏกรรมนี้:

  • เคารพคำเตือนจากหน่วยงานรัฐเสมอ แม้จะดูปกติแต่ภัยพิบัติเกิดกะทันหันได้
  • ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดก่อนเดินทาง โดยเฉพาะพื้นที่ภูเขาไฟ活跃
  • ผู้ประกอบการท่องเที่ยวต้องอัปเดตข้อมูลและแจ้งลูกค้าชัดเจน
  • เตรียมแผนฉุกเฉิน เช่น อุปกรณ์สื่อสารและเส้นทางอพยพ
  • อย่าประมาท แม้มีประสบการณ์มาก่อน

อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีภูเขาไฟมากที่สุดในโลกกว่า 120 ลูก การท่องเที่ยว ecotourism เติบโต แต่ความเสี่ยงสูง เรื่องราว เปิดใจไกด์นำทาง ภูเขาไฟดูโกโน เป็นเครื่องเตือนใจอันทรงพลัง

ในมุมมองของผม เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าความตื่นเต้นจากการผจญภัยต้องไม่มาพร้อมความประมาท นักเดินทางควร prioritize ความปลอดภัยเหนือทุกสิ่ง คุณเองล่ะ เคยเจอประสบการณ์ใกล้ชิดภัยธรรมชาติแบบนี้ไหม? แชร์เรื่องราวในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวต่างประเทศเพื่ออัปเดตข้อมูลท่องเที่ยวปลอดภัย!

ที่มา – เปิดใจไกด์นำทาง “ภูเขาไฟดูโกโน” เล่านาทีสยอง ก่อนภูเขาไฟปะทุคร่าชีวิตนักท่องเที่ยว 3 ราย

ภูเขาไฟอินโดนีเซียปะทุรุนแรง พ่นเถ้าถ่านสูง 10 กม. นักปีนเขาดับ 3 ศพ

เกิดเหตุ ภูเขาไฟอินโดนีเซียปะทุรุนแรง พ่นเถ้าถ่านสูง 10 กม. นักปีนเขาดับ 3 ศพ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ที่ภูเขาไฟ “ดูโกโน” บนเกาะมาลูกูเหนือ สร้างความสะเทือนใจให้กับนักท่องเที่ยวและชาวโลก ด้วยการปะทุอย่างรุนแรงที่พวยพุ่งเถ้าถ่านและควันสูงกว่า 10 กิโลเมตร แรงระเบิดยังพ่นหินภูเขาไฟกระจาย ทำให้เกิดความเสียหายรุนแรง

ภูเขาไฟอินโดนีเซียปะทุรุนแรง พ่นเถ้าถ่านสูง 10 กม. นักปีนเขาดับ 3 ศพ

จากรายงานของสำนักข่าวต่างประเทศ ภูเขาไฟดูโกโนปะทุในช่วงเช้าวันศุกร์ โดยกลุ่มนักปีนเขา 20 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวสิงคโปร์และอินโดนีเซีย ได้ฝ่าฝืนคำเตือนของทางการเข้าไปในเขตอันตรายใกล้ปล่องภูเขาไฟ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 รายทันที ภาพจากจุดเกิดเหตุเผยให้เห็นเมฆเถ้าถ่านหนาทึบปกคลุมท้องฟ้า ขณะที่แรงสั่นสะเทือนจากภายในภูเขายังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง

รายละเอียดผู้เสียชีวิตในเหตุภูเขาไฟปะทุ

  • ชายชาวสิงคโปร์ อายุ 27 ปี
  • ชายชาวสิงคโปร์ อายุ 30 ปี
  • หญิงชาวอินโดนีเซีย จากเมืองเทอร์นาเต

เจ้าหน้าที่สามารถอพยพนักปีนเขาส่วนใหญ่ลงจากภูเขาและส่งโรงพยาบาลได้แล้ว แต่ร่างผู้เสียชีวิตทั้ง 3 ยังติดค้างบนยอดเขา เนื่องจากภารกิจกู้ศพยากลำบากจากปะทุซ้ำ สภาพภูมิประเทศชันชัน และหินร้อนที่พุ่งออกมา นายเออร์ลิกสัน ปาซาริบู ผู้บัญชาการตำรวจเขตนอร์ทฮาลมาเฮรา ระบุว่าต้องหยุดปฏิบัติการชั่วคราวในช่วงค่ำ และจะกลับมาดำเนินการวันเสาร์

สาเหตุที่นำไปสู่โศกนาฏกรรม

พยานผู้รอดชีวิตซึ่งเป็นไกด์นำทางเล่าว่า ก่อนปะทุเขาได้ยินเสียงสั่นสะเทือนจากภายในภูเขา จึงรีบพานักท่องเที่ยวลงทันที และรอดหวุดหวิด แต่ยังเห็นนักปีนเขาบางกลุ่มอยู่ใกล้ขอบปล่องเพื่อถ่ายคลิปโดรน สำนักงานสำรวจภูเขาไฟอินโดนีเซียเคยเตือนภัยระดับ 2 จาก 4 ระดับ ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2567 ห้ามเข้าใกล้รัศมี 4 กิโลเมตรจากปล่อง เนื่องจากเสี่ยงต่อหิน เถ้าถ่าน ลาวา และปะทุฉับพลัน

อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีภูเขาไฟ活跃มากที่สุดในโลก ด้วยตำแหน่งบน “วงแหวนแห่งไฟแปซิฟิก” ทำให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้บ่อยครั้ง ภูเขาไฟดูโกโนเองเคยปะทุหลายหนในอดีต สร้างบทเรียนราคาแพงให้กับนักเดินทางทุกคน

เพื่อความปลอดภัย นักท่องเที่ยวควรเคารพคำเตือนจากเจ้าหน้าที่เสมอ โดยเฉพาะในพื้นที่ภูเขาไฟที่คาดเดาไม่ได้ ตรวจสอบระดับภัยล่วงหน้า ใช้ไกด์ที่มีประสบการณ์ และเตรียมอุปกรณ์ป้องกันเถ้าถ่าน หากคุณกำลังวางแผนทริปปีนเขา ลองศึกษาข้อมูลจากหน่วยงานท้องถิ่นให้ดี

  • ตรวจสอบระดับเตือนภัยก่อนเดินทาง
  • อย่าเข้าใกล้รัศมีอันตรายที่กำหนด
  • ฟังคำแนะนำจากไกด์นำทาง
  • เตรียมหน้ากากและเสื้อกันฝุ่น

เหตุการณ์ ภูเขาไฟอินโดนีเซียปะทุรุนแรง พ่นเถ้าถ่านสูง 10 กม. นักปีนเขาดับ 3 ศพ นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ความตื่นเต้นในการผจญภัยต้องมาก่อนความปลอดภัยเสมอ หากคุณมีประสบการณ์เดินทางในพื้นที่เสี่ยง แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย เพื่อให้เพื่อนนักเดินทางได้เรียนรู้

ที่มา – ภูเขาไฟอินโดนีเซียปะทุรุนแรง พ่นเถ้าถ่านสูง 10 กม. นักปีนเขาดับ 3 ศพ

ด่วน! ภูเขาไฟ “ดุโกโน” อินโดนีเซียปะทุ นักเดินป่าดับ 3 สูญหายอีก 10

ด่วน! ภูเขาไฟ “ดุโกโน” อินโดนีเซียปะทุ สร้างความสะเทือนใจให้กับนักเดินป่าและนักท่องเที่ยวทั่วโลก เมื่อเกิดเหตุการณ์รุนแรงที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และสูญหายอีก 10 คน เรื่องนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ที่ทุกคนให้ความสนใจ

ด่วน! ภูเขาไฟ “ดุโกโน” อินโดนีเซียปะทุ นักเดินป่าดับ 3 สูญหายอีก 10

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเช้าวันศุกร์ที่ผ่านมา ภูเขาไฟดุโกโน ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดนอร์ทฮาลมาเฮรา ทางตะวันออกของอินโดนีเซีย ได้ปะทุอย่างรุนแรง พ่นกลุ่มควันและเถ้าถ่านสูงขึ้นไปกว่า 10 กิโลเมตร พร้อมกับเสียงระเบิดดังสนั่น สร้างความตื่นตระหนกให้กับพื้นที่ใกล้เคียง

รายละเอียดผู้เสียชีวิตและสูญหาย

ตามรายงานของตำรวจจังหวัด ผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 คน ประกอบด้วยชาวต่างชาติ 2 คน และชาวอินโดนีเซียจากเมืองเทอร์นาเต 1 คน ขณะที่นักเดินป่าสูญหายอีก 10 คน โดยก่อนหน้านี้มีรายงานสูญหายถึง 20 คน ในนั้นมีชาวสิงคโปร์ถึง 9 คน สื่อท้องถิ่นคาดว่าผู้เสียชีวิต 2 รายอาจเป็นชาวสิงคโปร์ แต่ยังรอการยืนยันอย่างเป็นทางการ

ภูเขาไฟดุโกโนปะทุ

สำนักงานธรณีวิทยาอินโดนีเซียเตือนว่ากลุ่มควันเถ้าถ่านอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น ระบบทางเดินหายใจ และการเดินทางทางอากาศ แม้ตอนนี้ยังไม่มีเที่ยวบินที่ได้รับผลกระทบ แต่เจ้าหน้าที่ได้ระดมทีมกู้ภัย ตำรวจ และหน่วยค้นหาหลายสิบชีวิต เข้าพื้นที่ทันที

ประวัติและความอันตรายของภูเขาไฟดุโกโน

ภูเขาไฟดุโกโน เป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่ปะทุต่อเนื่องยาวนานที่สุดในอินโดนีเซีย ตั้งแต่ปี 1933 มันพ่นเถ้าถ่านและก๊าซซัลเฟอร์ออกมาอยู่เสมอ ระดับเตือนภัยปัจจุบันอยู่ที่ 3 จาก 4 ซึ่งถือว่าสูงมาก พื้นที่รอบปล่องถูกสั่งปิดตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน หลังตรวจพบกิจกรรมภูเขาไฟเพิ่มขึ้น แต่ยังมีนักเดินป่าลักลอบเข้าไป

เส้นทางเดินป่าไปยังดุโกโนนั้นยากลำบาก ต้องใช้เครื่องบิน เรือ รถยนต์ และเดินเท้าผ่านป่าทึบ สู่พื้นที่เถ้าถ่านและกำมะถันอันตราย

  • ปะทุเวลา 07.41 น. ตามเวลาท้องถิ่น
  • พ่นเถ้าถ่านสูง 10 กม.
  • สูญหายส่วนใหญ่เป็นชาวสิงคโปร์
  • ระดับเตือนภัยสูงสุดเกือบสุด
  • ห้ามเข้าใกล้พื้นที่รอบปล่อง

เหตุการณ์ด่วน! ภูเขาไฟ “ดุโกโน” อินโดนีเซียปะทุ นักเดินป่าดับ 3 สูญหายอีก 10 นี้ สร้างความสะเทือนใจให้ชาวอินโดนีเซียและสิงคโปร์ ครอบครัวผู้สูญหายกำลังเฝ้ารอข่าว ขณะที่ภารกิจกู้ภัยดำเนินต่อไปท่ามกลางความเสี่ยงสูง

จากประสบการณ์นี้ เราควรตระหนักถึงความสำคัญของการเดินทางท่องเที่ยวอย่างปลอดภัย โดยเฉพาะในพื้นที่ภูเขาไฟ ควรติดตามประกาศจากทางการเสมอ และเตรียมอุปกรณ์ป้องกันให้พร้อม หากคุณชื่นชอบการผจญภัย อย่าลืมตรวจสอบสภาพอากาศและระดับเตือนภัยก่อนออกเดินทาง

ติดตามข่าวอัปเดตล่าสุดเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ และแบ่งปันเพื่อเตือนภัยให้เพื่อนๆ ด้วยนะครับ

ที่มา – ด่วน! ภูเขาไฟ “ดุโกโน” อินโดนีเซียปะทุ นักเดินป่าดับ 3 สูญหายอีก 10

ดับแล้ว 15 ศพ รถไฟชนกันในอินโดนีเซีย ปธน.ส่งสืบหาสาเหตุ

ดับแล้ว 15 ศพ รถไฟชนกันในอินโดนีเซีย ปธน.ส่งสืบหาสาเหตุ เป็นข่าวเศร้าที่ทั่วโลกจับตามอง เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถไฟร้ายแรงบริเวณชานกรุงจาการ์ตา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 15 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 88 ราย ปฏิบัติการกู้ภัยใช้เวลานานกว่า 12 ชั่วโมงกว่าจะเสร็จสิ้น

ดับแล้ว 15 ศพ รถไฟชนกันในอินโดนีเซีย ปธน.ส่งสืบหาสาเหตุ

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อกลางดึกวันจันทร์ที่ 28 เมษายน 2569 รถไฟทางไกลขบวนหนึ่งพุ่งชนรถไฟชานเมืองที่จอดนิ่งอยู่บริเวณสถานีเบกาซี ติมูร์ (Bekasi Timur) ทางตะวันออกของกรุงจาการ์ตา ซากตู้โดยสารบิดเบี้ยวพังยับ เจ้าหน้าที่ต้องใช้เครื่องตัดถ่างช่วยเหลือผู้ประสบภัย

โมฮัมหมัด ชาฟีอี หัวหน้าสำนักงานค้นหาและกู้ภัยแห่งชาติ (Basarnas) ประกาศว่า “ทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว ไม่มีผู้หลงเหลือใต้ซากรถไฟ” ขณะที่อากัส ฮารีมูร์ตี ยูโดโยโน รัฐมนตรีอาวุโส ยืนยันยอดผู้เสียชีวิต 15 ศพ บาดเจ็บ 88 ราย

สาเหตุเบื้องต้นที่ทำให้เกิดดับแล้ว 15 ศพ รถไฟชนกันในอินโดนีเซีย

ฟราโนโต วิโบโว โฆษก KAI ผู้ให้บริการรถไฟ ระบุว่ารถแท็กซี่คันหนึ่งเฉี่ยวชนรถไฟชานเมืองที่จุดตัดทางรถไฟ ทำให้รถไฟต้องหยุดฉุกเฉิน จากนั้นรถไฟทางไกลจึงพุ่งชนตามมา สร้างความโกลาหลทันที

  • รถแท็กซี่เฉี่ยวชนจุดตัดทางรถไฟ
  • รถไฟชานเมืองหยุดนิ่งบนราง
  • รถไฟทางไกลไม่ทันเบรก พุ่งชนเต็มแรง
  • ขาดการเฝ้าระวังที่จุดตัดหลายแห่ง

บรรยากาศหลังเกิดเหตุเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เจ้าหน้าที่ตะโกนขอถังออกซิเจน รถพยาบาลจอดยาวเหยียด กองทัพ หน่วยดับเพลิง Basarnas และสภากาชาด ร่วมระดมกำลังช่วยเหลือ

การตอบสนองจากประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต

ประธานาธิบดีปราโบโว เดินทางเยี่ยมผู้บาดเจ็บที่โรงพยาบาลเบกาซี แสดงความเสียใจต่อญาติผู้เสียชีวิต และสั่งสืบสวนหาสาเหตุทันที นอกจากนี้ยังสั่งสร้างสะพานข้ามแยก จัดป้อมยามเฝ้าจุดตัด และปรับปรุงระบบความปลอดภัยโดยด่วน

ระบบรถไฟอินโดนีเซียเป็นเส้นทางสำคัญเชื่อมโยงประชากรนับล้าน แต่ปัญหาจุดตัดทางรถไฟที่ขาดการดูแลมักนำไปสู่อุบัติเหตุรุนแรง เหตุการณ์ดับแล้ว 15 ศพ รถไฟชนกันในอินโดนีเซียครั้งนี้ ชี้ให้เห็นช่องโหว่ที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังวางแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สร้างสะพานลอยและติดตั้งสัญญาณเตือนอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในอนาคต

เหตุการณ์นี้เตือนใจให้ทุกประเทศ โดยเฉพาะไทยที่ระบบรถไฟกำลังพัฒนา ต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยสูงสุด คุณคิดว่าอะไรคือกุญแจสำคัญในการป้องกันอุบัติเหตุรถไฟ? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ที่มา – ดับแล้ว 15 ศพ รถไฟชนกันในอินโดนีเซีย ปธน.ส่งสืบหาสาเหตุ

อินโดนีเซียรวบ 13 ผู้ต้องหา ทารุณกรรมเด็กในสถานรับเลี้ยง

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวที่ทำให้ใจสลายและโกรธแค้นมากๆ จากอินโดนีเซียเลยนะครับ อินโดนีเซียรวบ 13 ผู้ต้องหา ทารุณกรรมเด็กในสถานรับเลี้ยง Little Aresha ในเมืองยอกยาการ์ตา คลิปวงจรปิดหลุดออกมาเผยภาพเด็กเล็กๆ ที่อายุไม่ถึง 2 ขวบ ถูกมัดมือมัดเท้าด้วยเศษผ้า สวมแค่ผ้าอ้อม นอนกองกับพื้นเย็นๆ แบบนี้ใครเห็นก็ต้องช็อก!

อินโดนีเซียรวบ 13 ผู้ต้องหา ทารุณกรรมเด็กในสถานรับเลี้ยง

เรื่องนี้เริ่มจากอดีตพนักงานทนไม่ไหว รีบแจ้งตำรวจให้บุกตรวจค้นสถานรับเลี้ยงเด็กที่ดูหรูหรา มีแอร์เย็นฉ่ำ ของเล่นเพียบ แต่เบื้องหลังน่าขยะแขยงมาก ตำรวจบุกเจอเด็กกว่า 50 จาก 103 คน เป็นเหยื่อทารุณกรรมทั้งทำร้ายร่างกายและละเลย ไม่ให้อาบน้ำ ไม่เปลี่ยนเสื้อผ้า แถมยังขังเด็ก 20 คนไว้ในห้องแคบๆ ขนาดแค่ 3×3 เมตร!

ผู้ต้องหา 13 คน ประกอบด้วยพี่เลี้ยง 11 คน ครูใหญ่ และประธานมูลนิธิ อ้างว่า “กลัวเด็กกวนกัน” เลยต้องมัดไว้ แถมบอกว่าขาดคน ไม่มีเวลาอาบน้ำให้เด็ก ซึ่งฟังแล้วยิ่งน่าเกลียดเข้าไปใหญ่ สถานนี้ยังเปิดโดยไม่มีใบอนุญาตด้วย ทางการสั่งปิดถาวรแล้ว และตั้งข้อหาตามกฎหมายคุ้มครองเด็ก จ่อจำคุกสูงสุด 5 ปี ปรับ 100 ล้านรูเปียห์ (ราว 1.88 แสนบาท)

เรื่องราวสะเทือนใจจากผู้ปกครอง

คุณพ่อนูร์มัน วินดาร์โต เล่าว่าลูกชายวัย 2 ขวบถูกมัดมือเท้า หัวใจแทบสลาย ภรรยาร้องไห้โฮ เขาจ่ายค่าเลี้ยงเดือนละ 1.1 ล้านรูเปียห์ (ราว 2,300 บาท) แต่ลูกเคยมีรอยช้ำบ่อย สถานบอกว่าเล่นกัน ลูกชายยังปอดบวมเข้าโรงพยาบาลหลายรอบ คงเพราะนอนพื้นเย็นๆ แบบนั้น ผู้ปกครองหลายคนหลงเชื่อเพราะภาพลักษณ์ดี สุภาพ เคร่งศาสนา แต่เด็กกลับหวาดกลัว ร้องไห้หนักทุกครั้งไปสถาน

  • เด็กถูกมัดมือเท้าด้วยเศษผ้า ปล่อยนอนพื้น
  • ขังรวมกันในห้องแคบๆ 20 คน
  • ขาดการดูแลพื้นฐาน เช่น อาบน้ำ เปลี่ยนผ้าอ้อม
  • บางรายมีรอยช้ำ ป่วยบ่อยจากสภาพแวดล้อม

นี่ไม่ใช่เคสแรกนะครับ ปี 2024 มีศูนย์ในเดป็อกโดนจับคลิปทารุณเด็กเหมือนกัน KPAI (คณะกรรมการคุ้มครองเด็กอินโด) เผยว่าจาก 3,000 ศูนย์ทั่วประเทศ มีใบอนุญาตน้อยมาก เพียง 20% ในบางเมืองเท่านั้น นายกเทศมนตรีฮัสโต วาร์โดโย สัญญาจะตรวจสอบศูนย์อื่นๆ และรณรงค์ให้ประชาชนเลือกที่ถูกกฎหมาย

บทเรียนสำหรับผู้ปกครองทั่วโลก

กรณี อินโดนีเซียรวบ 13 ผู้ต้องหา ทารุณกรรมเด็กในสถานรับเลี้ยง นี้เตือนใจเราทุกคน โดยเฉพาะพ่อแม่ที่ต้องฝากลูกไว้สถานรับเลี้ยง อย่าดูแค่ภาพลักษณ์สวยงาม ต้องเช็กใบอนุญาต ถามรีวิวจริงจากผู้ปกครองเก่า สังเกตอาการลูก ถ้าเหม่อลอย กลัวเกินเหตุ หรือมีรอยแปลกๆ ต้องสอบถามทันที ถ้าพบพิรุธ รีบแจ้งเจ้าหน้าที่เลยครับ

ในมุมมองผม มันน่าเศร้าที่สถานที่ควรปลอดภัยกลับกลายเป็นนรกเด็กน้อย สังคมต้องเข้มงวดกว่านี้ เพื่อปกป้องอนาคตของชาติ ฝากแชร์ข่าวนี้ให้เพื่อนๆ พ่อแม่รู้ เพื่อกันไม่ให้เกิดซ้ำนะครับ สนใจข่าวต่างประเทศแบบนี้ ติดตามบล็อกเราไว้เลย!

ที่มา – อินโดนีเซียรวบ 13 ผู้ต้องหา ทารุณกรรมเด็กในสถานรับเลี้ยง มัดมือเท้า-ขังห้องแคบ จ่อคุก 5 ปี

รถไฟชนประสานงา ที่ชานกรุงจาการ์ตา ดับแล้ว 4 ศพเจ็บหลายสิบ

รถไฟชนประสานงา ที่ชานกรุงจาการ์ตา ดับแล้ว 4 ศพเจ็บหลายสิบ สร้างความสะเทือนใจให้กับประชาชนในอินโดนีเซีย เมื่อเกิดอุบัติเหตุรุนแรงครั้งนี้ขึ้นในพื้นที่ชานเมืองเบกาซี ซึ่งเป็นย่านปริมณฑลที่พลุกพล่าน

รถไฟชนประสานงา ที่ชานกรุงจาการ์ตา ดับแล้ว 4 ศพเจ็บหลายสิบ

เหตุการณ์รถไฟชนประสานงา ที่ชานกรุงจาการ์ตา ดับแล้ว 4 ศพเจ็บหลายสิบ เกิดขึ้นเมื่อกลางดึกวันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2569 บริเวณสถานีรถไฟเบกาซี รถไฟขบวนระยะสั้นพุ่งชนท้ายรถไฟขบวนทางไกล ทำให้ซากรถไฟกระจัดกระจาย ผู้โดยสารจำนวนมากได้รับบาดเจ็บสาหัส เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องเร่งมือช่วยเหลือ

นางคารินา อะแมนดา โฆษกบริษัทผู้ให้บริการรถไฟ เปิดเผยกับ Reuters ว่า “เรากำลังมุ่งเน้นการอพยพผู้โดยสารและพนักงาน โดยใช้เครื่องมือตัดเหล็กเพื่อช่วยคนที่ติดค้างในซากรถ” ขณะที่นางแอน เพอร์บา โฆษกการรถไฟอินโดนีเซีย รายงานว่ามีผู้เสียชีวิต 4 ราย และบาดเจ็บ 38 รายที่ถูกส่งโรงพยาบาลแล้ว

รายละเอียดการช่วยเหลือผู้ประสบภัย

ทีมกู้ภัยจากหน่วยงานต่างๆ ร่วมปฏิบัติการอย่างเต็มที่ โดยนายซุฟมี ดาสโก อาหมัด รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่ายังมีผู้ติดอยู่ในซากรถอีก 6-7 คน การดำเนินการอาจทำให้ยอดผู้เสียหายเพิ่มขึ้น แต่ทุกฝ่ายตั้งใจให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว

  • ผู้เสียชีวิต: อย่างน้อย 4 ราย
  • ผู้บาดเจ็บ: 38 ราย ส่งโรงพยาบาลแล้ว
  • ผู้ติดค้าง: 6-7 ราย กำลังช่วยเหลือ
  • จุดเกิดเหตุ: สถานีเบกาซี ชานกรุงจาการ์ตา

สาเหตุเบื้องต้นของรถไฟชนประสานงา ที่ชานกรุงจาการ์ตา

จนถึงตอนนี้ สาเหตุยังไม่แน่ชัด นายอาเซป เอดี ซูเฮรี ผู้บัญชาการตำรวจกรุงจาการ์ตา ยืนยันว่าการสอบสวนกำลังดำเนินไป บางแหล่งข่าวคาดว่าระบบสัญญาณล้มเหลวหรือความผิดพลาดของผู้ควบคุม แต่ต้องรอผลอย่างเป็นทางการ

อุบัติเหตุรถไฟในอินโดนีเซียไม่ใช่ครั้งแรกที่สร้างความสูญเสียใหญ่หลวง ระบบรางที่เก่าแก่และการจราจรหนาแน่นเป็นปัจจัยเสี่ยงหลัก ประชาชนในพื้นที่เบกาซีต้องเผชิญกับความโกลาหล การจราจรรถไฟหยุดชะงัก ส่งผลกระทบต่อการเดินทางของผู้คนนับพัน

เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานรถไฟ โดยเฉพาะในเขตชานเมืองที่ประชากรหนาแน่น รัฐบาลอินโดนีเซียควรเร่งลงทุนในเทคโนโลยีตรวจจับอัตโนมัติและระบบเบรกฉุกเฉิน เพื่อป้องกันโศกนาฏกรรมในอนาคต

ผลกระทบและบทเรียนจากเหตุการณ์

นอกจากความสูญเสียทางชีวิตแล้ว รถไฟชนประสานงา ที่ชานกรุงจาการ์ตา ยังทำให้บริการรถไฟทั้งสายล่าช้ากว่า 24 ชั่วโมง ผู้โดยสารต้องหันไปใช้รถบัสและแท็กซี่แทน สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่พึ่งพารถไฟเป็นหลัก

จากสถิติ อุบัติเหตุรถไฟในอินโดนีเซียเกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่มาจากปัญหาบำรุงรักษาและการฝึกอบรมบุคลากร ข้อมูลจากองค์การขนส่งระหว่างประเทศระบุว่าอินโดนีเซียมีอัตราการเกิดอุบัติเหตุรถไฟสูงกว่าค่าเฉลี่ยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เพื่อความปลอดภัย เราแนะนำให้ผู้โดยสารตรวจสอบข่าวสารล่าสุดก่อนเดินทาง และสนับสนุนนโยบายปรับปรุงระบบขนส่งสาธารณะ ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ไทยรัฐต่างประเทศ

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความปลอดภัยต้องมาก่อน หากคุณมีประสบการณ์เดินทางด้วยรถไฟในต่างประเทศ แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อแลกเปลี่ยนบทเรียนกันเถอะ

ที่มา – รถไฟชนประสานงา ที่ชานกรุงจาการ์ตา ดับแล้ว 4 ศพเจ็บหลายสิบ

อินโดนีเซียยืนยัน จะไม่เก็บค่าผ่านช่องแคบมะละกา

อินโดนีเซียยืนยัน จะไม่เก็บค่าผ่านช่องแคบมะละกา หลังจากที่มีข่าวลือและข้อเสนอจากรัฐมนตรีคลังที่จุดประกายความสนใจจากทั่วโลก ช่องแคบมะละกาเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่คับคั่งที่สุดในโลก โดยผ่านสินค้ามูลค่ามหาศาลกว่า 80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวัน ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ

อินโดนีเซียยืนยัน จะไม่เก็บค่าผ่านช่องแคบมะละกา ด้วยเหตุผลหลักจากกฎหมายระหว่างประเทศ

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 นายซูกิโอโน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอินโดนีเซีย ได้ออกมาประกาศชัดเจนในกรุงจาการ์ตาว่า อินโดนีเซียจะไม่เก็บค่าผ่านทางจากเรือที่แล่นผ่านช่องแคบมะละกา แม้จะมีข้อเสนอจากนายปูร์บายา ยูดี ซาเดวา รัฐมนตรีคลังที่ได้รับแรงบันดาลใจจากอิหร่านกับช่องแคบฮอร์มุซก็ตาม

เหตุผลหลักคือการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ซึ่งอินโดนีเซียในฐานะรัฐหมู่เกาะยึดถืออย่างเคร่งครัด นายซูกิโอโนย้ำว่า “จุดยืนของอินโดนีเซียคือการเคารพ UNCLOS ที่รับรองสถานะของเรา ตราบใดที่เราไม่เก็บค่าผ่านทางในช่องแคบภายในอาณาเขต”

พื้นหลังของข้อเสนอเก็บค่าผ่านทางช่องแคบมะละกา

ข้อเสนอดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงวันก่อนหน้านี้ โดยรัฐมนตรีคลังอ้างถึงคำสั่งของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ที่ต้องการให้อินโดนีเซียเป็น “ผู้เล่นหลัก” ในเศรษฐกิจโลก แต่รัฐมนตรีต่างประเทศรีบยืนยันทันทีเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด

ช่องแคบมะละกาตั้งอยู่ระหว่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ เป็นประตูสู่ทะเลจีนใต้และอินเดีย มีความยาวกว่า 800 กิโลเมตร และกว้างสุด 370 กิโลเมตร กว่า 25% ของการค้าทางทะเลโลกผ่านที่นี่ ทำให้การเก็บค่าผ่านทางอาจกระทบห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก

  • UNCLOS กำหนดเสรีภาพการเดินเรือ: อนุญาตให้เรือทุกชาติผ่านช่องแคบได้โดยไม่เสียค่าผ่านทาง
  • ผลกระทบทางเศรษฐกิจ: การเก็บค่าอาจเพิ่มต้นทุนน้ำมันและสินค้า ส่งผลต่อราคาสินค้าผู้บริโภค
  • ความร่วมมือภูมิภาค: สิงคโปร์ยืนยันผ่าน ดร.วิเวียน บาลากฤษนัน ว่ามีกลไกความร่วมมือระหว่าง 3 ประเทศในการรักษาเส้นทางเปิด
  • ตัวอย่างจากอิหร่าน: ช่องแคบฮอร์มุซถูกขู่เก็บค่าท่ามกลางความตึงเครียด แต่ช่องแคบมะละกาแตกต่างเพราะเป็นเส้นทางสันติ

ดร.วิเวียนกล่าวว่า “เราไม่เก็บค่าผ่านทาง เพราะเราพึ่งพาการค้า และการเปิดกว้างคือผลประโยชน์ร่วม” สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของอาเซียนในการส่งเสริมเสรีภาพการเดินเรือ

ความสำคัญของช่องแคบมะละกาต่อเศรษฐกิจโลกและไทย

สำหรับประเทศไทย ช่องแคบมะละกาเป็นเส้นทางหลักในการส่งออกสินค้าไปเอเชียและยุโรป หากมีการเก็บค่าผ่านทาง ค่าขนส่งจะพุ่งสูง ส่งผลต่อ GDP และเงินเฟ้อ ผู้ประกอบการไทยควรติดตามสถานการณ์นี้ใกล้ชิด

นอกจากนี้ อินโดนีเซียยังเน้นย้ำถึงการสนับสนุนเส้นทางเดินเรือที่เสรี เป็นกลาง และเกื้อกูลกัน เพื่อประโยชน์ของประเทศคู่ค้า “อินโดนีเซียไม่อยู่ในจุดที่จะเก็บค่าผ่านทาง” นายซูกิโอโนสรุปชัดเจน

ในมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจนี้เป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงความรับผิดชอบของอินโดนีเซียต่อชุมชนระหว่างประเทศ ช่วยรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองติดตามเพิ่มเติมที่นี่ เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด

สุดท้าย การเคารพ UNCLOS ไม่เพียงป้องกันความขัดแย้ง แต่ยังเสริมสร้างภาพลักษณ์อินโดนีเซียในเวทีโลก คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย!

ที่มา – อินโดนีเซียยืนยัน จะไม่เก็บค่าผ่านช่องแคบมะละกา

อินโดนีเซียเสนอเก็บค่าผ่านช่องแคบมะละกา สิงคโปร์ค้าน

อินโดนีเซียเสนอเก็บค่าผ่าน “ช่องแคบมะละกา” สร้างความฮือฮาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รัฐมนตรีคลังอินโดนีเซียมองว่านี่คือโอกาสยกระดับประเทศจากรัฐริมทางสู่ผู้เล่นหลักในเศรษฐกิจโลก แต่สิงคโปร์และมาเลเซียออกมาคัดค้านทันที โดยยืนยันต้องรักษาเสรีภาพการเดินเรือตามกฎหมายสากล

อินโดนีเซียเสนอเก็บค่าผ่านช่องแคบมะละกา แรงบันดาลใจจากอิหร่าน

นายปูร์บายา ยูดี ซาเดวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอินโดนีเซีย เสนอแนวคิดนี้ระหว่างการสัมมนาในกรุงจาการ์ตา โดยชี้ว่าอินโดนีเซียตั้งอยู่บนเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญ แต่เรือสินค้าผ่านไปมาฟรี ซึ่งไม่สมเหตุสมผล เขาได้รับแรงบันดาลใจจากอิหร่านที่วางแผนเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

แนวคิดนี้สอดคล้องกับนโยบายประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ที่ต้องการให้อินโดนีเซียเป็นผู้เล่นหลักในเวทีโลก หากอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ร่วมมือกัน จะสร้างรายได้มหาศาลจากปริมาณเรือที่ผ่านช่องแคบกว่า 80,000 ลำต่อปี คิดเป็น 40% ของการค้าทางทะเลทั่วโลกและ 80% ของน้ำมันที่ส่งไปจีน

ช่องแคบมะละกา: เส้นเลือดใหญ่ของการค้าโลก

ช่องแคบมะละกาเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่คับคั่งที่สุด มีความยาว 900 กิโลเมตร เชื่อมมหาสมุทรอินเดียกับทะเลจีนใต้ สินค้ามูลค่ากว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐผ่านที่นี่每年 อินโดนีเซียควบคุมน่านน้ำส่วนใหญ่ แต่ไม่สามารถตัดสินใจฝ่ายเดียว เนื่องจากเกี่ยวข้องกับมาเลเซียและสิงคโปร์

รัฐมนตรีปูร์บายากล่าวว่า “เราต้องคิดแบบรุก ไม่ใช่ตั้งรับ” แต่ยอมรับว่าต้องทำอย่างรอบคอบ หากแบ่งพื้นที่อาจง่าย แต่ความจริงซับซ้อน

สิงคโปร์-มาเลเซียค้านอินโดนีเซียเสนอเก็บค่าผ่านช่องแคบมะละกา

นายวิเวียน บาลากริชนัน รัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์ ระบุชัดว่าช่องแคบต้องเปิดกว้างสำหรับทุกคน ไม่สนับสนุนการเรียกเก็บ “ค่าต๋ง” หรือจำกัดการเดินเรือ สิทธิในการสัญจรผ่านแดน (Right of transit passage) ได้รับการคุ้มครองโดยอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐาน ไม่ใช่เอกสิทธิ์ที่ต้องจ่ายเงิน

มาเลเซียเองก็ส่งสัญญาณค้านเช่นกัน โดยมองว่าการเก็บค่าผ่านทางอาจกระทบการค้าทั่วโลก สร้างความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ เนื่องจากสิงคโปร์เป็นท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดอันดับสองของโลก รองจากเซี่ยงไฮ้

ข้อดี-ข้อเสียของการเก็บค่าผ่านทาง

  • ข้อดี: สร้างรายได้ให้ประเทศชายฝั่ง ช่วยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและความมั่นคงทางทะเล
  • ข้อเสีย: อาจเพิ่มต้นทุนสินค้า ส่งผลให้ราคาน้ำมันและสินค้าสูงขึ้นทั่วโลก นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างประเทศ
  • กระทบต่อห่วงโซ่อุปทานเอเชีย โดยเฉพาะจีน อินเดีย และยุโรป
  • เสี่ยงถูกคว่ำบาตรจากนานาชาติ หากขัด UNCLOS

แม้อินโดนีเซียยืนยันว่านี่เป็นเพียงแนวคิดเริ่มต้น แต่การผลักดันจริงต้องหารือกับเพื่อนบ้านและพิจารณาผลกระทบ นักวิเคราะห์มองว่าข้อเสนอนี้สะท้อนความทะเยอทะยานของอินโดนีเซียในยุคปราโบโว ที่ต้องการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและตำแหน่งยุทธศาสตร์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ในมุมมองผู้เขียน ข้อเสนออินโดนีเซียเสนอเก็บค่าผ่านช่องแคบมะละกา อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หากเกิดขึ้นจริงจะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกอย่างกว้างขวาง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือเพื่อไม่ให้กลายเป็นประเด็นพิพาท คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตเศรษฐกิจ-การเมืองนานาชาติกับเราต่อไป

ที่มา – อินโดนีเซียเสนอเก็บค่าผ่าน “ช่องแคบมะละกา” สิงคโปร์-มาเลเซียค้านต้องคงเสรีภาพการเดินเรือ

อินโดนีเซียผ่านกฎหมายคุ้มครอง “แรงงานทำงานบ้าน” หลังต่อสู้นาน 22 ปี

อินโดนีเซียผ่านกฎหมายคุ้มครอง “แรงงานทำงานบ้าน” หลังต่อสู้นาน 22 ปี ถือเป็นข่าวดีที่สร้างแรงบันดาลใจให้ทั่วโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แรงงานกลุ่มนี้กว่า 4.2 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง กำลังจะได้รับสิทธิพื้นฐานที่พวกเขารอคอยมานาน ไม่ว่าจะเป็นประกันสังคม วันหยุด และค่าจ้างที่เป็นธรรม นอกจากนี้ยังแบนการใช้แรงงานเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีอย่างเด็ดขาด

อินโดนีเซียผ่านกฎหมายคุ้มครอง “แรงงานทำงานบ้าน” หลังต่อสู้นาน 22 ปี

รัฐสภาอินโดนีเซียเพิ่งให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานทำงานบ้าน (PPRT) ซึ่งเริ่มผลักดันตั้งแต่ปี 2004 หรือ 22 ปีเต็ม กฎหมายนี้จะเปลี่ยนสถานะของแรงงานทำความสะอาด ทำอาหาร และดูแลบ้าน จาก “คนรับใช้” ที่ไร้สิทธิ มาเป็น “แรงงาน” ที่มีกฎหมายคุ้มครองเต็มรูปแบบ แรงงานกว่า 90% เป็นผู้หญิงที่มักถูกเอาเปรียบ ไม่มีวันหยุด ไม่มีประกัน และเสี่ยงต่อความรุนแรง

อาเจง อัสตูติ แรงงานทำบ้านคนหนึ่ง กล่าวด้วยความยินดีว่า “มันเหมือนความฝันเลยค่ะ นี่คือผลจากการต่อสู้ 22 ปีของพวกเราผู้หญิงที่ถูกละเลย เพื่อสิทธิพื้นฐานเหล่านี้”

สิทธิประโยชน์หลักจากกฎหมายใหม่

กฎหมายฉบับนี้กำหนดมาตรฐานชัดเจนสำหรับการจ้างงานทั้งแบบตรงและผ่านเอเจนซี่ โดยห้ามหักค่าธรรมเนียมจากค่าจ้างแรงงาน และรัฐจะสนับสนุนการฝึกอบรมวิชาชีพ นี่คือสิทธิสำคัญที่แรงงานจะได้รับ:

  • ประกันสุขภาพและเงินบำนาญ: ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลและสวัสดิการหลังเกษียณ
  • วันหยุดพักผ่อน: กำหนดวันหยุดอย่างเป็นทางการ ไม่ให้ทำงาน 24 ชั่วโมง
  • ค่าจ้างขั้นต่ำที่เป็นธรรม: ปรับตามมาตรฐานแรงงานทั่วไป
  • สัญญาจ้างชัดเจน: ระบุหน้าที่ สิทธิ และการบอกลา
  • แบนแรงงานเด็ก: ห้ามจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีเด็ดขาด

นายอาเฟรียนสยาห์ นูร์ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า “กฎหมายนี้คือรากฐานของความยุติธรรมและมนุษยธรรม” ขณะที่นายสุพราตมัน อันดี อักตัส รัฐมนตรีกระทรวงกฎหมาย เสริมว่า “เพื่อความมั่นคงทางกฎหมาย ป้องกันการเอารัดเอาเปรียบและล่วงละเมิด” อย่างไรก็ตาม หน่วยงานมีเวลา 1 ปีในการออกกฎปฏิบัติจริง

ความท้าทายที่เหลืออยู่

แม้จะเป็นก้าวสำคัญ แต่กลุ่ม Jala PRT เตือนว่าการเปลี่ยนทัศนคติของนายจ้างคืออุปสรรคใหญ่ จากปี 2021-2024 มีรายงานความรุนแรงกว่า 3,300 กรณี ทั้งทางกายและใจ ปี 2023 ที่จาการ์ตา มีผู้ต้องหา 9 คน รวมหญิงชรา 70 ปี ถูกจำคุก 4 ปี ข้อหาทำร้ายแรงงานด้วยการทุบตี เผาบุหรี่ และล่ามโซ่

อินโดนีเซียกำลังรณรงค์ให้ความรู้สาธารณะ เพื่อให้นายจ้างเข้าใจหน้าที่ หากไม่มี ก็อาจเกิดปัญหาใหม่ การต่อสู้นี้ไม่ใช่แค่ชัยชนะของแรงงานอินโด แต่เป็นแบบอย่างให้ประเทศอื่น โดยเฉพาะไทยที่ยังมีปัญหาคล้ายกันในแรงงานบ้าน

สุดท้าย กฎหมายนี้พิสูจน์ว่าความอดทนและการรวมตัวสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้ คุณคิดอย่างไรกับสิทธิแรงงานทำบ้านในไทย? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และช่วยกระจายข่าวนี้เพื่อสร้างแรงบันดาลใจกันเถอะ!

ที่มา – อินโดนีเซียผ่านกฎหมายคุ้มครอง “แรงงานทำงานบ้าน” หลังต่อสู้นาน 22 ปี

Scroll to top