อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์

สส.ปชน. เสนอ 5 แนวทาง เร่งยกระดับระบบความปลอดภัยไซเบอร์ ลดเสี่ยงข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล

ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลเปรียบเสมือนทรัพย์สินที่มีค่าที่สุด การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลภาครัฐกลายเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ล่าสุด นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ และนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.พรรคประชาชน ได้ออกมานำเสนอ สส.ปชน. เสนอ 5 แนวทาง เร่งยกระดับระบบความปลอดภัยไซเบอร์ ลดเสี่ยงข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล เพื่อจัดการปัญหาข้อมูลรั่วไหลที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในขณะนี้

สส.ปชน. เสนอ 5 แนวทาง เร่งยกระดับระบบความปลอดภัยไซเบอร์ ลดเสี่ยงข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล

ปัญหาข้อมูลรั่วไหลจากหน่วยงานภาครัฐมักไม่ได้เกิดจากการเจาะระบบโดยตรง แต่เกิดจากระบบที่ล้าสมัยและการจัดการรหัสผ่านที่ไม่รัดกุม สส.ปชน. เสนอ 5 แนวทาง เร่งยกระดับระบบความปลอดภัยไซเบอร์ ลดเสี่ยงข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล โดยเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ได้แก่:

  • การบังคับรีเซ็ตรหัสผ่านใหม่ทั้งหมดสำหรับหน่วยงานที่พบความเสี่ยง
  • การให้ สกมช. ทำการตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัย (Security Audit) ระบบไอทีภาครัฐทั้งหมด
  • การนำกฎหมาย PDPA มาบังคับใช้กับหน่วยงานภาครัฐอย่างจริงจังและเท่าเทียมกับภาคเอกชน

แนวทางการแก้ปัญหาในระยะกลางและระยะยาว

นอกจากมาตรการเร่งด่วนแล้ว นายภาวุธยังได้เสนอแนวทางเชิงโครงสร้าง เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในระยะยาว เช่น การใช้ระบบการยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (Multi-Factor Authentication) การใช้แอปพลิเคชันกลางอย่าง ThaID เพื่อลดการเก็บข้อมูลซ้ำซ้อน รวมถึงการเปิดรับแนวคิด “Bug Bounty” เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญร่วมตรวจสอบช่องโหว่ของระบบโดยได้รับรางวัลตอบแทน

การผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นเรื่องเร่งด่วน หากภาครัฐยังคงใช้ระบบเดิมที่ขาดการดูแล ข้อมูลของประชาชนจะยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้น การที่ สส.ปชน. เสนอ 5 แนวทาง เร่งยกระดับระบบความปลอดภัยไซเบอร์ ลดเสี่ยงข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการใช้บริการภาครัฐผ่านช่องทางดิจิทัล

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะรับข้อเสนอนี้ไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพราะความปลอดภัยของข้อมูลประชาชนรอไม่ได้ และมาตรฐานความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เข้มแข็งคือรากฐานของรัฐบาลดิจิทัลที่มีคุณภาพ

ที่มา – สส.ปชน. เสนอ 5 แนวทาง เร่งยกระดับระบบความปลอดภัยไซเบอร์ ลดเสี่ยงข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล

ปชน. เปิดวงถกร่าง พ.ร.บ.เกม ดันสู่สภาฯ มุ่งปลดล็อกศักยภาพ ศก.สร้างสรรค์ไทย

เชื่อว่าเพื่อนๆ เกมเมอร์และคนในสายงานนี้หลายคนต้องตื่นเต้นแน่นอนครับ เมื่อล่าสุดพรรคประชาชนได้เดินหน้าจัดวงสนทนาเพื่อผลักดัน ปชน. เปิดวงถกร่าง พ.ร.บ.เกม ดันสู่สภาฯ มุ่งปลดล็อกศักยภาพ ศก.สร้างสรรค์ไทย อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อหวังจะเปลี่ยนอุตสาหกรรมเกมไทยให้ไปไกลระดับโลก

ปชน. เปิดวงถกร่าง พ.ร.บ.เกม ดันสู่สภาฯ มุ่งปลดล็อกศักยภาพ ศก.สร้างสรรค์ไทย

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่มีตัวแทนจากภาคนักพัฒนา ผู้จัดจำหน่าย และวงการอีสปอร์ตมาร่วมระดมสมอง โดยเป้าหมายหลักคือการทำให้ประเทศไทยกลายเป็นฮับของอุตสาหกรรมเกมอันดับ 1 ในอาเซียนให้ได้ครับ ซึ่งการเคลื่อนไหวผ่าน ปชน. เปิดวงถกร่าง พ.ร.บ.เกม ดันสู่สภาฯ มุ่งปลดล็อกศักยภาพ ศก.สร้างสรรค์ไทย ครั้งนี้ มีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจเพียบเลยครับ

รายละเอียดและทิศทางของร่างกฎหมาย

ร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้มองแค่เรื่องความบันเทิง แต่เน้นเรื่องระบบนิเวศเศรษฐกิจแบบครบวงจร โดยแบ่งแนวทางปฏิบัติออกเป็น 5 เสาหลัก ดังนี้ครับ:

  • การสร้างคนและไอเดีย: ปรับหลักสูตรการศึกษาและสนับสนุนทุนวิจัย เพื่อให้นักพัฒนาเกมไทยสามารถสร้าง IP ของตัวเองไปสู้กับตลาดโลกได้
  • ยกระดับ E-sport: สร้างศูนย์กลางอีสปอร์ตทั่วประเทศ พร้อมสนับสนุนลีกการแข่งขันที่จริงจัง
  • คุ้มครองวิชาชีพ: จัดระบบสัญญาจ้างที่ยุติธรรม เพิ่มความมั่นคงให้กับคนทำงานในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
  • จัดตั้งกองทุน: มีระบบสนับสนุนเงินทุนให้กับผู้ประกอบการและนักพัฒนาอิสระ
  • คุ้มครองผู้บริโภค: ใช้ระบบตรวจสอบตนเองที่ปลอดภัย ป้องกันปัญหาสำหรับเยาวชนและสร้างความมั่นใจในการจ่ายเงิน

สิ่งที่ผมรู้สึกว่าดีมากคือแนวคิดที่มองว่า “กฎหมายควรส่งเสริมแทนที่จะตีกรอบ” ซึ่งนี่คือสิ่งที่อุตสาหกรรมเกมไทยรอคอยมานานครับ การเปิดกว้างให้คนทำงานได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่จะเป็นปุ่มกดดันให้เศรษฐกิจไทยพุ่งทะยานแน่นอน

สุดท้ายนี้ ผมมองว่าหากร่าง พ.ร.บ. นี้สำเร็จ นี่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เม็ดเงินมหาศาลจากการเล่นเกมหมุนเวียนอยู่ภายในประเทศ แทนที่จะไหลออกไปนอกประเทศเพียงอย่างเดียวครับ เรามาจับตาดูกันว่าเมื่อเข้าสู่สภาจริงๆ แล้ว รายละเอียดจะถูกขับเคลื่อนอย่างไร แต่ก็นับว่าเป็นสัญญาณบวกที่น่าชื่นชมที่สุดในเวลานี้เลยครับ

ที่มา – ปชน. เปิดวงถกร่าง พ.ร.บ.เกม ดันสู่สภาฯ มุ่งปลดล็อกศักยภาพ ศก.สร้างสรรค์ไทย

ปชน. รุมขยี้งบปี 2570 เหน็บเป้าหมาย AI แฝงงบประมาณ

ปชน. รุมขยี้งบปี 2570 เหน็บเป้าหมาย AI แฝงงบประมาณ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภา เมื่อพรรคประชาชน (ปชน.) ได้ออกมาเปิดฉากอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 โดยเน้นย้ำถึงความไม่คุ้มค่าและข้อสงสัยในการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการตั้งปชน. รุมขยี้งบปี 2570 เหน็บเป้าหมาย AI แฝงงบประมาณ ที่ดูเหมือนจะเป็นการแปะป้ายคำว่า AI เพื่อให้โครงการต่างๆ ผ่านการอนุมัติได้ง่ายขึ้น ทั้งที่เนื้องานจริงอาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เลยแม้แต่น้อย

เบื้องลึกความกังวล ปชน. รุมขยี้งบปี 2570 เหน็บเป้าหมาย AI แฝงงบประมาณ

สส. พรรคประชาชนได้สะท้อนให้เห็นว่าในแผนงบประมาณปี 2570 มีกว่า 81 หน่วยงานที่ระบุชื่อโครงการพ่วงท้ายด้วยคำว่า AI รวมกว่า 176 โครงการ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือโครงการก่อสร้างตึกที่ถูกนำไปแปะป้ายว่าเป็นโครงการด้านปัญญาประดิษฐ์ นอกจากนี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตถึงกลุ่มผู้รับเหมาชั้นพิเศษ 83 ราย ที่มักจะได้รับงานโครงการรัฐอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างคำถามสำคัญในเรื่องความโปร่งใสและการแข่งขันที่เป็นธรรม โดยพรรคประชาชนมองว่านี่คือการใช้งบประมาณแบบไม่มีวิสัยทัศน์ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่พึ่งพาการกู้เงิน

ทางด้านรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล ได้ชี้แจงถึงการจัดทำงบประมาณในครั้งนี้ว่า ทางรัฐบาลได้รับรู้ถึงปัญหาและข้อจำกัดที่มีอยู่จริง แต่เลือกที่จะรักษาวินัยทางการเงินการคลังแทนการกู้เพิ่มแบบเกินตัว โดยพยายามบริหารจัดการงบประมาณอย่างรัดกุมที่สุดภายใต้สถานการณ์ที่รายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย

  • งบประมาณดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ
  • การตั้งโครงการ AI บังหน้าโครงการก่อสร้าง
  • ความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างของผู้รับเหมาชั้นพิเศษ

อย่างไรก็ตาม คงต้องจับตากันต่อไปว่าการอภิปรายของพรรคฝ่ายค้านเรื่อง ปชน. รุมขยี้งบปี 2570 เหน็บเป้าหมาย AI แฝงงบประมาณ นี้ จะผลักดันให้รัฐบาลมีการปรับเปลี่ยนแนวทางการใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง หรือจะเป็นเพียงคำวิจารณ์ที่ไร้การตอบรับจากฝ่ายบริหาร ทั้งนี้ ประชาชนทุกคนในฐานะเจ้าของภาษีควรติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่างบประมาณทุกบาททุกสตางค์ถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่าที่สุดก่อนสายเกินแก้

ที่มา – ปชน. รุมขยี้งบปี 2570 เหน็บเน้นแปะคำว่า AI “ภราดร” แจงรัฐบาลเลือกรักษาวินัยการคลัง

ปชน. พบ 3 ช่องโหว่ งบประมาณเศรษฐกิจสร้างสรรค์

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินนโยบายซอฟต์พาวเวอร์และงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์มาโดยตลอด แต่เมื่อพรรคประชาชนได้จัดงาน “Creative Budget Hack” เพื่อเจาะลึกงบประมาณปี 2570 กลับพบเรื่องราวที่ชวนให้ตั้งคำถามไม่น้อยครับ โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง ปชน. พบ 3 ช่องโหว่ งบประมาณเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่รัฐบาลดูเหมือนจะประกาศหนุนหลังอย่างเต็มที่ แต่ในทางปฏิบัติกลับมีการหั่นงบประมาณหน่วยงานสำคัญลงอย่างน่าใจหาย

ปชน. พบ 3 ช่องโหว่ งบประมาณเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่ภาคประชาชนต้องรู้

จากการวิเคราะห์ของ สส.อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ พบว่าหน่วยงานหลักที่ต้องเป็นหัวหอกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยกลับถูกปรับลดงบประมาณพร้อมหน้าพร้อมตา ทั้งกระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) และสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความย้อนแย้งที่เกิดขึ้นจริงในงบประมาณฉบับนี้

เปิด 3 ช่องโหว่หลักที่ทำให้งบไม่ถึงมือคนทำงาน

สำหรับประเด็นสำคัญที่ ปชน. พบ 3 ช่องโหว่ งบประมาณเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ได้แก่:

  • ประกาศสนับสนุน แต่ไม่ให้งบ: เป็นการสวนทางกันระหว่างคำพูดนโยบายกับการจัดสรรเม็ดเงินจริง โดยหน่วยงานที่เป็นหัวใจของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ถูกตัดงบอย่างหนัก
  • งบกระจัดกระจาย ขาดยุทธศาสตร์ร่วม: ปัจจุบันงบกว่า 17,000 ล้านบาท กระจายตัวอยู่ใน 6 กระทรวง ทำให้การทำงานขาดการบูรณาการและวัดผลได้ยาก
  • งบไม่ถึงมือคนทำงานจริง: เงินส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ในส่วนงานบริหารมากกว่าจะลงไปถึงตัวศิลปิน นักออกแบบ หรือผู้ประกอบการอิสระที่สร้างผลงานสร้างสรรค์ออกมาจริงๆ

หากจะเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยความคิดสร้างสรรค์ เราต้องการมากกว่าแค่ถ้อยคำสวยหรูในแคมเปญ แต่ต้องการการบริหารงบประมาณที่โปร่งใสและเข้าถึงผู้สร้างสรรค์ตัวจริง ทางพรรคประชาชนได้เสนอแนวทางเชิงรุกอย่างการจัดตั้ง National Creative Economy Board เพื่อเข้ามาจัดสรรงบข้ามกระทรวง และเน้นการส่งงบให้ผู้ประกอบการโดยตรง เพื่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริง ไม่ใช่แค่การจัดกิจกรรมที่ไร้การต่อยอด

ในฐานะประชาชน เราควรจับตาดูการอภิปรายงบประมาณปี 2570 นี้ให้ดีครับ เพราะเงินทุกบาททุกสตางค์คือภาษีของเราทุกคน เชื่อว่าหากมีการปรับปรุงโครงสร้างงบประมาณให้ฉลาดและเป็นธรรมมากขึ้น ประเทศไทยจะมีโอกาสเปล่งประกายในเวทีโลกได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่แน่นอน

ที่มา – ปชน. พบ 3 ช่องโหว่ งบประมาณเศรษฐกิจสร้างสรรค์ รัฐบาลบอกหนุนแต่กลับตัดแหลก

“อิสริยะ” จี้รัฐชี้แจงมาตรการรถเก่าแลกรถใหม่

“อิสริยะ” จี้รัฐตอบให้ชัดมาตรการ “รถเก่าแลกรถใหม่” จะลดใช้น้ำมัน หรือส่งเสริมผลิตรถยนต์ในประเทศ สส.อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ จากพรรคประชาชน ได้อภิปรายในสภาเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 เกี่ยวกับนโยบายรถเก่าแลกรถใหม่ที่รัฐบาลกำลังผลักดัน โดยตั้งคำถามถึงเป้าหมายที่ยังคลุมเครือ ว่าต้องการลดการใช้น้ำมันเพื่อสิ่งแวดล้อมจริงๆ หรือแค่กระตุ้นการผลิตรถยนต์ในประเทศ

มาตรการรถเก่าแลกรถใหม่ ถูกนำเสนอในฐานะส่วนหนึ่งของการเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 แต่สส.อิสริยะชี้ว่ายังขาดความชัดเจน รัฐบาลต้องตอบให้ชัดเจนกว่านี้เพื่อไม่ให้เป็นแค่นโยบายลอยๆ

มาตรการ “รถเก่าแลกรถใหม่” ควรโฟกัสอะไรเป็นหลัก?

สส.อิสริยะยกตัวอย่างปัญหาหลักของไทยคือการขาดแคลนน้ำมันดีเซล ไม่ใช่เบนซิน โดยยอดขายดีเซลเฉลี่ยวันละ 81.63 ล้านลิตร เบนซินเพียง 35.10 ล้านลิตร ดังนั้นมาตรการรถเก่าแลกรถใหม่ควรเน้นลดดีเซลจากรถกระบะ รถบรรทุก รถบัส ไม่ใช่รถเก๋งส่วนบุคคลที่ตลาด EV กำลังบูมอยู่แล้ว

ข้อสังเกตข้อ 1: ไม่ควรรถเก๋งในมาตรการรถเก่าแลกรถใหม่

ตลาดรถเก๋ง BEV และ HEV กำลังทำงานเต็มประสิทธิภาพ ยอดจอง BEV ในมอเตอร์โชว์ 2026 สูงถึง 60% รัฐเคยช่วยในช่วงแรกด้วยส่วนลด 1-1.5 แสนบาท แต่ตอนนี้ราคารถ EV ลงมา 4-5 แสนบาท กลไกตลาดเพียงพอแล้ว ควรเอางบไปช่วยด้านอื่น

ข้อสังเกตข้อ 2: โฟกัสดีเซลจากรถกระบะเก่า

ไทยมีรถกระบะเก่าจำนวนมาก ใช้งานหนัก สิ้นเปลืองน้ำมันสูง ปล่อย CO2 และควันดำ สถิติกรมการขนส่งทางบก ชี้รถกระบะไม่ผ่านตรวจสภาพ 2.51% สูงกว่ารถเก๋ง (0.71%) มาตรการรถเก่าแลกรถใหม่ควรยิงนก 3 ตัว ลดน้ำมัน ลดคาร์บอน ลดมลพิษ

แม้กระบะไฟฟ้าออกมาแล้ว แต่ยังมีข้อจำกัด น้ำหนักบรรทุกน้อย ระยะทางสั้น ชาร์จช้า ราคาเกิน 1 ล้านบาท (เทียบกระบะดีเซล 5-6 แสน) ยอดจด BEV ใหม่เดือนมี.ค. 2569 รถกระบะฯ แค่ 71 คัน แต่เก๋ง 26,000 คัน

ข้อเสนอทางเลือกรัฐบาลสำหรับรถเก่าแลกรถใหม่

  • กระบะดีเซลเก่าแลกกระบะดีเซลใหม่: เทคโนโลยีใหม่ สิ้นเปลืองน้อยลง ลดคาร์บอน
  • กระบะดีเซลเก่าแลกกระบะ HEV: ไฮบริดเบนซิน-ไฟฟ้า ลดดีเซล เป็นทางกลาง
  • กระบะดีเซลเก่าแลกกระบะ BEV: ไฟฟ้าล้วน ไม่ใช้น้ำมัน ไม่ปล่อย CO2

รัฐควรจูงใจแบบขั้นบันได จากน้อยไปมาก เพื่อให้ผู้ใช้เปลี่ยนรถเก่าได้จริง

นอกจากนี้ สส.อิสริยะยังย้ำว่ารัฐบาลต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามนโยบาย Net Zero ให้โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

สรุปมุมมอง: มาตรการรถเก่าแลกรถใหม่มีศักยภาพสูง หากโฟกัสถูกจุดอย่างรถกระบะเก่า จะช่วยลดการใช้น้ำมัน ลดโลกร้อน และกระตุ้นเศรษฐกิจสีเขียวได้จริง ไม่ใช่แค่ช่วยอุตสาหกรรมรถยนต์

คุณคิดอย่างไรกับมาตรการรถเก่าแลกรถใหม่นี้? มีรถเก่าอยู่หรือเปล่า สนใจเปลี่ยนไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่สนใจรถ EV และไฮบริดนะครับ!

ที่มา – “อิสริยะ” จี้รัฐตอบให้ชัดมาตรการ “รถเก่าแลกรถใหม่” จะลดใช้น้ำมัน หรือส่งเสริมผลิตรถยนต์ในประเทศ

สส.ปชน. ถาม นายกฯ ไม่อายหรือ บริหารวิกฤตน้ำมันสู้กัมพูชาไม่ได้

สส.ปชน. ถาม นายกฯ ไม่อายหรือ บริหารวิกฤตน้ำมันสู้กัมพูชาไม่ได้ เป็นประเด็นร้อนที่กำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชนไทย โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันพุ่งสูง สร้างความเดือดร้อนให้กับทุกภาคส่วน นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล อย่างตรงไปตรงมาในการอภิปรายเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 โดยชี้ว่าคำแถลงนโยบายรัฐบาลให้ความสำคัญกับมาตรการเยียวยาประชาชนกลุ่มเปราะบางน้อยเกินไป มีเพียงบรรทัดเดียวเท่านั้น และไม่ระบุ timeline ว่าจะเริ่มเมื่อไหร่

สส.ปชน. ถาม นายกฯ ไม่อายหรือ บริหารวิกฤตน้ำมันสู้กัมพูชาไม่ได้

ในที่มาของประเด็นนี้ สส.ปชน. ถาม นายกฯ ไม่อายหรือ บริหารวิกฤตน้ำมันสู้กัมพูชาไม่ได้ โดยยกตัวอย่างประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาที่นำหน้าไทยไปไกล ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม กัมพูชาโดยนายฮุน มาเนต ได้ลดภาษีน้ำมันลงเหลือ 0 เปอร์เซ็นต์ทันที พร้อมทั้งแจกเงินช่วยเหลือกลุ่มแรงงานอ่อนไหว ทำให้ประชาชนได้รับการเยียวยาอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ส.ส.อิสริยะตั้งคำถามว่านายกรัฐมนตรีอนุทินจะอายหรือไม่ หากไปประชุมร่วมกับฮุน มาเนตในครั้งหน้า เพราะกัมพูชาบริหารวิกฤตได้ดีกว่าไทยเสียอีก

ตัวอย่างมาตรการจากประเทศเพื่อนบ้านและในเอเชีย

ไม่ใช่แค่กัมพูชาเท่านั้น แต่หลายประเทศในเอเชียตอบสนองวิกฤตน้ำมันได้ดีกว่าประเทศไทย เช่น ญี่ปุ่นออกแพ็กเกจแจกเงินให้คนรายได้ต่ำเพื่อเยียวยาค่าน้ำมัน เกาหลีใต้แจกเงินช่วยค่าครองชีพ สิงคโปร์ช่วยเหลือเงินให้แท็กซี่และไรเดอร์ ฟิลิปปินส์ลดวันทำงานเหลือ 4 วันต่อสัปดาห์พร้อมแจกเงิน เวียดนามลดภาษีน้ำมันและแจกเงินช่วยเหลือประชาชน มาตรการเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วและชัดเจนในการแก้ปัญหา ซึ่งไทยยังขาดหายไป

  • ญี่ปุ่น: แจกเงินเยียวยาค่าน้ำมันสำหรับผู้มีรายได้ต่ำ
  • เกาหลีใต้: เงินช่วยค่าครองชีพโดยตรง
  • สิงคโปร์: สนับสนุนแท็กซี่และไรเดอร์
  • ฟิลิปปินส์: ลดวันทำงาน + แจกเงิน
  • เวียดนาม: ลดภาษี + แจกเงิน
  • กัมพูชา: ภาษีน้ำมัน 0% + เงินแรงงานอ่อนไหว

สถานการณ์ในไทยปัจจุบัน ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นทำให้ค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างแรงงานรายวัน ผู้ประกอบการรายย่อย และครอบครัวยากจน เพิ่มขึ้นอย่างมาก รัฐบาลยังไม่มีมาตรการเยียวยาที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการลดภาษี การ补贴 หรือการแจกเงินโดยตรง ส่งผลให้ประชาชนต้องแบกรับภาระหนัก สส.อิสริยะย้ำว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญกับวิกฤตนี้มากกว่านี้ เพื่อไม่ให้落后ไปจากประเทศเพื่อนบ้าน

นอกจากนี้ การอภิปรายยังสะท้อนถึงปัญหาการบริหารจัดการเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ล่าช้า ในขณะที่น้ำมันแพงขึ้นทุกวัน มาตรการอย่างบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือโครงการคนละครึ่งในอดีตเคยช่วยได้บ้าง แต่ปัจจุบันไม่เพียงพอต่อวิกฤตที่รุนแรงขึ้น ประชาชนจำนวนมากเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการเร่งด่วน เช่น ลดภาษีน้ำมันชั่วคราว สร้างกองทุนเยียวยาค่าน้ำมัน หรือขยายสิทธิ์ช่วยเหลือให้ครอบคลุมมากขึ้น

วิกฤตน้ำมันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย มันกระทบต่อทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการขนส่ง ค่าอาหาร และเศรษฐกิจโดยรวม หากรัฐบาลไม่ปรับตัว อาจนำไปสู่ความไม่พอใจในวงกว้าง สส.ปชน. ถาม นายกฯ ไม่อายหรือ บริหารวิกฤตน้ำมันสู้กัมพูชาไม่ได้ จึงเป็นคำถามที่ทุกคนอยากรู้คำตอบ

ในมุมมองของผู้เขียน รัฐบาลควรเรียนรู้จากประเทศเพื่อนบ้านและเร่งออกมาตรการที่ชัดเจนทันที เพื่อรักษาความเชื่อมั่นจากประชาชน คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้เสียงของประชาชนดังขึ้น!

ที่มา – สส.ปชน. ถาม นายกฯ ไม่อายหรือ บริหารวิกฤตน้ำมันสู้กัมพูชาไม่ได้

พรรคประชาชน ดับไฟร้อน “กลุ่มไรเดอร์” ชิง สส.

พรรคประชาชน ดับไฟร้อน เร่งแก้ไขปัญหา นัดพบ “กลุ่มไรเดอร์” รับฟังเสียงวิจารณ์และข้อเสนอแนะ หลังเสนอชื่อ “อิสริยะ” อดีตผู้บริหารไลน์แมน ลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อ

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคประชาชน (ปชน.) ว่า ในวันที่ 23 ธันวาคม 2568 เวลา 12.45 น. เป็นต้นไป ณ อาคารอนาคตใหม่ ที่ทำการพรรค ปชน. (หัวหมาก) สหภาพไรเดอร์ – Freedom Rider Union ได้นัดหมายกลุ่มไรเดอร์เพื่อสอบถามถึงจุดยืนของพรรค และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ อย่างนายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ อดีตผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มบริษัทไลน์แมน

น.ส.รักชนก ศรีนอก อดีต สส.กทม. พรรค ปชน. ได้กล่าวเชิญชวนพี่น้องไรเดอร์ และทุกท่านที่สนใจในประเด็นนี้ เข้าร่วมวงพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อกังวลต่างๆ “เสียงของทุกคนมีความสำคัญกับพวกเรา แม้ว่าจะเป็นคำติชมหรือวิพากษ์วิจารณ์ เรายินดีรับฟังทุกความคิดเห็นเพื่อนำไปปรับปรุง” น.ส.รักชนกกล่าว

ก่อนหน้านี้ ในกระบวนการคัดเลือกผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ปรากฏชื่อของนายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ติดอยู่ใน 100 รายชื่อแรก ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มไรเดอร์เกี่ยวกับข้อพิพาทเรื่องค่าแรงที่ไม่เป็นธรรมในบริษัทไลน์แมน ในช่วงที่นายอิสริยะดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง

นายชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล เคยแสดงความคิดเห็นสนับสนุนนายอิสริยะ โดยยอมรับว่ารู้จักกันมานานตั้งแต่ช่วงรัฐประหารปี 2549 และมองว่านายอิสริยะมีความคิดที่เฉียบแหลมและก้าวหน้า

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวานนี้ (21 ธันวาคม) ว่ามีการจัดทำไพรมารีโหวตผู้สมัคร สส.ทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อทั่วประเทศของพรรค ปชน. ผลปรากฏว่าการทำไพรมารีโหวตในจังหวัดชลบุรี ไม่รับรองนายอิสริยะให้ลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อของพรรค อย่างไรก็ตาม นายอิสริยะยังคงผ่านไพรมารีโหวตในจังหวัดอื่นๆ หลังจากนี้จะมีการนำเสนอเรื่องดังกล่าวต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อพิจารณารับรองต่อไป

พรรคประชาชน ดับไฟร้อน “กลุ่มไรเดอร์” จริงหรือไม่?

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ แสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการทำงานการเมืองที่ต้องรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วน และต้องพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับกลุ่มต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง การที่พรรคประชาชน ดับไฟร้อน โดยการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการแก้ไขปัญหาและสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างพรรคกับกลุ่มไรเดอร์

ทำไมต้อง ดับไฟร้อน “กลุ่มไรเดอร์”?

การที่พรรคการเมืองต้องลงมาจัดการกับความไม่พอใจของกลุ่มไรเดอร์นั้น สะท้อนให้เห็นถึงพลังของประชาชนในการแสดงออกถึงความต้องการและความกังวลของตนเอง การที่กลุ่มไรเดอร์ออกมาทวงถามถึงจุดยืนของพรรค แสดงให้เห็นว่าพวกเขาต้องการให้พรรคการเมืองใส่ใจและรับผิดชอบต่อปัญหาที่พวกเขาเผชิญอยู่ การที่พรรคประชาชน ดับไฟร้อน จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากต้องการที่จะรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประชาชน

  • การรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายเป็นสิ่งสำคัญ
  • การแก้ไขปัญหาต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อทุกกลุ่ม
  • ความโปร่งใสและความรับผิดชอบเป็นสิ่งจำเป็น

การที่พรรคประชาชนออกมาเคลื่อนไหวเพื่อดับไฟร้อนในครั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับพรรคการเมืองอื่นๆ ที่จะต้องใส่ใจและรับฟังเสียงของประชาชน พร้อมทั้งแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชนในระยะยาว สิ่งที่เกิดขึ้นนี้แสดงให้เห็นว่าการเมืองไม่ได้เป็นเรื่องของผู้มีอำนาจเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของทุกคนที่ต้องการมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่ดีขึ้น และการที่พรรคประชาชน ดับไฟร้อน ได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการกระทำหลังจากนี้

ที่มา – พรรคประชาชน ดับไฟร้อน “กลุ่มไรเดอร์” ท้วงส่ง “อิสริยะ” อดีตผู้บริหารไลน์แมน ชิง สส.

Scroll to top