เกาหลีใต้

“อนุทิน” เรียกถกรัฐมนตรี เตรียมพร้อมอาเซียน-เอเปค

นายกรัฐมนตรีเรียกประชุมรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมพร้อมก่อนการประชุมสุดยอดอาเซียนที่ประเทศมาเลเซีย และการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคที่เกาหลีใต้ การเตรียมความพร้อมนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล ภายหลังจากนำคณะรัฐมนตรีวางพวงมาลาเนื่องในวันปิยมหาราช พุทธศักราช 2568 ณ พระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พระบรมรูปทรงม้า) พระลานพระราชวังดุสิต เขตดุสิต

นายกรัฐมนตรีอนุทินเปิดเผยว่า ในวันนี้จะมีการประชุมกับรัฐมนตรีเพื่อทบทวนและเตรียมการก่อนการเดินทางไปร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนที่ประเทศมาเลเซีย รวมถึงการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคที่เกาหลีใต้ ซึ่งการประชุมทั้งสองเวทีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศไทยในอนาคต

“อนุทิน” เรียกถกรัฐมนตรี เตรียมพร้อมประชุมอาเซียน-เอเปค

การประชุมที่นายอนุทินเรียกในวันนี้ มุ่งเน้นไปที่ประเด็นใดบ้าง? คาดว่าประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือ ได้แก่

  • ท่าทีของประเทศไทยต่อประเด็นต่างๆ ที่จะมีการหารือในการประชุมอาเซียนและเอเปค
  • การเตรียมข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้อง
  • การประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

การเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมระดับนานาชาติเช่นนี้ จำเป็นต้องอาศัยการวางแผนและการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดของทุกภาคส่วน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถนำเสนอจุดยืนและผลประโยชน์ของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความสำคัญของการเตรียมพร้อมประชุมอาเซียน-เอเปค

การประชุมสุดยอดอาเซียนและการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค เป็นเวทีสำคัญที่ผู้นำประเทศต่างๆ ทั่วโลกจะได้มาพบปะหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม การที่ประเทศไทยสามารถเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมเหล่านี้ได้อย่างดี จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถ:

  • แสดงบทบาทนำในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในภูมิภาค
  • สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและผู้ประกอบการ
  • ส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ในด้านต่างๆ
  • ยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก

ดังนั้น การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมอาเซียนและเอเปค จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสมอย่างยิ่ง

การที่ “อนุทิน” เรียกถกรัฐมนตรี เตรียมพร้อมประชุมอาเซียน-เอเปค แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของรัฐบาลในการที่จะใช้เวทีระหว่างประเทศเหล่านี้เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทยอย่างเต็มที่ การเข้าร่วมประชุมระดับนานาชาติอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องอาศัยการเตรียมตัวอย่างรอบคอบและครอบคลุมในทุกด้าน ทั้งด้านเนื้อหา สาระสำคัญ และการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การประชุมที่ “อนุทิน” ได้เรียกในครั้งนี้ จึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของรัฐบาลในการที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายและโอกาสต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในการประชุมที่จะมาถึง

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการประชุม “อนุทิน” เรียกถกรัฐมนตรี เตรียมพร้อมประชุมอาเซียน-เอเปค ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ดีไปยังประชาคมระหว่างประเทศว่า ประเทศไทยพร้อมที่จะมีบทบาทอย่างแข็งขันในการแก้ไขปัญหาระดับโลก และพร้อมที่จะร่วมมือกับประเทศต่างๆ ในการสร้างโลกที่สันติสุขและยั่งยืน

ดังนั้น การเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมอาเซียนและเอเปค จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการเตรียมข้อมูลและเอกสารเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของการแสดงความมุ่งมั่นตั้งใจของประเทศไทยในการที่จะเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลก และในการสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับคนรุ่นหลัง

ดังนั้นเราในฐานะประชาชนคนไทย ควรติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการประชุมเหล่านี้ เพื่อจะได้เข้าใจถึงบทบาทและความสำคัญของประเทศไทยในเวทีโลก และเพื่อจะได้ร่วมกันสนับสนุนรัฐบาลในการสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติอย่างเต็มที่

ที่มา – “อนุทิน” เรียกถกรัฐมนตรี เตรียมพร้อมประชุมอาเซียน-เอเปค

ช็อก! สาวเกาหลีใต้เผาแมลงสาบ ไฟไหม้อพาร์ตเมนต์

เรื่องราวสุดช็อกเกิดขึ้นที่เกาหลีใต้ เมื่อหญิงสาวรายหนึ่งพยายามกำจัดแมลงสาบด้วยวิธีสุดอันตราย จนทำให้เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้อพาร์ตเมนต์ลุกลาม มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความประมาทและความอันตรายของการใช้วิธีการกำจัดแมลงแบบผิดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้อุปกรณ์หรือสารไวไฟ

สถานีตำรวจในเมืองโอซาน ประเทศเกาหลีใต้ กำลังดำเนินการขอหมายจับหญิงอายุ 20 กว่าๆ ที่เป็นต้นเหตุของเหตุเพลิงไหม้ในอพาร์ตเมนต์ โดยเธอให้การว่า เธอต้องการเผาแมลงสาบโดยใช้ไฟแช็กและสเปรย์พ่น ซึ่งเป็นวิธีที่เธอเคยทำมาก่อน แต่ในวันเกิดเหตุ ไฟได้ลุกลามอย่างรวดเร็วเกินกว่าจะควบคุมได้

ตำรวจเตรียมตั้งข้อหาประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และวางเพลิงโดยประมาท

ช็อก! หญิงเกาหลีใต้พยายาม “เผา” แมลงสาบ สุดท้ายไฟไหม้อพาร์ตเมนต์

โศกนาฏกรรมครั้งนี้ทำให้หญิงชาวจีนวัย 30 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ชั้น 5 ของอาคารเสียชีวิต เธอและสามีพยายามช่วยชีวิตลูกน้อยวัย 2 เดือน โดยการยื่นเด็กให้กับเพื่อนบ้านที่อยู่อีกตึกหนึ่งได้อย่างปลอดภัย แต่ภรรยาเคราะห์ร้ายพลัดตกลงมาจากหน้าต่างขณะพยายามหนีตามสามี ทำให้เธอเสียชีวิตในเวลาต่อมา

นอกจากนี้ ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการสูดดมควันไฟอีก 8 ราย อพาร์ตเมนต์ดังกล่าวเป็นอาคารพาณิชย์ มีร้านค้าอยู่ชั้นล่าง และมีห้องพักอาศัยตั้งแต่ชั้น 2 ถึง 5 รวม 32 ห้อง

อันตรายจากการ “เผา” แมลงสาบด้วยตนเอง

การกำจัดแมลงสาบด้วยการพ่นสเปรย์แล้วจุดไฟ หรือการใช้เครื่องพ่นไฟแบบทำเอง กำลังเป็นที่นิยมในโลกออนไลน์ แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าวิธีเหล่านี้มีความเสี่ยงสูงมาก เพราะสารเคมีในสเปรย์ส่วนใหญ่เป็นสารไวไฟ เมื่อสัมผัสกับประกายไฟ จะทำให้เกิดการลุกไหม้อย่างรวดเร็วและรุนแรง ทำให้ควบคุมเพลิงได้ยาก

ตัวอย่างเช่น ในปี 2018 ชายชาวออสเตรเลียก็เคยทำครัวไหม้ขณะพยายามเผาแมลงสาบด้วยวิธีเดียวกัน เหตุการณ์เหล่านี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า การใช้วิธีการกำจัดแมลงที่ไม่ถูกต้อง อาจนำมาซึ่งความสูญเสียที่ร้ายแรงได้

ข้อควรระวังในการกำจัดแมลงสาบ:

  • หลีกเลี่ยงการใช้สารไวไฟใกล้เปลวไฟ
  • เลือกใช้วิธีการกำจัดแมลงที่ปลอดภัยและได้รับอนุญาต
  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการกำจัดแมลง หากปัญหาแมลงรุนแรง
  • ระมัดระวังการจุดไฟ เผาแมลงสาบ ภายในบ้าน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเกาหลีใต้เป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญ การกำจัดแมลงสาบเป็นเรื่องที่ต้องทำด้วยความระมัดระวัง และควรเลือกใช้วิธีที่ปลอดภัยและเหมาะสม เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน

ที่มา – ช็อก! หญิงเกาหลีใต้พยายาม “เผา” แมลงสาบ สุดท้ายไฟไหม้อพาร์ตเมนต์ เพื่อนบ้านดับ 1 ราย

เกาหลีใต้ส่งอัฐิ นศ.เสียชีวิตในกัมพูชา กลับอังคารนี้

ข่าวเศร้าจากกัมพูชา! เกาหลีใต้เตรียมส่งอัฐินักศึกษาที่เสียชีวิตในกัมพูชา กลับประเทศอังคารนี้ หลังถูกทรมานและฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยม รายงานผลชันสูตรร่วมเบื้องต้นไม่พบความเสียหายต่ออวัยวะภายใน

ตำรวจเกาหลีใต้แถลงการณ์ว่า กำลังดำเนินการส่งอัฐิของนักศึกษาหนุ่มวัย 22 ปี ผู้เคราะห์ร้าย ซึ่งตกเป็นเหยื่อของแก๊งอาชญากรรมในกัมพูชา กลับสู่มาตุภูมิในวันอังคารที่จะถึงนี้ การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่จากทั้งเกาหลีใต้และกัมพูชาร่วมกันทำการชันสูตรศพอย่างละเอียดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ก่อนที่จะประกอบพิธีฌาปนกิจศพ

ตามข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติเกาหลีใต้ อัฐิของนักศึกษาผู้เคราะห์ร้าย ซึ่งมีการเปิดเผยนามสกุลเพียงว่า ‘พัค’ จะออกเดินทางจากกัมพูชาในเวลา 23.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) ของวันจันทร์ และมีกำหนดการเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติอินชอนในเกาหลีใต้ในเวลา 7.00 น. (ตามเวลาเกาหลีใต้) หลังจากนั้น อัฐิจะถูกส่งมอบให้กับครอบครัวของเขา เพื่อประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่สืบสวนจากทั้งเกาหลีใต้และกัมพูชาได้ร่วมกันทำการชันสูตรศพของนักศึกษาพัค ที่วัดแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญ ซึ่งเป็นสถานที่เก็บรักษาร่างของเขามานานกว่าสองเดือน นับตั้งแต่พบศพของเขาเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ใกล้กับภูเขาบกกอร์ บริเวณที่มีฐานปฏิบัติการและศูนย์กักกันของแก๊งหลอกลวงงาน ซึ่งมุ่งเป้าไปที่ชาวเกาหลีใต้

กระบวนการชันสูตรศพเริ่มขึ้นในเวลา 10.35 น. (ตามเวลากัมพูชา) และใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ก่อนที่จะมีการฌาปนกิจในเวลา 13.40 น.

ตำรวจเกาหลีใต้เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น ไม่พบร่องรอยความเสียหายต่ออวัยวะภายในของผู้เสียชีวิต อย่างไรก็ตาม สาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงจะได้รับการสรุปอีกครั้ง หลังจากการตรวจสอบเพิ่มเติมในเกาหลีใต้

“สาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัดจะได้รับการยืนยันหลังจากรวบรวมผลการสืบสวนของทั้งสองประเทศ รวมถึงการตรวจเนื้อเยื่อ และการทดสอบยาและสารพิษ ซึ่งมีกำหนดจะดำเนินการในเกาหลีใต้” สำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุในการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน

เหตุการณ์การเสียชีวิตของนายพัค ซึ่งถูกล่อลวงไปยังกัมพูชาโดยแก๊งอาชญากร ได้จุดประกายความไม่พอใจอย่างกว้างขวางในหมู่ชาวเกาหลีใต้ และส่งผลให้รัฐบาลต้องส่งผู้แทนไปยังกัมพูชาเมื่อสัปดาห์ก่อน เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาอาชญากรรมที่มุ่งเป้าไปที่พลเมืองของพวกเขา

เกาหลีใต้เตรียมส่งอัฐินักศึกษาที่เสียชีวิตในกัมพูชา กลับประเทศอังคารนี้

ความคืบหน้าล่าสุด เกาหลีใต้เตรียมส่งอัฐินักศึกษาที่เสียชีวิตในกัมพูชา กลับประเทศอังคารนี้

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงอันตรายของการหลอกลวงงานข้ามชาติ และความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจเดินทางไปทำงานในต่างแดน นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่รัฐบาลของแต่ละประเทศจะต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติที่มุ่งเป้าไปที่พลเมืองของตนเอง

เรื่องราวของนักศึกษาพัคเป็นโศกนาฏกรรมที่น่าเศร้าใจ และหวังว่าการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ จะช่วยบรรเทาความโศกเศร้าของครอบครัวและเพื่อนฝูงของผู้เสียชีวิตได้บ้าง และขอให้เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ให้กับทุกคนที่กำลังมองหางานทำในต่างประเทศ ให้ระมัดระวังและตรวจสอบข้อมูลให้ดี เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรม

เกาหลีใต้เตรียมส่งอัฐินักศึกษาที่เสียชีวิตในกัมพูชา กลับประเทศอังคารนี้ ถือเป็นบทสรุปของการดำเนินการในเบื้องต้น แต่การสืบสวนเพื่อหาตัวผู้กระทำผิดและนำมาลงโทษยังคงดำเนินต่อไป

ที่มา – เกาหลีใต้เตรียมส่งอัฐินักศึกษาที่เสียชีวิตในกัมพูชา กลับประเทศอังคารนี้

เกาหลีใต้ออกหมายจับ 59 ผู้ต้องสงสัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ตำรวจเกาหลีใต้เดินหน้ากวาดล้างอาชญากรรมไซเบอร์ ด้วยการขอศาลออกหมายจับผู้ต้องสงสัย 59 ราย จากทั้งหมด 64 ราย ที่ถูกส่งตัวกลับประเทศจากกัมพูชา หลังพบหลักฐานเชื่อมโยงกับหลากหลายกลโกงออนไลน์ ทั้งคอลเซ็นเตอร์, การหลอกให้รัก และ “ขบวนการเชือดหมู” คดีนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเกาหลีใต้ในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า ได้ยื่นเรื่องต่อศาลเพื่อขอออกหมายจับผู้ต้องสงสัยจำนวน 59 ราย ที่ถูกส่งตัวกลับจากประเทศกัมพูชา ฐานต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวงออนไลน์หลายรูปแบบ ซึ่งรวมถึงแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ผู้ต้องสงสัย 64 ราย ถูกส่งตัวกลับถึงเกาหลีใต้ด้วยเที่ยวบินเช่าเหมาลำเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (18 ต.ค.) โดยมี 1 ราย ถูกจับกุมทันทีด้วยหมายจับที่ออกไว้ก่อนแล้ว ส่วนผู้ต้องสงสัยที่เหลือ 63 ราย มี 4 ราย ถูกปล่อยตัวในเวลาต่อมา และ 1 ราย ถูกปล่อยตัวหลังจากอัยการปฏิเสธคำขอหมายจับของตำรวจ ทำให้เหลือผู้ที่ถูกขอหมายจับในล็อตนี้ 59 ราย ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้ เกาหลีใต้ออกหมายจับ 59 ผู้ต้องสงสัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ในที่สุด

เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวบุคคลเหล่านี้ทันทีที่เครื่องบินลงจอดและถูกนำตัวออกจากเครื่องบินโดยสวมกุญแจมือ โดย 45 ราย ถูกส่งไปยังจังหวัดชุงนัมทางตะวันตกเฉียงใต้ และอีก 19 ราย ถูกส่งไปยังภูมิภาคอื่น ๆ

นายปาร์ค ซอง-จู ผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนแห่งชาติ ระบุเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า บุคคลที่ถูกส่งตัวกลับมามีส่วนพัวพันกับอาชญากรรมหลากหลายประเภท ทั้ง คอลเซ็นเตอร์, โรมานซ์ สแกม (หรือ หลอกให้รัก) และการฉ้อโกงแบบ “No-show”

นายวี ซอง-รัก ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า ผู้ที่ถูกควบคุมตัวนั้นมีทั้ง “ผู้เข้าร่วมโดยสมัครใจและผู้เข้าร่วมโดยไม่สมัครใจ” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของขบวนการเหล่านี้

ทางการเกาหลีใต้คาดการณ์ว่า มีพลเมืองเกาหลีใต้ประมาณ 1,000 คน ที่คาดว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของผู้ที่ทำงานในแก๊งหลอกลวงในกัมพูชา จำนวนรวม 200,000 คน  ซึ่งบางรายถูกบังคับภายใต้การขู่เข็ญให้ดำเนินกลโกงที่เรียกว่า “การเชือดหมู” ซึ่งเป็นรูปแบบการหลอกลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลที่ใช้เวลาสร้างความไว้ใจกับเหยื่อก่อนที่จะขโมยเงินไป

การส่งตัวผู้ต้องสงสัยกลับในครั้งนี้มีขึ้นภายหลังกระแสความไม่พอใจของสาธารณชนในประเทศต่อกรณีการทรมานและสังหารนักศึกษาเกาหลีใต้ ในกัมพูชาเมื่อต้นปีนี้ ซึ่งมีรายงานว่าเป็นฝีมือของขบวนการอาชญากรรมดังกล่าว.

เกาหลีใต้ออกหมายจับ 59 ผู้ต้องสงสัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ทำไมเกาหลีใต้ออกหมายจับ 59 ผู้ต้องสงสัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์จึงสำคัญ?

เหตุการณ์ เกาหลีใต้ออกหมายจับ 59 ผู้ต้องสงสัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จากกัมพูชาครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างประเทศในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และความพยายามของเกาหลีใต้ในการปกป้องพลเมืองจากภัยการหลอกลวงออนไลน์ การที่ทางการเกาหลีใต้ดำเนินการอย่างจริงจังเช่นนี้ เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าอาชญากรรมไซเบอร์จะไม่ถูกละเลย

นอกจากนี้ คดีนี้ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตระหนักรู้ถึงกลโกงออนไลน์รูปแบบต่างๆ และการป้องกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่อ การหลอกลวงทางออนไลน์มีวิวัฒนาการอยู่เสมอ และผู้บริโภคจำเป็นต้องระมัดระวังและตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะลงทุนหรือให้ข้อมูลส่วนตัวใดๆ

ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับบางส่วนในการป้องกันตนเองจากการหลอกลวงออนไลน์:

  • ตรวจสอบข้อมูลของผู้ติดต่อก่อนที่จะให้ข้อมูลส่วนตัวใดๆ
  • ระมัดระวังข้อเสนอที่ดูดีเกินจริง
  • อย่าคลิกลิงก์หรือดาวน์โหลดไฟล์จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ
  • ใช้รหัสผ่านที่คาดเดาได้ยากและเปลี่ยนรหัสผ่านของคุณเป็นประจำ
  • ติดตั้งซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสและอัปเดตซอฟต์แวร์ของคุณให้เป็นปัจจุบัน
  • รายงานการหลอกลวงออนไลน์ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การตระหนักรู้และการระมัดระวังเป็นกุญแจสำคัญในการปกป้องตนเองจากภัยการหลอกลวงออนไลน์ ขอให้ทุกคนปลอดภัยจากอาชญากรรมไซเบอร์!

ที่มา – เกาหลีใต้ออกหมายจับ 59 ผู้ต้องสงสัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังส่งตัวกลับจากกัมพูชา

“แบ็ก เซฮี” เสียชีวิต นักเขียนบันทึกรักษาซึมเศร้า

แบ็ก เซฮี นักเขียนชาวเกาหลีใต้ผู้สร้างปรากฏการณ์ด้วยบันทึกความทรงจำขายดีระดับโลกเรื่อง “I Want to Die but I Want to Eat Tteokbokki” (อยากตายแต่ก็อยากกินต็อกบกกี) ได้เสียชีวิตลงแล้วในวัย 35 ปี แม้รายละเอียดการเสียชีวิตยังไม่ชัดเจน แต่ครอบครัวเผยว่าเธอได้บริจาคอวัยวะเพื่อต่อชีวิตให้ผู้คนถึง 5 ราย ตามความปรารถนาที่จะ “แบ่งปันหัวใจและสร้างแรงบันดาลใจแห่งความหวัง” ผ่านงานเขียนของเธอ

หนังสือเล่มนี้ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2018 ในภาษาเกาหลี เป็นการรวบรวมบทสนทนาระหว่างเธอกับจิตแพทย์เกี่ยวกับการรักษาภาวะซึมเศร้า ซึ่งเนื้อหาด้านสุขภาพจิตของเธอได้สร้างปรากฏการณ์และเข้าถึงใจผู้อ่านทั่วโลก ก่อนจะได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษในปี 2022 และมียอดขายรวมทั่วโลกแล้วกว่า หนึ่งล้านเล่ม รวมถึงถูกแปลไปแล้วใน 25 ประเทศ

สำนักงานบริจาคอวัยวะแห่งเกาหลี ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันศุกร์ว่า แบ็ก เซฮี ได้บริจาคอวัยวะของเธอ ได้แก่ หัวใจ ปอด ตับ และไต ซึ่งช่วยต่อชีวิตให้กับผู้คนได้ถึง 5 ราย ในแถลงการณ์ได้อ้างอิงคำพูดของน้องสาวของเธอว่า แบ็ก เซฮี ต้องการ “แบ่งปันหัวใจของเธอให้กับผู้อื่นผ่านผลงาน และสร้างแรงบันดาลใจแห่งความหวัง”

“I Want to Die but I Want to Eat Tteokbokki” ได้รับการยกย่องอย่างสูงในฐานะงานที่ช่วยให้การพูดคุยเกี่ยวกับสุขภาพจิตเป็นเรื่องปกติ และนำเสนอความขัดแย้งภายในจิตใจได้อย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างความคิดที่สิ้นหวังกับความซาบซึ้งในความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ

ประโยคที่โด่งดังที่สุดของหนังสือเล่มนี้คือ “หัวใจของมนุษย์ ต่อให้ต้องการที่จะตาย ก็มักจะอยากกินต็อกบกกีในเวลาเดียวกันด้วยเช่นกัน”

แบ็ก เซฮี เกิดในปี 1990 จบการศึกษาด้านการเขียนเชิงสร้างสรรค์ และเคยทำงานในสำนักพิมพ์เป็นเวลา 5 ปี เธอได้รับการรักษาภาวะดีสไทเมีย หรือภาวะซึมเศร้าแบบเรื้อรังระดับอ่อน ซึ่งเป็นพื้นฐานในการเขียนผลงานขายดีของเธอตลอดระยะเวลาหนึ่งทศวรรษ

ผลงานภาคต่อของเธอคือ “I Want to Die but I Still Want to Eat Tteokbokki” ตีพิมพ์เป็นภาษาเกาหลีในปี 2019 และฉบับแปลภาษาอังกฤษเผยแพร่ในปี 2024.

“แบ็ก เซฮี” นักเขียนหนังสือบันทึกรักษาซึมเศร้า เสียชีวิตด้วยวัย 35 ปี

เรื่องราวของ “แบ็ก เซฮี” สะท้อนอะไร?

การจากไปของ “แบ็ก เซฮี” นักเขียนหนังสือบันทึกรักษาซึมเศร้า เสียชีวิตด้วยวัย 35 ปี สร้างความเสียใจให้กับนักอ่านทั่วโลก ผู้ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากงานเขียนที่กล้าหาญและจริงใจของเธอ หนังสือ “I Want to Die but I Want to Eat Tteokbokki” ได้เปิดประเด็นเรื่องสุขภาพจิตให้เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง และช่วยให้ผู้คนมากมายกล้าที่จะเผชิญหน้ากับความรู้สึกของตนเอง

แม้ว่ารายละเอียดเกี่ยวกับการเสียชีวิตของ แบ็ก เซฮี จะยังไม่ถูกเปิดเผย แต่การที่ครอบครัวของเธอบริจาคอวัยวะเพื่อต่อชีวิตให้ผู้อื่น แสดงให้เห็นถึงความปรารถนาของเธอที่จะสร้างประโยชน์ให้กับสังคมแม้ในวาระสุดท้ายของชีวิต

“I Want to Die but I Want to Eat Tteokbokki” ไม่ใช่แค่หนังสือบันทึกประสบการณ์ส่วนตัว แต่เป็นกระจกสะท้อนความรู้สึกขัดแย้งที่เกิดขึ้นในจิตใจของมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นความสิ้นหวัง ความเหนื่อยล้า หรือแม้แต่ความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่เรายังคงโหยหา

หนังสือของ แบ็ก เซฮี ได้กลายเป็นคู่มือสำหรับผู้ที่กำลังเผชิญหน้ากับภาวะซึมเศร้าและปัญหาทางจิตใจอื่นๆ โดยให้ความหวัง ความเข้าใจ และกำลังใจในการก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก

การจากไปของเธอในวัยเพียง 35 ปี ถือเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่สำหรับวงการวรรณกรรมและสำหรับผู้ที่กำลังต่อสู้กับปัญหาสุขภาพจิต อย่างไรก็ตาม มรดกที่เธอทิ้งไว้จะยังคงอยู่ต่อไปในหนังสือเล่มต่างๆ ที่สร้างแรงบันดาลใจและให้ความหวังแก่ผู้คนทั่วโลก

ขอให้งานเขียนของ “แบ็ก เซฮี” นักเขียนหนังสือบันทึกรักษาซึมเศร้า เสียชีวิตด้วยวัย 35 ปี ยังคงเป็นแสงสว่างนำทางให้กับผู้ที่กำลังเผชิญกับความมืดมิดในจิตใจต่อไป

ที่มา – “แบ็ก เซฮี” นักเขียนหนังสือบันทึกรักษาซึมเศร้า เสียชีวิตด้วยวัย 35 ปี

พบศพสาวเกาหลีใต้ในเวียดนาม คาดโยงแก๊งคอล

สถานการณ์น่าสลดใจเกิดขึ้นเมื่อมีการพบศพสาวเกาหลีใต้ในเวียดนาม ใกล้ชายแดนกัมพูชา ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังสืบสวนว่าคดีนี้อาจมีความเชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

พบศพสาวเกาหลีใต้ในเวียดนาม ใกล้ชายแดนกัมพูชา คาดโยงแก๊งคอลเซ็นเตอร์

รายงานข่าวจากสื่อเกาหลีใต้ระบุว่า ตำรวจได้รับแจ้งเหตุการพบศพสาวเกาหลีใต้ในเวียดนามเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยศพถูกพบในบริเวณใกล้เคียงกับชายแดนประเทศกัมพูชา ทำให้เกิดข้อสงสัยถึงสาเหตุการเสียชีวิตและแรงจูงใจที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง

สถานีตำรวจเขตฮเยฮวาในกรุงโซลเปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตเป็นหญิงสาววัย 30 ปี ถูกพบเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา ขณะนี้ตำรวจท้องถิ่นกำลังดำเนินการสอบสวนอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง แม้ว่ารายงานชันสูตรเบื้องต้นจะไม่พบร่องรอยของการถูกทำร้ายร่างกายก็ตาม ร่างของผู้เสียชีวิตได้ถูกส่งมอบให้แก่ครอบครัวเพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนาแล้ว

ตำรวจสงสัยโยงแก๊งคอลเซ็นเตอร์

สิ่งที่น่าสนใจคือ ตำรวจเกาหลีใต้ได้เริ่มการสืบสวนภายใน หลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนจากครอบครัวของผู้เสียชีวิต โดยมุ่งเน้นไปที่ความเป็นไปได้ที่หญิงสาวรายนี้อาจมีความเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ปฏิบัติการอยู่ในประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นประเด็นที่ทำให้คดีนี้ซับซ้อนและน่าติดตามมากยิ่งขึ้น

สำนักข่าวยอนฮัปรายงานว่า ตำรวจได้รับข้อมูลจากชาวเกาหลีใต้ที่หลบหนีออกมาจากกัมพูชา หลังจากที่เคยทำงานเป็นผู้ถือบัญชีม้า โดยให้การว่าผู้เสียชีวิต “ถูกกักขังอยู่ในโรงแรมแห่งหนึ่งเป็นเวลานาน” ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่อาจนำไปสู่การไขปริศนาการเสียชีวิตของเธอได้

สถานการณ์อาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวงจ้างงาน หรือการบังคับให้ทำงานผิดกฎหมาย ได้กลายเป็นข่าวใหญ่ในเกาหลีใต้ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลเกาหลีใต้กำลังเร่งดำเนินการช่วยเหลือและนำตัวชาวเกาหลีใต้ประมาณ 60 คนที่ถูกควบคุมตัวในกัมพูชากลับประเทศโดยเร็วที่สุด

การพบศพสาวเกาหลีใต้ในเวียดนามครั้งนี้ ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของชาวเกาหลีใต้ที่เดินทางไปทำงานหรือท่องเที่ยวในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศที่มีปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ

คดีนี้ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลและข้อเสนอการทำงานอย่างละเอียดถี่ถ้วน ก่อนตัดสินใจเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของขบวนการหลอกลวงต่างๆ นอกจากนี้ การประสานงานและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานตำรวจของแต่ละประเทศเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติอย่างมีประสิทธิภาพ

  • ตรวจสอบข้อมูลบริษัทจัดหางานอย่างละเอียด
  • ติดต่อสถานทูตหรือสถานกงสุลเพื่อขอคำแนะนำ
  • แจ้งแผนการเดินทางให้ครอบครัวหรือเพื่อนสนิททราบ
  • ระมัดระวังการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว

กรณีการพบศพสาวเกาหลีใต้ในเวียดนามนี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่เตือนใจให้เราทุกคนตระหนักถึงภัยอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ในการเดินทางไปต่างประเทศ และควรเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อความปลอดภัยของตนเองเสมอ

ที่มา – พบศพสาวเกาหลีใต้ในเวียดนาม ใกล้ชายแดนกัมพูชา คาดโยงแก๊งคอลเซ็นเตอร์

กัมพูชาแจง! เกาหลีใต้ 80 คน ปฏิเสธกลับประเทศ

กลายเป็นประเด็นที่ต้องจับตา เมื่อกระทรวงมหาดไทยกัมพูชาออกมาชี้แจงกรณีมีชาวเกาหลีใต้ 80 คนถูกควบคุมตัว โดยอ้างว่าคนเหล่านี้ปฏิเสธที่จะเดินทางกลับประเทศเอง พร้อมทั้งเผยแพร่คลิปวิดีโอของหญิงชาวเกาหลีใต้ที่ยืนยันว่าพวกเธออาศัยอยู่ในกัมพูชาอย่างมีความสุข เรื่องราวนี้มีความเป็นมาอย่างไร และมีประเด็นอะไรที่น่าสนใจบ้าง มาติดตามกันค่ะ

กัมพูชาแจงกรณี เกาหลีใต้ 80 คน ปฏิเสธกลับประเทศ

หลังจากที่กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้แสดงความกังวลเกี่ยวกับพลเมืองของตนที่อาจถูกหลอกลวงเข้าไปในกัมพูชา และยังคงมีผู้สูญหายอีกราว 80 ราย กระทรวงมหาดไทยกัมพูชาจึงออกมาตอบโต้ประเด็นนี้อย่างรวดเร็ว โดยมีการโพสต์ข้อความและวิดีโอผ่านทางเฟซบุ๊ก

โฆษกกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา นายทัช สุขะ ได้ออกมาแถลงว่ามีชาวเกาหลีใต้ประมาณ 80 คนที่ถูกกรมตรวจคนเข้าเมืองกัมพูชาควบคุมตัวไว้ แต่บุคคลเหล่านี้ปฏิเสธที่จะเดินทางกลับประเทศ แม้ว่าเจ้าหน้าที่เกาหลีใต้จะได้ติดต่อพวกเขาแล้วก็ตาม เขายังระบุอีกว่าไม่แน่ใจว่าผู้สูญหาย 80 คนที่สื่อเกาหลีใต้รายงานนั้น เป็นกลุ่มเดียวกับที่กรมตรวจคนเข้าเมืองควบคุมตัวอยู่หรือไม่

นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยกัมพูชายังได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณีการเสียชีวิตของชาวเกาหลีใต้ โดยระบุว่าตำรวจกัมพูชาได้จับกุมผู้ต้องสงสัยชาวจีนอย่างน้อย 3 คนที่เกี่ยวข้องกับเหตุฆาตกรรมดังกล่าว และกำลังจัดทำหนังสือชี้แจงอย่างเป็นทางการให้กับทางการเกาหลีใต้

เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น กระทรวงฯ ยังได้เผยแพร่คลิปวิดีโอของผู้หญิงชาวเกาหลีใต้ 2 คนที่อ้างว่าพวกเธออาศัยอยู่ในกัมพูชามานาน และใช้ชีวิตและทำงานอย่างสงบสุข พวกเธอกล่าวว่าไม่ได้เผชิญกับเหตุการณ์ที่น่ากลัวอย่างที่ปรากฏในข่าว อย่างไรก็ตาม ชาวเน็ตหลายคนตั้งข้อสังเกตว่าการออกมาพูดของพวกเธอเป็นไปโดยสมัครใจหรือไม่ หรือเป็นเพียงการอ่านสคริปต์ที่ถูกเตรียมไว้

ประเด็นน่าสงสัยเกี่ยวกับกรณีชาว เกาหลีใต้ 80 คนที่ปฏิเสธกลับประเทศ

  • เหตุผลในการปฏิเสธ: ทำไมชาวเกาหลีใต้เหล่านี้ถึงปฏิเสธที่จะเดินทางกลับประเทศ? มีปัจจัยอะไรที่ทำให้พวกเขาเลือกที่จะอยู่ในกัมพูชาต่อไป?
  • ความปลอดภัย: ชีวิตและความปลอดภัยของชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชาเป็นอย่างไร? พวกเขาได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสมหรือไม่?
  • ความจริง vs. การโฆษณาชวนเชื่อ: ข้อมูลที่ถูกนำเสนอโดยกระทรวงมหาดไทยกัมพูชามีความถูกต้องและเป็นกลางหรือไม่? มีความพยายามในการบิดเบือนความจริงหรือไม่?

สถานการณ์นี้ยังคงเต็มไปด้วยคำถาม และต้องการการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยและสวัสดิภาพของชาวเกาหลีใต้ทุกคนที่อยู่ในกัมพูชา

เรื่องราวของชาว เกาหลีใต้ 80 คนที่ปฏิเสธกลับประเทศ ยังคงเป็นปริศนาที่ต้องติดตามกันต่อไป การออกมาแถลงของกระทรวงมหาดไทยกัมพูชาอาจไม่ได้คลายความกังวลทั้งหมด แต่กลับจุดประกายคำถามใหม่ๆ มากมาย ที่ต้องการคำตอบที่ชัดเจนและโปร่งใส

ที่มา – มหาดไทยกัมพูชานั่งไม่ติดอ้าง ชาวเกาหลีใต้ 80 คนที่ถูกคุมตัว ปฏิเสธจะเดินทางกลับประเทศ

อังกฤษ-สหรัฐฯ คว่ำบาตรสแกมเมอร์ข้ามชาติ

การจับมือกันระหว่างอังกฤษและสหรัฐฯ นำไปสู่การคว่ำบาตรสแกมเมอร์ข้ามชาติในกัมพูชา ซึ่งเป็นปฏิบัติการสำคัญในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติที่สร้างความเสียหายอย่างมากต่อเหยื่อทั่วโลก เครือข่ายเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์และการหลอกลวงออนไลน์ ทำให้เหยื่อสูญเสียทรัพย์สินรวมมูลค่ากว่า 5 แสนล้านบาท

อังกฤษ-สหรัฐฯ คว่ำบาตรสแกมเมอร์ข้ามชาติในกัมพูชา

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 รัฐบาลอังกฤษและสหรัฐฯ ได้ประกาศมาตรการคว่ำบาตรสแกมเมอร์ข้ามชาติในกัมพูชา โดยพุ่งเป้าไปที่เครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ที่ดำเนินงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เครือข่ายเหล่านี้ถูกกล่าวหาว่าบริหาร “ศูนย์หลอกลวงออนไลน์” ขนาดใหญ่ ซึ่งใช้แรงงานที่ถูกบังคับให้ทำการหลอกลวงเหยื่อผ่านทางออนไลน์

รัฐบาลอังกฤษระบุว่า ศูนย์เหล่านี้ตั้งอยู่ในกัมพูชา เมียนมา และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค โดยใช้โฆษณางานปลอมเพื่อล่อลวงเหยื่อให้มาทำงาน ก่อนที่จะถูกบังคับให้ทำการหลอกลวงออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ เช่น การสร้างความสัมพันธ์รักออนไลน์ (Romance Scam) แล้วชักชวนให้เหยื่อลงทุนในแพลตฟอร์มคริปโตปลอม ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับผู้คนจำนวนมากทั่วโลก

นางอีเวตต์ คูเปอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ กล่าวว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหลังศูนย์สแกมเหล่านี้กำลังทำลายชีวิตของผู้คนจำนวนมาก และนำเงินที่ได้จากการหลอกลวงไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ในลอนดอนเพื่อฟอกเงิน

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า การคว่ำบาตรสแกมเมอร์ข้ามชาติในกัมพูชาครั้งนี้เป็นปฏิบัติการที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของภูมิภาค โดยพุ่งเป้าไปที่บุคคลกว่า 146 คนที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรม “Prince Group” ซึ่งอังกฤษก็ได้ทำการคว่ำบาตรเช่นกัน

เฉิน จื้อ มหาเศรษฐีผู้ต้องสงสัย

รายงานข่าวระบุว่า รายชื่อที่ถูกคว่ำบาตรประกอบด้วยบุคคลและนิติบุคคลรวม 12 ราย หนึ่งในนั้นคือนายเฉิน จื้อ มหาเศรษฐีเชื้อสายจีน-กัมพูชา วัย 38 ปี ประธานกลุ่ม Prince Group ซึ่งถูกสหรัฐฯ ตั้งข้อหาสมรู้ร่วมคิดฉ้อโกงผ่านระบบสื่อสาร และฟอกเงิน ตามหมายฟ้องจากศาลรัฐบาลกลางในบรู๊กลิน เมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา

อัยการสหรัฐฯ ระบุว่า นายเฉินและพวกได้จัดตั้งค่ายแรงงานบังคับในกัมพูชา กักขังผู้คนไว้เพื่อให้ทำการหลอกลงทุนคริปโต โดยต่อมานำเงินที่ได้ไปฟอกผ่านธุรกิจพนันออนไลน์และเหมืองขุดคริปโต ทางการสหรัฐฯ ได้ยึดบิตคอยน์กว่า 127,271 เหรียญ มูลค่าราว 14,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 520,000 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นการยึดทรัพย์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ

การคว่ำบาตรสแกมเมอร์ข้ามชาติในกัมพูชาครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของนานาชาติในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติและการค้ามนุษย์ การร่วมมือกันระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญในการกวาดล้างเครือข่ายเหล่านี้ และปกป้องผู้ที่ตกเป็นเหยื่อจากการถูกหลอกลวงและความรุนแรง

ที่มา – อังกฤษ-สหรัฐฯ คว่ำบาตรสแกมเมอร์ข้ามชาติในกัมพูชา ค้ามนุษย์หลอกเหยื่อทั่วโลกสูญ 5 แสนล้านบาท

เกาหลีใต้เผย พลเรือนหายในกัมพูชา: ยกระดับเตือน

ทางการเกาหลีใต้เผยว่า ยังมีพลเรือนของประเทศอีกประมาณ 80 คนในกัมพูชาที่ยังไม่สามารถยืนยันความปลอดภัยได้ ท่ามกลางสถานการณ์คดีหลอกลวงจ้างงานและลักพาตัวชาวเกาหลีใต้ที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ปัญหา พลเรือนหายในกัมพูชา นี้สร้างความกังวลใจให้กับรัฐบาลเกาหลีใต้อย่างมาก

เจ้าหน้าที่จากกระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้ได้เปิดเผยเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 ว่า พวกเขาได้รับรายงานกรณีชาวเกาหลีใต้ถูกลักพาตัวในกัมพูชามากถึง 330 คดี ตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเดือนสิงหาคมของปีนี้

อย่างไรก็ตาม ประมาณ 80% ของจำนวนดังกล่าว หรือราว 260 คดี ได้ถูกคลี่คลายไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นผ่านการจับกุมของตำรวจท้องถิ่น การเนรเทศออกจากประเทศ การหลบหนีออกมาได้เอง หรือการเดินทางกลับประเทศเกาหลีใต้

คดีที่ถือว่าได้ข้อยุติแล้ว หมายรวมถึง กรณีที่ได้รับการยืนยันว่าบุคคลนั้นไม่ได้ถูกควบคุมตัว และกรณีที่สามารถติดต่อกับครอบครัวหรือคนรู้จักได้อีกครั้ง

เจ้าหน้าที่ยังระบุเพิ่มเติมว่า ในปี 2567 มีคดีลักพาตัวชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชาเกิดขึ้นทั้งหมด 220 คดี และ 95% ของคดีเหล่านี้ได้ข้อยุติแล้ว เมื่อรวมกับจำนวนผู้ที่ยังสูญหายในปีนี้อีกราว 70 คน ทำให้จำนวนพลเรือนเกาหลีใต้ในกัมพูชาที่ยังไม่ทราบชะตากรรมจนถึงปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 80 คน ซึ่งเป็นเรื่องที่ทางการกำลังเร่งดำเนินการติดตามอย่างใกล้ชิด

กระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้ยังกล่าวอีกว่า พวกเขากำลังดำเนินการตรวจสอบข้อมูลร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง

ในขณะเดียวกัน มีชาวเกาหลีใต้ราว 90 คน ถูกตำรวจกัมพูชาจับกุมตัวระหว่างปฏิบัติการปราบปรามแก๊งอาชญากรรมออนไลน์ และกำลังถูกควบคุมตัวอยู่ในศูนย์กักกันท้องถิ่น โดยส่วนใหญ่มีกำหนดการที่จะถูกเนรเทศออกนอกประเทศ

ในส่วนนี้ กระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้ระบุว่า แม้ในช่วงแรกจะมีบางคนปฏิเสธที่จะเดินทางกลับเกาหลีใต้ แต่จำนวนผู้ที่ยินยอมเดินทางกลับได้เพิ่มสูงขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา ส่งผลให้จำนวนชาวเกาหลีใต้ที่ถูกตำรวจกัมพูชาควบคุมตัวลดลงเหลือ 63 คน ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติของเกาหลีใต้มีแผนที่จะนำพวกเขากลับประเทศทั้งหมดภายในเดือนนี้

รัฐบาลเกาหลีใต้กำลังพิจารณาที่จะยกระดับคำแนะนำการเดินทางสำหรับบางภูมิภาคในกัมพูชา เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในพื้นที่และการแพร่ระบาดของอาชญากรรมที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สถานการณ์ พลเรือนหายในกัมพูชา ยิ่งเป็นปัจจัยเร่งให้ต้องพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้ได้ยกระดับคำแนะนำการเดินทางไปยังกรุงพนมเปญเป็นระดับพิเศษ หรือระดับ 2.5 ไปแล้ว และยังไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะยกระดับคำแนะนำเพิ่มเติมไปสู่ระดับ 3 ซึ่งหมายถึงการแนะนำให้ออกนอกพื้นที่ หรือระดับ 4 ซึ่งเป็นระดับห้ามเดินทาง

สถานการณ์ พลเรือนหายในกัมพูชา

สถานการณ์ พลเรือนหายในกัมพูชา ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความเชื่อมั่นของประชาชนเกาหลีใต้ในการเดินทางไปยังกัมพูชาอย่างมาก การที่ยังมีพลเรือนอีกจำนวนหนึ่งที่ยังไม่สามารถติดต่อได้ ทำให้รัฐบาลเกาหลีใต้ต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและประสานงานกับทางการกัมพูชา

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการจับกุมชาวเกาหลีใต้ในคดีอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการหลอกลวงและการแสวงหาผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้นในกัมพูชา

มาตรการช่วยเหลือพลเรือนเกาหลีใต้ในกัมพูชา

รัฐบาลเกาหลีใต้กำลังดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือพลเรือนที่ได้รับผลกระทบ และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต มาตรการเหล่านี้รวมถึง:

  • การเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบบริษัทจัดหางาน
  • การให้ข้อมูลและคำแนะนำแก่ประชาชนเกี่ยวกับการเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ
  • การประสานงานกับทางการกัมพูชาเพื่อปราบปรามอาชญากรรมและการลักพาตัว
  • การให้ความช่วยเหลือด้านกงสุลแก่พลเรือนที่ต้องการเดินทางกลับประเทศ

ที่สำคัญที่สุดคือ การสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนเกี่ยวกับอันตรายที่อาจเกิดขึ้น และการให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันตนเองจากอาชญากรรม

สถานการณ์ พลเรือนหายในกัมพูชา เป็นเรื่องที่น่ากังวล และต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหา การเพิ่มความระมัดระวังและตระหนักถึงความเสี่ยงต่างๆ จะช่วยลดโอกาสในการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมได้

ที่มา – เกาหลีใต้เผย พลเรือนหายในกัมพูชาอีก 80 คน เล็งยกระดับเตือนเดินทาง

Scroll to top