เขมรยิงไทย วันนี้

GULF มอบเงิน 23 ล้านบาท ดูแลครอบครัวทหารกล้า

บริษัท GULF มอบเงินช่วยเหลือจำนวน 23 ล้านบาทจากกองทุน 100 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือและดูแลครอบครัวทหารกล้าที่เสียสละชีพปกป้องอธิปไตยของชาติ

GULF มอบเงิน 23 ล้านบาท ดูแลครอบครัวทหารกล้า ผู้สละชีพเพื่อแผ่นดิน

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF นำโดย นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เดินหน้าสานต่อเจตนารมณ์ในการดูแลครอบครัวทหารกล้าผู้เสียสละชีพเพื่อชาติ โดยมอบเงินช่วยเหลือจำนวน 23 ล้านบาท ให้แก่ครอบครัวทหารกล้าที่เสียชีวิตจากการปกป้องอธิปไตยของชาติบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เกิดเหตุปะทะในช่วงระหว่างวันที่ 8-23 ธันวาคม 2568

GULF มอบเงินช่วยเหลือครอบครัวทหารกล้า

โดยมี พลเอกชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก และพลเอกบุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก และผู้บังคับบัญชาระดับสูง ให้เกียรติเป็นสักขีพยาน ณ กองบัญชาการกองทัพบก เงินช่วยเหลือดังกล่าวมาจาก “กองทุน 100 ล้านบาท” ที่ GULF จัดตั้งขึ้นเพื่อเยียวยาและเชิดชูเกียรติทหารที่บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยการส่งมอบในครั้งนี้เป็นการช่วยเหลือครอบครัวผู้สูญเสียรวม 23 ครอบครัว

นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในฐานะบริษัทของคนไทย เรามีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะมีส่วนร่วมในการสนับสนุนภารกิจของกองทัพบก ทั้งในทางตรงและทางอ้อม โดยที่ผ่านมาได้มีการหารือร่วมกับผู้บัญชาการทหารบกอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาแนวทางที่ GULF จะสามารถช่วยเหลือกองทัพได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคโนโลยีหรือระบบดาวเทียมที่เรามีความเชี่ยวชาญ อย่างไรก็ตาม อีกสิ่งหนึ่งที่เราให้ความสำคัญอย่างมากคือการสนับสนุนทางอ้อม โดยเฉพาะการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับกำลังพล ในฐานะที่ผมเองก็เติบโตมาในครอบครัวทหาร จึงมีความเข้าใจและตระหนักถึงความเสียสละของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แนวหน้า รวมถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของทหารผู้กล้าทุกท่าน ที่ผ่านมา เราได้มีการจัดตั้งกองทุน 100 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือครอบครัวของทหารที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งในครั้งนี้ เมื่อทราบถึงเหตุการณ์ความสูญเสียที่เกิดขึ้น ทางบริษัทฯ ได้ประสานงานเพื่อขอมอบเงินสนับสนุนเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและเยียวยาครอบครัวที่ต้องสูญเสียเสาหลักไป ในฐานะบริษัทไทย เราขอยืนยันว่าจะไม่ทอดทิ้งกัน และจะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากมีสิ่งใดที่กองทัพต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม เรามีความยินดีและพร้อมที่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง เพราะถือเป็นหน้าที่ของคนไทยคนหนึ่ง ที่จะต้องรักชาติบ้านเมืองและเสียสละช่วยเหลือ ทั้งตรงทางอ้อมและจะทําให้ดีที่สุด”

GULF ช่วยเหลือครอบครัวทหารกล้า

พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก กล่าวว่า “ในนามของกองทัพบก รวมถึงผู้บังคับหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ กองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยต้นสังกัดของกำลังพลผู้เสียสละ ขอขอบพระคุณทาง GULF ที่ได้สละเวลามามอบเงินสนับสนุนเพื่อช่วยเหลือครอบครัวและญาติของกำลังพลผู้สูญเสียในครั้งนี้ ทุกความสูญเสียที่เกิดขึ้นย่อมนำมาซึ่งความเสียใจอย่างสุดซึ้ง เพราะกำลังพลทุกนายคือบุคคลสำคัญ เป็นทั้งพ่อ เป็นลูก และเป็นเสาหลักของครอบครัว ไม่มีใครอยากที่จะไปสูญเสียในลักษณะอย่างนั้น และทำหน้าที่ได้อย่างเต็มกำลังความสามารถแล้ว กองทัพรู้สึกเสียใจ และกำลังพลเหล่านั้นจะจารึกอยู่บนพื้นแผ่นดินแห่งนี้ ทั้งชื่อและนามสกุล จะเป็นเกียรติประวัติให้กับกองทัพและประเทศ ให้ลูกหลานได้รับทราบสืบต่อกันไปในอนาคตว่าพ่อหรือลูกของพวกเขา ได้เสียสละให้กับผืนแผ่นดินแห่งนี้ กองทัพบกขอขอบคุณที่เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยดูแลครอบครัวทหารกล้าเหล่านั้น”

GULF สนับสนุนกองทัพบก

สำหรับภาพรวมการดำเนินงานของกองทุนฯ ในปัจจุบัน ได้ให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวทหารกล้าที่สละชีพไปแล้วรวม 40 ครอบครัว เป็นเงิน 40 ล้านบาท พร้อมทั้งเยียวยาทหารที่ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 10.5 ล้านบาท นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการสนับสนุนด้านสาธารณสุข โดยมอบเครื่องมือแพทย์มูลค่ากว่า 2 ล้านบาท ให้แก่โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี รวมยอดการส่งมอบความช่วยเหลือจากกองทุนจนถึงปัจจุบันเป็นมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการตอบแทนความเสียสละของเหล่าทหารไทยอย่างต่อเนื่อง

GULF ดูแลทหารกล้าและครอบครัว

นอกจากภารกิจกองทุน 100 ล้านบาท GULF ยังคงเดินหน้าช่วยเหลือทหารที่บาดเจ็บและเสียชีวิตจากภารกิจความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการมอบถุงยังชีพ “GULF Care” จำนวนกว่า 2,000 ชุด แก่ทหารและประชาชนที่ได้รับผลกระทบในศูนย์พักพิงตามจังหวัดต่าง ๆ การสนับสนุนงบประมาณให้ศูนย์พักพิง รวมถึงการผนึกกำลังกับบริษัทในเครือ เพื่อนำเทคโนโลยีด้านการสื่อสารและดาวเทียมมาช่วยอำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงสามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น GULF มุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในทุกมิติ โดยเชื่อว่าความมั่นคงของชาติจะเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าได้อย่างแข็งแกร่ง

GULF ขับเคลื่อนสังคมไทยอย่างยั่งยืน

GULF เพื่อความมั่นคงของชาติ

GULF ร่วมมือกับกองทัพ

GULF เคียงข้างและดูแลครอบครัวทหารกล้า

การสนับสนุนของ GULF ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือสังคมและการให้ความสำคัญกับผู้ที่เสียสละเพื่อชาติ การดูแลครอบครัวทหารกล้าเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การยกย่องและสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – GULF มอบเงิน 23 ล้านบาท ดูแลครอบครัวทหารกล้า ผู้สละชีพเพื่อแผ่นดิน

เสธ.ทบ. ยัน! กัมพูชาต้องประกาศหยุดยิงก่อน

เสธ.ทบ. เผยถึงการประชุม GBC ยันทหารยังคงทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตย ซึ่งยังมีการปะทะต่อเนื่อง เพื่อดำเนินการตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ย้ำจุดยืนกัมพูชาต้องประกาศหยุดยิงก่อน

วันที่ 25 ธันวาคม 2568 พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา หรือ GBC ถึงข้อยุติในการประชุมว่า คงต้องติดตาม ขณะนี้เป็นเพียงการพูดคุยของฝ่ายเลขานุการ GBC เท่านั้น ซึ่งจะมีรายละเอียดว่าสามารถตกลงอะไรกันได้บ้าง ส่วนกัมพูชาจะยอมรับข้อเสนอของฝ่ายไทยหรือไม่นั้น ขอให้รอฟังการประชุม ทั้งฝ่ายเลขานุการ GBC รวมถึงในวันที่ 27 ธ.ค.นี้ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมทั้ง 2 ประเทศ ขอย้ำว่า ในพื้นที่หน้าที่ของเรายังคงดำเนินการอยู่ ซึ่งยังมีการปะทะอย่างต่อเนื่อง เรายังต้องทำและปฏิบัติ และทำหน้าที่นั้นให้ดีที่สุด

เมื่อถามว่า 1 ใน 3 ข้อเสนอ คือกัมพูชาต้องประกาศหยุดยิงก่อนในฐานะผู้รุกราน ปัจจุบันนี้ได้เห็นสัญญาณนั้นแล้วหรือไม่ ภายหลังได้มีการทำหนังสือมาถึงกระทรวงกลาโหม พล.อ.ชัยพฤกษ์ ตอบว่า กัมพูชาได้ส่งสัญญาณมาโดยตลอด ตั้งแต่ช่วงต้นว่าคิดและอยากปฏิบัติเช่นนั้น แต่เราไม่ได้เป็นฝ่ายที่ทำให้สถานการณ์เกิดขึ้น และเมื่อเกิดขึ้นแล้ว เราต้องปกป้องอธิปไตย

เมื่อถามว่า กัมพูชาสงวนคำพูดหลบเลี่ยงที่จะประกาศหยุดยิงก่อนโดยใช้วิธีการให้ไทยและกัมพูชาประกาศหยุดยิงพร้อมกันหรือไม่ พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า เชื่อว่าฝ่ายกัมพูชาพยายามสื่อสารกับคนไทยในประเทศเช่นนั้น เมื่อถามว่าเรายังยืนยันในจุดยืนว่า ฝ่ายกัมพูชาต้องประกาศหยุดยิงก่อนใช่หรือไม่ พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า แน่นอน

เมื่อถามว่าปัจจุบันกัมพูชาอยู่ในสภาพที่สิ้นสภาพแล้วหรือไม่ พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า ขณะนี้ได้ทำลายไปหลายส่วน กำลังที่อยู่บริเวณเขตอธิปไตยของเรา ตอนนี้ทำได้ 90% แต่ในพื้นที่ทางลึก ยุทโธปกรณ์ที่เขามีอยู่ ก็ยังมีอีกจำนวนมาก แต่ไม่ขอพูดถึงรายละเอียด คิดว่าเราดำเนินการตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้เป็นที่น่าพอใจ

กัมพูชาต้องประกาศหยุดยิงก่อน

จุดยืนของไทยชัดเจน: กัมพูชาต้องประกาศหยุดยิงก่อน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แม้จะมีการประชุม GBC แต่ยังไม่มีข้อสรุปที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ชัดเจนคือจุดยืนของประเทศไทยที่ต้องการให้กัมพูชาแสดงความรับผิดชอบด้วยการประกาศหยุดยิงก่อน

การที่กัมพูชาส่งสัญญาณว่าจะทำในลักษณะเดียวกันนั้น ยังไม่เพียงพอต่อการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ เนื่องจากเป็นผู้ที่ก่อให้เกิดสถานการณ์ความรุนแรงขึ้นก่อน การประกาศหยุดยิงจึงเป็นการแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนในการยุติความขัดแย้งและหันมาสู่การเจรจาอย่างสันติ

พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ได้ย้ำถึงความสำคัญของการปกป้องอธิปไตยของชาติ ซึ่งเป็นหน้าที่หลักของทหาร และได้กล่าวถึงความคืบหน้าในการดำเนินการในพื้นที่ โดยระบุว่าสามารถทำลายกำลังของฝ่ายตรงข้ามไปได้มาก แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งสองฝั่ง การแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีจึงเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญ การเจรจาและการสร้างความเข้าใจร่วมกันเป็นหนทางที่จะนำไปสู่การยุติความขัดแย้งอย่างยั่งยืน

การที่ประเทศไทยยืนหยัดในหลักการและจุดยืนที่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่สำคัญในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน การเจรจาใดๆ จะต้องอยู่บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน และคำนึงถึงความถูกต้องเป็นธรรม

สถานการณ์ปัจจุบันยังคงมีความไม่แน่นอน แต่การที่ประเทศไทยแสดงจุดยืนที่ชัดเจนและหนักแน่น จะช่วยให้การเจรจาเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในที่สุด สิ่งสำคัญคือการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และสนับสนุนการดำเนินการของรัฐบาลและกองทัพในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

ถึงแม้ว่าการพูดคุยและการเจรจาจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่การเตรียมพร้อมและเฝ้าระวังก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ การที่กองทัพยังคงปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยอย่างเข้มแข็ง เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยจะไม่ยอมให้ใครมารุกรานอธิปไตยของชาติ

ประเทศไทยควรใช้โอกาสนี้ในการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน และสร้างความเข้าใจอันดี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งในอนาคต การทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ จะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย และนำไปสู่ความสงบสุขในภูมิภาค

การยืนยันว่า กัมพูชาต้องประกาศหยุดยิงก่อน ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะนำไปสู่การเจรจาอย่างจริงจัง และแสดงถึงความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี การที่ประเทศไทยยึดมั่นในหลักการนี้ จะช่วยให้การเจรจาเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง และนำไปสู่การยุติความขัดแย้งอย่างยั่งยืน

ที่มา – เสธ.ทบ. ยันทหารยังคงทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตย ย้ำกัมพูชาต้องประกาศหยุดยิงก่อน

กัมพูชาขอเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC

กองบัญชาการกองทัพไทยเปิดเผยว่า “กระทรวงกลาโหมกัมพูชา” ได้ส่งหนังสือทางการเพื่อขอเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC (General Border Committee) ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-27 ธันวาคม 2568 ณ จังหวัดจันทบุรี โดยทางไทยได้ย้ำถึงความจำเป็นในการพิสูจน์ความจริงใจตามเงื่อนไขหลัก 3 ประการ

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 เวลา 18.30 น. เพจเฟซบุ๊ก กองบัญชาการกองทัพไทย Royal Thai Armed Forces Headquarters ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับเรื่องที่กัมพูชาส่งหนังสือทางการขอเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC โดยทางไทยได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการพิสูจน์ความจริงใจตามเงื่อนไขหลักทั้ง 3 ข้อ

ดังที่กระทรวงการต่างประเทศได้แสดงจุดยืนเกี่ยวกับเงื่อนไขการหยุดยิงบริเวณพื้นที่ชายแดน โดยได้ระบุว่าฝ่ายกัมพูชาจะต้องแสดงเจตจำนงผ่านการปฏิบัติ 3 ประการ ได้แก่ การประกาศหยุดยิงก่อน, การยุติการใช้กำลังอย่างต่อเนื่อง และความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างเป็นรูปธรรม

กัมพูชายื่นหนังสือขอเจรจาหยุดยิง

ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 กระทรวงกลาโหมกัมพูชาได้ส่งหนังสืออย่างเป็นทางการถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทย เพื่อแสดงความประสงค์ที่จะเจรจาหยุดยิง ซึ่งถือเป็นก้าวที่สำคัญภายใต้กรอบเงื่อนไขที่ทางไทยได้กำหนดไว้

ทั้งนี้ จากการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนสมัยพิเศษเมื่อวันที่ 22 ธันวาคมที่ผ่านมา ได้นำไปสู่การจัดประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ตามข้อเสนอของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-27 ธันวาคม 2568 ณ จังหวัดจันทบุรี โดยฝ่ายไทยมี พลเอก ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร และฝ่ายกัมพูชามี Major General Nhem Boraden เป็นหัวหน้าคณะการประชุม

กัมพูชาขอเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อน ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจและความร่วมมือจากทั้งสองฝ่าย การที่กัมพูชายื่นข้อเสนอในการเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี อย่างไรก็ตาม การเจรจาจะประสบความสำเร็จได้นั้น จำเป็นต้องมีการดำเนินการตามเงื่อนไขที่ทางไทยได้กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแสดงความจริงใจในการหยุดยิงและยุติการใช้กำลังอย่างต่อเนื่อง

การมีส่วนร่วมในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญ เนื่องจากทุ่นระเบิดที่ถูกฝังไว้ตามแนวชายแดนเป็นอันตรายต่อประชาชนทั้งสองฝั่ง การร่วมมือกันในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอื่นๆ ในอนาคต

การประชุม GBC ที่จังหวัดจันทบุรีจึงเป็นโอกาสอันดีที่ทั้งสองฝ่ายจะได้หารือและทำความเข้าใจซึ่งกันและกันอย่างใกล้ชิด เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนตามแนวชายแดน การที่ทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงในการหยุดยิงและร่วมมือกันในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดได้ จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ

สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธีและการเจรจาเป็นแนวทางที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย การพัฒนาความร่วมมือในด้านต่างๆ เช่น เศรษฐกิจ การค้า และวัฒนธรรม จะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์และความเข้าใจซึ่งกันและกัน และนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาค

สำหรับการเจรจากัมพูชาขอเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC ในครั้งนี้ ทางฝั่งไทยเองก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น และต้องยึดมั่นในหลักการและผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ การเจรจาจะต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและสวัสดิภาพของประชาชนเป็นอันดับแรก

การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าของการเจรจาเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและรอบด้าน และสามารถมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและสนับสนุนการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี

ในสถานการณ์ที่กัมพูชาขอเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC, เราควรร่วมกันส่งเสริมให้เกิดการเจรจาที่สร้างสรรค์และนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน เพื่อความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองประเทศ

การที่กัมพูชาขอเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC นั้น จะนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นได้อย่างไร ต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา – กองบัญชาการกองทัพไทย เผยหนังสือที่ “กัมพูชา” ส่งขอเจรจาหยุดยิง ตามกลไก GBC

ด่วน! กัมพูชาใช้อาวุธหนัก ยิงบ้านเรือนที่สระแก้ว

สถานการณ์ชายแดนสระแก้วตึงเครียดตั้งแต่เช้าตรู่ เมื่อมีรายงานว่า กัมพูชาใช้อาวุธหนัก ยิงใส่บ้านพลเรือนฝั่งไทยแต่เช้า ไฟไหม้ 1 หลัง ที่สระแก้ว เหตุการณ์นี้ส่งผลให้บ้านเรือนในชุมชนอำเภอโคกสูงได้รับความเสียหายอย่างหนัก และเกิดเพลิงไหม้ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเร่งควบคุมสถานการณ์เพื่อป้องกันไฟลุกลามไปยังพื้นที่ใกล้เคียง

กัมพูชาใช้อาวุธหนัก ยิงใส่บ้านพลเรือนฝั่งไทยแต่เช้า ไฟไหม้ 1 หลัง ที่สระแก้ว

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่จังหวัดสระแก้วว่า เกิดการปะทะกันอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเช้ามืดระหว่างกำลังทหารของทั้งสองฝ่าย เสียงอาวุธหนักดังสนั่นเป็นระยะ สร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดนเป็นอย่างมาก

ต่อมาในเวลาประมาณ 07.20 น. มีรายงานว่าฝ่ายกัมพูชาได้ กัมพูชาใช้อาวุธหนัก ยิงใส่บ้านพลเรือนฝั่งไทยแต่เช้า ไฟไหม้ 1 หลัง ที่สระแก้ว โดยกระสุนข้ามแดนมาตกในฝั่งไทย บริเวณชุมชนอำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านหนองหญ้าแก้ว การยิงกระสุนเป็นไปอย่างไม่เจาะจงเป้าหมาย ส่งผลให้บ้านเรือนของประชาชนได้รับความเสียหาย และเกิดเพลิงไหม้

ความเสียหายจากเหตุการณ์กัมพูชายิงใส่บ้านเรือนประชาชน

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่บ้านดอนหลุมได้รับผลกระทบโดยตรง โดยเฉพาะบ้านของนายพิสูตรที่ถูกกระสุนปืนตกใส่จนเกิดไฟลุกไหม้ สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินอย่างหนัก โชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ได้อพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงไปก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าควบคุมพื้นที่ เร่งสำรวจความเสียหาย และให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งเตือนประชาชนที่ยังอยู่ในพื้นที่ใกล้ชายแดนให้หลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง และปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการอย่างเคร่งครัด

ผลกระทบและความช่วยเหลือหลังเหตุการณ์ กัมพูชาใช้อาวุธหนัก ยิงใส่บ้านพลเรือนฝั่งไทยแต่เช้า ไฟไหม้ 1 หลัง ที่สระแก้ว

สถานการณ์ชายแดนจังหวัดสระแก้วยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความกังวลของประชาชนต่อสถานการณ์ที่ไม่สงบ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะยืดเยื้อ หน่วยงานความมั่นคงยังคงติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

เจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

เหตุการณ์ กัมพูชาใช้อาวุธหนัก ยิงใส่บ้านพลเรือนฝั่งไทยแต่เช้า ไฟไหม้ 1 หลัง ที่สระแก้ว ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าสถานการณ์ชายแดนยังคงเปราะบาง และจำเป็นต้องมีการเจรจาและการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียและความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในอนาคต

เราหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น และขอเป็นกำลังใจให้กับพี่น้องประชาชนชาวสระแก้วที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้

ที่มา – กัมพูชาใช้อาวุธหนัก ยิงใส่บ้านพลเรือนฝั่งไทยแต่เช้า ไฟไหม้ 1 หลัง ที่สระแก้ว

ชันสูตรร่าง 2 วีรบุรุษเนิน 350 ก่อนส่งกลับ

นำร่าง 2 กำลังพล “วีรบุรุษเนิน 350” ตรวจชันสูตรที่ รพ.สุรินทร์ ก่อนทำพิธีส่งกลับภูมิลำเนาในวันพรุ่งนี้ ด้านครอบครัว “จ่าเริง” รีบเดินทางมารอรับ บอกดีใจมากที่นำร่างสามีออกมาได้

จากกรณีที่ กองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์แนวชายแดน พื้นที่ปราสาทตาควาย บริเวณเนิน 350 ซึ่งหน่วยมีการจัดกำลังเข้ากวาดล้าง จำนวน 3 ที่หมาย ตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2568 เป็นต้นมา ผลการปฏิบัติขั้นต้นสามารถควบคุมได้ 2 ที่หมาย คือ ปราสาทตาควาย และที่รวมพลของทหารกัมพูชา และในทันทีที่เข้ากวาดล้างที่หมายสุดท้าย คือ เนิน 350 ได้ถูกฝ่ายกัมพูชา ตอบโต้อย่างรุนแรง จนทำให้ จ.ส.อ.สำเริง คลังประโคน และ พลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา ซึ่งเป็นกำลังพลจากหน่วย กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 เสียชีวิตขณะเข้าปฏิบัติหน้าที่ และหลังจากที่หน่วยได้พยายามใช้ปฏิบัติการทหารเข้าควบคุมพื้นที่อย่างต่อเนื่อง จนถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2568 หน่วยจึงสามารถควบคุมพื้นที่เนิน 350 ไว้ได้ และได้นำร่างผู้เสียชีวิตทั้ง 2 นาย ออกจากพื้นที่การรบ เมื่อเวลาประมาณ 12.00 นาฬิกา ของวันนี้ นั้น

ต่อมา เมื่อเวลา 15.15 น. วันที่ 20 ธันวาคม 2568 ที่โรงพยาบาลสุรินทร์ เจ้าหน้าที่ได้นำร่าง จ.ส.อ.สำเริง คลังประโคน และ พลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา วีรบุรุษเนิน 350 ซึ่งเป็นกำลังพลจากหน่วย กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 ที่เสียชีวิตขณะเข้าปฏิบัติหน้าที่ มาชันสูตรพร้อมกับตกแต่งบาดแผล ก่อนจะนำกลับไปไว้ที่โรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน

ขณะเดียวกันครอบครัวของ จ.ส.อ. สำเริง คลังประโคน ก็ได้เดินทางจากจังหวัดบุรีรัมย์ เข้ามาที่โรงพยาบาลสุรินทร์ โดย ภรรยา จ.ส.อ. สำเริง เผยว่า บนบานไว้ว่าขอให้เจอศพและนำออกมาให้ได้ซึ่งก็สำเร็จ ตนดีใจมากที่ได้ร่างสามีออกมาได้

จากนั้น เวลา 18.30 น. รถโรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน มารับร่าง จ.ส.อ.สำเริง คลังประโคน และ พลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา ไปเก็บไว้ เพื่อในวันพรุ่งนี้ จะมีพิธีกองทหารเกียรติยศ ส่งร่างผู้เสียชีวิตไปประกอบพิธีทางศาสนา ณ ภูมิลำเนาต่อไป โดยมี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธี

นำร่าง 2 วีรบุรุษเนิน 350 ตรวจชันสูตร ก่อนส่งกลับ

การเสียสละของ จ.ส.อ.สำเริง คลังประโคน และ พลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา ในครั้งนี้ ถือเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของกองทัพไทย และเป็นความสูญเสียของครอบครัวและคนใกล้ชิด การปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญและเสียสละของทั้งสองท่าน จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของชาติไทยตลอดไป

สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับการชันสูตรร่าง 2 วีรบุรุษเนิน 350

การชันสูตรศพมีความสำคัญอย่างยิ่งในการหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง และเป็นกระบวนการที่จำเป็นเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เสียชีวิตและครอบครัว ในกรณีของ วีรบุรุษเนิน 350 การชันสูตรจะช่วยยืนยันสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัด และเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย

นอกจากนี้ การชันสูตรยังอาจนำไปสู่การปรับปรุงมาตรการด้านความปลอดภัยและการฝึกอบรมของทหาร เพื่อป้องกันการสูญเสียในอนาคต การเรียนรู้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนากองทัพให้มีความพร้อมและสามารถปกป้องประเทศชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พิธีส่งร่าง วีรบุรุษเนิน 350 กลับภูมิลำเนาในวันพรุ่งนี้ จะเป็นพิธีที่สมเกียรติและแสดงความเคารพต่อความกล้าหาญและความเสียสละของทั้งสองท่าน ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวและญาติมิตรของผู้เสียชีวิต

การจากไปของวีรบุรุษทั้งสองท่านเป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของความสามัคคีและความเสียสละเพื่อส่วนรวม การร่วมมือกันสร้างสังคมที่เข้มแข็งและปลอดภัย คือสิ่งที่เราสามารถทำได้เพื่อเป็นการตอบแทนคุณงามความดีของวีรชนผู้กล้าหาญเหล่านี้

ที่มา – นำร่าง 2 กำลังพล “วีรบุรุษเนิน 350” ตรวจชันสูตร ก่อนทำพิธีส่งกลับภูมิลำเนาพรุ่งนี้

เปิดภาพ! แม่ทัพภาคที่ 2 ยึดเนิน 350

เปิดภาพนาทีประวัติศาสตร์! “แม่ทัพภาคที่ 2 – ผบ.กกล.สุรนารี” ร่วมบัญชาการรบในภารกิจสุดหินเพื่อยึดและควบคุมพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญอย่าง “เนิน 350” โดยเน้นย้ำความรอบคอบและความระมัดระวังสูงสุดในทุกขั้นตอน

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ได้เผยแพร่ภาพและข้อความประกาศความสำเร็จในการเข้าควบคุมและสถาปนาพื้นที่ “เนิน 350” ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญใกล้ปราสาทตาควาย อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ หลังจากที่มีการปะทะอย่างหนักกับกองกำลังฝ่ายกัมพูชา

เปิดภาพ! แม่ทัพภาคที่ 2 ยึดเนิน 350

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เปิดเผยถึงรายละเอียดของการปฏิบัติการครั้งนี้ว่า อยู่ภายใต้การบัญชาการรบร่วมกับ พลตรี สมภพ ภาระเวช ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี โดยเน้นย้ำว่าทุกขั้นตอนการปฏิบัติงานเป็นไปอย่างรอบคอบ รัดกุม และต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูงสุด เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาได้ละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ด้วยการลอบวางทุ่นระเบิดจำนวนมากในพื้นที่การรบ ทำให้การเคลื่อนกำลังและการตรวจยึดพื้นที่ต้องดำเนินไปด้วยมาตรการความปลอดภัยขั้นสูงสุด

การยึด “เนิน 350” สำเร็จครั้งนี้ ถือเป็นชัยชนะที่สำคัญอย่างยิ่งทางยุทธศาสตร์

สดุดีวีรบุรุษผู้กล้า

อย่างไรก็ตาม ชัยชนะครั้งนี้ต้องแลกมาด้วยความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ เมื่อ จ่าสิบเอก สำเริง คลังประโคน และ พลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา สังกัด ร้อย.อวบ.ร.23 พัน.3 ได้เสียสละชีวิตของตนเองในการปฏิบัติหน้าที่เป็นชุดยิงคุ้มครอง ปกป้องและเปิดทางให้เพื่อนร่วมรบสามารถถอนกำลังได้อย่างปลอดภัยจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 เวลา 10.10 น. ในระหว่างภารกิจเข้าตีต่อที่หมาย “เนิน 350” ซึ่งฝ่ายตรงข้ามได้ใช้อาวุธยิงสนับสนุนและอาวุธเล็งตรงโจมตีอย่างต่อเนื่อง

แม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวยกย่องวีรกรรมของทั้งสองนายว่าเป็นแบบอย่างของทหารอาชีพผู้ยืนหยัดเพื่อแผ่นดินไทยจนลมหายใจสุดท้าย “การเสียสละของทั้งสองนาย คือแบบอย่างของคำว่า ทหารอาชีพผู้ยืนหยัดเพื่อแผ่นดินไทยจนลมหายใจสุดท้าย”

ปัจจุบัน ร่างของวีรบุรุษทั้งสองนายอยู่ระหว่างการลำเลียงลงสู่พื้นที่ราบ โดยยังคงต้องใช้มาตรการความปลอดภัยสูงสุด เนื่องจากยังมีความเสี่ยงจากทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดแสวงเครื่องที่อาจหลงเหลืออยู่

ชัยชนะในการยึด “เนิน 350” ไม่ได้เป็นเพียงแค่การได้มาซึ่งพื้นที่ แต่เป็นการยืนยันว่าอธิปไตยของชาติไทย ยังคงมีผู้พร้อมที่จะยืนหยัดปกป้องด้วยชีวิต

จ.ส.อ. สำเริง คลังประโคน สังกัด ร.23 พัน.3 และ พลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา สังกัด ร.23 พัน.3 ชื่อของท่านทั้งสองจะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของกองทัพไทย และจะอยู่คู่กับแผ่นดินไทยตลอดไป

การปฏิบัติการครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเสียสละ ความกล้าหาญ และความมุ่งมั่นของทหารไทยในการปกป้องอธิปไตยของชาติ การยึด “เนิน 350” สำเร็จ จึงเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่ต้องจารึกไว้

ที่มา – เปิดภาพ แม่ทัพภาคที่ 2 – ผบ.กกล.สุรนารี ร่วมบัญชาการรบ ภารกิจยึด “เนิน 350”

วันที่ 13 ของการปะทะ: กัมพูชาเสริมที่มั่น

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด กองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ล่าสุดในวันที่ 20 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็น วันที่ 13 ของการปะทะ กัมพูชายังคงเสริมความแข็งแรงของที่มั่น ยิงปืนใหญ่ใส่ไทยเป็นระยะ โดยเน้นหนักในพื้นที่สำคัญหลายแห่งตามแนวชายแดนจังหวัดสระแก้ว

วันที่ 13 ของการปะทะ กัมพูชายังคงเสริมความแข็งแรงของที่มั่น ยิงปืนใหญ่ใส่ไทยเป็นระยะ

จากรายงานของศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 พบว่า กองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) ยังคงปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยอย่างต่อเนื่องในสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น โดยมีการปะทะกันใน 3 พื้นที่หลัก ได้แก่:

สถานการณ์ล่าสุด: วันที่ 13 ของการปะทะ

1. พื้นที่บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา: ฝ่ายกัมพูชายังคงมุ่งมั่นในการเสริมความแข็งแกร่งของฐานที่มั่นของตนเองอย่างต่อเนื่อง มีการเคลื่อนย้ายและติดตั้งปืนใหญ่ รวมถึงเครื่องยิงลูกระเบิดเพิ่มเติมในพื้นที่ เพื่อสร้างความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ในการปฏิบัติการรบ

2. พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง: สถานการณ์ในพื้นที่นี้ยังคงน่ากังวล ฝ่ายกัมพูชายังคงดำเนินการเสริมความแข็งแรงของที่มั่นอย่างไม่หยุดหย่อน มีการยิงปืนใหญ่และเครื่องยิงลูกระเบิดเข้ามายังที่มั่นของฝ่ายไทยเป็นระยะๆ นอกจากนี้ ยังตรวจพบการเคลื่อนกำลังพลเพิ่มเติม ซึ่งคาดว่าจะเตรียมพร้อมสำหรับการเข้าดำเนินกลยุทธ์ในพื้นที่เพื่อหวังผลในการช่วงชิงความได้เปรียบ

3. พื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง: ในพื้นที่นี้ ฝ่ายกัมพูชาได้ทำการยิงปืนใหญ่และเครื่องยิงลูกระเบิดโจมตีที่มั่นของฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง ตรวจพบการลำเลียงเสบียง อาวุธ และกระสุนดินดำเข้าสู่ฐานที่มั่นต่างๆ ซึ่งบ่งชี้ถึงความพยายามในการเตรียมความพร้อมสำหรับการปฏิบัติการรบที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์โดยรวมยังคงตึงเครียดและมีความผันผวนสูง การกระทำของฝ่ายกัมพูชาที่บ่งชี้ถึงการเตรียมพร้อมสำหรับการยกระดับความรุนแรงในการปะทะเป็นสิ่งที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ชายแดน จังหวัดสระแก้ว ได้ดำเนินการเปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวจำนวน 40 แห่ง เพื่อรองรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความรุนแรง ปัจจุบัน มีประชาชนที่เข้าพักอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวรวมทั้งสิ้น 16,580 คน ซึ่งได้รับการดูแลและสนับสนุนจากส่วนราชการต่างๆ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบมีขวัญกำลังใจที่ดี และสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปลอดภัยในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

จังหวัดสระแก้วและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือและดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งให้การสนับสนุนและให้กำลังใจแก่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยของชาติ ขอให้ทุกท่านปลอดภัยและปฏิบัติภารกิจสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

แม้สถานการณ์ชายแดนจะยังคงมีความไม่แน่นอน แต่ความสามัคคีและความเข้มแข็งของคนในชาติจะเป็นพลังสำคัญในการก้าวผ่านอุปสรรคและความท้าทายต่างๆ ไปได้ด้วยดี วันที่ 13 ของการปะทะ กัมพูชายังคงเสริมความแข็งแรงของที่มั่น ยิงปืนใหญ่ใส่ไทยเป็นระยะ เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความมั่นคงของชาติและความปลอดภัยของประชาชน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ความไม่สงบที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การมีระบบการป้องกันชายแดนที่มีประสิทธิภาพ การฝึกฝนกำลังพลให้มีความพร้อมในการปฏิบัติการ และการมีแผนอพยพประชาชนที่ชัดเจน เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาความปลอดภัยและปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ที่มา – วันที่ 13 ของการปะทะ กัมพูชายังคงเสริมความแข็งแรงของที่มั่น ยิงปืนใหญ่ใส่ไทยเป็นระยะ

กองทัพบก ประณามกัมพูชา โจมตีพลเรือน

“กองทัพบก” ประณาม “กัมพูชา” ที่โจมตีชุมชนพลเรือน ใช้กำลังไม่เลือกเป้าหมาย ชี้สร้างผลกระทบรุนแรงต่อประชาชนคนไทยในพื้นที่ชายแดน

วันที่ 20 ธ.ค. 2568 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เผยว่า กองทัพบกขอประณามการกระทำของฝ่ายกัมพูชา ที่ใช้กำลังทางทหารและอาวุธโจมตีเข้ามาในพื้นที่ชุมชนและบ้านเรือนประชาชนใกล้แนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นพื้นที่พลเรือนและมิใช่พื้นที่ทางทหาร การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดหลักการคุ้มครองพลเรือนตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและบรรทัดฐานตามหลักสากลอย่างร้ายแรง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนคนไทยผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก

การใช้กำลังในลักษณะดังกล่าว ได้สร้างความสูญเสียและความเดือดร้อนแก่ประชาชนในพื้นที่ชายแดนอย่างกว้างขวาง ทั้งต่อชีวิต ทรัพย์สิน และความเป็นอยู่ของประชาชน ทำให้ต้องดำรงชีวิตท่ามกลางความหวาดกลัวและความไม่มั่นคง อันเป็นผลจากการใช้กำลังที่ไม่คำนึงถึงผลกระทบด้านมนุษยธรรมและความปลอดภัยของพลเรือน

ส่วนสถานการณ์ความไม่สงบและการใช้กำลังทางทหารบริเวณแนวชายแดน ซึ่งยังคงมีความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนไทยเป็นวงกว้าง มีประชาชนได้รับผลกระทบรวมประมาณ 400,000 ราย จากสถานการณ์ดังกล่าว พบว่ามีประชาชนเสียชีวิตรวม 23 ราย แบ่งเป็นผู้เสียชีวิตจากกรณีอาวุธจรวดหลายลำกล้อง BM-21 ตกในพื้นที่บ้านเรือนของประชาชนโดยตรง จำนวน 1 ราย และผู้เสียชีวิตจากผลกระทบทางอ้อมของเหตุการณ์ จำนวน 22 ราย

นอกจากนี้ ยังมีประชาชนได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีดังกล่าวอีก 6 ราย ซึ่งผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมดล้วนเป็นประชาชนผู้บริสุทธิ์ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสู้รบแต่อย่างใด นอกจากความสูญเสียต่อชีวิตของประชาชนแล้ว การกระทำดังกล่าวยังสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อทรัพย์สินและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน โดยมีบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายไม่น้อยกว่า 30 หลัง พื้นที่ทำการเกษตรซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของประชาชนได้รับความเสียหายในหลายพื้นที่ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถประกอบอาชีพหรือดำรงชีวิตได้ตามปกติ

รวมทั้งพบว่า มีโรงพยาบาลได้รับผลกระทบ 20 แห่ง และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ได้รับผลกระทบ 201 แห่ง โดยเฉพาะโรงพยาบาลพนมดงรักที่ได้รับผลกระทบจากอาวุธจรวดหลายลำกล้อง BM-21 โดยตรง ขณะเดียวกัน ความไม่ปลอดภัยที่เกิดขึ้นยังส่งผลให้สถานศึกษาหลายแห่งในพื้นที่ชายแดนต้องหยุดการเรียนการสอน เด็กและเยาวชนไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้ตามปกติ ขาดโอกาสทางการศึกษา และต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความหวาดกลัว ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและต่อเนื่องต่อคุณภาพชีวิตและความมั่นคงในการดำรงชีพของประชาชนในระยะยาว

โฆษกกองทัพบกระบุว่า การมุ่งเป้าโจมตีของฝ่ายกัมพูชาเป็นการใช้กำลังในลักษณะไม่เลือกเป้าหมาย ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายและผลกระทบต่อชีวิตประชาชนเพิ่มมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้. ประชาชนคนไทยไม่ควรต้องตกเป็นเป้าหมายหรือได้รับผลกระทบจากการกระทำทางทหารในลักษณะดังกล่าว. กองทัพบกขอเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชายุติการกระทำที่ก่อให้เกิดความรุนแรงต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ในทันที พร้อมทั้งปฏิบัติตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายมนุษยธรรมอย่างเคร่งครัด.

จากเหตุการณ์ “กองทัพบก” ประณาม “กัมพูชา” โจมตีชุมชนพลเรือนในครั้งนี้ ทำให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งดำเนินการเจรจาและหาทางออกร่วมกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต ความปลอดภัยและชีวิตของประชาชนต้องมาเป็นอันดับแรก

กองทัพบก ประณามกัมพูชา โจมตีพลเรือน

ผลกระทบจากเหตุการณ์ กองทัพบก ประณามกัมพูชา โจมตีพลเรือน

  • ความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
  • ผลกระทบต่อการศึกษาและการดำรงชีวิต
  • ความหวาดกลัวและความไม่มั่นคงในพื้นที่ชายแดน

การกระทำของกัมพูชาที่ “กองทัพบก” ประณาม “กัมพูชา” โจมตีชุมชนพลเรือนในครั้งนี้ เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

ที่มา – “กองทัพบก” ประณาม “กัมพูชา” โจมตีชุมชนพลเรือน ใช้กำลังไม่เลือกเป้าหมาย

AOT โต้สื่อกัมพูชา ยันไม่มีสัมภาระสูญหาย

AOT โต้สื่อกัมพูชาเสนอข่าวบิดเบือน ยันไม่มีสัมภาระผู้โดยสารสูญหาย มุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกควบคู่ไปกับการรักษาความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล

วันที่ 19 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก “AOT Official” ได้โพสต์ข้อความระบุว่า AOT โต้กัมพูชาเสนอข่าวบิดเบือน ยันไม่มีสัมภาระสูญหาย-บริการผู้โดยสารตามมาตรฐานสากล 

จากกรณีที่สื่อมวลชนของประเทศกัมพูชาได้เผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ว่า สถานเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศฝรั่งเศสได้ออกคำเตือนเกี่ยวกับการเดินทางไปยังกัมพูชา โดยมีการเดินทางต่อเครื่องที่สนามบินในกรุงเทพมหานคร (ประเทศไทย) ซึ่งระบุว่าผู้โดยสารชาวยุโรปที่เดินทางต่อเครื่องถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดและไม่เหมาะสม อาทิ การสอบถามเป็นเวลานานก่อนขึ้นเครื่อง การขอหลักฐานแสดงฐานะการเงินที่ไม่สมเหตุสมผล การตรวจสอบรายละเอียดการจองที่พักในกัมพูชาอย่างละเอียด และสัมภาระของผู้โดยสารสูญหายนั้น บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) ขอยืนยันว่าประเด็นที่กล่าวอ้างตามข่าวนั้นไม่เป็นความจริง 

AOT ตั้งมั่นการให้บริการและการดูแลผู้โดยสาร มุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกควบคู่ไปกับการรักษาความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล โดยมีระบบติดตามตรวจสอบสัมภาระและรับเรื่องร้องเรียนเพื่ออำนวยความสะดวกผู้โดยสารให้ได้รับประสบการณ์การเดินทางที่ราบรื่น เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ ในฐานะประตูสู่ประเทศไทย (Gateway to Thailand) และพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการเดินทางทางอากาศของประเทศไทยในระดับสากล 

ทั้งนี้ AOT ขอยืนยันว่าท่าอากาศยานของ AOT ทั้ง 6 แห่ง ได้ดำเนินการตามกฎระเบียบมาตรฐานขั้นตอนการปฏิบัติที่กำหนดด้านการรักษาความปลอดภัยต่อผู้โดยสารและสัมภาระที่ออกเดินทางจากท่าอากาศยาน ซึ่งได้รับการตรวจสอบด้านมาตรฐานการบินสากลตามข้อกำหนดขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ทั้งในด้านความปลอดภัย (Safety) และการรักษาความปลอดภัย (Security) เป็นไปตามมาตรฐานสากลในระดับนานาชาติเพื่อผู้โดยสารทุกท่านอย่างแท้จริง

AOT โต้สื่อกัมพูชา ยันไม่มีสัมภาระสูญหาย

จากกรณีการนำเสนอข่าวของสื่อกัมพูชาที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ได้ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนว่าข่าวที่ระบุว่ามีสัมภาระของผู้โดยสารสูญหาย หรือมีการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากลนั้น ไม่เป็นความจริง

AOT ยืนยันมาตรการรักษาความปลอดภัยเป็นไปตามมาตรฐานสากล

AOT ย้ำว่าท่าอากาศยานทุกแห่งภายใต้การดูแล ได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบและมาตรฐานสากลอย่างเคร่งครัด โดยมีการตรวจสอบและรับรองจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ทั้งในด้านความปลอดภัยและการรักษาความปลอดภัย เพื่อให้ผู้โดยสารทุกท่านมั่นใจได้ว่าจะได้รับการบริการที่เป็นเลิศและปลอดภัยตลอดการเดินทาง

สิ่งที่ AOT ให้ความสำคัญเสมอมา คือการอำนวยความสะดวกควบคู่ไปกับการรักษาความปลอดภัย นี่คือหัวใจสำคัญในการดำเนินงานของท่าอากาศยานทุกแห่ง เพื่อให้ผู้โดยสารได้รับประสบการณ์การเดินทางที่ดีที่สุด และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักเดินทางทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

AOT ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาการบริการและยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าเชื่อถือและปลอดภัยสำหรับนักเดินทางจากทั่วโลก ความโปร่งใสและการตอบสนองต่อข้อมูลที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับระบบการขนส่งทางอากาศของประเทศไทย

AOT โต้สื่อกัมพูชา ยันไม่มีสัมภาระสูญหายและพร้อมให้ความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบบการเดินทางทางอากาศของไทย

การเดินทางที่ราบรื่นและปลอดภัยของผู้โดยสารคือพันธกิจหลักของ AOT เสมอมา ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถมอบประสบการณ์การเดินทางที่ดีที่สุดให้กับผู้โดยสารทุกท่านได้

AOT โต้สื่อกัมพูชา ยันไม่มีสัมภาระสูญหาย และให้ความสำคัญกับการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างเข้มงวดเสมอ

ที่มา – AOT โต้สื่อกัมพูชาเสนอข่าวบิดเบือน ยันไม่มีสัมภาระสูญหาย-ให้บริการตามมาตรฐานสากล

Scroll to top