เขากระโดง บุรีรัมย์

กรมที่ดินแจงปม “ชัย ชิดชอบ” เช่าที่ดินเขากระโดง

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังติดตามข่าวคราวกรณีข้อพิพาทที่ดินในจังหวัดบุรีรัมย์กันอยู่ โดยเฉพาะประเด็นที่คนพูดถึงกันมากคือเรื่อง กรมที่ดินแจงปม “ชัย ชิดชอบ” เช่าที่ดินเขากระโดง เพื่อไขข้อข้องใจให้กับประชาชน หลังจากที่มีกระแสข่าวเรื่องเอกสารบันทึกการประชุมที่อาจทำให้หลายคนเข้าใจคลาดเคลื่อน วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นสำคัญให้อ่านกันแบบเข้าใจง่ายครับ

กรมที่ดินแจงปม “ชัย ชิดชอบ” เช่าที่ดินเขากระโดง ยันไม่รุกที่รถไฟ

ทางกรมที่ดินได้ออกมาให้ข้อมูลชัดเจนว่า กรณีที่มีการกล่าวอ้างว่านายชัย ชิดชอบ เคยเช่าที่ดินเขากระโดงจากการรถไฟฯ นั้น เป็นเรื่องที่มีการทำสัญญาอาศัยจริงในปี พ.ศ. 2516 เนื้อที่ประมาณ 6 ไร่เศษ แต่อย่างไรก็ตาม กรมที่ดินขอยืนยันว่าการออกเอกสารสิทธิที่ดินในบริเวณดังกล่าวในส่วนอื่นๆ นั้น ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องหรือรุกล้ำเข้าไปในเขตพื้นที่ของการรถไฟฯ แต่อย่างใด

รายละเอียดการตรวจสอบแนวเขตรางรถไฟ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น กรมที่ดินได้แจกแจงรายละเอียดระยะของแนวเขตรางรถไฟเอาไว้ดังนี้ครับ:

  • กิโลเมตรที่ 1 ถึง 2: แนวเขตรางรถไฟข้างละ 15 เมตร
  • กิโลเมตรที่ 2 ถึง 4.54: แนวเขตรางรถไฟข้างละ 20 เมตร
  • กิโลเมตรที่ 4.54 ถึง 6.2: แนวเขตรางรถไฟข้างละ 100 เมตร

ในพื้นที่เหล่านี้ กรมที่ดินยืนยันว่าไม่มีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินให้กับประชาชนแต่อย่างใด และสำหรับกรณี กรมที่ดินแจงปม “ชัย ชิดชอบ” เช่าที่ดินเขากระโดง อย่างตรงไปตรงมานั้น ทางกรมฯ ได้ย้ำว่าการออกเอกสารสิทธิในพื้นที่โดยรอบทำตามระเบียบกฎหมายทุกขั้นตอนครับ

ปัจจุบันปัญหาเรื่องที่ดินที่เป็นข้อพิพาทระหว่างการรถไฟฯ และราษฎรในพื้นที่นั้น ได้เข้าสู่กระบวนการของศาลยุติธรรมเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น ประชาชนควรติดตามผลพิจารณาจากศาลจะเป็นทางออกที่ถูกต้องและยุติธรรมที่สุดสำหรับทุกฝ่ายครับ เราในฐานะผู้ติดตามข่าวสารก็คงต้องรอให้กระบวนการยุติธรรมทำหน้าที่ตัดสินข้อเท็จจริงในลำดับต่อไป เพื่อให้เกิดความกระจ่างและเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องครับ

ที่มา – กรมที่ดินแจงปม “ชัย ชิดชอบ” เช่าที่ดินเขากระโดง ยันไม่เคยออกเอกสารสิทธิล้ำที่รถไฟ

ทนายอั๋น ร้องสอบปม เขากระโดง ย้ำ ดีเอสไอ มีอำนาจคดี

เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังจับตามองกันอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีที่ ทนายอั๋น หรือ นายภัทรพงศ์ ศุภักษร ได้เดินทางไปยื่นหนังสือถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อให้ตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่สาธารณะบริเวณ ทนายอั๋น ร้องสอบปม เขากระโดง ย้ำ ดีเอสไอ มีอำนาจคดี อย่างจริงจัง โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ที่มีการก่อสร้างทับที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน

เหตุผลสำคัญ ทำไม ทนายอั๋น ร้องสอบปม เขากระโดง ย้ำ ดีเอสไอ มีอำนาจคดี

การเคลื่อนไหวของทนายอั๋นครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของที่ดินที่มีโฉนดทั่วไป แต่เป็นการมุ่งเน้นไปยังพื้นที่ 5,083 ไร่ ซึ่งในส่วนที่เป็นห้วย คลอง และทางสาธารณะที่ประชาชนใช้ร่วมกัน กลับถูกกลุ่มนิติบุคคล 13 บริษัท และบุคคลธรรมดาอีก 33 ราย เข้าไปสร้างสิ่งปลูกสร้างทับพื้นที่ดังกล่าวอย่างเปิดเผย

เปิดรายละเอียดการร้องเรียนต่อหน่วยงานรัฐ

ทนายอั๋นได้ระบุรายละเอียดที่น่าสนใจเกี่ยวกับพื้นที่เขากระโดง โดยแบ่งการตรวจสอบออกเป็นประเด็นหลักๆ ดังนี้:

  • พื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ของทางราชการ
  • การใช้พื้นที่สาธารณะเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ
  • การบุกรุกทางน้ำและทางสาธารณสถาน

นอกจากนี้ เขายังเน้นย้ำอีกว่า การที่ใครสักคนจะไปสร้างสิ่งปลูกสร้างทับที่ดินสาธารณะนั้น ถือเป็นความผิดที่สำเร็จแล้ว ไม่จำเป็นต้องรอการพิสูจน์สิทธิ์หรืออ้างเรื่องคดีในชั้นศาลจังหวัดบุรีรัมย์ เพราะนี่คือที่ดินของแผ่นดินที่ประชาชนทุกคนมีสิทธิ์ร่วมกัน การดำเนินการตรวจสอบจึงเป็นหน้าที่โดยตรงของดีเอสไอ

หากถามว่าทำไม ทนายอั๋น ร้องสอบปม เขากระโดง ย้ำ ดีเอสไอ มีอำนาจคดี ถึงกลายเป็นข่าวใหญ่? นั่นเพราะมันสะท้อนถึงการรักษาสิทธิของประชาชนในพื้นที่สาธารณะ การปล่อยให้กลุ่มธุรกิจเข้ามาครอบครองพื้นที่ของรัฐโดยมิชอบเป็นสิ่งที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในมุมมองของเรา เรื่องนี้คงต้องติดตามต่อไปว่า ดีเอสไอจะมีมาตรการอย่างไรในการจัดการกับกลุ่มเอกชนและบุคคลที่เกี่ยวข้อง การตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาไม่เพียงแต่จะช่วยกู้คืนพื้นที่สาธารณะให้กลับมาเป็นของประชาชน แต่ยังเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ดีในการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่บุกรุกที่ดินของรัฐ หากใครที่อยากทราบความคืบหน้าเรื่องนี้ต่อ แนะนำให้คอยติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะความยุติธรรมควรเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้เสมอ

ที่มา – “ทนายอั๋น” ร้องสอบปม “เขากระโดง” ย้ำ “ดีเอสไอ” มีอำนาจในการดำเนินคดีแน่นอน

ปมที่ดินเขากระโดง “พิพัฒน์” ชี้ ต้องรอคำพิพากษาศาล

เชื่อว่าหลายคนที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองในช่วงนี้ คงจะผ่านตากันมาบ้างกับประเด็นร้อนแรงอย่างเรื่องที่ดินบริเวณเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งกลายเป็นข้อถกเถียงและจับตามองจากสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมก็ได้ออกมาให้ความชัดเจนเบื้องต้นแล้ว

ปมที่ดินเขากระโดง “พิพัฒน์” ชี้ ต้องรอคำพิพากษาศาล

เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าวันที่ 3 มิถุนายน 2569 ณ ท้องสนามหลวง เมื่อนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงประเด็น ปมที่ดินเขากระโดง “พิพัฒน์” ชี้ ต้องรอคำพิพากษาศาล โดยท่านได้ระบุถึงกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีการเน้นย้ำเรื่องการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ต้องเดินหน้าดำเนินการฟ้องร้องในแบบรายแปลงเพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ

ความคืบหน้าเรื่อง ปมที่ดินเขากระโดง “พิพัฒน์” ชี้ ต้องรอคำพิพากษาศาล

สำหรับการตั้งคำถามว่าทางกระทรวงคมนาคมได้รับรายงานความคืบหน้าจากทาง รฟท. มากน้อยแค่ไหนนั้น นายพิพัฒน์ได้ตอบกลับด้วยท่าทีที่ชัดเจนว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนปกติ และต้องให้ความเคารพต่อกระบวนการยุติธรรม โดยย้ำว่า ปมที่ดินเขากระโดง “พิพัฒน์” ชี้ ต้องรอคำพิพากษาศาล เป็นหลักสำคัญที่สุด ซึ่งในส่วนของรายละเอียดเชิงลึกว่ากระบวนการฟ้องร้องในปัจจุบันไปถึงขั้นตอนใดแล้วนั้น ตนเองยังไม่ได้รับทราบรายละเอียดโดยตรง

ประเด็นที่น่าสนใจในเรื่องนี้มีดังนี้:

  • ความพยายามของภาครัฐในการทวงคืนพื้นที่จากการรถไฟแห่งประเทศไทย
  • การจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบผ่านกระบวนการศาล
  • ความโปร่งใสและตรวจสอบได้ของกระทรวงคมนาคม

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่องที่ดินทำกินหรือที่ดินในกำกับดูแลของรัฐนั้น เป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับผู้คนจำนวนมาก การที่รัฐมนตรีออกมาแสดงจุดยืนว่าต้องรอฟังคำตัดสินจากศาลถือว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้องและลดความขัดแย้งได้ดีที่สุดในขณะนี้

บทเรียนจากเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหน่วยงานรัฐหรือที่ดินทำเลทอง สิ่งสำคัญที่สุดคือการยึดถือระเบียบปฏิบัติตามกฎหมาย เพราะความยุติธรรมคือรากฐานที่สำคัญที่สุดของสังคมไทย เราต้องร่วมกันติดตามต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะออกมาในทิศทางใด และจะสามารถสร้างบรรทัดฐานให้กับคดีอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกันในอนาคตได้อย่างไรบ้าง

ที่มา – ปมที่ดินเขากระโดง “พิพัฒน์” ชี้ ต้องรอคำพิพากษาศาล ไม่ทราบถึงขั้นไหนแล้ว

อนุทิน ย้ำคดีเขากระโดง อยู่ในกระบวนการยุติธรรม

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามาอัปเดตประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายคนให้ความสนใจกันครับ กับกรณีของ อนุทิน ย้ำคดีเขากระโดง อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างมากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวล่าสุดที่คุณอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ความคืบหน้าของข้อพิพาทที่ดินต่าง ๆ ที่กำลังอยู่ในความสนใจของสาธารณชน

อนุทิน ย้ำคดีเขากระโดง อยู่ในกระบวนการยุติธรรม

หลายคนอาจสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมเรื่องนี้ถึงกลายเป็นประเด็นขึ้นมาอีกครั้ง ก็ต้องเล่าว่าทางด้าน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ได้มีการลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์และเดินทางไปถึงบ้านพักของคุณเนวิน ชิดชอบ เพื่อติดตามการดำเนินการทางกฎหมายในกรณีที่ดินเขากระโดง ซึ่งในเรื่องนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาให้ความเห็นไว้อย่างชัดเจนว่า อนุทิน ย้ำคดีเขากระโดง อยู่ในกระบวนการยุติธรรม เรียบร้อยแล้ว และย้ำว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายได้ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม

นายอนุทินยังได้ขยายความเพิ่มเติมถึงเรื่องการทำงานของกระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ว่าทางหน่วยงานไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยมีการดำเนินการฟ้องร้องเป็นรายแปลงไปตามข้อเท็จจริงทางกฎหมาย ไม่ใช่การเหมาเข่งรวบยอด ซึ่งศาลจะเป็นผู้พิจารณาตัดสินเองในทุกกรณี

มุมมองต่อการบังคับใช้กฎหมาย

สิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจคือ กระบวนการยุติธรรมไทยมีหลักการที่ชัดเจนครับ โดยประเด็นสำคัญที่นายอนุทินเน้นย้ำคือ:

  • การดำเนินการทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมายเท่านั้น
  • ผลคำพิพากษาของศาลในแต่ละคดี (รายแปลง) จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของเรื่องนี้
  • ไม่มีใครสามารถอยู่เหนือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนกฎหมายได้หากศาลมีคำสั่งที่ชัดเจนออกมาแล้ว

สำหรับการบริหารราชการแผ่นดิน นายอนุทินยังได้กล่าวถึงงบประมาณปี 2570 ที่มุ่งเน้นการใช้จ่ายให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อกระจายความช่วยเหลือไปถึงพี่น้องประชาชนให้ทั่วถึงที่สุด ซึ่งถือเป็นภารกิจหลักที่รัฐบาลเร่งผลักดันควบคู่ไปกับการรักษาความถูกต้องตามกระบวนการยุติธรรมครับ

สรุปสั้นๆ ในมุมมองของผู้เขียน เชื่อว่าความชัดเจนทางกฎหมายคือทางออกเดียวของปัญหาเขากระโดง และการที่ฝ่ายการเมืองออกมาเน้นย้ำถึงกระบวนการที่โปร่งใสแบบนี้ก็นับเป็นสัญญาณที่ดีที่สะท้อนถึงการเคารพหลักนิติธรรม หวังว่าทุกอย่างจะได้รับการคลี่คลายตามความเป็นจริงในเร็ววันครับ

ที่มา – “อนุทิน” ย้ำคดีเขากระโดง อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย

ปมที่ดินเขากระโดง ให้รอศาลชี้ ทรงศักดิ์มองการเมือง

ปมที่ดินเขากระโดง ให้รอศาลชี้ ทรงศักดิ์มองการเมือง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่หลายคนให้ความสนใจ สำหรับกรณี ปมที่ดินเขากระโดง ให้รอศาลชี้ “ทรงศักดิ์” มอง “เสรีพิศุทธ์” เคลื่อนไหว เรื่องการเมือง ซึ่งล่าสุดนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้อย่างชัดเจน โดยมองว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของการมองมุมต่างทางการเมืองที่ประชาชนต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

นายทรงศักดิ์ระบุว่า ในประเด็นที่ดินเขากระโดง ทุกอย่างควรเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม เพราะขณะนี้ข้อพิพาทระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และประชาชนผู้ถือครองสิทธิ์ได้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น การจะตัดสินว่าใครผิดหรือถูกจึงต้องรอคำวินิจฉัยจากศาลเท่านั้น ซึ่งเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

เบื้องลึกการเมืองกับ ปมที่ดินเขากระโดง ให้รอศาลชี้ “ทรงศักดิ์” มอง “เสรีพิศุทธ์” เคลื่อนไหว เรื่องการเมือง

สำหรับการเคลื่อนไหวของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ที่เดินทางไปถึงบ้านพักของนายเนวิน ชิดชอบ นั้น นายทรงศักดิ์มองว่าเป็นเรื่องของการแสดงจุดยืนทางการเมือง ซึ่งไม่ถือเป็นเรื่องแปลกในสังคมประชาธิปไตย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความชัดเจนของเอกสารสิทธิ์ โดยนายทรงศักดิ์ได้เน้นย้ำรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • ที่ดินเขากระโดงมีเนื้อที่รวมกว่า 5,083 ไร่ ซึ่งไม่ได้อยู่ในความครอบครองของนายเนวินเพียงคนเดียว
  • มีประชาชนและหน่วยงานราชการจำนวนมากที่มีเอกสารสิทธิ์และโฉนดที่ถูกต้องตามกฎหมายประกอบอยู่ด้วย
  • การเคลื่อนไหวของนักการเมืองในขณะนี้เป็นเพียงประเด็นทางสังคม แต่ในแง่ของกฎหมายต้องวัดกันที่หลักฐานการครอบครองในชั้นศาล

หลายฝ่ายอาจตั้งคำถามว่า หากการเคลื่อนไหวนี้พุ่งเป้าไปที่นายเนวิน จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายทรงศักดิ์กล่าวในมุมมองที่เป็นกันเองว่า ตนเองไม่ทราบรายละเอียดในจุดนั้น และขอยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับตนโดยตรง ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ อาจจะเตรียมเข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ทำเนียบรัฐบาลนั้น ยิ่งเป็นเรื่องที่ต้องรอติดตามกันต่อไปว่าจะมีนัยสำคัญอย่างไร

หากเรามองภาพรวมของ ปมที่ดินเขากระโดง ให้รอศาลชี้ “ทรงศักดิ์” มอง “เสรีพิศุทธ์” เคลื่อนไหว เรื่องการเมือง จะเห็นได้ว่านี่คือตัวอย่างของการเปลี่ยนประเด็นทางกฎหมายให้กลายเป็นสนามการเมือง การใช้กระบวนการศาลเพื่อยุติข้อขัดแย้งถือเป็นวิธีที่สง่างามที่สุด เพื่อไม่ให้สังคมเกิดความสับสนไปมากกว่านี้

ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าผลตัดสินของศาลจะออกมาเป็นอย่างไร นี่คือบทเรียนสำคัญในการใช้กฎหมายและสิทธิในที่ดินของประเทศไทย ซึ่งเราทุกคนควรให้เกียรติกระบวนการยุติธรรมก่อนที่จะด่วนสรุปจากกระแสดราม่า แล้วคุณล่ะครับ คิดว่าท้ายที่สุดแล้วใครจะได้ครอบครองที่ดินผืนนี้อย่างเต็มรูปแบบ? มาลุ้นและติดตามความคืบหน้าไปพร้อมกันครับ

ที่มา – ปมที่ดินเขากระโดง ให้รอศาลชี้ “ทรงศักดิ์” มอง “เสรีพิศุทธ์” เคลื่อนไหว เรื่องการเมือง

“เสรีพิศุทธ์” แวะหน้าบ้าน “เนวิน” ปมที่ดินเขากระโดง

กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมากครับ เมื่อ “เสรีพิศุทธ์” แวะหน้าบ้าน “เนวิน” ก่อนเข้า ภ.จว.บุรีรัมย์ เอาผิดปมที่ดินเขากระโดง ซึ่งถือเป็นการเคลื่อนไหวที่ดุเดือดและสร้างแรงสั่นสะเทือนในแวดวงการเมืองไทยไม่น้อย โดย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ได้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์เพื่อเดินหน้าตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อพิพาทที่ดินเขากระโดงที่มีพื้นที่ทับซ้อนมหาศาล

“เสรีพิศุทธ์” แวะหน้าบ้าน “เนวิน” ก่อนเข้า ภ.จว.บุรีรัมย์ เอาผิดปมที่ดินเขากระโดง

เหตุการณ์เริ่มต้นในเช้าวันที่ 1 มิถุนายน 2569 ขบวนของหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทยพร้อมด้วย “ทนายอั๋น” ได้เดินทางไปถึงบริเวณหน้าบ้านพักของ นายเนวิน ชิดชอบ ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชน แม้ว่าในเวลานั้นจะไม่มีการพบปะพูดคุยกับเจ้าของบ้าน และพื้นที่หน้าบ้านถูกดูแลอย่างเข้มงวดโดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย แต่การที่ “เสรีพิศุทธ์” แวะหน้าบ้าน “เนวิน” ก่อนเข้า ภ.จว.บุรีรัมย์ เอาผิดปมที่ดินเขากระโดง ก็ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสืบสวนคดีนี้ให้ถึงที่สุด

เปิดปมร้อนที่ดินเขากระโดง

สำหรับประเด็นที่ดินเขากระโดงนั้น ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะมีพื้นที่พิพาทสูงถึง 5,083 ไร่ และเกี่ยวข้องกับเอกสารสิทธิ์มากกว่า 900 แปลง ซึ่งฝ่ายการรถไฟแห่งประเทศไทยยืนยันว่านี่คือที่ดินของรัฐ แต่ก็ยังมีผู้ถือครองส่วนหนึ่งที่ออกมาโต้แย้งสิทธิ์ของตนเอง ทำให้คดีนี้คาราคาซังมานานหลายปี

หลังจากที่เดินทางออกจากบริเวณบ้านพัก นายเสรีพิศุทธ์ได้มุ่งหน้าต่อไปยังกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อยื่นหลักฐานเพิ่มเติมให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฎหมาย โดยมีประเด็นหลักๆ ที่ต้องติดตามดังนี้:

  • การตรวจสอบความเป็นมาของเอกสารสิทธิ์ในพื้นที่เขากระโดง
  • การเร่งรัดให้หน่วยงานรัฐบังคับใช้กฎหมายกับผู้บุกรุกอย่างเท่าเทียม
  • ความคืบหน้าในการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย

หลายฝ่ายต่างจับตามองว่า ก้าวต่อไปของคดีนี้จะเป็นอย่างไร หลังจากที่การเมืองท้องถิ่นและระดับประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด บทบาทของอดีตมือปราบอย่างเสรีพิศุทธ์จะสามารถไขปริศนาเรื่องที่ดินนี้ได้สำเร็จหรือไม่? หรือสุดท้ายแล้วบทสรุปจะจบลงที่การเจรจาหรือการฟ้องร้องถึงที่สุด

ในมุมมองของผม คดีนี้ถือเป็นการทดสอบกระบวนการยุติธรรมของไทยครั้งใหญ่ ว่าที่ดินของรัฐจะได้รับการคุ้มครองอย่างจริงจังเพียงใด ความกล้าหาญในการลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตัวเองของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ น่าจะสร้างแรงผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำงานอย่างตรงไปตรงมามากขึ้นครับ เราควรช่วยกันติดตามข่าวนี้อย่างใกล้ชิด เพราะนี่คือบทเรียนสำคัญของกฎหมายที่ดินในไทย

ที่มา – “เสรีพิศุทธ์” แวะหน้าบ้าน “เนวิน” ก่อนเข้า ภ.จว.บุรีรัมย์ เอาผิดปมที่ดินเขากระโดง

“จุลพงศ์” จี้ พิพัฒน์ สั่ง รฟท. ฟ้อง 2 แปลงคดีเขากระโดง

“จุลพงศ์” จี้ พิพัฒน์ สั่ง รฟท. ฟ้องเพิกถอน 2 แปลงจุดเริ่มต้นคดีเขากระโดง

วันนี้เราจะมาพูดถึงประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่จับตาของสังคมไทย นั่นคือ “จุลพงศ์” จี้ “พิพัฒน์” สั่ง รฟท. ฟ้องเพิกถอน 2 แปลงจุดเริ่มต้นคดีเขากระโดง ซึ่งเป็นคดีที่ดินเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ที่คาราคาซังมานานหลายสิบปี คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องที่ดินธรรมดา แต่สะท้อนถึงปัญหาการบังคับใช้กฎหมายและนิติธรรมในประเทศไทยที่หลายคนตั้งคำถาม

“จุลพงศ์” จี้ “พิพัฒน์” สั่ง รฟท. ฟ้องเพิกถอน 2 แปลงจุดเริ่มต้นคดีเขากระโดง

นายจุลพงศ์ อยู่เกษ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายในที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ระหว่างการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี โดยชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลใหม่ภายใต้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประกาศยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และธรรมาภิบาล ซึ่งเหมาะสมมากเพราะประชาชนกำลังจับตาการแก้ไขปัญหาคดีที่ดินเขากระโดงที่ควรจบไปนานแล้ว

คดีเขากระโดงเริ่มต้นจากข้อพิพาทที่ดินกว่า 995 แปลง รวมกว่า 5,000 ไร่ ซึ่งศาลทั้งยุติธรรมและปกครองยืนยันว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) แต่กลับถูกเตะถ่วงมานับสิบปี ทุกรัฐบาลที่ผ่านมา ไม่ว่าจะสมัยยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เศรษฐา ทวีสิน หรือแพทองธาร ชินวัตร ล้วนปล่อยให้ค้างคา โดยกรมที่ดินไม่เพิกถอนโฉนด รฟท. ก็ไม่ฟ้องศาลโดยตรง แต่หันไปฟ้องศาลปกครองแทน ทำให้เรื่องยืดเยื้อและถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

จุดเริ่มต้นของคดีเขากระโดง: 2 แปลงที่ต้องเพิกถอนก่อน

นายจุลพงศ์เสนอทางออกที่ชัดเจน โดยจี้ให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สั่งการ รฟท. ดำเนินการฟ้องเพิกถอนโฉนด 2 แปลงที่เป็นจุดเริ่มต้นของคดีนี้ นั่นคือแปลงที่ 3466 และ 8564 รวม 44 ไร่ ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้ตั้งแต่ปี 2554 ว่าการออกโฉนดทั้งสองแปลงนี้มิชอบด้วยกฎหมาย เพราะทับซ้อนที่ดินของ รฟท. แต่กรมที่ดินกลับไม่เพิกถอน กลับถามอัยการสูงสุด ซึ่งแนะนำให้ รฟท. เป็นผู้ฟ้องเอง ทว่าจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่เกิดขึ้น

แทนที่จะฟ้องทั้ง 995 แปลงพร้อมกัน ซึ่งอาจสร้างความขัดแย้งกับชาวบ้าน นายจุลพงศ์แนะนำให้เริ่มจาก 2 แปลงนี้ก่อน เพราะมีพยานหลักฐานชัดเจน และ รฟท. เคยชนะคดีในศาลฎีกาแล้วตามคำพิพากษาที่ 8027/2561 การฟ้องนี้สามารถทำได้ทันทีภายใน 4 เดือน หลังแถลงนโยบาย หากชนะ จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่ารัฐบาลจริงใจกับนิติธรรม หากแพ้ เรื่องก็จบไม่ต้องวนเวียนอีก

ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องที่ดิน แต่เกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม กรมที่ดินไม่ทำหน้าที่ รฟท. ไม่กล้าฟ้อง และข้าราชการบางส่วนออกมาปกป้องโดยอ้างรอคำสั่งศาลปกครอง แม้รัฐบาลใหม่จะมีท่าทีจริงจัง แต่ก็ยังต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำ

  • ประเด็นหลัก: คดีเขากระโดงควรจบด้วยการฟ้อง 2 แปลงก่อน เพื่อสร้างความโปร่งใส
  • บทบาทของ รฟท.: ต้องกล้าฟ้องศาลยุติธรรมโดยตรง ไม่ใช่รอศาลปกครอง
  • ผลกระทบ: หากไม่แก้ไข จะเป็นเครื่องมือต่อรองการเมืองต่อไป

ในมุมมองของผู้เขียน คดีนี้เป็นโอกาสทองให้รัฐบาลชุดใหม่แสดงศักยภาพ หากจัดการได้จริง จะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นจากประชาชน และป้องกันไม่ให้เกิดคดีคล้ายๆ กันในอนาคต การเริ่มจากจุดเล็กๆ อย่าง 2 แปลงนี้ จะนำไปสู่การแก้ปัญหาใหญ่ได้อย่างยั่งยืน

สุดท้ายนี้ อยากเชิญชวนทุกท่านติดตามพัฒนาการของคดีนี้ เพราะมันสะท้อนถึงอนาคตของนิติธรรมในไทย หากคุณมีมุมมองอย่างไร สามารถแสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย!

ที่มา – “จุลพงศ์” จี้ “พิพัฒน์” สั่ง รฟท. ฟ้องเพิกถอน 2 แปลงจุดเริ่มต้นคดีเขากระโดง

“ภูมิธรรม” ไม่แทรกแซงอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ ปมเขากระโดง

“ภูมิธรรม” ย้ำ ปัญหาเขากระโดง หน้าที่อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ ยืนยันไม่แทรกแซง ส่งสัญญาณทำให้เร็วที่สุด พร้อมโต้ข่าว “ขจรเกียรติ” ป่วย บอกวันนี้เดี๋ยวก็มา

เมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ 25 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงกรณีมีการแต่งตั้ง นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี เป็นอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่แล้ว ต่อจากนี้ขั้นตอนการแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ จะเป็นอธิบดีกรมที่ดินดำเนินการได้ทันที หรือจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบอีกหรือไม่ ว่า เรื่องนี้ยังเหมือนเดิม ไม่มีอะไรที่ต้องกังวล เป็นเรื่องที่อธิบดีกรมที่ดินต้องไปดำเนินการ มันชัดเจนอยู่แล้วในคำสั่งต่างๆ ของข้อสรุป ที่คณะทำงานดำเนินการแล้ว

นายภูมิธรรม ระบุต่อ ส่วนที่มีข่าวว่าอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ป่วยเข้าโรงพยาบาลทำอะไรไม่ได้นั้น ไม่จริง เพราะเดี๋ยววันนี้ก็มาเจอกับตน ซึ่งเขาต้องทำหน้าที่ของเขา ผู้สื่อข่าวถามต่อ มีกรอบเวลาดำเนินการให้กับอธิบดีกรมที่ดินหรือไม่ นายภูมิธรรม ระบุว่า ไม่มี ให้เขาทำตามหน้าที่ กรอบเวลาหรืออะไรต่างๆ ก็อยู่ในหน้าที่หมดแล้ว

ส่วนคำถามว่าในฐานะที่กำกับดูแลกระทรวงมหาดไทย ประเมินหรือไม่ว่าขั้นตอนหรือเวลาที่เหมาะสมที่จะดำเนินการในเรื่องนี้จะใช้เวลานานหรือไม่ นายภูมิธรรม เผยว่า ตนเคยพูดไปแล้วว่าให้เร็วที่สุด ปฏิบัติตามคำสั่งศาลให้เต็มที่ ให้ศาลรู้ว่าเราได้มาปฏิบัติ ไม่เช่นนั้นจะเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล หรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ที่ควรจะต้องทำ เป็นหน้าที่ของอธิบดีกรมที่ดิน เดี๋ยวเขาก็ทำเอง ตนไม่แทรกแซง

ขณะที่คำถามว่า อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่จะเซ็นเพิกถอนที่ดินเขากระโดง ได้ทันก่อนวันที่ 29 สิงหาคม 2568 หรือไม่ นายภูมิธรรม ตอบว่า “ทำได้ทันทีเร็วที่สุด”

“ภูมิธรรม” ไม่แทรกแซงอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ ปมเขากระโดง

จากกรณีปัญหาที่ดินเขากระโดงที่ยืดเยื้อมานาน ล่าสุดนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงการแต่งตั้งอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ และบทบาทของท่านในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยเน้นย้ำว่าจะไม่เข้าไปแทรกแซงการทำงานของอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ และพร้อมสนับสนุนให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับปัญหาที่ดินเขากระโดง

นายภูมิธรรมกล่าวว่า ปัญหาที่ดินเขากระโดงเป็นหน้าที่ของอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ที่จะต้องดำเนินการแก้ไข โดยอ้างอิงจากคำสั่งและข้อสรุปต่างๆ ที่คณะทำงานได้ดำเนินการไว้ก่อนหน้านี้ และย้ำว่าไม่มีความจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบใหม่ เนื่องจากเรื่องนี้มีความชัดเจนอยู่แล้ว

นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังได้ปฏิเสธข่าวลือที่ว่าอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ป่วยและไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ โดยยืนยันว่าท่านจะมาปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ และจะดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดงให้เร็วที่สุดตามกรอบเวลาและอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่

นายภูมิธรรมได้กล่าวถึงการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดงว่า จะต้องทำให้เร็วที่สุด และปฏิบัติตามคำสั่งศาลอย่างเต็มที่ เพื่อแสดงให้ศาลเห็นว่าหน่วยงานราชการได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง และหลีกเลี่ยงการถูกพิจารณาว่าละเมิดอำนาจศาล หรือละเลยการปฏิบัติหน้าที่

ทั้งนี้ นายภูมิธรรมได้ตอบคำถามเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่จะสามารถลงนามเพิกถอนที่ดินเขากระโดงได้ทันก่อนวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ว่า “ทำได้ทันทีเร็วที่สุด”

การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายภูมิธรรมในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดงให้ลุล่วงโดยเร็ว และเป็นการส่งสัญญาณไปยังทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องว่าปัญหาดังกล่าวจะต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังและเป็นธรรม

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดงยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งในด้านข้อกฎหมาย ความซับซ้อนของข้อมูล และผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น การดำเนินการแก้ไขปัญหาจึงจำเป็นต้องมีความรอบคอบ โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อให้ได้ข้อยุติที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย และสร้างความยุติธรรมให้กับประชาชน

ปัญหาที่ดินเขากระโดง เป็นกรณีศึกษาที่สำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการบริหารจัดการที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันปัญหาการบุกรุกที่ดิน การออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ และความขัดแย้งที่ดินที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การแก้ไขปัญหาที่ดินจึงเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรมและยั่งยืนสำหรับทุกคน

ด้วยความมุ่งมั่นและความร่วมมือจากทุกฝ่าย คาดหวังได้ว่าปัญหาที่ดินเขากระโดงจะได้รับการแก้ไขอย่างเป็นธรรมและยั่งยืนในที่สุด การไม่แทรกแซงอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ ปมเขากระโดง ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับประชาชน

ที่มา – ไม่แทรกแซงอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ ปมเขากระโดง “ภูมิธรรม” ส่งสัญญาณทำให้เร็วที่สุด

Scroll to top