เขากระโดง

พิพัฒน์ยัน! ไม่มีมวยล้มคดีเขากระโดง

“พิพัฒน์” ยืนยันหลังรับตำแหน่ง จะจับมือกับ “มท.1” เร่งสะสางคดีเขากระโดงให้กระจ่าง ยันไม่มีมวยล้มต้มคนดู

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยืนยันว่า หลังจากเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการจะเร่งหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดงให้เกิดความกระจ่างแก่ประชาชนทั้งประเทศ

นายพิพัฒน์ระบุว่า ยิ่งพรรคภูมิใจไทยเข้ามารับผิดชอบทั้ง 2 กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ ก็ยิ่งต้องเร่งพิสูจน์ให้สังคมหายคาใจ โดยจะเริ่มจากการหารือกับการรถไฟแห่งประเทศไทยและกรมที่ดินเพื่อหาแนวทางที่ชัดเจนที่สุด หากสามารถฟ้องร้องเป็นรายแปลงได้ก็จะดำเนินการทันที เพื่อให้ที่ดินของชาติกลับคืนมา

อย่างไรก็ตาม นายพิพัฒน์ยอมรับว่าในระยะเวลา 4 เดือนของรัฐบาลชุดนี้ อาจไม่เพียงพอที่จะดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายให้เสร็จสิ้นทั้งหมดได้ แต่ยืนยันว่าจะเริ่มดำเนินการทันทีหลังเข้ารับตำแหน่ง พร้อมเน้นย้ำในตอนท้ายว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ “มวยล้มต้มคนดู” และจะทำทุกอย่างให้เป็นไปตามกฎหมายเพื่อความสบายใจของคนไทย.

พิพัฒน์ยัน! ไม่มีมวยล้มคดีเขากระโดง

คดีเขากระโดงเป็นประเด็นที่ซับซ้อนและมีความเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ทำให้การแก้ไขปัญหาต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และกรมที่ดิน ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่มีข้อมูลและอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับที่ดินในบริเวณดังกล่าว

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับคดีเขากระโดง

การที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ออกมายืนยันว่าจะเร่งสะสางคดีเขากระโดงให้กระจ่าง ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับผู้ที่ติดตามความคืบหน้าของคดีนี้มาโดยตลอด การที่พรรคภูมิใจไทยเข้ามารับผิดชอบทั้งกระทรวงคมนาคมและกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับคดีนี้ ทำให้มีความคาดหวังว่าการแก้ไขปัญหาจะมีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

  • การหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง: การเริ่มต้นด้วยการหารือกับ รฟท. และกรมที่ดิน จะเป็นขั้นตอนสำคัญในการรวบรวมข้อมูลและทำความเข้าใจในรายละเอียดของคดีอย่างรอบด้าน
  • การฟ้องร้องเป็นรายแปลง: หากพบว่ามีการครอบครองที่ดินโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย การฟ้องร้องเป็นรายแปลงจะเป็นแนวทางที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ เพื่อให้ที่ดินของชาติกลับคืนมา
  • ระยะเวลาในการดำเนินการ: แม้ว่าระยะเวลา 4 เดือนอาจไม่เพียงพอที่จะดำเนินการให้เสร็จสิ้น แต่การเริ่มต้นดำเนินการทันทีหลังเข้ารับตำแหน่ง จะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหา

นอกจากนี้ การที่นายพิพัฒน์เน้นย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ “มวยล้มต้มคนดู” เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าการดำเนินการทุกอย่างจะเป็นไปตามกฎหมาย และจะไม่มีการช่วยเหลือหรือเอื้อประโยชน์ให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

สิ่งที่ประชาชนคาดหวัง

ประชาชนคาดหวังว่าการแก้ไขคดีเขากระโดงจะเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ การเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง จะเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความเข้าใจและลดความเคลือบแคลงสงสัยที่อาจเกิดขึ้น

บทสรุป

การแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดงเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การที่รัฐบาลชุดใหม่ให้ความสำคัญกับคดีนี้ และแสดงเจตนารมณ์ที่จะดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชน

ที่มา – “พิพัฒน์” ยันไม่มีมวยล้มคดีเขากระโดง เตรียมจับมือ มท.1 ทำให้กระจ่าง

“ทวี” ให้กำลังใจ ครม.ใหม่ ไม่ห่วงคดีฮั้วสว.

“ทวี” ให้กำลังใจ ครม.ใหม่ บอก ยินดีให้คำปรึกษา ไม่ห่วงคดีฮั้วสว.-เขากระโดง ลุยใช้กลไกสภาตรวจสอบ ให้กำลังใจข้าราชการดีเอสไอ

เมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ 9 ก.ย.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงหน้าตารัฐมนตรีใหม่ตามที่เป็นข่าวออกมาในขณะนี้ว่า ขอให้กำลังใจ อยากให้มี ครม.เร็วๆ ส่วน ครม.เก่า ซึ่งอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ไม่ขอวิจารณ์อะไร เพราะไม่รู้ว่ามีใครเป็นรัฐมนตรีบ้าง

ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นห่วงคดีต่างๆ ในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทั้งคดีฮั้ว สว. และคดีเขากระโดง จะเดินหน้าต่อหรือสะดุดหรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ไม่เป็นห่วง เชื่อว่านายกฯคนใหม่คงจะตั้งรัฐมนตรีมาดู ที่สำคัญ ฝ่ายบริหารโดยเฉพาะกระทรวงยุติธรรมอาจจะเป็นกระทรวงที่มีอำนาจน้อยที่สุด เนื่องจากทุกหน่วยงานถูกกำกับโดยกฎหมาย ซึ่งในรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจนว่าจะต้องมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ และยังบัญญัติเป็นข้อใหญ่ไว้ด้วยว่าบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมต้องมีหลักประกันไม่ถูกแทรกแซง หรือครอบงำ แม้แต่คนที่เป็นรัฐมนตรีทำได้เพียงบริหารงานให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม คือทำให้ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียม ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ จะต้องไม่ใช้กฎหมายอยู่เหนือความยุติธรรม

ยินดีให้คำปรึกษาว่าที่รัฐมนตรี

เมื่อถามว่า ห่วงเรื่องการจะมาแก้แค้นอะไรหรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ไม่มีหรอก เพราะเป็นรัฐบาลที่มาอยู่ 4 เดือน วันนี้สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจตรวจสอบ และเชื่อว่าจะร่วมกันทำงานมากกว่า ตนในฐานะฝ่ายค้านจะค้านแบบสร้างสรรค์ โดยเฉพาะในส่วนของพรรคประชาชาติ เราเป็นประธานกรรมาธิการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ซึ่งเราต้องทำความยุติธรรมให้อยู่ภายใต้หลักนิติธรรม ไม่มีความห่วงใย และยินดีจะให้คำปรึกษาถ้าเป็นเรื่องของอะไรที่ทำให้ประชาชนมีความสุขขึ้น

มั่นใจขรก.ยุติธรรมมีคุณธรรม

เมื่อถามว่า อยากฝากอะไรถึงรัฐมนตรีคนใหม่หรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า คงไม่ฝาก และเชื่อว่านายกฯจะเลือกบุคคลที่มีความเพียบพร้อมอยู่แล้ว เนื่องจากเวลามีน้อย และในการทำงานของกระบวนการยุติธรรมต่างๆ มันจะมีรัฐธรรมนูญและกฎหมายกำกับไว้ และบุคลากรในกระทรวงยุติธรรมก็เป็นบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ และมีคุณธรรมอยู่แล้ว

ให้กำลังใจขรก.ดีเอสไอ

เมื่อถามอีกว่า เป็นห่วงบรรดาข้าราชการ โดยเฉพาะข้าราชการในดีเอสไอที่ทำคดีฮั้ว สว. และคดีเขากระโดง ซึ่งอาจจะถูกโยกย้ายหรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า เราให้กำลังใจเขา แต่คงไม่เข้าไปแสดงความเห็นอะไร เพราะมีสภาอยู่แล้ว และสภาตอนนี้มีฝ่ายค้านเสียงข้างมาก ซึ่งเราอาจจะต้องทำหน้าที่ค้านเพื่อประชาชนให้มากขึ้น เมื่อถามย้ำว่า แสดงว่าฝ่ายค้านจะมีการจับตาดูการทำงานของรัฐบาลเป็นพิเศษใช่หรือไม่ เพราะอาจจะมีการดึงเรื่องคดีต่างๆ ที่ค้างอยู่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ฝ่ายค้านก็คงทำหน้าที่สนับสนุนให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปตามหลักนิติธรรม

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ โดยแสดงความเห็นว่าขอให้กำลังใจและพร้อมให้คำปรึกษาหากได้รับการร้องขอ ประเด็นที่น่าสนใจคือ พ.ต.อ.ทวี ไม่ได้แสดงความกังวลต่อคดีความต่างๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นคดีฮั้ว สว. หรือคดีเขากระโดง

“ทวี” ให้กำลังใจ ครม.ใหม่ ไม่ห่วงคดีฮั้วสว.-เขากระโดง ลุยใช้กลไกสภาตรวจสอบ

พ.ต.อ.ทวี ยังกล่าวถึงบทบาทของฝ่ายค้านในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความยุติธรรมและหลักนิติธรรม พรรคประชาชาติในฐานะประธานกรรมาธิการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน จะทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

ประเด็นสำคัญ: “ทวี” ให้กำลังใจ ครม.ใหม่ และพร้อมตรวจสอบการทำงาน

จากการสัมภาษณ์ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้:

  • ให้กำลังใจคณะรัฐมนตรีชุดใหม่และพร้อมให้คำปรึกษา
  • ไม่กังวลต่อคดีความต่างๆ ในดีเอสไอ
  • พร้อมตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลผ่านกลไกสภา

นอกจากนี้ พ.ต.อ.ทวี ยังได้ให้กำลังใจข้าราชการในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยเฉพาะผู้ที่ทำคดีฮั้ว สว. และคดีเขากระโดง ซึ่งอาจมีความกังวลเกี่ยวกับการโยกย้ายตำแหน่ง

การออกมาให้กำลังใจ ครม.ใหม่ ไม่ห่วงคดีฮั้วสว. ของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติ โดยพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการพัฒนาประเทศ แต่ขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลเพื่อให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม

โดยรวมแล้ว ท่าทีของ พ.ต.อ.ทวี ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการเมืองไทยที่ต้องการความร่วมมือและความโปร่งใสในการบริหารประเทศ

ที่มา – “ทวี” ให้กำลังใจ ครม.ใหม่ ไม่ห่วงคดีฮั้วสว.-เขากระโดง ลุยใช้กลไกสภาตรวจสอบ

ปชป.พร้อมเป็นฝ่ายค้าน ดัก“รัฐบาลอนุทิน” อย่าแทรกแซง

“อลงกรณ์” ลั่น ประชาธิปัตย์พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านเต็มสูบ ลุยปราบคอร์รัปชันเข้มข้น ชี้จุดตาย “รัฐบาลอนุทิน” คดีฮั้วเลือก สว.-เขากระโดง ดัก “นายกฯ หนู” จนถึง รมต. อย่าแทรกแซงคดีเด็ดขาด

วันที่ 8 กันยายน 2568 นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ถึงบทบาทของพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะฝ่ายค้าน ว่า พรรคประชาธิปัตย์พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเพื่อถ่วงดุลและตรวจสอบรัฐบาลภายใต้ระบบรัฐสภาอย่างเต็มที่ โดยจะร่วมมือและทำงานร่วมกับพรรคฝ่ายค้านอื่นๆ จะเดินหน้าตรวจสอบปราบปรามการคอร์รัปชันเข้มข้นตามนโยบายของ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ในคำถามว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อยจะเดินหน้าอย่างไร นายอลงกรณ์ มองว่า รัฐบาลใหม่มีเสียง สส.รัฐบาลไม่ถึงกึ่งหนึ่งในสภาผู้แทนราษฎร ต้องอาศัยเสียงสนับสนุนจากพรรคประชาชนซึ่งเป็นฝ่ายค้าน ถือเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ไร้เสถียรภาพมากที่สุด วันใดที่พรรคประชาชนไม่สนับสนุนก็ไปไม่รอด นายกรัฐมนตรีอาจต้องลาออกหรือยุบสภา โดยเฉพาะจุดเสี่ยงจุดตายของรัฐบาลคือคดีฮั้วเลือก สว. และคดีเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเกี่ยวโยงโดยตรงกับพรรคแกนนำรัฐบาล จึงขอฝากถึง นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ว่าอย่าเข้าไปแทรกแซงคดีดังกล่าวเด็ดขาด ทั้งนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและรัฐมนตรีคนอื่นๆ

ส่วนประเด็นการยื่นถอดถอนนายอนุทิน และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายค้าน โดย สส.พรรคเพื่อไทยนั้น นายอลงกรณ์ กล่าวว่า ถือเป็นสิทธิ์ที่ทำได้ภายใต้กรอบของกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ตนไม่มีความเห็นและไม่ก้าวล่วงอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ

ทางด้านประเด็นกรณีที่พรรคเพื่อไทยระบุจะขอเปิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้น นายอลงกรณ์ เผยว่า เร็วเกินไปที่จะพูดเรื่องนี้ ขณะนี้ยังตั้งรัฐบาลไม่เสร็จ น่าจะหารือในวิปฝ่ายค้านภายหลังรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และรัฐบาลทำงานไประยะหนึ่งก่อน.

ปชป.พร้อมเป็นฝ่ายค้าน ดัก“รัฐบาลอนุทิน” อย่าแทรกแซง

จากสถานการณ์ทางการเมืองล่าสุด พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้ประกาศความพร้อมในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ โดยมุ่งเน้นการตรวจสอบและถ่วงดุลรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ประเด็นสำคัญที่พรรค ปชป. ให้ความสนใจเป็นพิเศษคือคดีฮั้วเลือก สว. และคดีเขากระโดง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล

ปชป.จับตา “รัฐบาลอนุทิน” อย่าแทรกแซงคดี

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างสร้างสรรค์ โดยจะร่วมมือกับพรรคฝ่ายค้านอื่นๆ ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นนโยบายหลักที่พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญมาโดยตลอด

นอกจากนี้ นายอลงกรณ์ยังกล่าวถึงสถานการณ์ของรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซึ่งอาจเผชิญกับความท้าทายในการบริหารประเทศ เนื่องจากต้องอาศัยเสียงสนับสนุนจากพรรคฝ่ายค้านในการผลักดันนโยบายต่างๆ หากพรรคฝ่ายค้านไม่ให้ความร่วมมือ รัฐบาลอาจต้องเผชิญกับปัญหาทางการเมืองที่อาจนำไปสู่การลาออกของนายกรัฐมนตรีหรือการยุบสภาได้

ประเด็นที่น่าจับตามองเป็นพิเศษคือคดีฮั้วเลือก สว. และคดีเขากระโดง ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับพรรคแกนนำรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์จึงขอเตือนไปยังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ระมัดระวังในการเข้าไปแทรกแซงคดีดังกล่าว เพื่อความเป็นธรรมและโปร่งใสในการดำเนินคดี

อย่างไรก็ตาม พรรคประชาธิปัตย์ยังคงสงวนท่าทีเกี่ยวกับการยื่นถอดถอนนายอนุทินและนายณัฐพงษ์ โดยเห็นว่าควรให้รัฐบาลได้มีโอกาสทำงานและแสดงผลงานก่อนที่จะมีการตัดสินใจในเรื่องดังกล่าว

สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่ายังเร็วเกินไปที่จะพูดถึงเรื่องนี้ เนื่องจากรัฐบาลยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการบริหารประเทศ ควรมีการหารือในวิปฝ่ายค้านภายหลังรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาและได้ทำงานไปสักระยะหนึ่งก่อน เพื่อให้มีข้อมูลและเหตุผลที่เพียงพอในการตัดสินใจ

อนาคตทางการเมืองของ “รัฐบาลอนุทิน”

การที่พรรคประชาธิปัตย์ประกาศพร้อมเป็นฝ่ายค้าน ดัก “รัฐบาลอนุทิน” อย่าแทรกแซงคดีต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามองคือคดีฮั้วเลือก สว. และคดีเขากระโดง ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลในอนาคต

การดำเนินงานของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทินจึงต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและหลีกเลี่ยงปัญหาทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้น

โดยรวมแล้ว สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประเทศชาติสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ที่มา – ปชป. พร้อมเป็นฝ่ายค้าน ดัก “รัฐบาลอนุทิน” อย่าแทรกแซงคดีฮั้วเลือก สว.-เขากระโดง

“ภูมิธรรม” หวั่น ภท. เป็นรัฐบาล ห่วงคดีฮั้ว สว.

“ภูมิธรรม” ย้ำเห็นด้วยแก้รัฐธรรมนูญ ขอพรรคประชาชนคิดรอบคอบ หากภูมิใจไทยเป็นหัวหน้ารัฐบาล หวั่นคดีฮั้ว สว.-เขากระโดง ยัน เพื่อไทยไม่เคยบิดพลิ้ว แต่ติดที่ สว. ไม่โหวตให้ “พิธา”

เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 1 กันยายน 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี กล่าวที่กระทรวงมหาดไทย ถึงการพูดคุยกับพรรคประชาชนวันที่ 31 สิงหาคม 2568 ว่า เมื่อวานนี้ได้พบกับพรรคประชาชน จริงๆ แล้วตนไม่ต้องเดินทางไป แต่เมื่อมีการถามหาตนจึงต้องลาการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ไป คิดว่าอนาคตของประเทศมีความสำคัญ แม้จะมีความกินแหนงแคลงใจ ไม่พอใจกันบ้าง ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาของการทำงาน การเดินทางไปพรรคประชาชนได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นก่อนจะเข้าไป และหลังจากที่เดินเข้าไปแล้วก็รออยู่ไม่มีผู้บริหารรับ เดินเข้าไปพบ 4-5 คนในห้องประชุม

นายภูมิธรรม กล่าวต่อไปว่า เราไปกับตัวแทนพรรคร่วมหลายคน พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรครับข้อเสนอของพรรคประชาชนทั้งหมด การทำตามข้อเสนอของพรรคประชาชนเป็นเรื่องที่ดีควรจะทำ การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ผ่านกลไกของสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลเห็นด้วย ที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทยไม่ได้สนับสนุน

เมื่อถามถึงเรื่อง MOU 2543-2544 นายภูมิธรรม ระบุ เห็นว่าเรื่องนี้เป็นประเด็น ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลนี้หรือรัฐบาลใหม่ ยืนยันไม่มีอะไรติดใจหากจะดำเนินการในเรื่องนี้ และไม่มีประโยชน์อะไรแอบแฝง จึงเห็นควรแนบไปกับประชามติ ถ้าประชาชนเห็นอย่างไรรัฐบาลใหม่ จะได้ดำเนินการตามนั้น วิกฤติเรื่องนี้จะได้จบลง

“ภูมิธรรม” ขอ ปชน. คิดรอบคอบ หาก ภท. เป็นหัวหน้ารัฐบาล หวั่นคดีฮั้ว สว.-เขากระโดง

ส่วนประเด็นที่ดินเขากระโดงและคดีฮั้ว สว. นายภูมิธรรม เผยว่า จริงๆ เป็นกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นคดีจากพรรคใดรวมถึงที่ดินอัลไพน์ ตนคิดว่าทำได้ทั้งนั้น เห็นแกนนำพรรคประชาชนหลายคนพูดว่าหัวใจสำคัญของการตัดสินใจจะดูว่าใครจะอยู่ในความควบคุมได้มากที่สุด ดูเหมือนว่าจะสนใจพรรคภูมิใจไทย หากพูดกันตามความจริงก็ไม่มีใครสามารถควบคุมใครได้ หากคิดว่าไม่ซื่อตรงแล้วจะตัดสินใจก็ตัดสินใจได้ แต่สิ่งสำคัญคือการที่จะปล่อยให้พรรคภูมิใจไทยมาเป็นหัวหน้ารัฐบาล ในเวลาอีก 4 เดือน ก่อนจะมีการเลือกตั้ง ขอถามว่าคดีเขากระโดงจะกลับไปเป็นแบบเดิมหรือไม่ ในการตีความของพรรคภูมิใจไทย เพราะขณะนี้อยู่ในกระบวนการที่จะนำที่ของหลวงกลับมาในช่วงสิ้นเดือนนี้

เช่นเดียวกับเรื่องการฮั้ว สว. ที่กำลังเข้าสู่การเปิดประเด็นจับกุม ขณะนี้ติดอยู่ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตนเชื่อว่า 2 เรื่องนี้เป็นหัวใจสำคัญ แต่ตนได้บอกไปว่าหากติดใจเรื่องนี้ก็ไม่เป็นไร แต่ขออย่าให้มีกระบวนการแทรกแซง และไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไรตนก็เคารพการตัดสินใจของพรรคประชาชน แต่เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญที่เป็นหัวใจสำคัญ ใครจะทำเต็มที่ได้มากกว่ากัน ซึ่งพรรคเพื่อไทยยืนยันในเรื่องนี้มาตลอด สิ่งที่เคยเป็นปัญหาในเรื่องบางมาตราที่มีความแตกต่างกัน แต่ในเรื่องการยกมือโหวตตรงกัน คือให้มีการตั้ง ส.ส.ร. จึงถามว่าใครคือผู้มีบทบาทในการควบคุม สว. ฝากให้ไปคิด

นายภูมิธรรม กล่าวอีกว่า หากให้พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะมีหลักประกันอะไรที่พรรคประชาชนสามารถทำให้เกิดขึ้น ในเมื่อตัวเองก็ไม่ได้เข้าไปเป็นรัฐมนตรี เพราะพรรคภูมิใจไทยสามารถทำได้ง่าย จะรอให้อภิปรายไม่ไว้วางใจตนบอกว่าไม่ทัน เชื่อว่าจะดำเนินการไปก่อน เพราะอำนาจในการยุบสภารัฐบาลพรรคภูมิใจไทยเป็นผู้มีอำนาจ และสิ่งสำคัญขออย่าเบี่ยงประเด็นว่าใครจะได้มากได้น้อย หรือพรรคภูมิใจไทยมีน้อยกว่า 100 เสียง สามารถควบคุมได้ โดยการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ

สำหรับพรรคเพื่อไทยยอมรับว่าเคยบาดหมางกัน แต่เรายืนยันในข้อตกลงมาตลอด การที่บอกว่าพรรคเพื่อไทยบิดพลิ้วหรือตระบัดสัตย์ 2 ครั้ง ที่มีการเสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคก้าวไกล ล้วนเป็นคนของพรรคเพื่อไทยที่เป็นผู้เสนอชื่อทั้ง 2 ครั้ง และทุกเสียงของพรรคเพื่อไทยยกมือให้หมด แต่สิ่งที่บอกคือ สว. จะโหวตให้ แต่สุดท้ายไม่เลือก และประเด็นสุดท้ายขอเวลา 10 เดือน ซึ่งได้ประกาศไปชัดเจนตั้งแต่แรกว่ารอการตัดสินใจของประชาชนไม่ได้

“วันนี้อยากจะร่วมมือกัน ลืมเรื่องเก่าๆ และอยากจะร่วมมือกัน สิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้ทุกคนยอมรับว่าปล่อยประเทศให้พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน ที่มี 360 เสียงเป็นฝ่ายค้านไม่ได้ ในขณะที่รัฐบาลมีเพียง 143 เสียง ไม่มีประเทศไหนมาเจรจาด้วย เพราะไม่มีความเชื่อมั่นเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้อยู่ในอำนาจของพรรคประชาชน ที่จะเป็นผู้ตัดสินใจ”

เมื่อถามว่าหากพรรคประชาชนไม่ร่วมรัฐบาล พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะเป็นฝ่ายค้านหรือตัดสินใจยุบสภา นายภูมิธรรม ตอบว่า ยังไม่ต้องตัดสินใจว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือยุบสภา เราเสนอประเด็นให้พรรคประชาชนตัดสินใจ ถ้าเขาเลือกพรรคภูมิใจไทยก็เป็นสิทธิ์ที่ทำได้ ส่วนพรรคเพื่อไทยจะทำอย่างไรก็มีกระบวนการตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้วที่จะต้องหาทางออกในหลายๆ ทางที่เป็นไปได้ อันนั้นอยู่ที่ดุลยพินิจ ขอให้สถานการณ์ชัด ตอบให้ชัดว่าจะสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยหรือพรรคเพื่อไทย และมีข้อกังวลอะไรบอกมาให้ชัด และข้อกังวลนั้นจะหาทางป้องกันอย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามต่อ กระบวนการของพรรคเพื่อไทยปลายทางจะไม่เป็นฝ่ายค้านใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า “เปล่าครับ ยังไม่มีการตัดสินใจ มีแต่เพียงว่าอยากจะร่วมการตั้งรัฐบาล โดยให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ แล้วจะดำเนินการตามนั้น บอกแล้วว่านโยบายมีเยอะ รวมถึงวาระแห่งชาติ คือต้องเปลี่ยนแปลงสภาพการเมืองที่ผิดเพี้ยนแบบนี้ ให้มีการรีเซ็ตใหม่คือต้องไปแก้รัฐธรรมนูญ”

ทั้งนี้ ในฐานะที่เป็นรัฐบาลที่ยังรักาการอยู่ คิดว่าการจับขั้วเพื่อให้ได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ควรจะใช้เวลาเร็วที่สุดเมื่อใด นายภูมิธรรม ระบุว่า เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น อยากได้เร็วที่สุด เพราะหากปล่อยสภาพแบบนี้ไว้ก็เป็นรัฐบาลเป็ดง่อย ทำอะไรไม่ได้ ตอนนี้ทั้งหมดอยู่ที่พรรคประชาชนตัดสินใจ อยากให้รอบคอบ เพราะการตัดสินใจครั้งนี้เป็นครั้งสำคัญ พรรคประชาชนยังไม่เคยเลือกนายกรัฐมนตรีจากนอกพรรค ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ถ้าจะประเดิมด้วยพรรคภูมิใจไทย ต้องมีหลักประกันว่าประเทศจะไม่เสียหาย

เมื่อถามอีกว่าวันนี้พรรคประชาชนจะมีคำตอบที่ชัดเจนมาให้กับพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายภูมิธรรม บอกว่า ไม่ทราบ ขอให้พรรคประชาชนใช้เวลาเต็มที่ แต่เมื่อเสร็จแล้วให้แจ้งเราด้วยเพื่อให้เราดำเนินการขั้นต่อไป ส่วนคำถามว่านอกจากพรรคประชาชนแล้วพรรคร่วมรัฐบาลที่ยังอยู่ด้วยกันยังเหมือนเดิมหรือไม่ เพราะอย่างพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังไม่ชัดว่าจะไปต่อและการที่มาร่วมแถลงข่าวอาจเป็นเพียงมารยาททางการเมืองเท่านั้น นายภูมิธรรม กล่าวว่า “เขาไม่ได้พูดคำนี้ เขาพูดเพียงว่าขณะนี้เรายังร่วมกันอยู่ ทั้งหมดจะตัดสินใจอย่างไรขึ้นกับสถานการณ์ ซึ่งเราเคารพอยู่แล้วทุกพรรคต้องพิจารณาตามสถานการณ์การเมือง”

ทำไม “ภูมิธรรม” ถึงขอ ปชน. คิดรอบคอบ หาก ภท. เป็นหัวหน้ารัฐบาล?

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้น คำถามสำคัญคือ ทำไม “ภูมิธรรม” ถึงออกมาขอให้พรรคประชาชนคิดอย่างรอบคอบ หากพรรคภูมิใจไทยจะขึ้นเป็นหัวหน้ารัฐบาล? ประเด็นสำคัญอยู่ที่ความกังวลเกี่ยวกับ คดีฮั้ว สว.-เขากระโดง ซึ่งเป็นเรื่องที่สังคมกำลังจับตามอง

ความเห็นของ “ภูมิธรรม” สะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยว่า หากพรรคภูมิใจไทยได้เป็นแกนนำ อาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมในคดีเหล่านี้ได้ ดังนั้น การตัดสินใจของพรรคประชาชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

สิ่งที่นายภูมิธรรมเน้นย้ำคือ ขอให้พรรคประชาชนพิจารณาอย่างถี่ถ้วนถึงผลที่จะตามมา หากเลือกพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ทั้งนี้ การตัดสินใจดังกล่าวจะส่งผลต่อทิศทางทางการเมืองของประเทศในอนาคต

มองในภาพรวม การออกมาแสดงความเห็นของนายภูมิธรรม เป็นการส่งสัญญาณเตือนให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการตัดสินใจทางการเมืองในขณะนี้ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประเทศชาติ

“ภูมิธรรม” ขอ ปชน. คิดรอบคอบ หาก ภท. เป็นหัวหน้ารัฐบาล หวั่นคดีฮั้ว สว.-เขากระโดง เป็นประเด็นที่น่าสนใจ และต้องติดตามกันต่อไปว่าพรรคประชาชนจะตัดสินใจอย่างไร และอนาคตทางการเมืองไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป

ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจของทุกฝ่ายควรคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ เพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้กับประเทศชาติ

ที่มา – “ภูมิธรรม” ขอ ปชน. คิดรอบคอบ หาก ภท. เป็นหัวหน้ารัฐบาล หวั่นคดีฮั้ว สว.-เขากระโดง

ทนายย้ำ!“เขากระโดง”ไม่ใช่คดีอาญา จบที่ศาล!

“ทนายชนินทร์” ย้ำ “คดีเขากระโดง” ไม่ใช่คดีอาญา ไม่ควรถูกสร้างให้เป็นคดีพิเศษโดยอาศัยแรงกดดันทางการเมือง ชี้ ควรจบลงในศาลยุติธรรมเสียที อย่าตกเป็นเครื่องมือของเกมการเมือง

วันที่ 31 สิงหาคม 2568 นายชนินทร์ แก่นหิรัญ ทนายความคดีเขากระโดง ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ คดีเขากระโดง ว่า คดีเขากระโดงคือข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เป็นคดีแพ่งที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม และในบางส่วนก็มีการพิจารณาอยู่ในศาลปกครองโดยใช้กลไกตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ไม่ใช่คดีอาญา ไม่ใช่คดีฟอกเงิน และไม่ใช่หน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ที่จะสอดรับคำสั่งการเมืองแล้วยกระดับคดีเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับบางคน หาก DSI ดำเนินการโดยไม่มีฐานความผิดตามกฎหมายรองรับ อาจเข้าข่ายกระทำโดยมิชอบตามกฎหมายเสียเอง และอาจมีผลกระทบต่อเจ้าหน้าที่และองค์กรในภายหลัง

ส่วนคำคัดค้านของเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินกว่า 900 แปลง ที่คัดค้านไม่ให้กรมที่ดินเพิกถอนเอกสารสิทธิ์นั้น เห็นว่าเป็นแนวคำคัดค้านเดียวกันทั้งหมด โดยโต้แย้งว่าเอกสารสิทธิ์ของตนออกโดยชอบ ไม่ได้อยู่ในพื้นที่พระราชกฤษฎีกา และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ไม่เคยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินเขากระโดง ดังนั้น เพื่อไม่ให้เรื่องนี้ต้องเสียเวลา เสียงบประมาณของรัฐ และตกเป็นเครื่องมือของเกมการเมืองอีก ขอเสนอให้การรถไฟแห่งประเทศไทยใช้สิทธิตามกฎหมาย ฟ้องเจ้าของที่ดินแปลงใดแปลงหนึ่ง หรือบางแปลงต่อศาลแพ่ง เพื่อให้ศาลยุติธรรมเป็นผู้วินิจฉัยว่า ข้อโต้แย้งสิทธิ ตามคำคัดค้านของเจ้าของที่ดินฟังขึ้นตามกฎหมายหรือไม่

นายชนินทร์เผยต่อไป และเพื่อยุติข้อถกเถียงในหมู่นักกฎหมายที่ยังเห็นต่างกันอยู่ว่า คำพิพากษาหลายคดีของศาลฎีกาที่วินิจฉัยเรื่องเขากระโดงนั้น จะมีผลผูกพันกับเจ้าของที่ดินทั้ง 900 กว่าแปลงได้โดยอัตโนมัติหรือไม่ จึงควรให้ศาลยุติธรรมพิจารณาในคราวเดียวกันนี้ด้วยว่า ตามหลักของมาตรา 145 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งบัญญัติว่า “คำพิพากษาผูกพันเฉพาะคู่ความในคดีเท่านั้น” ศาลจะเห็นว่าคำพิพากษาก่อนหน้าสามารถนำมาใช้ยันบุคคลภายนอกได้หรือไม่ หากบุคคลภายนอกนั้นไม่มีสิทธิที่ดีกว่า เพื่อให้คำพิพากษาใหม่เป็นข้อยุติในทางกฎหมายและปิดข้อโต้แย้งที่มีอยู่ทั้งหมดเสียที

หากศาลเห็นว่าคัดค้านฟังไม่ขึ้น คณะกรรมการตามมาตรา 61 ก็สามารถเพิกถอนสิทธิในแปลงอื่นๆ ตามวรรค 8 ได้โดยไม่ต้องตั้งเรื่องซ้ำซ้อนอีก หากศาลเห็นว่าคัดค้านฟังขึ้น ก็ถือว่าเจ้าของเอกสารสิทธิ์มีสิทธิโดยชอบ และเรื่องนี้ก็จะยุติอย่างเป็นธรรม จบด้วยกระบวนการศาล ไม่ต้องตีความกันเอง ไม่ต้องใช้อำนาจนอกระบบ ไม่ต้องให้นักการเมืองแทรกแซง ข้าราชการไม่ต้องเสี่ยงผิดมาตรา 157

“ขอยืนยันว่าเขากระโดงไม่ใช่คดีพิเศษ และไม่ควรถูกสร้างให้เป็นคดีพิเศษโดยอาศัยแรงกดดันทางการเมือง ขอฝากข้อเสนอและคำเตือนนี้ถึงผู้บริหารการรถไฟแห่งประเทศไทย และกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อให้ทุกฝ่ายยืนหยัดในหลักนิติธรรม ยุติข้อขัดแย้งอย่างมีวุฒิภาวะ และไม่ให้กลไกรัฐตกเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจทางการเมืองไม่ว่าฝ่ายใดอีกต่อไป”

ทนายย้ำ “เขากระโดง” ไม่ใช่คดีอาญา ไม่ใช่หน้าที่ DSI ควรจบในศาลยุติธรรมเสียที

ทำไมทนายจึงย้ำว่า “เขากระโดง” ไม่ใช่คดีอาญา?

จากข้อมูลที่ทนายชนินทร์ได้ให้ไว้, ประเด็นสำคัญที่ทนายเน้นย้ำคือ คดีเขากระโดงเป็นข้อพิพาททางแพ่งเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดิน ซึ่งควรได้รับการแก้ไขในระบบศาลยุติธรรมปกติ ไม่ใช่การพิจารณาคดีอาญาหรือคดีพิเศษที่ต้องใช้กลไกของ DSI

การที่ทนายออกมาเน้นย้ำเช่นนี้ อาจเป็นเพราะมีความกังวลว่าคดีเขากระโดงกำลังถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือถูกทำให้กลายเป็นคดีอาญาเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการดำเนินการบางอย่าง ซึ่งอาจไม่ถูกต้องตามกระบวนการยุติธรรม

ทนายชนินทร์ยังเสนอแนะให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ใช้สิทธิตามกฎหมายในการฟ้องร้องเจ้าของที่ดินต่อศาลแพ่ง เพื่อให้ศาลเป็นผู้ตัดสินข้อพิพาทนี้อย่างเป็นธรรมและโปร่งใส วิธีนี้จะช่วยให้เรื่องนี้จบลงด้วยกระบวนการทางกฎหมายที่ถูกต้อง และหลีกเลี่ยงการแทรกแซงจากภายนอก

นอกจากนี้ ทนายยังตั้งข้อสังเกตว่า ควรมีการพิจารณาว่าคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีเขากระโดงก่อนหน้านี้มีผลผูกพันกับเจ้าของที่ดินรายอื่นหรือไม่ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ประเด็นที่ทนายชนินทร์ยกขึ้นมานั้น ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษากระบวนการยุติธรรมและความเป็นอิสระของศาลในการพิจารณาคดีต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีที่มีความซับซ้อนและอาจมีแรงจูงใจทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง การที่ทุกฝ่ายเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการสร้างความเป็นธรรมและความสงบสุขในสังคม

คดีเขากระโดงจึงเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าการพิจารณาคดีอย่างรอบคอบและเป็นธรรมตามหลักนิติธรรมเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้กระบวนการยุติธรรมถูกบิดเบือน หรือถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง และเพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบกฎหมาย

ดังนั้น การที่ทนายออกมาให้ข้อมูลและเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาในคดีเขากระโดง จึงเป็นสิ่งที่ควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจังจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้คดีนี้จบลงด้วยความเป็นธรรม และเป็นไปตามหลักนิติธรรมอย่างแท้จริง

ที่มา – ทนายย้ำ “เขากระโดง” ไม่ใช่คดีอาญา ไม่ใช่หน้าที่ DSI ควรจบในศาลยุติธรรมเสียที

ภูมิธรรม สั่ง! เรียกอธิบดี DSI คดีเขากระโดง

“ภูมิธรรม” แจงเรียกอธิบดี DSI เข้าพบ ฟังความคืบหน้าคดีเขากระโดง ชี้ เป็นอำนาจ DSI ยกเป็นคดีพิเศษหรือไม่ สั่งการแล้วให้ยึดกฎหมาย ไม่กลั่นแกล้งใคร ยัน ไม่แทรกแซง

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 27 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้ารายงานปัญหาที่ดินเขากระโดง เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล จะมีการรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่ ว่า ขึ้นอยู่กับอธิบดีดีเอสไอ ถ้าเข้าเงื่อนไขก็สามารถพิจารณา และถ้าอยู่ในอำนาจของดีเอสไอก็ดำเนินการได้ แต่หากต้องการความชัดเจนหรือต้องการการอนุมัติจากคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) อันนี้ค่อยนัดอีกที แต่อธิบดีดีเอสไอยังไม่มีการเสนออะไร

นายภูมิธรรม กล่าวต่อไปว่า เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ตนเพียงอยากฟังว่าอะไรเป็นอะไร จึงให้มารายงานให้ทราบ และกำชับว่า ให้ยืนยันในหลักของกฎหมาย อย่าไปคิดกลั่นแกล้งใคร ให้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง และความเป็นจริง ถ้าผิดกฎหมายก็ดำเนินการ แต่ถ้าไม่ผิดก็ไม่มีอะไรที่ต้องทำ

ผู้สื่อข่าวถามต่อ ในส่วนของกรมที่ดินดำเนินการเรื่องเพิกถอนที่ดินเขากระโดงแล้วหรือยัง นายภูมิธรรม ตอบว่า ยังไม่ทราบเลย แต่ขณะนี้เขาทำหน้าที่อยู่ ถ้าชัดเจนคงประกาศ อย่างไรก็ตามเมื่อถามว่า ตั้งแต่วันที่ประกาศจะเพิกถอนที่ดินเขากระโดง จนถึงวันนี้มีความคืบหน้าแล้วหรือยัง นายภูมิธรรม ระบุว่า ก็ทำไปเยอะแล้ว เดี๋ยวถ้าชัดเจนเขาคงจะบอก ตอนนี้เป็นหน้าที่ของเขา ตนไม่ได้แทรกแซง.

(แฟ้มภาพ)

เรียกอธิบดี DSI พบ คุยคืบหน้าคดีเขากระโดง

จากกรณีที่ดินเขากระโดง กลับมาเป็นที่สนใจของสังคมอีกครั้ง เมื่อนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้เรียกอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้าพบเพื่อรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีเขากระโดง สร้างความสงสัยและความสนใจให้กับประชาชนว่า คดีนี้มีความคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว และจะมีผลกระทบต่อผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างไร

นายภูมิธรรมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการยึดหลักกฎหมายและข้อเท็จจริงในการดำเนินการ โดยสั่งการให้ DSI ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการกลั่นแกล้ง และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาที่ดินอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

ความคืบหน้าล่าสุดของคดีเขากระโดง

แม้ว่ารายละเอียดเกี่ยวกับความคืบหน้าของคดีเขากระโดงจะยังไม่ถูกเปิดเผยทั้งหมด แต่การที่นายภูมิธรรมเรียกอธิบดี DSI เข้าพบเพื่อรายงานความคืบหน้า แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และต้องการเร่งดำเนินการให้เกิดความชัดเจนโดยเร็วที่สุด การดำเนินการใด ๆ ในอนาคตเกี่ยวกับคดีเขากระโดง จะต้องอยู่ภายใต้การพิจารณาของ DSI และเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การที่ DSI จะรับคดีเขากระโดง เป็นคดีพิเศษหรือไม่ ซึ่งขึ้นอยู่กับการพิจารณาของอธิบดี DSI หากเข้าเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ก็สามารถดำเนินการได้ แต่หากต้องการความชัดเจนหรือการอนุมัติจากคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ก็จะต้องมีการนัดหารือกันอีกครั้ง

ในส่วนของกรมที่ดินที่เกี่ยวข้องกับการเพิกถอนที่ดินเขากระโดง นายภูมิธรรมกล่าวว่า ยังไม่ทราบรายละเอียด แต่ขณะนี้กรมที่ดินกำลังทำหน้าที่อยู่ และหากมีความชัดเจนก็จะมีการประกาศให้ทราบต่อไป

การแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดง ถือเป็นประเด็นที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย การดำเนินการใด ๆ จึงต้องเป็นไปอย่างรอบคอบ โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อให้เกิดความเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย และเป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ การเปิดเผยข้อมูลและความคืบหน้าของคดีอย่างต่อเนื่อง จะช่วยสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจจากประชาชน

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาที่ดินอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และส่งเสริมการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน การแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดง จะเป็นบทพิสูจน์ความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค และสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่าย

สถานการณ์คดีเรียกอธิบดี DSI พบ คุยคืบหน้าคดีเขากระโดง จะเป็นอย่างไรต่อไป ทุกฝ่ายยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ทุกฝ่ายเคารพและปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อให้ความเป็นธรรมเกิดขึ้นอย่างแท้จริง การแก้ไขปัญหาคดีเรียกอธิบดี DSI พบ คุยคืบหน้าคดีเขากระโดงจึงเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

อีกทั้งการเรียกอธิบดี DSI พบ คุยคืบหน้าคดีเขากระโดง ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามอง

ที่มา – เรียกอธิบดี DSI พบ คุยคืบหน้าคดีเขากระโดง “ภูมิธรรม” สั่งยึดกฎหมาย-ข้อเท็จจริง

“ภูมิธรรม” เร่งแก้ ปัญหาที่ดินเขากระโดง สั่งเรียกหน่วยงานหารือ

จากกรณีปัญหาที่ดินเขากระโดงที่ยืดเยื้อมานาน ล่าสุด นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยได้เชิญรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และปลัดกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมหารือ ณ ทำเนียบรัฐบาล

การประชุมดังกล่าวมีขึ้นเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 เวลา 16.30 น. ณ ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล โดยมีบุคคลสำคัญเข้าร่วม อาทิ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) อธิบดีกรมที่ดิน อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และอธิบดีกรมโยธาธิการ

นายภูมิธรรม เปิดเผยก่อนการประชุมว่า การหารือครั้งนี้เป็นการติดตามงานที่คั่งค้างและต้องการเร่งรัดให้งานเดินหน้าอย่างราบรื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดง ซึ่งเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก ทั้งนี้ นายภูมิธรรมเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ดีที่สุดและไม่ให้เกิดความสะดุด

ภายหลังการประชุม นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า การหารือเป็นการติดตามความคืบหน้าของงบประมาณและเรื่องการกระจายอำนาจ

ขณะที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า มีหลายเรื่องที่ได้หารือกัน และนายภูมิธรรมจะเป็นผู้ให้สัมภาษณ์ในรายละเอียดต่อไป

ด้าน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดเผยว่า ส่วนหนึ่งของการหารือเกี่ยวข้องกับปัญหาที่ดินเขากระโดง และเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าจะรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่ พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวว่า “ใกล้แล้ว” ซึ่งบ่งชี้ว่า DSI กำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการเข้ามาดำเนินการสืบสวนสอบสวนในประเด็นนี้

“ภูมิธรรม” เร่งแก้ ปัญหาที่ดินเขากระโดง

ปัญหาที่ดินเขากระโดง ถือเป็นประเด็นที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน การที่นายภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญและเร่งรัดการแก้ไขปัญหาดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการจัดการกับปัญหาที่ดินที่ยืดเยื้อมานาน

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับ ปัญหาที่ดินเขากระโดง

แม้ว่ารายละเอียดของการหารือยังไม่ได้รับการเปิดเผยทั้งหมด แต่การที่ DSI พิจารณาที่จะรับปัญหาที่ดินเขากระโดง เป็นคดีพิเศษ ถือเป็นสัญญาณที่สำคัญว่าหน่วยงานภาครัฐกำลังให้ความสนใจและพร้อมที่จะดำเนินการสืบสวนสอบสวนอย่างจริงจัง

  • การเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยนายภูมิธรรม
  • การพิจารณาของ DSI ในการรับเป็นคดีพิเศษ
  • ความคาดหวังของประชาชนในการแก้ไขปัญหาที่ดินอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดง จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างยุติธรรมและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

การแก้ไขปัญหาที่ดินเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและซับซ้อน การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสและการรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย จะเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน

ที่มา – “ภูมิธรรม” เรียก รมต.-มท.-DSI ลุยคุยงาน ปัญหาที่ดินเขากระโดง

“ภูมิธรรม” ไม่แทรกแซงอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ ปมเขากระโดง

“ภูมิธรรม” ย้ำ ปัญหาเขากระโดง หน้าที่อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ ยืนยันไม่แทรกแซง ส่งสัญญาณทำให้เร็วที่สุด พร้อมโต้ข่าว “ขจรเกียรติ” ป่วย บอกวันนี้เดี๋ยวก็มา

เมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ 25 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงกรณีมีการแต่งตั้ง นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี เป็นอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่แล้ว ต่อจากนี้ขั้นตอนการแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ จะเป็นอธิบดีกรมที่ดินดำเนินการได้ทันที หรือจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบอีกหรือไม่ ว่า เรื่องนี้ยังเหมือนเดิม ไม่มีอะไรที่ต้องกังวล เป็นเรื่องที่อธิบดีกรมที่ดินต้องไปดำเนินการ มันชัดเจนอยู่แล้วในคำสั่งต่างๆ ของข้อสรุป ที่คณะทำงานดำเนินการแล้ว

นายภูมิธรรม ระบุต่อ ส่วนที่มีข่าวว่าอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ป่วยเข้าโรงพยาบาลทำอะไรไม่ได้นั้น ไม่จริง เพราะเดี๋ยววันนี้ก็มาเจอกับตน ซึ่งเขาต้องทำหน้าที่ของเขา ผู้สื่อข่าวถามต่อ มีกรอบเวลาดำเนินการให้กับอธิบดีกรมที่ดินหรือไม่ นายภูมิธรรม ระบุว่า ไม่มี ให้เขาทำตามหน้าที่ กรอบเวลาหรืออะไรต่างๆ ก็อยู่ในหน้าที่หมดแล้ว

ส่วนคำถามว่าในฐานะที่กำกับดูแลกระทรวงมหาดไทย ประเมินหรือไม่ว่าขั้นตอนหรือเวลาที่เหมาะสมที่จะดำเนินการในเรื่องนี้จะใช้เวลานานหรือไม่ นายภูมิธรรม เผยว่า ตนเคยพูดไปแล้วว่าให้เร็วที่สุด ปฏิบัติตามคำสั่งศาลให้เต็มที่ ให้ศาลรู้ว่าเราได้มาปฏิบัติ ไม่เช่นนั้นจะเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล หรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ที่ควรจะต้องทำ เป็นหน้าที่ของอธิบดีกรมที่ดิน เดี๋ยวเขาก็ทำเอง ตนไม่แทรกแซง

ขณะที่คำถามว่า อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่จะเซ็นเพิกถอนที่ดินเขากระโดง ได้ทันก่อนวันที่ 29 สิงหาคม 2568 หรือไม่ นายภูมิธรรม ตอบว่า “ทำได้ทันทีเร็วที่สุด”

“ภูมิธรรม” ไม่แทรกแซงอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ ปมเขากระโดง

จากกรณีปัญหาที่ดินเขากระโดงที่ยืดเยื้อมานาน ล่าสุดนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงการแต่งตั้งอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ และบทบาทของท่านในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยเน้นย้ำว่าจะไม่เข้าไปแทรกแซงการทำงานของอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ และพร้อมสนับสนุนให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับปัญหาที่ดินเขากระโดง

นายภูมิธรรมกล่าวว่า ปัญหาที่ดินเขากระโดงเป็นหน้าที่ของอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ที่จะต้องดำเนินการแก้ไข โดยอ้างอิงจากคำสั่งและข้อสรุปต่างๆ ที่คณะทำงานได้ดำเนินการไว้ก่อนหน้านี้ และย้ำว่าไม่มีความจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบใหม่ เนื่องจากเรื่องนี้มีความชัดเจนอยู่แล้ว

นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังได้ปฏิเสธข่าวลือที่ว่าอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ป่วยและไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ โดยยืนยันว่าท่านจะมาปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ และจะดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดงให้เร็วที่สุดตามกรอบเวลาและอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่

นายภูมิธรรมได้กล่าวถึงการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดงว่า จะต้องทำให้เร็วที่สุด และปฏิบัติตามคำสั่งศาลอย่างเต็มที่ เพื่อแสดงให้ศาลเห็นว่าหน่วยงานราชการได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง และหลีกเลี่ยงการถูกพิจารณาว่าละเมิดอำนาจศาล หรือละเลยการปฏิบัติหน้าที่

ทั้งนี้ นายภูมิธรรมได้ตอบคำถามเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่จะสามารถลงนามเพิกถอนที่ดินเขากระโดงได้ทันก่อนวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ว่า “ทำได้ทันทีเร็วที่สุด”

การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายภูมิธรรมในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดงให้ลุล่วงโดยเร็ว และเป็นการส่งสัญญาณไปยังทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องว่าปัญหาดังกล่าวจะต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังและเป็นธรรม

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดงยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งในด้านข้อกฎหมาย ความซับซ้อนของข้อมูล และผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น การดำเนินการแก้ไขปัญหาจึงจำเป็นต้องมีความรอบคอบ โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อให้ได้ข้อยุติที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย และสร้างความยุติธรรมให้กับประชาชน

ปัญหาที่ดินเขากระโดง เป็นกรณีศึกษาที่สำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการบริหารจัดการที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันปัญหาการบุกรุกที่ดิน การออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ และความขัดแย้งที่ดินที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การแก้ไขปัญหาที่ดินจึงเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรมและยั่งยืนสำหรับทุกคน

ด้วยความมุ่งมั่นและความร่วมมือจากทุกฝ่าย คาดหวังได้ว่าปัญหาที่ดินเขากระโดงจะได้รับการแก้ไขอย่างเป็นธรรมและยั่งยืนในที่สุด การไม่แทรกแซงอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ ปมเขากระโดง ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับประชาชน

ที่มา – ไม่แทรกแซงอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ ปมเขากระโดง “ภูมิธรรม” ส่งสัญญาณทำให้เร็วที่สุด

“ภูมิธรรม” ชี้ คดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว. ไม่ได้

“ภูมิธรรม” ชี้ เอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้ ต้องดูที่เรื่องใหญ่

“ภูมิธรรม” โต้ “ภูมิใจไทย” ยัน ดีเอสไอเดินหน้าคดีบริษัท “รมว.ปุ๋ง” รุกที่สาธารณะ จ.อุบลฯ ตามกระบวนการกฎหมาย รับ “คดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดง” เป็นเรื่องใหญ่ต้องสางให้ชัดเจน เหตุสาธารณชนให้ความสนใจ

วันที่ 14 สิงหาคม 2566 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีพรรคภูมิใจไทยเรียกร้องให้นายภูมิธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการคดีพิเศษติดตามตรวจสอบคดีบริษัทครอบครัว น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) หลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับเรื่องสอบสวนเป็นคดีพิเศษ การขุดบ่อน้ำรุกที่สาธารณะ จ.อุบลราชธานี หลังเอาแต่เร่งรัดตรวจสอบคดีที่ดินเขากระโดง และฮั้ว ส.ว. ว่า ตนคิดว่าดีเอสไอคงทำทุกเรื่อง แต่ยอมรับว่า เรื่องฮั้ว ส.ว.เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเป็นจริงตามนั้นถือเป็นการทำลายระบอบกฎเกณฑ์ ระบอบประชาธิปไตย ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด สามารถมองได้ เป็นเรื่องที่สาธารณชนให้ความสนใจ ขณะที่เรื่องเขากระโดงเป็นเรื่องใหญ่อีกเรื่องที่สำคัญ และเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ตัดสินไปแล้ว ในเรื่องที่ดินประมาณ 5 พันกว่าไร่ที่คั่งค้างมานาน และเรื่องนี้ก็ช้ามาเป็น 10 ปีแล้ว จะบอกว่า เร่งรีบไม่ได้ แต่เป็นเรื่องที่ต้องสางให้เกิดความชัดเจน

สำหรับที่มีการอ้างว่า 6 ปีแล้วแต่ดีเอสไอยังไม่สั่งฟ้องคดีของ น.ส.สุดาวรรณ นายภูมิธรรม ย้อนถามว่า “เอา 6 ปีมาเปรียบเทียบกว่า 10 กว่าปี ต้องดูความใหญ่นะครับ แต่ไม่เป็นไรมีสิทธิที่จะถามได้ แต่เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ คนทั้งประเทศเขาสนใจเรื่องเขากระโดงมากกว่า ส่วนเรื่องอื่นก็ว่าไปตามกระบวนการกฎหมาย และเรื่องเขากระโดงขอให้เกิดความชัดเจน ถ้าคิดว่ามีปัญหาก็ทำให้ชัดเจน”

ผู้สื่อข่าวถามถึงการเพิกถอนที่ดินเขากระโดงต้องรอให้อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่เข้ามาเซ็น หรือให้คนรักษาการทำก่อนได้หรือไม่ หลังประกาศจะเพิกถอนตั้งแต่วันที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตนตอบหลายครั้งแล้ว รอให้มีการโปรดเกล้าฯ อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่เข้ามา จะทำหน้าที่ทันที

ทำไม “ภูมิธรรม” ถึงมองว่า เอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้?

จากเนื้อหาข่าวข้างต้น เราจะเห็นว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับกรณีที่มีการเปรียบเทียบระหว่างคดีของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงหนึ่ง กับคดีฮั้ว ส.ว. และคดีที่ดินเขากระโดง โดยนายภูมิธรรมชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างในประเด็นของความสำคัญและความสนใจของสาธารณชนที่มีต่อแต่ละคดี กล่าวคือ คดีฮั้ว ส.ว. และคดีที่ดินเขากระโดงนั้น เป็นเรื่องที่สาธารณชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก และมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยและกระบวนการยุติธรรม

ในขณะที่คดีของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดังกล่าว เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการไปตามกระบวนการทางกฎหมาย แต่ไม่ได้มีผลกระทบในวงกว้างเท่ากับสองคดีแรก นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเร่งรัดแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดง ซึ่งเป็นเรื่องที่คั่งค้างมานานกว่า 10 ปี และต้องทำให้เกิดความชัดเจนเพื่อความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ดังนั้น การที่นายภูมิธรรมมองว่า เอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้นั้น จึงมีเหตุผลมาจากความแตกต่างในด้านความสำคัญ ผลกระทบต่อสังคม และความสนใจของสาธารณชน

นอกจากนี้นายภูมิธรรมยังได้กล่าวถึงประเด็นเรื่องระยะเวลาในการดำเนินการของคดีต่างๆ โดยย้อนถามถึงการนำระยะเวลา 6 ปีของคดีรัฐมนตรีช่วยฯ มาเปรียบเทียบกับระยะเวลา 10 กว่าปีของคดีที่ดินเขากระโดง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความซับซ้อนและความยืดเยื้อของแต่ละคดีมีความแตกต่างกัน

โดยสรุปแล้ว คำกล่าวของนายภูมิธรรมเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับคดีที่มีผลกระทบต่อส่วนรวม และความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดงให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี แม้ว่าจะมีข้อเรียกร้องให้เร่งรัดการดำเนินคดีอื่นๆ ด้วยก็ตาม การดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ดังนั้น, การที่นายภูมิธรรมชี้ว่าเอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้ นั้นเป็นการเน้นย้ำว่าแต่ละคดีมีความแตกต่างในรายละเอียด และต้องพิจารณาตามบริบทของแต่ละเรื่อง

ที่มา – “ภูมิธรรม” ชี้ เอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้ ต้องดูที่เรื่องใหญ่

Scroll to top