เขากระโดง

ปมที่ดินเขากระโดง ให้รอศาลชี้ ทรงศักดิ์มองการเมือง

ปมที่ดินเขากระโดง ให้รอศาลชี้ ทรงศักดิ์มองการเมือง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่หลายคนให้ความสนใจ สำหรับกรณี ปมที่ดินเขากระโดง ให้รอศาลชี้ “ทรงศักดิ์” มอง “เสรีพิศุทธ์” เคลื่อนไหว เรื่องการเมือง ซึ่งล่าสุดนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้อย่างชัดเจน โดยมองว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของการมองมุมต่างทางการเมืองที่ประชาชนต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

นายทรงศักดิ์ระบุว่า ในประเด็นที่ดินเขากระโดง ทุกอย่างควรเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม เพราะขณะนี้ข้อพิพาทระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และประชาชนผู้ถือครองสิทธิ์ได้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น การจะตัดสินว่าใครผิดหรือถูกจึงต้องรอคำวินิจฉัยจากศาลเท่านั้น ซึ่งเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

เบื้องลึกการเมืองกับ ปมที่ดินเขากระโดง ให้รอศาลชี้ “ทรงศักดิ์” มอง “เสรีพิศุทธ์” เคลื่อนไหว เรื่องการเมือง

สำหรับการเคลื่อนไหวของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ที่เดินทางไปถึงบ้านพักของนายเนวิน ชิดชอบ นั้น นายทรงศักดิ์มองว่าเป็นเรื่องของการแสดงจุดยืนทางการเมือง ซึ่งไม่ถือเป็นเรื่องแปลกในสังคมประชาธิปไตย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความชัดเจนของเอกสารสิทธิ์ โดยนายทรงศักดิ์ได้เน้นย้ำรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • ที่ดินเขากระโดงมีเนื้อที่รวมกว่า 5,083 ไร่ ซึ่งไม่ได้อยู่ในความครอบครองของนายเนวินเพียงคนเดียว
  • มีประชาชนและหน่วยงานราชการจำนวนมากที่มีเอกสารสิทธิ์และโฉนดที่ถูกต้องตามกฎหมายประกอบอยู่ด้วย
  • การเคลื่อนไหวของนักการเมืองในขณะนี้เป็นเพียงประเด็นทางสังคม แต่ในแง่ของกฎหมายต้องวัดกันที่หลักฐานการครอบครองในชั้นศาล

หลายฝ่ายอาจตั้งคำถามว่า หากการเคลื่อนไหวนี้พุ่งเป้าไปที่นายเนวิน จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายทรงศักดิ์กล่าวในมุมมองที่เป็นกันเองว่า ตนเองไม่ทราบรายละเอียดในจุดนั้น และขอยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับตนโดยตรง ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ อาจจะเตรียมเข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ทำเนียบรัฐบาลนั้น ยิ่งเป็นเรื่องที่ต้องรอติดตามกันต่อไปว่าจะมีนัยสำคัญอย่างไร

หากเรามองภาพรวมของ ปมที่ดินเขากระโดง ให้รอศาลชี้ “ทรงศักดิ์” มอง “เสรีพิศุทธ์” เคลื่อนไหว เรื่องการเมือง จะเห็นได้ว่านี่คือตัวอย่างของการเปลี่ยนประเด็นทางกฎหมายให้กลายเป็นสนามการเมือง การใช้กระบวนการศาลเพื่อยุติข้อขัดแย้งถือเป็นวิธีที่สง่างามที่สุด เพื่อไม่ให้สังคมเกิดความสับสนไปมากกว่านี้

ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าผลตัดสินของศาลจะออกมาเป็นอย่างไร นี่คือบทเรียนสำคัญในการใช้กฎหมายและสิทธิในที่ดินของประเทศไทย ซึ่งเราทุกคนควรให้เกียรติกระบวนการยุติธรรมก่อนที่จะด่วนสรุปจากกระแสดราม่า แล้วคุณล่ะครับ คิดว่าท้ายที่สุดแล้วใครจะได้ครอบครองที่ดินผืนนี้อย่างเต็มรูปแบบ? มาลุ้นและติดตามความคืบหน้าไปพร้อมกันครับ

ที่มา – ปมที่ดินเขากระโดง ให้รอศาลชี้ “ทรงศักดิ์” มอง “เสรีพิศุทธ์” เคลื่อนไหว เรื่องการเมือง

เสรีพิศุทธ์ จ่อสอย อนุทิน-ไชยชนก ปมที่ดินเขากระโดง

เสรีพิศุทธ์ จ่อสอย อนุทิน-ไชยชนก ปมที่ดินเขากระโดง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ได้ออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง หลังจากที่ไม่ได้รับความร่วมมือจาก สส. ฝ่ายค้านในการลงชื่อเพื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเฉพาะในกรณีของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล และ นายไชยชนก ชิดชอบ ในประเด็นเรื่องมาตรฐานจริยธรรมจากการครอบครองพื้นที่เขากระโดง

หากพูดถึงเหตุการณ์นี้ เราต้องมองย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ พยายามล่ารายชื่อ สส. เพื่อยื่นต่อประธานสภาฯ ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งนอกจาก นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม เพียงคนเดียวแล้ว พรรคฝ่ายค้านอื่น ๆ กลับนิ่งเฉย ซึ่งนี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้ เสรีพิศุทธ์ จ่อสอย อนุทิน-ไชยชนก ปมที่ดินเขากระโดง ผ่านช่องทางใหม่ที่รัดกุมกว่าเดิม

กางแผนเด็ดหลังฝ่ายค้านไม่เอาด้วย

เมื่อเส้นทางเดิมถูกปิดกั้น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ จึงปรับกลยุทธ์ใหม่เพื่อเดินหน้าเอาผิดตามกฎหมาย ดังนี้:

  • เปลี่ยนแผนยื่นเรื่องต่อ กกต. เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยโดยไม่ต้องอาศัยรายชื่อ สส.
  • ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. เพื่อเอาผิด นายอนุทิน และ นายไชยชนก ในฐานความผิดตาม ม.157
  • เรียกร้องให้ตรวจสอบปลัดกระทรวงมหาดไทยและอธิบดีกรมที่ดิน กรณีละเว้นการเพิกถอนที่ดิน 5,083 ไร่

ความพยายามของ เสรีพิศุทธ์ จ่อสอย อนุทิน-ไชยชนก ปมที่ดินเขากระโดง ครั้งนี้ถือเป็นเดิมพันครั้งใหญ่ เพราะเขามั่นใจในพยานหลักฐานที่มีอยู่ว่าที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทยจริง การที่หน่วยงานรัฐยังไม่ดำเนินการเพิกถอนสิทธิครอบครอง จึงเป็นช่องโหว่ที่เขามองว่าเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างชัดเจน

ในมุมมองส่วนตัวของผู้ติดตามข่าว การเคลื่อนไหวของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ในครั้งนี้ถือเป็นบทพิสูจน์ความแข็งแกร่งของกระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระไทย ว่าจะสามารถจัดการกับข้อครหาเรื่องจริยธรรมนักการเมืองได้อย่างโปร่งใสหรือไม่ แม้รายชื่อ สส. ฝ่ายค้านจะไม่เพียงพอ แต่การใช้กลไกของ กกต. และ ป.ป.ช. จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าหลักฐานที่เขามีนั้นเพียงพอที่จะสั่นคลอนตำแหน่งของรัฐมนตรีทั้งสองได้หรือไม่ เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปอย่างใกล้ชิดว่ามหากาพย์เขากระโดงนี้จะจบลงอย่างไร และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อความไม่ชัดเจนในเรื่องที่ดินสาธารณะรายนี้

ที่มา – “เสรีพิศุทธ์” ฉุน สส.ฝ่ายค้านไม่ลงชื่อสอย “อนุทิน-ไชยชนก” จ่อยื่น กกต. – ป.ป.ช. เอาผิดปมเขากระโดง

เลขาธิการ ป.ป.ช. แย้ง DSI ข้อพิพาทที่ดิน รฟท.-เอกชน-ปชช.

ประเด็นข้อพิพาทที่ดินเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ กำลังเป็นที่จับตามองของประชาชนและหน่วยงานรัฐหลายแห่ง ล่าสุด เลขาธิการ ป.ป.ช. แย้ง DSI ข้อพิพาทกรรมสิทธิ์ที่ดิน รฟท.- เอกชน – ปชช. หน่วยงานรัฐต้องฟ้องเอง โดยชี้แจงว่าปัญหานี้เป็นเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินที่หน่วยงานรัฐต้องดำเนินการทางกฎหมายด้วยตัวเอง ไม่ใช่หน้าที่ตรวจสอบทุจริตของ ป.ป.ช. แม้ DSI จะส่งสำนวนคดีมาให้ แต่ ป.ป.ช. ยืนยันว่าจะไต่สวนเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น

เลขาธิการ ป.ป.ช. แย้ง DSI ข้อพิพาทกรรมสิทธิ์ที่ดิน รฟท.- เอกชน – ปชช. หน่วยงานรัฐต้องฟ้องเอง

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษก ป.ป.ช. ได้แถลงความคืบหน้าคดีที่ดินเขากระโดง ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ส่งสำนวนมาให้พิจารณา ปัญหาหลักคือการออกโฉนดที่ดินที่อาจทับซ้อนเขตที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มีหลายแปลงที่เป็นข้อพิพาทระหว่าง รฟท. กับเอกชนและประชาชนที่ถือกรรมสิทธิ์ตามโฉนด

เลขาธิการ ป.ป.ช. ชี้แจงว่า เบื้องต้นไม่พบหลักฐานการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่เป็นปัญหาอาณาเขตที่ดิน การครอบครอง และการออกโฉนด ซึ่งอยู่ในอำนาจศาลปกครองจะตีความ โดยเฉพาะข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานรัฐกับเอกชนหรือประชาชนนั้น หน่วยงานรัฐอย่าง รฟท. ต้องยื่นฟ้องเองเพื่อเพิกถอนโฉนดที่ผิดพลาด

ประวัติคดีที่ดินเขากระโดงและมติ ป.ป.ช.

ย้อนไปปี 2554 คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ไต่สวนและมีมติเพิกถอนโฉนดที่ดิน 2 แปลง คือ เลขที่ 3466 และ 8564 ตำบลอีสาน อำเภอเมืองบุรีรัมย์ เนื่องจากออกโฉนดทับที่ดิน รฟท. ตามมาตรา 99 พ.ร.ป.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 สำนักงาน ป.ป.ช. ส่งหนังสือแจ้งกรมที่ดินเมื่อ 14 กันยายน 2554 แต่จนถึงปัจจุบัน กรมที่ดินยังไม่ดำเนินการเพิกถอน ขณะที่ รฟท. ในฐานะเจ้าของที่ดิน ก็ไม่ยื่นฟ้องศาลเพื่อบังคับตามมติ

ล่าสุดในการประชุม ป.ป.ช. ครั้งที่ 100/2566 เมื่อ 19 กันยายน 2566 มีมติไต่สวนอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ว่าการ รฟท. และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องในสมัยนั้น คดีนี้กำลังดำเนินการอยู่

DSI ส่งหนังสือเมื่อ 24 ธันวาคม 2568 กล่าวหาว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวง อธิบดีกรมที่ดิน และคณะกรรมการสอบสวนตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 ละเว้นหน้าที่ ไม่เพิกถอนโฉนดในพื้นที่เขากระโดง รวมถึง รฟท. ไม่บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาและไม่ฟ้องขับไล่ผู้บุกรุก

  • ปัญหาหลัก: โฉนดทับที่ดิน รฟท. หลายแปลง
  • มติเก่า: เพิกถอน 2 แปลงแต่ยังไม่ทำ
  • การไต่สวนปัจจุบัน: อธิบดีกรมที่ดิน, ผู้ว่าการ รฟท., เจ้าหน้าที่
  • DSI กล่าวหา: ละเว้นไม่เพิกถอนโฉนด

บทบาทของ ป.ป.ช. และ DSI ในคดีนี้

ป.ป.ช. ย้ำว่า เลขาธิการ ป.ป.ช. แย้ง DSI ข้อพิพาทกรรมสิทธิ์ที่ดิน รฟท.- เอกชน – ปชช. หน่วยงานรัฐต้องฟ้องเอง จะเร่งไต่สวนข้อเท็จจริงเรื่องทุจริตของเจ้าหน้าที่เท่านั้น ส่วนกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐไปสู้ศาล ข่าวที่ปรากฏอาจมีข้อเท็จจริงไม่ตรงตามแถลง ประชาชนควรติดตามข้อมูลจากแหล่ง官方

กรณีนี้สะท้อนปัญหาการจัดการที่ดินรัฐที่ยืดเยื้อมานาน ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาโครงการรถไฟและสิทธิประชาชน หาก รฟท. และกรมที่ดินเร่งฟ้องคดี อาจคลี่คลายได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นบทเรียนให้หน่วยงานรัฐต้องตรวจสอบโฉนดอย่างรอบคอบเพื่อป้องกันข้อพิพาทในอนาคต

ปัญหาที่ดินพิพาทแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยในหลายจังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้โครงการโครงสร้างพื้นฐาน การมีระบบฐานข้อมูลที่ดินดิจิทัลจะช่วยลดปัญหาได้มาก

จากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ กรณีนี้แสดงให้เห็นช่องโหว่ในกระบวนการออกโฉนดและการบังคับใช้มติ ป.ป.ช. หากไม่แก้ไข อาจนำไปสู่การบุกรุกที่ดินรัฐเพิ่มขึ้น สุดท้ายแล้ว การฟ้องร้องทางศาลคือทางออกหลักเพื่อความยุติธรรม

คุณคิดอย่างไรกับการจัดการปัญหาที่ดินพิพาทนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามอัปเดตคดีได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดข่าวสารสำคัญ

ที่มา – เลขาธิการ ป.ป.ช. แย้ง DSI ข้อพิพาทกรรมสิทธิ์ที่ดิน รฟท.- เอกชน – ปชช. หน่วยงานรัฐต้องฟ้องเอง

“สส.จุลพงศ์” ขอโทษ “เนวิน-คนบุรีรัมย์” ยอมรับอภิปรายเขากระโดงเป็นเท็จ

ในแวดวงการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดและการตรวจสอบกันอย่างเข้มข้น เหตุการณ์ล่าสุดที่สร้างความสนใจให้กับสาธารณชนคือ “สส.จุลพงศ์” ขอโทษ “เนวิน-คนบุรีรัมย์” ยอมรับอภิปรายเขากระโดงเป็นเท็จ ซึ่งสะท้อนถึงความรับผิดชอบของนักการเมืองต่อคำพูดและข้อมูลที่นำเสนอในสภา นายจุลพงศ์ อยู่เกษ ส.ส.บัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชน ได้ออกมาขอโทษอย่างเป็นทางการต่อนายเนวิน ชิดชอบ และครอบครัวตระกูลชิดชอบ รวมถึงชาวบุรีรัมย์ทั้งหมด หลังจากยอมรับว่าข้อมูลที่ใช้ในการอภิปรายเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาเป็นเท็จทั้งหมด

“สส.จุลพงศ์” ขอโทษ “เนวิน-คนบุรีรัมย์” ยอมรับอภิปรายเขากระโดงเป็นเท็จ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจาการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2568 โดยนายจุลพงศ์ได้พาดพิงถึงที่ดินเขากระโดงในจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่กว่า 5,000 ไร่ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) อ้างสิทธิ์ครอบครอง เขาได้กล่าวหาว่าครอบครัวตระกูลชิดชอบใช้อิทธิพลทางการเมืองขัดขวางหน่วยราชการในการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกา แต่ต่อมาพบว่าข้อมูลดังกล่าวมาจากสคริปต์ที่ทีมงานจัดเตรียม โดยนายจุลพงศ์ในฐานะ ส.ส.สมัยแรก ไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและแผนที่จาก รฟท. อย่างละเอียด จนหลงเชื่อในข้อมูลที่ผิดพลาด

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2568 นายจุลพงศ์ได้รับพยานหลักฐานจากทนายความของนายเนวิน ซึ่งชี้ให้เห็นว่าครอบครัวชิดชอบไม่มีเจตนาครอบครอบที่ดินโดยผิดกฎหมาย ไม่เคยใช้อิทธิพลบังคับหน่วยราชการ และพร้อมปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อรักษากระบวนการยุติธรรม นี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาต้องยอมรับผิดและออกหนังสือขอโทษอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568

การแสดงความรับผิดชอบที่ชัดเจน

ในการขอโทษ นายจุลพงศ์แสดงความสำนึกผิดอย่างจริงใจ โดยระบุว่าเนื้อหาการอภิปรายทั้งหมดเป็นข้อมูลเท็จที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของนายเนวินและครอบครัว รวมถึงชาวบุรีรัมย์ เขาขออภัยอย่างสูงและเพื่อแสดงความจริงใจ จะบริจาคเงิน 10,000 บาทให้โรงพยาบาลในบุรีรัมย์เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ ยังจะโพสต์หนังสือขอโทษบนเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยปักหมุดไว้ที่หน้าแรกนานไม่น้อยกว่า 7 วัน เพื่อให้ทุกคนเห็นถึงความรับผิดชอบของเขา

นายจุลพงศ์ย้ำว่าการกระทำนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต และหวังว่านายเนวินและครอบครัวจะให้อภัย โดยเขาไม่มีเจตนาร้าย แต่เกิดจากความประมาทเลินเล่อในการตรวจสอบข้อมูล ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับ ส.ส. ทุกคนที่ต้องระมัดระวังในการนำเสนอข้อเท็จจริงในสภา

บริบทของที่ดินเขากระโดงและผลกระทบทางการเมือง

ที่ดินเขากระโดงเป็นประเด็นยาวนานในจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการพิพาทระหว่าง รฟท. กับเอกชน โดยศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษายึดคืนที่ดิน แต่การดำเนินการติดขัดมานานหลายปี การอภิปรายของนายจุลพงศ์จึงถูกมองว่าเป็นการโยงประเด็นนี้เข้ากับการเมือง เพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้าม แต่เมื่อปรากฏว่าเป็นข้อมูลเท็จ จึงกลายเป็นดอกผลเสียให้กับพรรคประชาชนเอง

ในโพสต์เฟซบุ๊กหลังจากนั้น นายจุลพงศ์ชี้แจงว่าการขอโทษนี้เป็นส่วนหนึ่งในการพยายามยุติคดีความอาญาที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของเขาในฐานะ ส.ส. เขาขอโทษประชาชนหากเหตุการณ์นี้กระทบต่อภาพลักษณ์การทำงาน แต่ยืนยันว่าการอภิปรายนโยบายรัฐบาลในวันที่ 29 กันยายน 2568 ข้อมูลทุกอย่างเป็นจริง และเขาจะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลต่อไป

ประเด็นนี้ไม่เพียงแต่แสดงถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย แต่ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลก่อนนำเสนอในที่สาธารณะ โดยเฉพาะในสภาที่มีน้ำหนักในการกำหนดนโยบายประเทศ การยอมรับผิดของนายจุลพงศ์ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของความรับผิดชอบ แม้จะสายเกินไปแต่ก็ช่วยลดความขัดแย้งได้

  • บทเรียนจากเหตุการณ์: นักการเมืองต้องตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบ
  • ผลกระทบต่อบุรีรัมย์: ชาวบ้านได้รับผลกระทบจากข่าวลือที่ไม่จริง
  • อนาคตของคดี: หวังว่าจะจบลงด้วยดีเพื่อประโยชน์ของทุกฝ่าย

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์ “สส.จุลพงศ์” ขอโทษ “เนวิน-คนบุรีรัมย์” ยอมรับอภิปรายเขากระโดงเป็นเท็จ นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่านักการเมืองควรให้ความสำคัญกับความจริงมากกว่าการโจมตี หากทุกคนทำเช่นนี้ การเมืองไทยจะโปร่งใสและน่าเชื่อถือมากขึ้น คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกัน

ที่มา – “สส.จุลพงศ์” ขอโทษ “เนวิน-คนบุรีรัมย์” ยอมรับอภิปรายเขากระโดงเป็นเท็จ

ผู้ว่า รฟท. เดินหน้าฟ้องขับไล่ผู้ยึดที่ดินแยกเขากระโดง

สวัสดีครับทุกท่านที่สนใจข่าวสารด้านการคมนาคมและที่ดินของรัฐวันนี้เราจะมาพูดถึงประเด็นสำคัญที่กำลังเป็นที่จับตามอง นั่นคือ ผู้ว่า รฟท. ลงนาม เดินหน้าฟ้องขับไล่ ผู้ยึดถือครอบครองที่ดินบริเวณแยกเขากระโดง ซึ่งเป็นข่าวที่สะท้อนถึงความพยายามของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ในการปกป้องทรัพย์สินของรัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

ผู้ว่า รฟท. ลงนาม เดินหน้าฟ้องขับไล่ ผู้ยึดถือครอบครองที่ดินบริเวณแยกเขากระโดง

นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ลงนามในหนังสือสำคัญเลขที่ รฟ.อบ.1000/1792/2568 เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 เพื่อส่งไปยังสำนักงานอัยการ โดยขอความเห็นชอบในการฟ้องคดีเพิกถอนหรือขับไล่ผู้ที่ยึดถือครอบครองที่ดินของ รฟท. ในพื้นที่เลขที่ 3466 และ 8564 บริเวณแยกเขากระโดง ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ เหตุผลหลักมาจากมติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ชี้ว่าการออกโฉนดที่ดินในพื้นที่นี้ซึ่งเป็นที่สงวนของรัฐนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย

นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย
นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย

ก่อนหน้านี้ รฟท. ได้พยายามขอความช่วยเหลือจากอัยการสูงสุดให้รับดำเนินคดีแทน โดยมีหนังสือ รฟ 1/605/2568 ลงวันที่ 21 มีนาคม 2568 เพื่อฟ้องเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ทับซ้อน ขับไล่ผู้ครอบครอง และเรียกค่าเสียหาย แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้รับการตอบกลับ ทำให้ต้องเดินหน้าด้วยตัวเอง นอกจากนี้ สำนักงานรัฐมนตรียังมีคำสั่งจากกระทรวงคมนาคมให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเร่งด่วน ตามหนังสือ คค 0100/สรค 1611 และ คค 0100/สรค 1853 ในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม 2568

背景ของปัญหาที่ดินแยกเขากระโดง

ที่ดินบริเวณแยกเขากระโดงนี้เป็นทรัพย์สินของรัฐที่ใช้เพื่อกิจการรถไฟโดยเฉพาะ ซึ่งมีศักยภาพในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สถานีรถไฟหรือเส้นทางเชื่อมโยงให้ประชาชนใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม มีการบุกรุกและออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ ซึ่งขัดกับคำพิพากษาของศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลปกครองสูงสุด ทำให้ ป.ป.ช. ออกหนังสือ ปช 0040 (บร)/1542 ลงวันที่ 12 กันยายน 2568 สั่งให้ฟ้องร้องทันที

ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องที่ดิน แต่ยังเกี่ยวข้องกับการทุจริตและการปกป้องทรัพย์สินแผ่นดิน รฟท. ยืนยันว่าจะดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด เพื่อคืนที่ดินให้เป็นสมบัติของชาติ และนำไปใช้พัฒนาการคมนาคมในจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญทางตะวันออกเฉียงเหนือ

ความสำคัญของการดำเนินคดีนี้

การที่ ผู้ว่า รฟท. ลงนาม เดินหน้าฟ้องขับไล่ ผู้ยึดถือครอบครองที่ดินบริเวณแยกเขากระโดง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของหน่วยงานรัฐในการต่อสู้กับการบุกรุกที่ดินสาธารณะ ซึ่งเป็นปัญหาค้างคาในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ หากสำเร็จ คดีนี้จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับการจัดการที่ดินรัฐอื่นๆ และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรของชาติ

  • ป้องกันการทุจริตในการออกเอกสารสิทธิ์
  • คืนที่ดินให้ประชาชนใช้ประโยชน์
  • เสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม

นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบทางเศรษฐกิจ เช่น การพัฒนาเส้นทางรถไฟความเร็วสูงหรือโครงการเชื่อมโยงภูมิภาค ซึ่งจะสร้างงานและโอกาสให้ชาวบุรีรัมย์

ในมุมมองของผม การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ยอมให้ทรัพย์สินแผ่นดินถูกแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว มันจะช่วยเร่งรัดการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้า โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทอย่างบุรีรัมย์

สำหรับท่านที่สนใจ หากมีประสบการณ์หรือความเห็นเกี่ยวกับปัญหาที่ดินรัฐ ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ หรือติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติมจากบล็อกนี้เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ผู้ว่า รฟท. ลงนาม เดินหน้าฟ้องขับไล่ ผู้ยึดถือครอบครองที่ดินบริเวณแยก “เขากระโดง”

“จุลพงศ์” จี้ พิพัฒน์ สั่ง รฟท. ฟ้อง 2 แปลงคดีเขากระโดง

“จุลพงศ์” จี้ พิพัฒน์ สั่ง รฟท. ฟ้องเพิกถอน 2 แปลงจุดเริ่มต้นคดีเขากระโดง

วันนี้เราจะมาพูดถึงประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่จับตาของสังคมไทย นั่นคือ “จุลพงศ์” จี้ “พิพัฒน์” สั่ง รฟท. ฟ้องเพิกถอน 2 แปลงจุดเริ่มต้นคดีเขากระโดง ซึ่งเป็นคดีที่ดินเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ที่คาราคาซังมานานหลายสิบปี คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องที่ดินธรรมดา แต่สะท้อนถึงปัญหาการบังคับใช้กฎหมายและนิติธรรมในประเทศไทยที่หลายคนตั้งคำถาม

“จุลพงศ์” จี้ “พิพัฒน์” สั่ง รฟท. ฟ้องเพิกถอน 2 แปลงจุดเริ่มต้นคดีเขากระโดง

นายจุลพงศ์ อยู่เกษ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายในที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ระหว่างการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี โดยชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลใหม่ภายใต้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประกาศยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และธรรมาภิบาล ซึ่งเหมาะสมมากเพราะประชาชนกำลังจับตาการแก้ไขปัญหาคดีที่ดินเขากระโดงที่ควรจบไปนานแล้ว

คดีเขากระโดงเริ่มต้นจากข้อพิพาทที่ดินกว่า 995 แปลง รวมกว่า 5,000 ไร่ ซึ่งศาลทั้งยุติธรรมและปกครองยืนยันว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) แต่กลับถูกเตะถ่วงมานับสิบปี ทุกรัฐบาลที่ผ่านมา ไม่ว่าจะสมัยยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เศรษฐา ทวีสิน หรือแพทองธาร ชินวัตร ล้วนปล่อยให้ค้างคา โดยกรมที่ดินไม่เพิกถอนโฉนด รฟท. ก็ไม่ฟ้องศาลโดยตรง แต่หันไปฟ้องศาลปกครองแทน ทำให้เรื่องยืดเยื้อและถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

จุดเริ่มต้นของคดีเขากระโดง: 2 แปลงที่ต้องเพิกถอนก่อน

นายจุลพงศ์เสนอทางออกที่ชัดเจน โดยจี้ให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สั่งการ รฟท. ดำเนินการฟ้องเพิกถอนโฉนด 2 แปลงที่เป็นจุดเริ่มต้นของคดีนี้ นั่นคือแปลงที่ 3466 และ 8564 รวม 44 ไร่ ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้ตั้งแต่ปี 2554 ว่าการออกโฉนดทั้งสองแปลงนี้มิชอบด้วยกฎหมาย เพราะทับซ้อนที่ดินของ รฟท. แต่กรมที่ดินกลับไม่เพิกถอน กลับถามอัยการสูงสุด ซึ่งแนะนำให้ รฟท. เป็นผู้ฟ้องเอง ทว่าจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่เกิดขึ้น

แทนที่จะฟ้องทั้ง 995 แปลงพร้อมกัน ซึ่งอาจสร้างความขัดแย้งกับชาวบ้าน นายจุลพงศ์แนะนำให้เริ่มจาก 2 แปลงนี้ก่อน เพราะมีพยานหลักฐานชัดเจน และ รฟท. เคยชนะคดีในศาลฎีกาแล้วตามคำพิพากษาที่ 8027/2561 การฟ้องนี้สามารถทำได้ทันทีภายใน 4 เดือน หลังแถลงนโยบาย หากชนะ จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่ารัฐบาลจริงใจกับนิติธรรม หากแพ้ เรื่องก็จบไม่ต้องวนเวียนอีก

ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องที่ดิน แต่เกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม กรมที่ดินไม่ทำหน้าที่ รฟท. ไม่กล้าฟ้อง และข้าราชการบางส่วนออกมาปกป้องโดยอ้างรอคำสั่งศาลปกครอง แม้รัฐบาลใหม่จะมีท่าทีจริงจัง แต่ก็ยังต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำ

  • ประเด็นหลัก: คดีเขากระโดงควรจบด้วยการฟ้อง 2 แปลงก่อน เพื่อสร้างความโปร่งใส
  • บทบาทของ รฟท.: ต้องกล้าฟ้องศาลยุติธรรมโดยตรง ไม่ใช่รอศาลปกครอง
  • ผลกระทบ: หากไม่แก้ไข จะเป็นเครื่องมือต่อรองการเมืองต่อไป

ในมุมมองของผู้เขียน คดีนี้เป็นโอกาสทองให้รัฐบาลชุดใหม่แสดงศักยภาพ หากจัดการได้จริง จะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นจากประชาชน และป้องกันไม่ให้เกิดคดีคล้ายๆ กันในอนาคต การเริ่มจากจุดเล็กๆ อย่าง 2 แปลงนี้ จะนำไปสู่การแก้ปัญหาใหญ่ได้อย่างยั่งยืน

สุดท้ายนี้ อยากเชิญชวนทุกท่านติดตามพัฒนาการของคดีนี้ เพราะมันสะท้อนถึงอนาคตของนิติธรรมในไทย หากคุณมีมุมมองอย่างไร สามารถแสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย!

ที่มา – “จุลพงศ์” จี้ “พิพัฒน์” สั่ง รฟท. ฟ้องเพิกถอน 2 แปลงจุดเริ่มต้นคดีเขากระโดง

“สิริพงศ์” หนุนฟ้องปมเขากระโดง เป็นธรรม

“สิริพงศ์” หนุนฟ้องรายแปลงปมเขากระโดง ชี้เป็นธรรม เหน็บเพื่อไทยเสนอ กม. แต่ล้มเอง เป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทยที่กำลังได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในการจัดการปัญหาที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ในพื้นที่เขากระโดง นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจน โดยชื่นชมแนวทางดังกล่าวว่าเป็นวิธีที่ยุติธรรมและโปร่งใส

“สิริพงศ์” หนุนฟ้องรายแปลงปมเขากระโดง ชี้เป็นธรรม เหน็บเพื่อไทยเสนอ กม. แต่ล้มเอง

ในวันที่ 26 กันยายน 2568 นายสิริพงศ์ ได้กล่าวถึงนโยบายนี้ว่าตนเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการที่รัฐมนตรีคมนาคมให้การรถไฟฯ ดำเนินการฟ้องร้องผู้ครอบครองพื้นที่รายแปลงในกรณีเขากระโดง แทนที่จะใช้อำนาจฝ่ายปกครองบีบบังคับประชาชน ซึ่งแนวทางนี้ช่วยให้ทุกฝ่ายมีโอกาสพิสูจน์สิทธิ์ในศาลได้อย่างเต็มที่ หากผู้ครอบครองมีหลักฐานเอกสารสิทธิ์ที่ชัดเจน ก็สามารถต่อสู้คดีและได้รับความเป็นธรรมได้ นี่คือกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมายและยุติธรรมต่อทุกฝ่าย โดยไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งเพิ่มเติม

นายสิริพงศ์ ยังอธิบายเพิ่มเติมว่าการฟ้องร้องครั้งนี้ไม่ใช่การรังแกประชาชน แต่เป็นการเปิดช่องทางให้ได้พิสูจน์สิทธิ์อย่างแท้จริง ในอดีตเคยมีคดีที่ประชาชนร้องขอโฉนด 35 แปลงแต่แพ้คดีต่อการรถไฟฯ ซึ่งเป็นกรณีที่แตกต่างจากปัจจุบัน จึงไม่ควรนำมาสับสนหรือเหมารวมกัน “ผมขอปรบมือให้กับรัฐมนตรีคมนาคม การดำเนินการเช่นนี้คือการใช้กฎหมายอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย” นายสิริพงศ์ กล่าว

ปัญหาการประชุมสภาล่มจากร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด

นอกจากประเด็นเขากระโดงแล้ว ในวันเดียวกัน นายสิริพงศ์ ยังได้วิพากษ์วิจารณ์พรรคเพื่อไทยอย่างดุเดือด กรณีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่ล่มระหว่างพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด หรือร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ซึ่งพรรคเพื่อไทยเป็นผู้เสนอเอง แต่กลับไม่อยู่ร่วมเป็นองค์ประชุม ทำให้การพิจารณาต้องล้มเหลว ปัญหานี้สะท้อนถึงความไม่รับผิดชอบของพรรคเพื่อไทย ที่เสนอกฎหมายมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลก่อน ใช้เวลาพิจารณากว่า 1 ปี 8 เดือน แต่เมื่อถึงเวลาลงคะแนน ส.ส.พรรคเพื่อไทยมาร่วมเพียงประมาณ 20 คนเท่านั้น

ปกติแล้ว ฝ่ายค้านอย่างพรรคภูมิใจไทยในสมัยที่เป็นฝ่ายค้าน จะอยู่ในที่ประชุมแต่ไม่กดแสดงตน เพื่อตรวจสอบว่าฝ่ายที่เสนอกฎหมายมีความจริงจังหรือไม่ หากรักษาองค์ประชุมได้ ก็พร้อมสนับสนุน แต่ในกรณีนี้ พรรคเพื่อไทยในฐานะผู้เสนอกลับหายหน้าไปเอง ตั้งแต่เป็นฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทยดูเหมือนจะไม่สนใจการทำงานในสภาฯ แล้ว เพราะสมาชิกหายหน้าหายตาบ่อยครั้ง ล่าสุดยังล้มกฎหมายที่ตัวเองเสนอแบบดื้อๆ อย่างไรก็ตาม เมื่อกฎหมายผ่าน พรรคเพื่อไทยก็ยังเคลมส่วนร่วมทั้งที่ไม่ได้อยู่ในสภา

ประเด็น “สิริพงศ์” หนุนฟ้องรายแปลงปมเขากระโดง ชี้เป็นธรรม เหน็บเพื่อไทยเสนอ กม. แต่ล้มเอง นี้นอกจากจะแสดงถึงจุดยืนของพรรคภูมิใจไทยในการยึดหลักกฎหมายแล้ว ยังเป็นตัวอย่างของการเมืองที่โปร่งใสและรับผิดชอบต่อประชาชน ในขณะที่บางพรรคอาจขาดวินัยในการทำงานสภา สิ่งนี้ทำให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการเลือกตั้งและการติดตามการทำงานของนักการเมือง

จากมุมมองของผู้เขียน การจัดการปัญหาที่ดินเขากระโดงด้วยวิธีฟ้องร้องในศาลเป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุด เพราะช่วยให้เกิดความยุติธรรมที่แท้จริง โดยไม่ละเมิดสิทธิ์ของประชาชน ขณะที่ปัญหาการล่มของสภาในร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นที่ฝ่ายค้านต้องรักษาวินัย หากต้องการผลักดันนโยบายเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ในอนาคต หวังว่านักการเมืองทุกพรรคจะเรียนรู้จากเหตุการณ์นี้ เพื่อให้การเมืองไทยก้าวหน้าขึ้น

หากคุณสนใจประเด็นการเมืองไทยและปัญหาสิ่งแวดล้อม ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้เข้าใจบริบทที่กว้างขึ้นและมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ

ที่มา – “สิริพงศ์” หนุนฟ้องรายแปลงปมเขากระโดง ชี้เป็นธรรม เหน็บเพื่อไทยเสนอ กม. แต่ล้มเอง

“ภูมิธรรม” ตั้งข้อสังเกต ปมเขากระโดงพลิก

“ภูมิธรรม” ตั้งข้อสังเกต ปมเขากระโดงพลิก ทั้งที่ศาลปกครองสูงสุดเคยพิพากษาแล้ว ซัด พรรคประชาชน ยื่นดาบให้ภูมิใจไทยมีอำนาจล้นฟ้า  ยังไม่ทันตั้งรัฐบาลเสร็จเรื่องต่างๆกลับสู่สภาพปกติ

เมื่อเวลา 10.15 น. วันที่ 18 ก.ย. 2568 ที่พรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีกรมที่ดินแถลงข่าวยุติการเพิกถอนที่ดินเขากระโดง ว่า ไม่น่าแปลกใจ ตอนนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครใหญ่กว่าแล้ว ถ้ากล้าจะทำอะไรแบบนี้ ต้องคิดให้ดีๆ ซึ่งประเด็นเขากระโดง ถ้าเปรียบเทียบกับกรณี น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ อดีต สส.ราชบุรี ที่เป็นที่ดินของหลวงในการจัดสรรให้ราษฎรครอบครอง แต่เขากระโดงเป็นที่ดินพระราชทาน หัวใจของเรื่องนี้คือที่ดินพระราชทานของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 และมีการออกกฤษฎีกาในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งเป็นเรื่องจริง ที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ เมื่อจุดเริ่มต้นเป็นแบบนี้ เป็นที่ดินพระราชทาน ที่เป็นของหลวงโดยแท้ ไม่อาจเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ ดังนั้นการที่จะไปได้ที่ดินมาจากไหนก็ต้องไปพิสูจน์ตัวเองมาว่าได้มาโดยชอบธรรม ซึ่งมันชอบไม่ได้ มันไม่มีทางได้โดยชอบ การครอบครองที่ดินแปลงนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่ไปเช่าซื้อ หรืออะไรต่างๆแต่อยู่ๆเรื่องนี้มาแปลสภาพเป็นแบบนี้ คนที่ตัดสินใจทำเรื่องนี้ไม่ว่าเป็นใครก็ตามต้องตัดสินใจและต้องดูเจตนาให้ดี ถึงอย่างไรก็ตามไม่อาจลบล้างการเป็นที่ดินของพระเจ้าอยู่หัว หรือที่ดินพระราชทานได้ และหลักฐานทั้งหมด นายเดชอิศม์ ขาวทอง รมช.มหาดไทย ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ และยืนยันทั้งสองฝ่าย ทั้งการรถไฟยืนยันว่าเป็นที่ดินของตน และไปรังวัดเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ปี 2567 ส่วนกรณีของกรมที่ดินก็มีการรังวัดเรียบร้อยเมื่อปี 2567 เช่นกัน และแผนที่ที่ออกมาก็มีการรับรองทั้งสองฝ่าย และที่ดินตรงกัน แต่ยังมีส่วนที่ผิดพลาดอยู่บ้าง คือบริเวณโดยรอบ แต่ที่ดินเขากระโดงที่เป็นปัญหาอยู่ใจกลางแผนที่

ซัด ปชน. ยื่นดาบให้ภูมิใจไทย

นายภูมิธรรม กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องถามพรรคประชาชน เพราะตอนที่ไปตกลงจะร่วมรัฐบาล ตนได้หยิบเรื่องเขากระโดงและฮั้วสว. เข้าไปพูดคุย แต่ก็รู้สึกแปลกใจทำไมเรื่องนี้นำไปพูดคุยแล้วเป็นปัญหา ซึ่งพรรคประชาชนมองว่ากระบวนการยุติธรรมมีอยู่แล้ว ทำไมเราต้องหยิบเรื่องนี้ขึ้นมา แสดงว่าอาจจะมองให้ความสำคัญไม่เหมือนกัน ตนให้ความสำคัญเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะที่ดินกว่า 5,000 ไร่กับเรื่องคดีฮั้วสว. ไปกระทบกระเทือน และมีปัญหากับสถาบันรัฐสภา แต่พรรคประชาชนก็ไม่ได้รับทั้งสองเรื่อง แต่เรื่องนี้ก็เริ่มชัดแจ้ง และเรื่องฮั้วสว. รวมถึงเรื่องการใช้ถนนสาธารณะเป็นทางขึ้น–ลงสำหรับอากาศยาน ซึ่งเป็นถนนหลวง ทั้ง 3 เรื่อง เกิดพร้อมกันหมดก็ต้องถามว่าเรื่อง MOA ของพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนที่เละไปหมดแล้วจะทำอย่างไร ซึ่งตนแปลกใจตั้งแต่แรกแล้วว่า พรรคประชาชนมีคะแนนเสียงสูงสุด สามารถจับมือกับเขาตั้งรัฐบาลได้ และสามารถทำให้ตัวเองเข้าไปควบคุมได้ น.ส. ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่อยากทำกระทรวงการคลัง นี่ไงเข้าไปได้เลย เรื่องที่จะเพิ่มค่าแรงให้ประชาชนก็เข้าไปคุมกระทรวงแรงงานได้ ทำไมถึงไม่ทำ หรือคิดว่าตัวเองทำไม่ไหว หรือไม่สามารถ เพราะไม่เคยทำมาก่อน ในเมื่ออยากทำก็ควรจะเข้าไป ซึ่งการไม่เข้าไปเป็นการยื่นดาบทั้งหมดให้กับพรรคภูมิใจไทย ดังนั้นสิ่งนี้เป็นเรื่องที่ได้เตือนกันไปแล้วว่า พรรคประชาชนจะต้องรับผิดชอบในสิ่งเหล่านี้ เพราะยังไม่ทันตั้งรัฐบาลเสร็จเลย เรื่องต่างๆก็ถูกกลับมาเป็นประเด็น และกำลังจะกลับสู่สภาพปกติ

ลั่นทำหน้าที่เต็มที่แล้ว

นายภูมิธรรม กล่าวต่อว่า ตนได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่แล้ว มีกรรมการเข้าไปตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว และให้ทั้งสองฝ่ายมาพูดคุยกัน ถ้าไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นสิ้นเดือนกันยายนนี้ตนจะเพิกถอนอย่างแน่นอน แต่เมื่อเป็นแบบนี้ก็ต้องฝากให้นายอนุทิน ซึ่งเป็นนายกฯ ของประเทศไทย กับนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้าน เมื่อจับมือกันแล้วน่าจะคุมทุกอย่างได้ แก้ไขในสิ่งที่ผิดให้เป็นถูก ทำสิ่งที่ผิดปกติใช้อำนาจเกินขอบเขต ไปทำให้ถูกต้องไม่เช่นนั้นพรรคประชาชนจะตอบประชาชนทั้งประเทศไม่ได้ เพราะ 2 เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนทั่วไปรู้สึกอยู่แล้ว เขากระโดงเมื่อไปทำโพลก็มีความเห็นทะลุ 80-90% ว่าจะต้องเอาคืนให้กับหลวง รวมถึงเรื่องสว. ที่จี้ให้ทำให้ได้ เพราะไปกระทบกระเทือนกับสถาบันชาติ และทำให้บางพรรคการเมืองมีอำนาจล้นฟ้าคุมได้หมด ทั้งสภา และฝ่ายบริหาร เรื่องนี้ต้องกลับไปถามพรรคประชาชน และนายอนุทินแม้ไม่ได้นั่งแถลงข่าว แต่การที่มีข่าวว่าโทรศัพท์หาผู้ใหญ่ในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รวมถึงโทรศัพท์หากระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม ซึ่งคุมการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟม.) ต่อจากนี้ไปเป็นเรื่องของพรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทยต้องแก้ปัญหา

ยันที่ดินปฏิบัติตามคำสั่งศาลไม่ครบ

เมื่อถามว่า ส่วนที่มีการอ้างอิงต้องรอคำสั่งศาลปกครองกลาง แต่ก่อนหน้านี้ศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษาเรื่องนี้ไปแล้วนั้น นายภูมิธรรม ถามกลับว่า เรื่องนี้ไม่ต้องถามตน เพราะตนก็สงสัยเช่นเดียวกัน เมื่อศาลตัดสินแล้วมาพลิกได้อย่างไร ที่ตนเข้าไปเจอคือยังไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลอย่างครบถ้วน จึงพยายามเข้าไปทำให้ครบถ้วน ดังนั้นต้องไปถามคนที่เกี่ยวข้อง พรรคประชาชนที่ยื่นดาบให้เขาไปแล้วบอกว่าจะคุมได้นั้น ตกลงเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล รวมถึงทางพรรคภูมิใจไทย 4 เดือนที่เข้ามาบอกว่าจะแก้ไขเรื่องรัฐธรรมนูญยังไม่เห็นภาพที่ชัดเจน มีแต่จัดการเรื่องตัวเองทั้งหมด นี่คือสิ่งที่พรรคเพื่อไทยได้เห็น และพยายามบอกเสนอแล้วแต่ไม่ยอมรับกัน ซึ่งตนสงสัยว่าทำไมไม่รับ แต่เมื่อเกิดเรื่องนี้ขึ้น และจัดตั้งรัฐบาลแทนก็ต้องถามว่าทำไมจึงมีใจผูกพันกับพรรคภูมิใจไทยมากขนาดนั้น หรือได้อะไรตอบแทนมาหรือไม่ต้องไปเช็กดู

“ภูมิธรรม” ตั้งข้อสังเกต ปมเขากระโดงพลิก

ปมเขากระโดงพลิก: ภูมิธรรมชี้ใครต้องรับผิดชอบ?

สถานการณ์ที่ดินเขากระโดงกลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อนายภูมิธรรม เวชยชัย ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงของท่าทีหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรมที่ดินที่ยุติการเพิกถอนที่ดินดังกล่าว ทั้งที่ก่อนหน้านี้ศาลปกครองสูงสุดเคยมีคำพิพากษาแล้ว

นายภูมิธรรมยังวิพากษ์วิจารณ์พรรคประชาชนว่า เป็นผู้ที่ส่งมอบอำนาจให้กับพรรคภูมิใจไทยในการจัดการเรื่องนี้ ทำให้เรื่องราวต่างๆ ที่ควรจะแก้ไข กลับคืนสู่สภาพเดิมก่อนการจัดตั้งรัฐบาลเสียอีก

ประเด็นสำคัญที่นายภูมิธรรมเน้นย้ำคือ ที่ดินเขากระโดงเป็นที่ดินพระราชทาน ซึ่งมีความแตกต่างจากที่ดินที่รัฐจัดสรรให้ประชาชนทั่วไป การเปลี่ยนแปลงสถานะของที่ดินดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบและโปร่งใส

สิ่งที่เกิดขึ้นกับปมเขากระโดงพลิกนี้ เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาที่ดินในประเทศไทย และยังเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาที่คาราคาซังมาอย่างยาวนาน ความโปร่งใสและความยุติธรรมในการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ดินจะเป็นสิ่งที่ประชาชนจับตามองอย่างใกล้ชิด

โดยสรุปแล้ว นายภูมิธรรมได้แสดงความกังวลอย่างชัดเจนต่อการเปลี่ยนแปลงท่าทีของหน่วยงานราชการในกรณีปมเขากระโดงพลิก และเรียกร้องให้พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น และแก้ไขปัญหาให้ถูกต้องตามกฎหมาย

ประชาชนควรติดตามความคืบหน้าในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของส่วนรวม และหลักการความถูกต้องชอบธรรมในการบริหารราชการแผ่นดิน

การออกมาแสดงความเห็นของนายภูมิธรรมในเรื่อง ปมเขากระโดงพลิกนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ภายในรัฐบาลผสม และอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองในอนาคต

ที่มา – “ภูมิธรรม” ตั้งข้อสังเกต ปมเขากระโดงพลิก ซัด พรรคประชาชน ยื่นดาบให้ภูมิใจไทยมีอำนาจล้นฟ้า

พรรคประชาชนสอบรัฐบาล? หวั่นแทรกแซงคดีเขากระโดง-ฮั้ว สว.

ภาคประชาชนยื่นหนังสือถึง “พรรคประชาชน” กระตุ้นให้ตรวจสอบรัฐบาลเสียงข้างน้อย ด้วยความกังวลเรื่องการแทรกแซงคดี “ฮั้ว สว.” และ “เขากระโดง” โดยเน้นย้ำถึงความรับผิดชอบต่อการเมืองที่ไม่ปกติ

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 กลุ่ม “ประชาชนต่อต้านการทุจริตและคอร์รัปชัน 4 ภาค” ได้นำตัวแทนเข้ายื่นหนังสือต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน เพื่อเรียกร้องให้ติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่จัดตั้งโดยพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่สุ่มเสี่ยงต่อการใช้อำนาจแทรกแซงคดีสำคัญ ได้แก่ คดี “เขากระโดง” และคดี “ฮั้ว สว.” ซึ่งเป็นที่สนใจของประชาชน

ตัวแทนภาคประชาชนได้กล่าวว่า สถานการณ์การเมืองในปัจจุบันมีความสับสนวุ่นวายอย่างมาก และมองว่าพรรคประชาชนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนให้พรรคเสียงข้างน้อยสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ จึงเกิดคำถามว่าการกระทำดังกล่าวนี้ถือเป็นการ “การเมืองผิดปกติ” หรือไม่ และหากมีข้อตกลงที่อาจส่อเค้าขัดต่อรัฐธรรมนูญ พรรคประชาชนจะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้คืนที่ดินเขากระโดงให้แก่การรถไฟฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และคดี “ฮั้ว สว.” ก็ถือเป็นหนึ่งในคดีทุจริตครั้งใหญ่ที่มีพรรคการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรงและส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

ด้วยเหตุนี้ กลุ่มผู้ยื่นหนังสือจึงเรียกร้องให้พรรคประชาชนทำหน้าที่ในการตรวจสอบและป้องกันการทุจริตอย่างเข้มงวด รวมถึงสกัดกั้นการแทรกแซงคดีที่อาจเกิดขึ้น เพื่อรักษาความยุติธรรมและผลประโยชน์ของประชาชนโดยรวม

ด้านนายภัณฑิล น่วมเจิม สส. พรรคประชาชน ซึ่งเป็นผู้รับมอบหนังสือ ได้กล่าวย้ำว่าทางพรรคนั้นตระหนักถึงความกังวลของสังคมเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดี “ฮั้ว สว.” ที่มีชื่อของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และผู้ที่เกี่ยวข้องในพรรคภูมิใจไทยถึง 91 คน รวมถึงสมาชิกวุฒิสภาอีก 138 คน ที่ได้รับหมายเรียกในคดีดังกล่าว ซึ่งทำให้เกิดการจับตามองอย่างใกล้ชิดว่ารัฐบาลจะใช้อำนาจเข้ามาแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมหรือไม่

นายภัณฑิลได้ระบุเพิ่มเติมว่า พรรคประชาชนจะนำข้อเรียกร้องนี้ไปใช้ในการอภิปรายในการแถลงนโยบายของรัฐบาล และหากมีหลักฐานที่ชัดเจนเพียงพอ ทางพรรคก็พร้อมที่จะพิจารณายื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลต่อไป เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในการบริหารประเทศ

พรรคประชาชนสอบรัฐบาล? หวั่นแทรกแซงคดีเขากระโดง-ฮั้ว สว.

ความกังวลเรื่องการแทรกแซงคดีเขากระโดง-ฮั้ว สว.

ประเด็นสำคัญที่ภาคประชาชนให้ความสนใจคือ การที่รัฐบาลเสียงข้างน้อยอาจใช้อำนาจแทรกแซงคดีสำคัญ ซึ่งรวมถึงคดีเขากระโดงและการฮั้ว สว. ซึ่งทั้งสองคดีนี้มีความซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง หากมีการแทรกแซงเกิดขึ้นจริง จะส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและระบบการเมืองโดยรวม

การตรวจสอบโดยพรรคประชาชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้มั่นใจได้ว่ากระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม และเพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้อำนาจโดยมิชอบ

  • คดี “เขากระโดง”: ประเด็นเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินและการใช้ประโยชน์
  • คดี “ฮั้ว สว.”: ข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา

การที่พรรคประชาชนออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงความสำคัญของปัญหา และความมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มแข็ง

การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความท้าทาย การที่ภาคประชาชนและพรรคการเมืองต่าง ๆ จับมือกันตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อการสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ การสร้างจิตสำนึกและความเข้าใจในเรื่องการเมืองการปกครองที่ถูกต้องให้กับประชาชนก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน เพื่อให้ประชาชนสามารถตัดสินใจและเลือกผู้แทนที่เหมาะสมเข้ามาบริหารประเทศได้

พรรคประชาชนสอบรัฐบาล? หวั่นแทรกแซงคดีเขากระโดง-ฮั้ว สว. เป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

ที่มา – ยื่นพรรคประชาชน สอบรัฐบาลภูมิใจไทย หวั่นแทรกแซงคดีเขากระโดง-ฮั้ว สว.

Scroll to top