เงินเยียวยา

“จูรี” แฉระบบเตือนภัยน้ำท่วมหาดใหญ่ล้มเหลว

เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่เมื่อปลายปี 2568 สร้างความเสียหายมหาศาลกว่า 2 หมื่นล้านบาท และคร่าชีวิตผู้คนไป 145 ราย ทำให้ “จูรี” หรือนายจูรี นุ่มแก้ว ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ต้องลุกขึ้นแฉระบบเตือนภัยที่ล้มเหลวในที่ประชุมรัฐสภาเมื่อ 8 เมษายน 2569 ชาวบ้านจำนวนมากไม่ได้รับแจ้งเตือนทันเวลา เยียวยาช้ามาก จนเกิดคำถามว่ารัฐบาลจะปล่อยให้เกิดซ้ำอีกหรือไม่

“จูรี” แฉระบบเตือนภัยน้ำท่วมหาดใหญ่ล้มเหลว

นายจูรีอภิปรายด้วยความสะเทือนใจ เสนอญัตติขอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อปฏิรูป “หาดใหญ่โมเดล” การจัดการน้ำแบบบูรณาการ เขาชี้ความล้มเหลว 3 ระยะของรัฐบาลที่ทำให้เศรษฐกิจพังพินาศ ชาวบ้านทุกภาคส่วนเดือดร้อน ตั้งแต่แม่ค้าตลาดนัดไปจนถึงนักธุรกิจและโรงเรียน

ระยะที่ 1: ระบบเตือนภัยเข้าไม่ถึงประชาชน

แม้มีข้อมูลดีจากกรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน GISTDA แต่ไม่ถูกแปลเป็นภาษาชาวบ้านเข้าใจ เช่น กรณี “น้องโฉม” ตื่นมากลางดึกเจอน้ำท่วมบ้าน 3 เมตร จูรีเสนอใช้ Digital Twin และ AI แจ้งเตือนรายบุคคลล่วงหน้า 24-48 ชั่วโมง เพื่อให้ทุกคนตั้งตัวทัน

ระยะที่ 2: การบริหารจัดการมั่วซั่ว

การช่วยเหลือไร้เอกภาพ สื่อสารล่มทั้งเมือง เจ้าหน้าที่บางส่วนไม่ช่วยชาวบ้านที่รอความตาย อ้างรอรับนายกฯ และ ครม. จนยอดตายพุ่ง 145 ราย การทำงานแบบ “มั่วตั้วคั่วตอก” ทำให้ประชาชนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ระยะที่ 3: เยียวยาช้าเหมือนเต่าเรียกพี่

เงินซ่อมบ้านล่าช้า 150 วัน NASA ไปดวงจันทร์แค่ 3 วัน แต่เงินช่วยเหลือยังไม่ถึง ชาวบ้านได้แค่ 150 บาท จากเพดาน 49,000 บาท จูรีถาม “150 บาทเอาไปซ่อมอะไร?” ชาวบ้านเข็ดแล้ว ไม่อยากรอข้าวผัดจากนายกฯ

จูรีจี้ตั้งกรรมาธิการ 3 ภารกิจหลัก:

  • เตรียมพร้อม: ใช้เทคโนโลยีเตือนภัย ปรับผังเมืองระบายน้ำ
  • เผชิญหน้า: บูรณาการหน่วยงาน มี Single Command Center
  • ฟื้นฟู: ปฏิรูประบบเยียวยา ลดเอกสาร Soft Loan ช่วย SME

อีก 6 เดือนฤดูฝนใหม่จะมา คูคลองยังตื้น เครื่องสูบน้ำยังไม่พร้อม ชาวหาดใหญ่ต้องการการจัดการยั่งยืน

ด้าน “การดี” จี้สังคายนา “หาดใหญ่โมเดล”

ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ สนับสนุนญัตติ ชี้รัฐบาลยึดเยียวยา ไม่ป้องกัน รายงานถอดบทเรียนยังไม่แล้วเสร็จ เธอเตือน “ฝน 300 ปีอาจมาอีกปีนี้” อ้าง ศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ชี้จุดอ่อน 4 ประการ

  • ระบบแจ้งเตือนล่าช้า สื่อสารไม่เชื่อมโยง
  • ผังเมืองหาดใหญ่หมดอายุตั้งแต่ 2555 ใช้ผังจังหวัดแทน
  • เมืองเติบโตผิดทิศ 堵ทางน้ำธรรมชาติ
  • ไร้เอกภาพ ขาด Data-Driven Command Center

ดร.การดีเลี่ยนคำขอโทษซ้ำซาก เสนอ Big Win เช่น Street Canal, Local Alert, Data-Driven Policy เปลี่ยนจากเยียวยาเป็นป้องกัน เพราะสูญเสียชีวิตประเมินค่าไม่ได้

เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาเชิงระบบที่รัฐบาลต้องแก้ไขด่วน หาดใหญ่โมเดลคือคำตอบเพื่ออนาคตที่ปลอดภัย คุณคิดว่ารัฐบาลจะลุกขึ้นจริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

ที่มา – “จูรี” แฉระบบเตือนภัยน้ำท่วมหาดใหญ่ล้มเหลว ด้าน “การดี” จี้สังคายนา “หาดใหญ่โมเดล”

สส.ประชาชนจี้ปรับเกณฑ์เยียวยาน้ำท่วมหาดใหญ่

หลังจากเหตุน้ำท่วมรุนแรงในหาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อปลายปี 2568 ชาวบ้านยังรอเงินเยียวยาอยู่หลายราย สส. พรรคประชาชน จี้รัฐปรับเกณฑ์เยียวยาน้ำท่วมหาดใหญ่ เร่งออกมาตรการเฉพาะหน้ายิงตรงภาคธุรกิจ เพื่อให้การช่วยเหลือถึงมือผู้ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง ผ่านไป 5 เดือนแล้ว แต่หลายครอบครัวยังลำบากหนัก

สส. พรรคประชาชน จี้รัฐปรับเกณฑ์เยียวยาน้ำท่วมหาดใหญ่ เร่งออกมาตรการเฉพาะหน้ายิงตรงภาคธุรกิจ

น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ยื่นญัตติด่วนในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ 8 เมษายน 2569 ร่วมกับพรรคอื่นๆ เพื่อทวงสิทธิเยียวยาให้ชาวหาดใหญ่ที่เดือดร้อนจากน้ำท่วมครั้งประวัติศาสตร์ น้ำท่วมหนักตั้งแต่ 21 พฤศจิกายน 2568 สูงสุด 23 พฤศจิกายน แต่รัฐประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินช้าไป 4 วัน ทำให้การช่วยเหลือล่าช้า ไฟดับ น้ำท่วมโรงพยาบาล ประชาชนขาดแคลนอาหารและข้อมูล

ปัญหาหลักคือการบัญชาการไม่ชัดเจน ตั้งแต่ตั้ง ร.อ.ธรรมนัส แล้วเปลี่ยนเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด สร้างสุญญากาศ ระบบราชการยืดหยุ่นน้อย วอร์รูมอยู่กรุงเทพฯ ไม่มีคนในพื้นที่สั่งการจริงจัง สุดท้ายอาสาและท้องถิ่นต้องช่วยกันเอง

สส. พรรคประชาชน จี้รัฐปรับเกณฑ์เยียวยาน้ำท่วมหาดใหญ่

น.ส.ภคมน ที่ลงพื้นที่ตั้งแต่วันแรก เรียกร้องศูนย์ข้อมูลกลางเชื่อม GISDA ภาพดาวเทียม ระบุตำแหน่งผู้เดือดร้อน จีโอโลเคชั่น เพื่อช่วยเหลือตรงจุดและเยียวยาเร็ว ถ้ามีข้อมูลนี้ จ่ายเงินได้ใน 30 วัน ไม่ต้องรอเอกสาร

ปัจจุบันเยียวยาค่าซ่อมบ้านเพดานต่ำ เพียง 49,500 บาท (แก้ใหม่ 88,500 บาท แต่ไม่ย้อนหลัง) ผู้เดือดร้อน 101,000 ครัวเรือน ได้รับแค่ 55,000 บางรายน้ำท่วมเมตรได้เงินแค่ 240 บาท! พรรคเสนอขยับเพดานเป็น 100,000 บาท รวมค่าวัสดุค่าแรง จ่ายย้อนหลัง ใช้เกณฑ์ 11,400 บาทช่วยอาชีพด้วย

  • ปรับเกณฑ์เยียวยาครอบคลุมมากขึ้น จ่ายตามจริง
  • ยื่นยันหลังให้ครอบครัวผู้เสียชีวิต ไม่ใช่แค่ 2 ล้านบาทแต่ติดตามฟื้นฟูจิตใจ อาชีพ
  • ประเมินความเสียหายเศรษฐกิจหาดใหญ่ชัดเจน

ภาคธุรกิจเดือดร้อนหนัก หาดใหญ่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใต้ ไม่มีมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว สินเชื่อพักหนี้ใช้เครดิตส่วนตัว แม่ค้าตลาดจ่ายดอกเบี้ยรายวัน ขายไม่ออกก็เจ๊ง พรรคเรียกร้องมาตรการระยะสั้น เช่น โปรโมชั่นท่องเที่ยวเมืองรอง หมุนเวียนงบ ช่วยโรงแรมร้านอาหาร และโรดแมปจัดการน้ำระยะยาว

แม้เมืองดูปกติ แต่ไม่ใช่ผลรัฐบาล ประชาชนอยากได้มาตรฐานที่เท่าเทียม ไม่เทียบอดีต รัฐต้องมีศักยภาพบริหารภัยพิบัติให้ทันเหตุ

ในมุมมองผู้เขียน สถานการณ์นี้สะท้อนปัญหาการจัดการภัยพิบัติของไทยที่ยังล้าหลัง ข้อมูลกลางและการตัดสินใจรวดเร็วคือกุญแจสำคัญ หากรัฐบาลฟังข้อเสนอ สส. พรรคประชาชน จี้รัฐปรับเกณฑ์เยียวยาน้ำท่วมหาดใหญ่ เร่งออกมาตรการเฉพาะหน้ายิงตรงภาคธุรกิจ จะช่วยฟื้นหาดใหญ่ได้เร็วขึ้น คุณคิดอย่างไร ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์เพื่อผลักดันให้รัฐดำเนินการนะ

ที่มา – สส. พรรคประชาชน จี้รัฐปรับเกณฑ์เยียวยาน้ำท่วมหาดใหญ่ เร่งออกมาตรการเฉพาะหน้ายิงตรงภาคธุรกิจ

“จูรี” กรีดรัฐบาล แฉน้ำมันใต้โควตาหายฮวบ

สถานการณ์วิกฤตพลังงานในภาคใต้กำลังเป็นประเด็นร้อนที่ประชาชนเดือดร้อนหนัก โดยเฉพาะที่หาดใหญ่และจังหวัดสงขลา ล่าสุด “จูรี” กรีดรัฐบาลอยู่คนละโลกกับชาวบ้าน แฉน้ำมันใต้โควตาหายฮวบ กลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในการอภิปรายสภาผู้แทนราษฎร นายจูรี นุ่มแก้ว ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมากล่าวหาว่ารัฐบาลสื่อสารผิดเพี้ยนกับความเป็นจริงที่ประชาชนกำลังเผชิญ

“จูรี” กรีดรัฐบาลอยู่คนละโลกกับชาวบ้าน แฉน้ำมันใต้โควตาหายฮวบ

ในวันที่ 25 มีนาคม 2567 ระหว่างการประชุมสภาฯ นายจูรีได้อภิปรายอย่างดุเดือด จวกว่ารัฐบาลเหมือนอยู่คนละโลกกับชาวบ้านที่ต้องตากแดดรอคิวเติมน้ำมันยาวเป็นกิโลเมตร ขณะที่นายกรัฐมนตรียืนยันว่าไม่มีวิกฤตน้ำมันขาดแคลน นายจูรีจึงท้านายกฯ ให้ลองบินไปหาดใหญ่ด้วยตัวเอง เพื่อสัมผัสปัญหาตั้งแต่ตั๋วเครื่องบินแพงยันสภาพปั๊มน้ำมัน 3 แบบ คือ คิวยาวเหยียด ปั๊มร้างเพราะน้ำมันหมด และปั๊มปิดบริการชั่วคราว

โควตาน้ำมันใต้หายไปไหน? ข้อมูลจากพื้นที่จริง

จากข้อมูลที่นายจูรีลงพื้นที่ตรวจสอบ พบว่าโควตาน้ำมันดีเซลและเบนซินที่ปั๊มในพื้นที่ใต้ โดยเฉพาะหาดใหญ่ เคยได้รับวันละหมื่นลิตร แต่ปัจจุบันลดฮวบเหลือเพียง 3,000-5,000 ลิตรเท่านั้น รัฐบาลยังไม่มีคำตอบว่าน้ำมันหายไปไหน นอกจากนี้ยังทวงถามสัญญาเงินเยียวยาชาวหาดใหญ่ที่ยังไม่ได้รับการจ่ายแม้แต่บาทเดียว สถานการณ์อาจบานปลายหนักขึ้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาเป็นจำนวนมาก

  • คิวยาวเป็นกิโลเมตร: ชาวบ้านต้องรอตั้งแต่เช้าตรู่ บางคนรอไม่ไหวต้องเลิก
  • ปั๊มน้ำมันร้าง: น้ำมันหมดสต็อก ปิดให้บริการ ส่งผลกระทบต่อการขนส่ง
  • ปั๊มปิดชั่วคราว: เนื่องจากขาดแคลนโควตา ทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่นชะงักงัน
  • ราคาตั๋วเครื่องบินพุ่ง: ความต้องการเดินทางสูง แต่พลังงานขาดแคลน

ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมัน แต่กระทบทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้ใช้รถใช้ถนน พ่อค้าแม่ค้าที่ต้องขนส่งสินค้า ไปจนถึงอุตสาหกรรมขนาดเล็กในภาคใต้ นายจูรียังหยิบยกคำปราศรัยเก่าของนายกฯ ที่เคยบอกว่า “ประชาชนจะรวยไม่ไหวแล้ว” มาแซะว่า สงสัยคนรวยจริงๆ คือกลุ่มนายทุนที่ได้ประโยชน์ ไม่ใช่ชาวบ้านที่กำลังลำบากแสนสาหัส

ผลกระทบวิกฤตน้ำมันใต้ต่อเศรษฐกิจและชีวิตประจำวัน

วิกฤตนี้ทำให้ต้นทุนการขนส่งสูงขึ้น สินค้าอุปโภคบริโภคแพงตามไปด้วย ชาวบ้านในพื้นที่หาดใหญ่และสงขลาต้องปรับตัวอย่างหนัก บางรายหันไปใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าแทน แต่ไม่ใช่ทุกคนทำได้ รัฐบาลถูกวิจารณ์หนักเรื่องการสื่อสารที่ไม่ตรงความจริง หากปล่อยไว้ปัญหาอาจลุกลามทั่วประเทศ โดยเฉพาะช่วงวันหยุดยาวที่กำลังมาถึง

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การขาดแคลนน้ำมันใต้เกิดจากหลายปัจจัย เช่น การนำเข้าน้ำมันดิบล่าช้า ปัญหาโลจิสติกส์ และการกระจายโควตาที่ไม่ทั่วถึง รัฐบาลควรเร่งเจรจากับผู้ค้าปลีกน้ำมันและเพิ่มการนำเข้าเพื่อแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นตอ

สุดท้ายแล้ว “จูรี” กรีดรัฐบาลอยู่คนละโลกกับชาวบ้าน แฉน้ำมันใต้โควตาหายฮวบ เป็นเครื่องเตือนใจว่ารัฐบาลต้องลงพื้นที่จริงและรับฟังปัญหาประชาชนมากกว่านี้ มิเช่นนั้นความเชื่อมั่นจะยิ่งลดลง คุณคิดว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหานี้ได้ทันสงกรานต์หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่กำลังเดือดร้อนจากวิกฤตน้ำมันใต้ได้รู้ด้วยนะครับ

ที่มา – “จูรี” กรีดรัฐบาลอยู่คนละโลกกับชาวบ้าน แฉน้ำมันใต้โควตาหายฮวบ ท้านายกฯ พิสูจน์ความจริง

สส.สงขลา ภูมิใจไทย หนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำฟื้นน้ำท่วมหาดใหญ่

หลังจากเหตุน้ำท่วมใหญ่ในหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อปลายปี 2568 ที่สร้างความเสียหายมหาศาลต่อประชาชนและผู้ประกอบการ สส.สงขลา ภูมิใจไทย จึงไม่นิ่งนอนใจ ร่วมกันยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อผลักดันมาตรการช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะ สส.สงขลา ภูมิใจไทย หนุนมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ฟื้นฟูหลังน้ำท่วมหาดใหญ่ ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

สส.สงขลา ภูมิใจไทย หนุนมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ฟื้นฟูหลังน้ำท่วมหาดใหญ่

วันที่ 11 มีนาคม 2569 นายสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยสส.เขต 3, 6 และ 7 ได้รวมพลังยื่นข้อเสนอสำคัญต่อหน่วยงานรัฐ หลังรับฟังปัญหาจากพี่น้องประชาชนในอำเภอหาดใหญ่ที่ประสบอุทกภัยหนัก สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือน ทรัพย์สิน และกิจการค้าขายมากมาย ประชาชนจำนวนมากยังรอคอยมาตรการเยียวยาที่ชัดเจน โดยเฉพาะด้านการเงินสำหรับผู้ประกอบการ

สส.สงขลา ภูมิใจไทย หนุนมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ฟื้นฟูหลังน้ำท่วมหาดใหญ่ ด้วยเงื่อนไขพิเศษ

ข้อเสนอหลักคือการขยายวงเงิน Soft Loan หรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ จากเดิมไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อราย เป็นสูงสุด 40 ล้านบาทต่อราย เพื่อให้ครอบคลุมความเสียหายจริงในพื้นที่หาดใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคใต้ นอกจากนี้ ยังผ่อนปรนเงื่อนไข โดยให้ภาคเอกชนหรือสมาคมรับรองผู้กู้อย่างน้อย 2 แห่ง แม้จะมีปัญหาเครดิตบูโร เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงทุน

เงื่อนไขดอกเบี้ยที่เป็นมิตรมาก: 6 เดือนแรกปลอดดอกเบี้ยทั้งหมด จากนั้นเดือนที่ 7 ถึงปีที่ 5 ใช้อัตราดอกเบี้ยคงที่เพียง 1.5% ต่อปี ซึ่งจะช่วยลดภาระหนี้และให้เวลาฟื้นฟูกิจการได้อย่างยั่งยืน มาตรการนี้ตอบโจทย์ผู้ประกอบการค้าปลีก โรงแรม และธุรกิจท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบหนักสุด

  • วงเงินกู้สูงสุด 40 ล้านบาทต่อราย
  • ปลอดดอกเบี้ย 6 เดือนแรก
  • ดอกเบี้ย 1.5% ต่อปี ปีที่ 1-5
  • รับรองโดยสมาคมเอกชน 2 แห่ง แทนเครดิตบูโร
  • ผ่านสถาบันการเงินของรัฐ

ผลกระทบน้ำท่วมหาดใหญ่และความจำเป็นของมาตรการ

น้ำท่วมครั้งนี้ทำให้หาดใหญ่ซึ่งเป็นหัวใจเศรษฐกิจใต้จมน้ำนานนับสัปดาห์ ตลาดสด ห้างสรรพสินค้า และโรงงานผลิตหยุดชะงัก สร้างมูลค่าความเสียหายหลายพันล้านบาท มาตรการช่วยเหลือเดิมมักเน้นเยียวยาบุคคล แต่ละเลยธุรกิจที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดังนั้น สส.สงขลา ภูมิใจไทย หนุนมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ฟื้นฟูหลังน้ำท่วมหาดใหญ่ จึงเป็นทางออกที่ตรงจุด ช่วยให้ผู้ประกอบการรีสตาร์ทกิจการ สร้างงาน สร้างรายได้คืนสู่ชุมชน

นอกจากสินเชื่อ สส.ยังผลักดันให้เร่งจ่ายเงินเยียวยาค่าซ่อมบ้าน และขยายเวลาสำรวจความเสียหายให้ อบต. อบจ. เพื่อไม่ให้ใครตกหล่น ขณะที่ภาคเอกชนสงขลากำลังรวมตัวประชุมเพื่อยกระดับข้อเสนอ ส่งตรงถึงนายกฯ และ รมว.คลัง

ประโยชน์ระยะยาวต่อเศรษฐกิจสงขลา

หากมาตรการนี้ได้รับการอนุมัติ จะไม่เพียงช่วยฟื้นหาดใหญ่ แต่ยังกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งภาคใต้ได้อีกทาง Soft Loan ดอกเบี้ยต่ำแบบนี้เคยประสบความสำเร็จในภัยพิบัติอื่นๆ ช่วยให้ SME กลับมาหมุนเงินได้ไว ผู้ประกอบการหลายรายบอกว่าถ้ามีทุนหมุนเวียน พวกเขาพร้อมลุยต่อ แม้ฝนจะตกหนักแค่ไหน

ในมุมมองของเรา มาตรการนี้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของ สส.ท้องถิ่นที่เข้าใจปัญหาจริง การผลักดันแบบนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและนักลงทุน หากคุณเป็นผู้ประกอบการในพื้นที่ ลองติดตามความคืบหน้าและเตรียมเอกสารให้พร้อม สนับสนุน สส.สงขลา ภูมิใจไทย ในการต่อสู้เพื่อพี่น้องชาวหาดใหญ่กันเถอะ! แสดงความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคาดหวังมาตรการอะไรเพิ่มเติม

ที่มา – “สส.สงขลา ภูมิใจไทย” หนุนมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ฟื้นฟูหลังน้ำท่วมหาดใหญ่

รัฐปรับเพิ่มเงินเยียวยาคดีอาญา สูงสุด 3 แสนบาท มีผลแล้ว

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกทุกท่าน! วันนี้มีข่าวดีจากรัฐบาลที่เพิ่งมีผลบังคับใช้มาบอกกันครับ นั่นคือ รัฐปรับเพิ่มเงินเยียวยาคดีอาญา สูงสุด 3 แสนบาท สำหรับผู้เสียหายในคดีอาญาและจำเลยที่ศาลพิพากษายกฟ้องแล้ว มาตรการนี้จะช่วยให้ทุกคนได้รับการชดเชยที่เป็นธรรมมากขึ้น สอดคล้องกับค่าครองชีพและสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ใครที่เคยเจอเรื่องแบบนี้หรือกลัวว่าจะเจอ ต้องอ่านให้จบเลยนะครับ

รัฐปรับเพิ่มเงินเยียวยาคดีอาญา สูงสุด 3 แสนบาท

รองโฆษกรัฐบาล นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา ได้แถลงข่าวเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2567 ว่า ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ กฎกระทรวงตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2567 เป็นต้นไป การปรับปรุงครั้งนี้เกิดจากความจำเป็นต้องอัปเดตอัตราเยียวยาให้ทันสมัย เพราะเดิมเงินชดเชยน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายจริงในสังคมไทยทุกวันนี้

ไม่ว่าจะเป็นผู้เสียหายที่ถูกละเมิดสิทธิ หรือจำเลยที่ถูกดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรมแต่สุดท้ายศาลยกฟ้อง ตอนนี้รัฐปรับเพิ่มเงินเยียวยาให้สูงขึ้นหลายเท่า เพื่อลดภาระและสร้างความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม มาดูรายละเอียดกันแบบชัดๆ เลยครับ

รายละเอียดรัฐปรับเพิ่มเงินเยียวยาคดีอาญา สูงสุด 3 แสนบาท สำหรับผู้เสียหาย

สำหรับ ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นฝ่ายที่ได้รับความเสียหายจากอาชญากรรม มีการปรับเพิ่มดังนี้

  • กรณีผู้เสียหายถึงแก่ความตาย: จากเดิม 30,000-100,000 บาท ปรับเป็น สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท โดยรวมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไว้ในวงเงินเดียว ทำให้ครอบครัวผู้เสียหายได้รับการช่วยเหลือแบบครบวงจร
  • กรณีผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตาย:
  • ค่ารักษาพยาบาล: เพิ่มเป็นไม่เกิน 80,000 บาท (จ่ายตามจริง ไม่เกินเพดาน)
  • ค่าฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ: เพิ่มเป็นไม่เกิน 50,000 บาท
  • ค่าเสียหายอื่นๆ ทางร่างกายหรือจิตใจ: เพิ่มเป็นไม่เกิน 100,000 บาท
  • กรณีสูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพ: กำหนดใหม่ สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท

รัฐปรับเพิ่มเงินเยียวยาคดีอาญา สูงสุด 3 แสนบาท สำหรับจำเลยที่ได้รับการยกฟ้อง

ส่วน จำเลย ที่ถูกดำเนินคดีแต่ศาลพิพากษาว่าไม่ผิด หรือยกฟ้อง ก็ได้รับการคุ้มครองเพิ่มเช่นกัน

  • กรณีจำเลยถึงแก่ความตายจากการถูกดำเนินคดี: ปรับเพดานเป็นสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท
  • กรณีจำเลยไม่ถึงแก่ความตาย:
  • ค่ารักษาพยาบาล: ไม่เกิน 80,000 บาท (จ่ายตามจริง)
  • ค่าฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ: ไม่เกิน 50,000 บาท
  • ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี: ไม่เกิน 30,000 บาท (เช่น ค่าทนาย ค่าเดินทาง)

นอกจากเพิ่มเงินแล้ว ยังปรับปรุงกระบวนการให้คล่องตัว ลดขั้นตอนยุ่งยาก เพื่อให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินเยียวยาได้เร็วขึ้น รองโฆษกฯ ระบุว่ามาตรการนี้สะท้อนความเสียหายจริง ลดช่องว่างระหว่างกฎหมายกับชีวิตจริงของประชาชน

ทำไมมาตรการนี้ถึงสำคัญมาก? ลองคิดดูครับ ในคดีอาญา ผู้เสียหายอาจต้องเสียค่ารักษา ค่าฝังศพ หรือสูญเสียรายได้ไปนานๆ ขณะที่จำเลยที่บริสุทธิ์อาจต้องเสียเวลา เงินทองไปกับการสู้คดีเป็นปีๆ เดิมเงินเยียวยาแค่หลักหมื่น ไม่พอปิดบาดแผล แต่ตอนนี้สูงสุด 3 แสนบาท ช่วยให้เริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ง่ายขึ้น สร้างความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมไทย

ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณถูกทำร้ายจนพิการ ค่ารักษา+ฟื้นฟูอาจเกินแสน ตอนนี้ได้ชดเชยเต็มที่ หรือจำเลยที่ถูกจับโดยไม่มีหลักฐานชัด แต่ต่อมาถูกยกฟ้อง ก็ได้ค่าทนายคืนบางส่วน ช่วยลดความอยุติธรรมทางสังคม

พระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายฯ พ.ศ. 2544 เดิมทีมีไว้คุ้มครอง แต่ไม่เคยปรับปรุงนาน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญ ถ้าคุณหรือคนใกล้ตัวเคยเจอคดีแบบนี้ สามารถยื่นขอได้ที่สำนักงานคณะกรรมการยุติธรรมกระบวนการทางอาญา (สคย.) หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แค่เตรียมเอกสารคำพิพากษา ใบเสร็จค่าใช้จ่าย ก็ขอได้ครับ

ในมุมมองผม นี่คือสัญญาณว่ารัฐบาลใส่ใจสิทธิพลเมืองจริงจัง ช่วยเสริมภาพลักษณ์กระบวนการยุติธรรมให้ทันสมัย หากเทียบกับต่างประเทศอย่างสหรัฐฯ หรือยุโรป ที่มีกองทุนเยียวยาผู้เสียหายจากอาชญากรรมมูลค่าสูง ไทยเราก็กำลังตามทันแล้ว

สุดท้าย ถ้าคุณมีประสบการณ์เกี่ยวกับคดีอาญาหรือคำถามเรื่องการขอเงินเยียวยา คอมเมนต์มาพูดคุยกันด้านล่างได้เลยนะครับ! อย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ และครอบครัว เพื่อให้ทุกคนรู้สิทธิตัวเอง ติดตามบล็อกเราเพื่อข่าวกฎหมายอัปเดตต่อไปครับ

ที่มา – รัฐปรับเพิ่มเงินเยียวยา ผู้เสียหาย–จำเลยในคดีอาญาที่ยกฟ้อง สูงสุดถึง 3 แสนบาท มีผลใช้บังคับแล้ว

ก.คลัง ออกหลักเกณฑ์ใหม่ เงินทดรองจ่ายช่วยผู้ประสบภัยพิบัติ

ในยุคที่ประเทศไทยเผชิญภัยพิบัติธรรมชาติอย่างน้ำท่วม ไฟป่า หรือพายุบ่อยครั้ง การช่วยเหลือผู้ประสบภัยต้องรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ กระทรวงการคลังจึงออกหลักเกณฑ์ใหม่ เงินทดรองจ่ายช่วยผู้ประสบภัยพิบัติ พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลบังคับใช้กับเหตุการณ์ภัยตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป หลักเกณฑ์นี้สอดคล้องกับระเบียบเงินทดรองราชการ พ.ศ. 2568 ทำให้การช่วยเหลือทั่วประเทศมีมาตรฐานเดียวกัน โปร่งใส ตรวจสอบได้ และปรับให้เหมาะกับค่าครองชีพปัจจุบัน

รองโฆษกรัฐบาล นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา เปิดเผยเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 ว่า หลักเกณฑ์ใหม่นี้ยกเลิกของเดิม พ.ศ. 2563 เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนได้ทันท่วงที ลดความซ้ำซ้อน และบูรณาการกับหน่วยงานอื่นๆ จังหวัดต้องรายงานผลการช่วยเหลืออย่างสม่ำเสมอ เพื่อความโปร่งใสสูงสุด

หลักเกณฑ์ใหม่ เงินทดรองจ่ายช่วยผู้ประสบภัยพิบัติ มีสาระสำคัญอะไรบ้าง

หลักเกณฑ์ครอบคลุมหลายด้าน เพื่อฟื้นฟูชีวิตผู้ประสบภัยอย่างครบถ้วน โดยแบ่งเป็นหมวดหมู่หลัก ดังนี้

1. ด้านการดำรงชีพ

เน้นช่วยเหลือพื้นฐาน เช่น อาหาร ที่อยู่อาศัย และสิ่งจำเป็นอื่นๆ

  • ค่าอาหารจัดเลี้ยง ไม่เกินวันละ 3 มื้อ มื้อละ 80 บาท/คน ช่วยให้ผู้ประสบภัยไม่ขาดแคลนโภชนาการในช่วงฉุกเฉิน
  • ค่าถุงยังชีพ ไม่เกิน 1,000 บาท/ครอบครัว และเพิ่มอีก 1,000 บาท/คน สำหรับเด็กอายุไม่เกิน 7 ปี คนพิการ หรือผู้สูงอายุในฐานข้อมูลกระทรวงพัฒนาสังคมฯ
  • ค่าน้ำบริโภค จ่ายตามจริงจนสถานการณ์ปกติ
  • กรณีบ้านพังทั้งหลัง ค่าใช้จ่ายเบื้องต้น ไม่เกิน 4,900 บาท/ครอบครัว
  • ค่าซ่อมบ้านเรือน ไม่เกิน 88,600 บาท/หลัง ช่วยให้ครอบครัวกลับมาอยู่ได้เร็ว
  • ค่าซ่อมยุ้งข้าว โรงเรือน คอกสัตว์ ไม่เกิน 6,800 บาท/ครอบครัว
  • ค่าเช่าบ้านชั่วคราว ไม่เกิน 2,500 บาท/เดือน สูงสุด 2 เดือน สำหรับบ้านเช่าที่เสียหาย
  • ค่าเครื่องนอน ไม่เกิน 1,200 บาท/คน
  • ห้องน้ำชั่วคราว เช่ารถสุขาเฉลี่ย 5,000 บาท/10 คน หรือสุขากระดาษ 1,000 บาท/คน

2. ด้านสังคมสงเคราะห์

ฟื้นอาชีพระยะสั้น

  • อุปกรณ์ฝึกอาชีพ ไม่เกิน 2,400 บาท/คน
  • ค่าวิทยากร 600 บาท/วัน สูงสุด 10 วัน
  • ค่าใช้จ่ายอบรม ไม่เกิน 12,000 บาท
  • ทุนประกอบอาชีพ 4,800 บาท/ครอบครัว

3. ด้านการแพทย์และสาธารณสุข

  • ล้างบ่อน้ำ 750 บาท/บ่อ
  • ค่าน้ำดื่ม 250 บาท/ครอบครัว
  • วัสดุสุขาภิบาล 500 บาท/ครัวเรือน กำจัดเชื้อ 600 บาท/ครัวเรือน
  • หน้ากากอนามัย 1 ชิ้น/คน/วัน สำหรับกรณีเร่งด่วน เช่น PM2.5 โดย優先กลุ่มเปราะบาง

4. ด้านการเกษตร

ช่วยเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนก่อนเกิดภัย ครอบคลุมพืช ประมง ปศุสัตว์ หนอนไหม แมลงเศรษฐกิจ ตามเพดานที่กำหนด

5. วิธีการจ่ายเงิน

จ่ายเป็นเงินสด เช็ค หรือ e-Payment ตามระเบียบราชการ สะดวกและทันสมัย

ประโยชน์ของหลักเกณฑ์ใหม่นี้ต่อประชาชน

หลักเกณฑ์ใหม่ เงินทดรองจ่ายช่วยผู้ประสบภัยพิบัติ ไม่เพียงเพิ่มเพดานช่วยเหลือให้สูงขึ้น เช่น ค่าซ่อมบ้านจากเดิม แต่ยังย้ำการไม่ซ้ำซ้อน โดยบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ทำให้เงินช่วยเหลือถึงมือผู้เดือดร้อนจริงๆ ในภาวะค่าครองชีพสูง หลักเกณฑ์นี้ช่วยลดภาระและเร่งฟื้นฟูชุมชนได้ดีกว่าเดิม

สำหรับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น การมีมาตรฐานชัดเจนช่วยลดความสับสนในการปฏิบัติงาน สุดท้าย ประชาชนควรเตรียมเอกสารให้พร้อม หากเกิดภัยเพื่อรับความช่วยเหลือโดยเร็ว

หลักเกณฑ์นี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลใส่ใจประชาชนจริงจัง หากคุณอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ติดตามประกาศจากหน่วยงานท้องถิ่นและเตรียมตัวล่วงหน้า เพื่อลดความเสียหายให้น้อยที่สุด

ที่มา – ก.คลัง ออกหลักเกณฑ์ใหม่ เงินทดรองจ่ายช่วยผู้ประสบภัยพิบัติ มีผลตั้งแต่ 6 มี.ค. 69

“ลิซ่า ภคมน” ลั่นคนใต้ยังไม่ได้เงินซ่อมบ้านน้ำท่วม

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนครับ วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นที่ชาวใต้หลายพันครัวเรือนกำลังเดือดร้อนกันอย่างหนัก นั่นคือเรื่อง “ลิซ่า ภคมน” ลั่นคนใต้ยังไม่ได้เงินซ่อมบ้านน้ำท่วม ซึ่งเป็นข่าวที่ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ หรือที่ทุกคนรู้จักในชื่อ ลิซ่า ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้โพสต์เฟซบุ๊กทวงถามให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหานี้แบบเป็นกันเอง แต่แฝงความเด็ดขาดสุดๆ หลังจากน้ำท่วมภาคใต้แห้งสนิทไปนาน 3 เดือน ชาวบ้านต้องดิ้นรนซ่อมบ้านด้วยตัวเอง แต่เงินช่วยเหลือยังค้างอยู่ในระบบราชการ!

“ลิซ่า ภคมน” ลั่นคนใต้ยังไม่ได้เงินซ่อมบ้านน้ำท่วม

จากโพสต์ของลิซ่าเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เธอชี้แจงชัดเจนว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ น้ำท่วมครั้งใหญ่ทำให้บ้านเรือนพังยับเยิน แต่ตอนนี้ชาวบ้านเข้าไปอยู่อาศัยได้แล้ว แต่เงินซ่อมบ้านจำนวน 49,500 บาทต่อหลัง ยังไม่ถึงมือใครเลย เพราะกระบวนการพิสูจน์ความเสียหายล่าช้าสุดๆ แถมตอนนี้เจ้าหน้าที่ลงสำรวจ ชาวบ้านก็ซ่อมไปแล้วตั้งนาน เก็บหลักฐานความเสียหายไว้ให้ดูได้ที่ไหนล่ะ?

ปัญหาหลักที่ลิซ่า ภคมน ชี้ให้เห็น

นอกจากความล่าช้าแล้ว ยังมีปัญหาทับถม เช่น เงินเยียวยาคำนวณเฉพาะค่าวัสดุ ไม่รวมค่าแรงช่าง ซึ่งในยุคนี้ค่าวัสดุก่อสร้างแพงขึ้นหลายเท่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ใช่ช่างหาต้องจ้างคนอื่นมาทำ ลิซ่าถามตรงๆ ว่าคนที่ร่างระเบียบเคยคิดถึงความเป็นจริงของชาวบ้านบ้างไหม? แถมข่าวดีที่รัฐมนตรีแบดประกาศว่ากกต.อนุมัติเงิน 2 พันล้านบาท ก็เป็นเงินถ้วนหน้าที่ค้างท่อมานาน ไม่ใช่ของใหม่เอี่ยมอะไร

เพื่อนๆ ลองนึกภาพตามนะครับ บ้านพัง ฝ้าเพดานหลุด ประตูหน้าต่างหาย ต้องกู้ยืมญาติพี่น้องมาซ่อมเพื่อให้ลูกหลานมีที่อยู่อาศัย แต่รัฐบาลกลับเงียบกริบ ไม่บอกว่าจะได้เงินเมื่อไหร่ นี่แหละคือความทุกข์ที่แท้จริงของคนใต้

ข้อเสนอสุดแซ่บจากลิซ่า ภคมน เพื่อแก้ปัญหาเงินซ่อมบ้านน้ำท่วม

ลิซ่าไม่ได้แค่วิจารณ์ แต่เสนอทางออกชัดเจนเลยครับ ถ้าเธอเป็นรัฐบาล จะทำยังไงบ้าง ลองดูรายการนี้:

  • เลิกใช้ระบบเดินจดด้วยมือ: 改ใช้ดาวเทียม GISTDA ที่เห็นความเสียหายบ้านเลขที่ไหนบ้างได้ชัดเจน พรรคประชาชนเคยไปคุยมาแล้ว เทคโนโลยีไทยเรามีพร้อม!
  • ขยายเพดานเงินซ่อมบ้าน: จาก 49,500 บาท เป็น 100,000 บาทต่อหลัง เพราะค่าวัสดุปี 2569 แพงมาก ไม่พอจริงๆ
  • กระจายอำนาจให้ท้องถิ่น: ปลดล็อกให้ประกาศภัยพิบัติเอง ใช้งบในมือช่วยชาวบ้านทันที ไม่ต้องรอกรุงเทพฯ สั่ง
  • ปรับระเบียบกระทรวงการคลัง: รวมค่าแรงช่างเข้าไปด้วย เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่ความสะดวกของเจ้าหน้าที่

ข้อเสนอเหล่านี้ฟังดูเข้าท่าไหมครับ? มันจะทำให้การเยียวยาเร็วขึ้น ยุติธรรมขึ้น และตรงใจชาวบ้านมากกว่าเดิมเยอะ

นอกจากนี้ ลิซ่ายังตำหนิรัฐบาลว่าอย่าประโคมข่าวจ่ายเงินทีละนิด แต่ต้องแก้ระบบทั้งหมด ลิซ่าจะติดตามทวงถามต่อเนื่องด้วยพลังเดียวกับที่นักการเมืองไล่เก้าอี้รัฐมนตรี สุดยอดไปเลย!

ในฐานะคนไทยที่ห่วงใย เราควรติดตามเรื่องนี้ใกล้ชิด รัฐบาลต้องแสดงเจตจำนงจริงจัง ถ้าปล่อยไว้ ชาวใต้จะเดือดร้อนยาว คุณล่ะคิดยังไงกับข้อเสนอของลิซ่า? คิดว่ารัฐควรทำตามไหม? มาคอมเมนต์แชร์ความเห็นกันด้านล่างเลยนะครับ จะได้ช่วยกันกดดันให้ปัญหาเงินซ่อมบ้านน้ำท่วมคลี่คลายเร็วๆ

ที่มา – “ลิซ่า ภคมน” ลั่น 3 เดือนแล้วคนใต้ยังไม่ได้เงินซ่อมบ้านน้ำท่วม เสนอรัฐแก้ระเบียบทั้งระบบ

“แม่น้องเกล” ดีใจได้เงินประกันทำบุญให้ลูก

“แม่น้องเกล” ดีใจได้เงินประกันมาทำบุญให้ลูกแล้ว เป็นข่าวที่สร้างความโล่งใจให้กับครอบครัวของเด็กหญิงวัย 7 ปี ที่เสียชีวิตอย่างน่าเศร้าจากอุบัติเหตุรถชนหน้าโรงเรียน หลังจากบริษัทประกันภัยทั้งสองแห่งยอมจ่ายเงินชดเชยรวม 1 ล้านบาท ทำให้แม่น้องเกลสามารถนำเงินไปทำบุญอุทิศให้ลูกสาวได้ทันที ขณะที่เรื่องเงินเยียวยาจากผู้กระทำผิด ครอบครัวยอมให้ศาลตัดสินตามกระบวนการยุติธรรม

แม่น้องเกล ดีใจได้เงินประกันมาทำบุญให้ลูกแล้ว

เหตุการณ์เศร้าที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2568 น้องเกล วัย 7 ปี กำลังข้ามทางม้าลายหน้าโรงเรียนเพื่อไป上เรียน แต่ถูก น.ส.กนกวรรณ อายุ 32 ปี ข้าราชการครูจาก จ.นครราชสีมา ขับรถเก๋งพุ่งชนอย่างแรง ส่งผลให้น้องเกลเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ เพียงไม่กี่วันก่อนวันเกิดของน้องเอง เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้สังคมไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะประเด็นความปลอดภัยบนทางม้าลายและพฤติกรรมขับขี่ของผู้ใช้รถใช้ถนน

ล่าสุด เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2568 แม่น้องเกลได้จุดธูปบอกกล่าวหน้ารูปภาพของลูกสาวด้วยน้ำตาคลอเบ้า พร้อมเอ่ยปากว่า “แม่จะมีเงินมาทำบุญให้น้องแล้ว” หลังจากพนักงานบริษัทประกันภัย 2 แห่งนำเอกสารมาให้เซ็น เพื่อเบิกจ่ายเงินบริษัทละ 500,000 บาท รวมทั้งสิ้น 1,000,000 บาท โดยเงินจะเข้าบัญชีภายใน 7 วันทำการ แม่น้องเกลเปิดใจว่าตอนนี้โล่งใจมาก หลังจากไปออกรายการโหนกระแสที่ช่วยหาทางออกให้ครอบครัว

รายละเอียดเงินประกันและกระบวนการเบิกจ่าย

ในกรณีอุบัติเหตุทางถนนแบบนี้ กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ชั้น 1 มักครอบคลุมผู้เสียหายโดยตรง โดยบริษัทประกันจะจ่ายเงินทุนประกันชีวิตหรือผู้ประสบภัยตามวงเงินที่กำหนด ครอบครัวน้องเกลได้รับการช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของระบบประกันภัยในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ผู้ขับขี่ควรตรวจสอบกรมธรรม์ให้ครบถ้วนเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต

  • บริษัทประกันจ่ายทันที 1 ล้านบาท
  • เงินเข้าบัญชีภายใน 7 วัน
  • นำไปใช้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ลูก

เงินเยียวยาจากผู้กระทำผิด ปล่อยให้ศาลตัดสิน

สำหรับเงินเยียวยาจาก น.ส.กนกวรรณ และครอบครัว ทางครอบครัวน้องเกลยืนยันว่าจะไม่ยื้อเยื้อ แต่ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม โดยให้ศาลพิจารณาว่าน้องเกลสมควรได้รับเท่าไร ปู่น้องเกล นายทองล้วน พรมจันทรา วัย 48 ปี กล่าวว่าสบายใจขึ้นแล้ว ทุกอย่างลงตัว ไม่ต้องเถียงกันเรื่องเงิน และไม่คิดโหดร้ายกับครู เพราะพูดคุยกันได้

เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับสังคม โดยเฉพาะเรื่อง ความปลอดภัยทางถนน และ ทางม้าลาย ที่ควรมีป้ายเตือน สัญญาณไฟจราจร และการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดมากขึ้น สถิติอุบัติเหตุในไทยยังสูง โดยเฉพาะบริเวณโรงเรียนที่มีเด็กนักเรียนจำนวนมาก ผู้ปกครองและโรงเรียนควรร่วมมือกันรณรงค์ให้เด็กเดินทางอย่างปลอดภัย เช่น ใช้นวัตกรรมสะท้อนแสงหรือแอปติดตาม位置

นอกจากนี้ ประกันภัยรถยนต์ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการเยียวยาครอบครัวผู้สูญเสีย แนะนำให้ทุกคนทำประกันชั้น 1 เพื่อความคุ้มครองสูงสุด หากเกิดเหตุไม่คาดฝันจะได้ไม่ลำบากแบบนี้

สุดท้าย แม่น้องเกล ดีใจได้เงินประกันมาทำบุญให้ลูกแล้ว สะท้อนถึงความเมตตาและความหวังในกระบวนการยุติธรรมของคนไทย คุณคิดอย่างไรกับกรณีนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์เพื่อเตือนใจผู้ใช้ถนนทุกคนให้ขับขี่ปลอดภัย หยุดรถเมื่อเห็นทางม้าลายเพื่อปกป้องชีวิตเด็กๆ

ที่มา – “แม่น้องเกล” ดีใจได้เงินประกันมาทำบุญให้ลูกแล้ว ส่วนเงินเยียวยาปล่อยศาลตัดสิน

“นฤมล” เผย “นายกฯ อนุทิน” สั่งอนุมัติเงินเยียวยา 1 ล้าน ผอ.ศศิพัชร

เหตุการณ์สะเทือนขวัญที่โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ จังหวัดสงขลา ได้สร้างความเสียใจให้กับสังคมไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะการเสียสละอันน่าเศร้าของนางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนที่ใช้ชีวิตปกป้องนักเรียนจากคนร้ายบุกยิง ล่าสุด “นฤมล” เผย “นายกฯ อนุทิน” สั่งอนุมัติเงินเยียวยา 1 ล้านให้ครอบครัว “ผอ.ศศิพัชร” ซึ่งเป็นข่าวดีที่แสดงถึงความเอาใจใส่ของรัฐบาลต่อครอบครัวผู้เสียสละ

“นฤมล” เผย “นายกฯ อนุทิน” สั่งอนุมัติเงินเยียวยา 1 ล้านให้ครอบครัว “ผอ.ศศิพัชร”

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เปิดเผยความคืบหน้าหลังจากลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ด้วยตัวเอง เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ติดตามเหตุการณ์อย่างใกล้ชิดตั้งแต่แรกเกิด และมีดำริสำคัญให้ใช้งบประมาณจากสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อช่วยเหลือครอบครัวของผอ.ศศิพัชร ที่เสียชีวิตขณะปกป้องนักเรียน ซึ่งถือเป็นวีรกรรมอันยิ่งใหญ่

หลังจากกระทรวงศึกษาธิการส่งข้อมูลไปยังคณะกรรมการกองทุนฯ ล่าสุดได้รับอนุมัติเงินเยียวยา 1 ล้านบาท โดยจะมีการมอบเงินในพิธีพระราชทานเพลิงศพ วันอังคารที่ 17 ก.พ. เพื่อแสดงความเคารพและไว้อาลัย นอกจากนี้ ยังมีมาตรการดูแลผู้บาดเจ็บ โดยเฉพาะนักเรียนที่กำลังรักษาตัว รอเอกสารแพทย์เพื่อช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์

มาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมจากกระทรวงศึกษาธิการ

ไม่ใช่แค่นายกรัฐมนตรีเท่านั้น ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงศึกษาฯ ก็ได้กำชับให้พิจารณาบำเหน็จความชอบพิเศษและสิทธิประโยชน์อื่นๆ สำหรับครอบครัวผอ.ศศิพัชร โดยสำนักงาน ก.ค.ศ. กำลังดำเนินการตามระเบียบ ว 12/2562 ซึ่งเปิดทางให้บรรจุทายาทของข้าราชการที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ เข้ารับราชการครูได้

  • เงินเยียวยา 1 ล้านบาท จากสำนักนายกฯ มอบให้ครอบครัวทันที
  • บำเหน็จบำนาญความชอบพิเศษ ตามระเบียบ ก.ค.ศ.
  • สิทธิ์บรรจุบุตรหลาน ผอ.ศศิพัชร (บุตรชายปี 3 ม.ปลาย และลูกสาว ม.ต้น) เข้ารับราชการครูเมื่อจบการศึกษา หากประสงค์
  • ฟื้นฟูจิตใจครู นักเรียน และบุคลากร ผ่านโครงการช่วยเหลือจิตใจ
  • ดูแลค่ารักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บ รอเอกสารแพทย์

ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ทิ้งครอบครัวผู้เสียสละไว้ข้างหลัง และให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูทั้งกายและใจให้ทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์รุนแรงในโรงเรียนชายแดนใต้

บริบทเหตุการณ์และบทเรียนที่ได้รับ

เหตุคนร้ายบุกยิงในโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ สร้างบาดแผลให้กับชุมชนการศึกษา โดยผอ.ศศิพัชร วางตัวเป็นเกราะกำบังให้นักเรียน ทำให้เสียชีวิตอย่างน่าเสียดาย รัฐมนตรีศึกษาฯ ยืนยันว่าจะเร่งติดตามสถานการณ์และให้กำลังใจทุกฝ่าย ขณะที่สังคมต่างยกย่องความกล้าหาญของเธอ ซึ่ง “นฤมล” เผย “นายกฯ อนุทิน” สั่งอนุมัติเงินเยียวยา 1 ล้านให้ครอบครัว “ผอ.ศศิพัชร” เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเยียวยา

ในมุมมองกว้างขึ้น เหตุการณ์นี้เน้นย้ำปัญหาความปลอดภัยในโรงเรียนพื้นที่เสี่ยง กระทรวงศึกษาฯ อาจต้องปรับแผนป้องกัน เช่น เพิ่มระบบกล้องวงจรปิด เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และฝึกอบรมการรับมือวิกฤต เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ

สุดท้ายแล้ว ความเสียสละของผอ.ศศิพัชร เป็นแรงบันดาลใจให้ครูไทยทุกคน เหตุการณ์นี้เตือนใจว่าครูไม่ใช่แค่อาจารย์ แต่เป็นผู้ปกป้องอนาคตชาติ หวังว่ารัฐบาลจะเร่งแก้ปัญหาต้นตอเพื่อความสงบสุขในโรงเรียนทุกแห่ง

ติดตามข่าวสารการศึกษาและมาตรการเยียวยาล่าสุดได้ที่บล็อกนี้ และแชร์เพื่อให้ครอบครัวผอ.ศศิพัชรได้รับกำลังใจเพิ่มเติม!

ที่มา – “นฤมล” เผย “นายกฯ อนุทิน” สั่งอนุมัติเงินเยียวยา 1 ล้านให้ครอบครัว “ผอ.ศศิพัชร”

Scroll to top