เจ้าอาวาส

ออกหมายจับเจ้าอาวาสวัดดัง-สามเณรรุ่นพี่ กระทำชำเราเณร 4 รูปในวัด

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นในวงการสงฆ์ล่าสุด เมื่อทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการออกหมายจับเจ้าอาวาสวัดดัง-สามเณรรุ่นพี่ กระทำชำเราเณร 4 รูปในวัด ณ จังหวัดสงขลา ซึ่งเหตุการณ์นี้สร้างความตกใจและหดหู่ใจให้กับพุทธศาสนิกชนเป็นอย่างมาก หลังจากที่มีสามเณรผู้เสียหายกล้าออกมาเปิดเผยความจริงถึงพฤติกรรมอันไม่เหมาะสมที่เกิดขึ้นภายในเขตวัด

ออกหมายจับเจ้าอาวาสวัดดัง-สามเณรรุ่นพี่ กระทำชำเราเณร 4 รูปในวัด

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อสามเณรจำนวน 4 รูป ได้หนีออกจากวัดภูผาญาติการามหรือวัดนกยูง ในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เนื่องจากทนกับพฤติกรรมของเจ้าอาวาสและสามเณรรุ่นพี่ไม่ไหว โดยถูกใช้อุบายบังคับให้ช่วยสำเร็จความใคร่ จนไม่สามารถทนอยู่ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ต่อไปได้ จึงต้องตัดสินใจนำเรื่องราวไปบอกผู้ปกครองและแจ้งความดำเนินคดีในที่สุด การออกหมายจับเจ้าอาวาสวัดดัง-สามเณรรุ่นพี่ กระทำชำเราเณร 4 รูปในวัด ครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทวงคืนความยุติธรรมให้กับเณรน้อยที่ตกเป็นเหยื่อ

รายละเอียดการดำเนินคดีตามหมายจับ

จากการรวบรวมพยานหลักฐาน ล่าสุดศาลจังหวัดสงขลาได้อนุมัติหมายจับผู้ต้องหา 2 ราย ได้แก่:

  • พระครูบวรสรนาท อธิชาติ ฐานิสสโร (เจ้าอาวาส) ในข้อหาข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี และไม่เกิน 15 ปี
  • สามเณรชนกันต์ (สามเณรรุ่นพี่) ในข้อหาเดียวกัน

ในขณะนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนระดมกำลังกันติดตามตัวผู้ต้องหาทั้งสองรายมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเร่งด่วน โดยพบว่าทางเจ้าอาวาสได้หลบหนีออกจากวัดไปหลังจากทราบข่าวการแจ้งความ

เหตุการณ์การออกหมายจับเจ้าอาวาสวัดดัง-สามเณรรุ่นพี่ กระทำชำเราเณร 4 รูปในวัด เป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนถึงปัญหาในแวดวงสงฆ์ที่ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองต้องหันกลับมาดูแลและตรวจสอบให้เข้มงวดมากขึ้น เราคงไม่สามารถนิ่งเฉยต่อเหตุการณ์ที่พรากอนาคตและสร้างแผลใจให้กับเด็กๆ ได้ การกระทำผิดภายใต้ผ้าเหลืองถือเป็นสิ่งที่ไม่น่าให้อภัย และหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะสามารถจัดการเรื่องนี้ได้อย่างเด็ดขาดเพื่อให้วัดกลับมาเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนอีกครั้ง

ที่มา – ออกหมายจับเจ้าอาวาสวัดดัง-สามเณรรุ่นพี่ กระทำชำเราเณร 4 รูปในวัด

เจ้าอาวาสถึงกับเป็นลม ชักเกร็ง หลังเห็นกุฏิไม้โบราณ ถูกไฟไหม้เหลือแต่ซาก

วันนี้เรามาพูดถึงเหตุการณ์สุดสะเทือนใจที่เกิดขึ้นในจังหวัดลำปางกันครับ เจ้าอาวาสถึงกับเป็นลม ชักเกร็ง หลังเห็นกุฏิไม้โบราณ ถูกไฟไหม้เหลือแต่ซาก ซึ่งเป็นกุฏิไม้เก่าแก่ที่มีอายุมากกว่า 100 ปี ภายในวัดม่อนปู่ยักษ์ หรือวัดม่อนสันฐาน ตำบลพระบาท อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง เหตุการณ์นี้สร้างความเสียใจอย่างมากให้กับชาวบ้านและพระสงฆ์ในพื้นที่

เจ้าอาวาสถึงกับเป็นลม ชักเกร็ง หลังเห็นกุฏิไม้โบราณ ถูกไฟไหม้เหลือแต่ซาก

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 นายพัชระ สิมะเสถียร รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง พร้อมด้วยนายธนารัฐ สายเทพ นายอำเภอเมืองลำปาง นายปุณณสิน มณีนันทน์ นายกเทศมนตรีนครลำปาง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายจากเพลิงไหม้ครั้งนี้ ที่กุฏิไม้โบราณซึ่งเป็นสมบัติล้ำค่าของวัด ยังคงมีกลุ่มควันไฟปะทุขึ้นเป็นระยะๆ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ทีมกู้ภัยสมาคมกู้ภัยลำปาง กู้ภัยสว่างลำปาง และเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเทศบาลนครลำปาง ยังคงฉีดน้ำเลี้ยงเพื่อป้องกันไฟปะทุซ้ำ พร้อมเตรียมรถแบ็กโฮเพื่อรื้อถอนซากปรักหักพังและสำรวจความเสียหายอย่างละเอียด นอกจากนี้ พระพุทธรูปองค์ใหญ่ภายในกุฏิก็กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ เพื่อดูว่ามีความเสียหายมากน้อยแค่ไหน

ความสูญเสียที่ไม่อาจประเมินค่าได้จากไฟไหม้กุฏิโบราณ

นายประสงค์ มานพ อดีตไวยาวัจกรวัด ได้เล่าว่า ชาวบ้านในพื้นที่ต่างรู้สึกสะเทือนใจ บางคนถึงกับร้องไห้ เพราะวัดม่อนปู่ยักษ์เป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชนมาอย่างยาวนาน หากมีการบูรณะใหม่ก็คงไม่สามารถกลับมาเหมือนเดิมได้ โดยเฉพาะเจ้าอาวาสที่ทุ่มเทดูแล บูรณะ และพัฒนาวัดมาตลอด เมื่อกลับมาเห็นสภาพเจ้าอาวาสถึงกับเป็นลม ชักเกร็ง หลังเห็นกุฏิไม้โบราณ ถูกไฟไหม้เหลือแต่ซาก สร้างความสะเทือนใจให้ทุกคนที่พบเห็น

เบื้องต้นคาดว่าความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้นี้อาจสูงกว่า 200 ล้านบาท หรืออาจประเมินค่าไม่ได้เลย เนื่องจากเป็นโบราณสถานและศิลปกรรมที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ วัดม่อนปู่ยักษ์แห่งนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนาน เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมและศูนย์รวมศรัทธาของชาวลำปาง กุฏิไม้โบราณนี้สร้างด้วยไม้สักคุณภาพสูง ผสมผสานศิลปะแบบล้านนาโบราณ ทำให้เป็นมรดกที่หายากมาก

เรามาดูรายละเอียดผู้มีส่วนร่วมในการรับมือเหตุการณ์นี้กันครับ:

  • รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง: ลงพื้นที่ตรวจสอบและประสานงานช่วยเหลือ
  • นายอำเภอเมืองลำปาง: ช่วยกำกับดูแลการดับไฟและรื้อซาก
  • นายกเทศมนตรีนครลำปาง: สนับสนุนกำลังเจ้าหน้าที่ดับเพลิง
  • ทีมกู้ภัยท้องถิ่น: ฉีดน้ำป้องกันไฟลุกไหม้ซ้ำ

นอกจากนี้ ยังมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่อาจได้รับความเสียหาย ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านเคารพนับถือ ทำให้ทุกคนยิ่งกังวล สาเหตุของเพลิงไหม้ยังอยู่ระหว่างการสืบสวน แต่เบื้องต้นเชื่อว่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรหรือปัจจัยอื่นๆ ที่ยังไม่ชัดเจน

เหตุการณ์เจ้าอาวาสถึงกับเป็นลม ชักเกร็ง หลังเห็นกุฏิไม้โบราณ ถูกไฟไหม้เหลือแต่ซากนี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะวัดวาอารามโบราณที่เป็นหัวใจของชุมชนไทย การบำรุงรักษาไฟฟ้าและระบบป้องกันไฟไหม้จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งในอนาคต

ในมุมมองของผม เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่ามรดกวัฒนธรรมของเราต้องการการดูแลอย่างต่อเนื่อง หากปล่อยไว้ละเลย อาจสูญเสียไปอย่างน่าเสียดาย คุณล่ะคิดอย่างไร? มาช่วยกันอนุรักษ์มรดกไทยด้วยการแบ่งปันเรื่องนี้ และสนับสนุนการบูรณะวัดม่อนปู่ยักษ์กันเถอะครับ ถ้ามีโอกาส ลองแวะไปทำบุญที่วัดนี้ดู สัมผัสความศรัทธาและประวัติศาสตร์ด้วยตัวเอง!

ที่มา – เจ้าอาวาสถึงกับเป็นลม ชักเกร็ง หลังเห็นกุฏิไม้โบราณ ถูกไฟไหม้เหลือแต่ซาก

วัดดังปทุมฯ แจงปม พระโอนเงินให้สีกา

จากกรณีที่ทนายความชื่อดังได้ออกมาเปิดเผยหลักฐานการโอนเงินของพระสงฆ์รูปหนึ่งในวัดดังของจังหวัดปทุมธานีให้กับสีกา จนกลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สังคมกำลังจับตามอง ล่าสุดเจ้าหน้าที่ของวัดดังกล่าวได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าของเรื่องนี้แล้ว

เจ้าหน้าที่วัดดังปทุมฯ เผยว่าขณะนี้ทางวัดกำลังอยู่ในระหว่างการรวบรวมหลักฐานและข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นดังกล่าว เพื่อเตรียมที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงให้แก่สาธารณชนได้รับทราบ โดยก่อนหน้านี้ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม ได้ออกมาเปิดหลักฐานการโอนเงินที่อ้างว่าเป็นของพระวัดดังแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี โดยมีการโอนเงินให้กับสีกาเป็นจำนวนเงินกว่า 12.2 ล้านบาท พร้อมทั้งระบุว่ายังมีหลักฐานอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก

เจ้าหน้าที่วัดดังปทุมฯ รับอยู่ระหว่างรวมหลักฐานแจง ปมพระโอนเงินให้สีกา

หลังจากที่มีข่าวปรากฏออกมา ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังวัดดังกล่าวในจังหวัดปทุมธานี เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ พบว่าบรรยากาศภายในวัดยังคงเป็นไปตามปกติ มีพระสงฆ์กำลังนั่งทำสมาธิ และมีประชาชนเดินทางเข้ามาทำบุญที่วัดตามปกติ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่วัดรายหนึ่งได้ออกมาให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวว่า ทางวัดได้รับทราบถึงประเด็นที่ทนายอนันต์ชัยได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนแล้ว และขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการรวบรวมข้อมูลและหลักฐานต่างๆ เพื่อเตรียมที่จะแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงให้สาธารณชนได้รับทราบต่อไป แต่ทั้งนี้ต้องรอความเหมาะสมของสถานการณ์ด้วย เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยชื่อวัดอย่างเป็นทางการ

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวยังได้สอบถามความคิดเห็นจากลูกศิษย์วัดรายหนึ่ง ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของวัดแห่งนี้มานานกว่า 9 ปี โดยลูกศิษย์รายนี้กล่าวว่า หลังจากที่ได้ทราบข่าวรู้สึกตกใจและมองว่าเรื่องดังกล่าวเกินความเป็นจริง เนื่องจากเจ้าอาวาสเป็นพระสงฆ์ที่เคร่งครัดในการปฏิบัติธรรมเป็นอย่างมาก จึงไม่เชื่อว่าท่านจะมีพฤติกรรมดังกล่าว และเชื่อว่าทางวัดมีพยานหลักฐานที่พร้อมจะเปิดเผยเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์

ความคืบหน้าล่าสุด ปมพระโอนเงินให้สีกา

ในส่วนของเจ้าอาวาสวัดนั้น ในวันนี้ท่านยังคงออกบิณฑบาตและจำวัดตามปกติ แต่ได้งดการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน อย่างไรก็ตาม ทางวัดยืนยันว่าจะมีการรายงานความคืบหน้าของเรื่องนี้ให้ทราบต่อไป

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้กับสังคมว่า การใช้ชีวิตอย่างมีสติและความระมัดระวังเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่อยู่ในตำแหน่งที่ได้รับความเคารพและศรัทธาจากประชาชน การกระทำใดๆ ที่อาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของสังคมจึงควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่ง

ทางวัดควรเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและชี้แจงให้สาธารณชนทราบโดยเร็ว เพื่อคลายความสงสัยและเรียกคืนความเชื่อมั่นที่อาจสูญเสียไปจากเหตุการณ์นี้

ที่มา – เจ้าหน้าที่วัดดังปทุมฯ รับอยู่ระหว่างรวมหลักฐานแจง ปมพระโอนเงินให้สีกา

อดีตเจ้าอาวาสสึกเงียบ! หลังพัวพันคลิปฉันบวบ

เรื่องราวสุดช็อก! อดีตเจ้าอาวาสวัดดังที่เชียงรายตัดสินใจสึกเงียบกลางพรรษา หลังตกเป็นประเด็นร้อนแรงจากคลิป อดีตเจ้าอาวาส ย่องสึกเงียบกลางพรรษา หลังพัวพันคลิปฉันบวบ ที่ถูกเผยแพร่ออกไป โดยหลังจากเสร็จสิ้นพิธีสึก อดีตเจ้าอาวาสรูปดังกล่าวได้เดินทางออกจากวัดทันทีโดยไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ

วันที่ 16 สิงหาคม 2568 เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เมื่อมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอที่ถูกอ้างว่าเป็นภาพของพระสงฆ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย กำลังมีพฤติกรรมทางเพศกับชายหนุ่ม เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตกตะลึงและไม่พอใจให้กับชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก

อดีตเจ้าอาวาส ย่องสึกเงียบกลางพรรษา หลังพัวพันคลิปฉันบวบ

จากเหตุการณ์ดังกล่าว สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงรายได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน เพื่อดำเนินการตามพระธรรมวินัยและคลายความกังวลของประชาชน

ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อเวลา 07.00 น. พระครูประจักษ์วรวัฒน์ อดีตเจ้าอาวาสวัดโล๊ะป่าห้า และอดีตเจ้าคณะตำบลแม่ข้าวต้ม เขต 2 พร้อมด้วยญาติโยม ได้เดินทางไปยังวัดศรีบุญเรือง ต.เวียง อ.เมืองเชียงราย เพื่อทำการลาสิกขาด้วยความสมัครใจ สืบเนื่องจากกรณีคลิปฉาว “พระฉันบวบ” ที่เป็นข่าวดังและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคม โดยชาวบ้านในพื้นที่ส่วนใหญ่รู้สึกเสื่อมศรัทธาและไม่อยากเข้าวัดทำบุญอีกต่อไป

พิธีลาสิกขาครั้งนี้มี พระครูสิริธรรมนิวิฐ เจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงราย และเจ้าอาวาสวัดศรีบุญเรือง เป็นพระอุปัชฌาย์ โดยพระครูประจักษ์วรวัฒน์ ได้กล่าวคำลาสิกขาต่อหน้าพระอุปัชฌาย์ จากนั้นได้เปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นฆราวาส ถือเป็นอันเสร็จสิ้นพิธี

ในการลาสิกขาครั้งนี้ มีญาติโยมคนสนิทเดินทางมาร่วมส่งและร่วมในพิธีประมาณ 5-6 คน ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 นายโสไกร ใจหมั้น ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงราย พร้อมเจ้าหน้าที่ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง และต่อมาในวันที่ 15 สิงหาคม ได้มีการประชุมพิจารณาพฤติกรรมของพระสงฆ์ โดยมีพระครูสิริธรรมนิวิฐ เจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงราย เจ้าอาวาสวัดศรีบุญเรือง เป็นประธาน พร้อมคณะกรรมการสงฆ์ 7 รูป เพื่อสอบสวนกรณีดังกล่าวอย่างละเอียด

เจ้าอาวาสยอมรับในคลิป ขอสึกเพื่อรักษาพระธรรมวินัย

อดีตเจ้าอาวาสที่ถูกกล่าวหาได้ยอมรับว่าเป็นบุคคลที่ปรากฏอยู่ในคลิปจริง และแสดงความรับผิดชอบด้วยการยื่นความจำนงขอลาสิกขา เพื่อเป็นการรักษาพระธรรมวินัยให้คงอยู่สืบไป ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีลาสิกขา อดีตพระรูปดังกล่าวได้เดินทางกลับทันที โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดๆ แก่สื่อมวลชน

เหตุการณ์ อดีตเจ้าอาวาส ย่องสึกเงียบกลางพรรษา หลังพัวพันคลิปฉันบวบ นี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจให้ผู้ที่อยู่ในสมณเพศพึงระลึกถึงศีลและวัตรปฏิบัติของสงฆ์ การกระทำใดๆ ที่มิชอบด้วยพระธรรมวินัย ย่อมนำมาซึ่งความเสื่อมเสียแก่ตนเองและศาสนาพุทธโดยรวม อีกทั้งยังเป็นการทำลายศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพระสงฆ์องค์เจ้าอีกด้วย

การตัดสินใจลาสิกขาของอดีตเจ้าอาวาสในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง และเป็นการรักษาภาพลักษณ์ของพระพุทธศาสนาไว้ในอีกทางหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เรื่องราวที่เกิดขึ้นยังคงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคม และเป็นบทเรียนสำคัญที่ทุกฝ่ายควรนำไปพิจารณา

อดีตเจ้าอาวาส ย่องสึกเงียบกลางพรรษา หลังพัวพันคลิปฉันบวบ กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่ววงการสงฆ์ แม้ว่าอดีตเจ้าอาวาสรูปดังกล่าวจะตัดสินใจลาสิกขาเพื่อแสดงความรับผิดชอบแล้วก็ตาม แต่ผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ยังคงอยู่ และเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันแก้ไข เพื่อเรียกคืนความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพระพุทธศาสนากลับคืนมา

ที่มา – อดีตเจ้าอาวาส ย่องสึกเงียบกลางพรรษา หลังพัวพันคลิปฉันบวบ

Scroll to top