เทคโนโลยีขั้นสูง

วราวุธ สั่งยกเครื่องอุตสาหกรรมใหม่ ดึงซัพพลายเชนเพิ่มมูลค่า

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวการเดินหน้าครั้งสำคัญของกระทรวงอุตสาหกรรม เมื่อคุณวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ออกมาประกาศนโยบายแบบจัดเต็ม เพื่อเป็นการยกเครื่องอุตสาหกรรมใหม่ ดึงซัพพลายเชนสร้างมูลค่าเศรษฐกิจในประเทศ อย่างจริงจัง โดยเน้นย้ำว่าประเทศไทยต้องได้มากกว่าแค่เงินลงทุนจากต่างชาติ แต่ต้องเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีและสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้เติบโตไปพร้อมกัน

วิสัยทัศน์ วราวุธ สั่งยกเครื่องอุตสาหกรรมใหม่ ดึงซัพพลายเชนสร้างมูลค่าเศรษฐกิจในประเทศ

การปรับโฉมครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่คือการเตรียมความพร้อมให้กับประเทศไทยรับมือกับเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยกระทรวงอุตสาหกรรมมุ่งเน้นการยกระดับอุตสาหกรรม S-Curve เพื่อให้เอสเอ็มอีไทยสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยี AI หรือแม้แต่อุตสาหกรรมการแพทย์สมัยใหม่

กลยุทธ์สำคัญในการยกเครื่องอุตสาหกรรมใหม่ ดึงซัพพลายเชนสร้างมูลค่าเศรษฐกิจในประเทศ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าการยกเครื่องอุตสาหกรรมใหม่ ดึงซัพพลายเชนสร้างมูลค่าเศรษฐกิจในประเทศ จะส่งผลดีอย่างไร ทางกระทรวงได้วางกลยุทธ์ไว้หลายด้าน ดังนี้:

  • การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ: เน้นสินค้า Made in Thailand (MiT) ที่มีสัดส่วนวัตถุดิบในประเทศสูง เพื่อสร้างแต้มต่อให้ผู้ผลิตไทย
  • การปรับฐานดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม: เปลี่ยนปีฐาน MPI ให้สะท้อนความเป็นจริงของโลกเทคโนโลยีปัจจุบัน เพื่อให้เห็นศักยภาพที่แท้จริงของอุตสาหกรรมยุคใหม่
  • การปรับภาษีสรรพสามิต: สร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียม (Playing Field) เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยไม่เสียเปรียบเมื่อเทียบกับสินค้านำเข้า
  • การผลักดันกฎหมายทันสมัย: อัปเดต พ.ร.บ.โรงงาน และ พ.ร.บ.กากอุตสาหกรรม ให้รองรับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น

ในมุมมองของผม นี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีมากสำหรับการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่ฐานการผลิตที่มีมูลค่าสูง การที่เราหันมาโฟกัสเรื่อง Supply Chain จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งอย่างยั่งยืน แทนที่จะเป็นแค่ฐานการผลิตราคาถูก เรากำลังก้าวขึ้นไปเป็นผู้เล่นที่มีส่วนสำคัญในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต นี่คือทิศทางที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อคนไทยทุกคนในระยะยาวอย่างแน่นอน

ที่มา – “วราวุธ”สั่งยกเครื่องอุตสาหกรรมใหม่ ดึงซัพพลายเชนสร้างมูลค่าเศรษฐกิจในประเทศ

อนุทิน สั่งทำ Action Plan ดันความร่วมมือ EV-AI-ความมั่นคง

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวการเยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจมากครับ เพราะท่านนายกฯ ได้ออกมาสั่งการให้กระทรวงต่างๆ เร่งทำ อนุทิน สั่งทำ Action Plan ดันความร่วมมือ EV-AI-ความมั่นคง เพื่อเปลี่ยนผลการเจรจาในระดับมหภาคให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อคนไทยทุกคน

อนุทิน สั่งทำ Action Plan ดันความร่วมมือ EV-AI-ความมั่นคง

การผลักดันโครงการระดับประเทศในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจไทย เพราะไม่ใช่แค่เรื่องของการค้าการลงทุนทั่วไป แต่ยังรวมถึงเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่กำลังเป็นหัวใจสำคัญของโลกในปัจจุบัน การที่ท่านนายกฯ เดินหน้าให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนปฏิบัติการ หรือ อนุทิน สั่งทำ Action Plan ดันความร่วมมือ EV-AI-ความมั่นคง ออกมาให้ชัดเจน จะช่วยให้นักลงทุนจีนมั่นใจและพร้อมนำเม็ดเงินเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้นครับ

รายละเอียดและเป้าหมายของความร่วมมือไทย-จีน

ในการเยือนจีนครั้งนี้ มีการลงนาม MOU ร่วมกันถึง 15 ฉบับ ซึ่งครอบคลุมหลายมิติ ตั้งแต่เรื่องความมั่นคง ไปจนถึงอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยมีประเด็นหลักที่น่าจับตามองดังนี้ครับ:

  • อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV): ไทยเตรียมพร้อมก้าวสู่ฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแห่งภูมิภาค
  • เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI): การนำเทคโนโลยีทันสมัยมาพัฒนาขีดความสามารถของคนไทย
  • โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล: การดึงดูดนักลงทุนให้มาสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) และระบบ Cloud ในไทย
  • ความมั่นคงทางสังคม: การร่วมมือปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงเรื่องการส่งออกสินค้าเกษตรและการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทย การวางกรอบเวลาที่ชัดเจนใน Action Plan จะเป็นตัวบ่งชี้ความสำเร็จที่สำคัญของรัฐบาลชุดนี้ครับ

ในมุมมองของผม นี่เป็นจังหวะที่ดีมากที่ไทยจะปรับตัวเข้าสู่เทคโนโลยีขั้นสูง หากเราสามารถดำเนินการตามแผนนี้ได้อย่างราบรื่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีดิจิทัลของเราจะแข็งแกร่งขึ้นมาก ซึ่งจะเป็นรากฐานที่ดีให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาวอย่างยั่งยืนครับ ใครที่กำลังรอติดตามความคืบหน้าของโปรเจกต์นี้ ห้ามพลาดการอัปเดตจากทางภาครัฐกันนะครับ!

ที่มา – “อนุทิน” สั่งกระทรวงทำ “Action Plan” ดันความร่วมมือ EV-AI-ความมั่นคง

นายกรัฐมนตรี หนุนกองทัพใช้ Made in Thailand สร้างงาน

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินเรื่องการผลักดันอุตสาหกรรมในบ้านเราให้ก้าวไกล ล่าสุดมีข่าวดีที่น่าสนใจมาก เมื่อรัฐบาลเดินหน้าเต็มสูบผ่านนโยบาย นายกรัฐมนตรี หนุนกองทัพใช้ Made in Thailand สร้างงาน เพื่อเปลี่ยนประเทศไทย ให้กลายเป็นฐานการผลิตเทคโนโลยีด้านความมั่นคงอย่างเต็มตัว แทนที่จะต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว

นายกรัฐมนตรี หนุนกองทัพใช้ Made in Thailand สร้างงาน อย่างเป็นรูปธรรม

แนวคิดนี้ไม่ใชแค่เรื่องของความมั่นคงเพียงอย่างเดียว แต่คือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว โดยเน้นให้เม็ดเงินในงบประมาณของกองทัพหมุนเวียนกลับมาสู่ผู้ประกอบการไทย ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการจ้างงานและพัฒนาบุคลากรด้านวิศวกรรมฝีมือดีให้ก้าวสู่ระดับสากล

ก้าวสำคัญสู่ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ของคนไทย

ความสำเร็จจากการจัดงาน THAIDEF-EX 2026 ที่ผ่านมา เป็นเครื่องพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่า นายกรัฐมนตรี หนุนกองทัพใช้ Made in Thailand สร้างงาน นั้นมาถูกทาง มีผู้ประกอบการไทยมากมายที่พร้อมจะแจ้งเกิดในเวทีนี้ โดยมีจุดเด่นที่น่าสนใจดังนี้:

  • เกิดการจับคู่ธุรกิจกว่า 53 คู่ค้า สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล
  • กระทรวงกลาโหมเริ่มนำนโยบาย Offset Policy มาใช้จริง เพื่อเพิ่มการถ่ายทอดเทคโนโลยี
  • มีการกำชับให้เพิ่มสัดส่วน Local Content เพื่ออุดหนุนผู้ผลิตในประเทศ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมองไกลไปถึงการจับมือกับมิตรประเทศอย่างมาเลเซีย เพื่อร่วมกันพัฒนาซ่อมบำรุงอากาศยานและยานเกราะ ซึ่งนี่คือโอกาสทองที่ประเทศไทยจะได้เรียนรู้เทคโนโลยีขั้นสูงจากเพื่อนบ้านและขยายฐานการส่งออกไปตลาดต่างประเทศในอนาคต

ในส่วนของภาคการศึกษาก็ไม่น้อยหน้า เพราะมีการลงนาม MOU ร่วมกันระหว่างกระทรวง อว. กระทรวงกลาโหม และกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี Dual-use ที่ใช้งานได้ทั้งในเชิงทหารและเชิงพาณิชย์ สิ่งเหล่านี้คือภาพสะท้อนว่า นายกรัฐมนตรี หนุนกองทัพใช้ Made in Thailand สร้างงาน คือจุดเริ่มต้นของการสร้างระบบนิเวศน์ทางอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน

ท้ายที่สุดนี้ ผมมองว่าการหันมาใช้ของที่ผลิตโดยคนไทย ไม่ใช่แค่ความภาคภูมิใจ แต่คือความมั่นคงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่ยั่งยืนที่สุด หากกองทัพและรัฐบาลช่วยกันผลักดันอย่างต่อเนื่อง เราจะเห็นนวัตกรรมที่น่าทึ่งจากคนไทยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – นายกรัฐมนตรี หนุนกองทัพใช้ Made in Thailand สร้างงาน เร่งปั้นอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

นายกฯ ปิดฉากโรดโชว์จีน ดึงทุนบิ๊กเทค 7 หมื่นล้านลงทุนในไทย

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้มีข่าวใหญ่ในแวดวงเศรษฐกิจมาฝากกัน ล่าสุด “คุณอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีได้นำทัพทีมไทยแลนด์ไปสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญในการเดินสายโรดโชว์ที่ประเทศจีน จนสามารถ **นายกฯ ปิดฉากโรดโชว์จีน ดึงทุนบิ๊กเทค 7 หมื่นล้านลงทุนในไทย** ได้สำเร็จ ถือเป็นสัญญาณบวกที่น่าจับตามองมากสำหรับอนาคตของประเทศเราครับ

นายกฯ ปิดฉากโรดโชว์จีน ดึงทุนบิ๊กเทค 7 หมื่นล้านลงทุนในไทย: ยกระดับเศรษฐกิจไทยสู่ยุคใหม่

การเดินทางในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การไปพบปะพูดคุยธรรมดา แต่เป็นการลงลึกถึงรายละเอียดความร่วมมือกับบริษัทระดับโลกถึง 4 แห่ง ตั้งแต่ค่ายรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง ฉางอาน ออโตโมบิล ไปจนถึงยักษ์ใหญ่ด้านอุปกรณ์สื่อสารความเร็วสูงอย่าง อินโนไลท์ เทคโนโลยี และ อีออปตอลิงก์ เทคโนโลยี รวมถึง เสียวหมี่ ที่พร้อมขยายฐานการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ (IoT) เข้ามาในบ้านเรา

เปิดกลยุทธ์ Thailand FastPass เร่งเครื่องลงทุนให้ติดลมบน

ทำไมยักษ์ใหญ่เหล่านี้ถึงเลือกเรา? คำตอบอยู่ที่ความเชื่อมั่นในโครงสร้างพื้นฐานและนโยบาย Thailand FastPass ที่เข้ามาช่วยลดขั้นตอนความยุ่งยากให้เป็น One-stop Service นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวในประเด็น นายกฯ ปิดฉากโรดโชว์จีน ดึงทุนบิ๊กเทค 7 หมื่นล้านลงทุนในไทย ยังสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลเอาจริงกับการดึงฐานการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งจะช่วย Upskilling แรงงานไทยให้เก่งขึ้นอีกหลายเท่าตัว

ผลตอบรับที่เกิดขึ้นถือเป็นก้าวสำคัญของไทยในการก้าวขึ้นเป็นดาวรุ่งด้านเทคโนโลยีของโลก โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • การจ้างงาน: คาดว่าจะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นนับหมื่นอัตรา โดยเฉพาะตำแหน่งงานวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยี
  • ซัพพลายเชน: ผู้ประกอบการ SMEs ไทยกว่า 40 รายเริ่มปรับตัวเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตของบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้แล้ว
  • ความยั่งยืน: การดึงดูดอุตสาหกรรม EV และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะจะช่วยวางรากฐานอุตสาหกรรมแห่งอนาคตให้กับประเทศ

ในมุมมองของผม นี่คือโอกาสทองที่ไทยจะได้เป็นศูนย์กลาง (Hub) การผลิตระดับภูมิภาคอย่างแท้จริง การที่ภาครัฐลดอุปสรรคให้การทำธุรกิจมีความโปร่งใส ไม่มีการเรียกรับผลประโยชน์ ถือเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนระดับโลกได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันมหาศาลต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาวครับ

ที่มา – นายกฯ ปิดฉากโรดโชว์จีน ดึงทุนบิ๊กเทค 7 หมื่นล้านลงทุนในไทย

นายกรัฐมนตรี ต้อนรับเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์อำลาตำแหน่ง

เชื่อว่าหลายคนคงทราบข่าวกันแล้วว่า เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีเหตุการณ์สำคัญทางการทูตเกิดขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อท่านนายกรัฐมนตรี ต้อนรับเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์อำลาตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นโอกาสดีที่เราจะได้มาอัปเดตความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่ยังคงแน่นแฟ้นและก้าวไกลไปอีกขั้น

นายกรัฐมนตรี ต้อนรับเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์อำลาตำแหน่ง

เหตุการณ์การเข้าเยี่ยมคารวะในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การอำลาตำแหน่งตามวาระปกติ แต่ยังเป็นการตอกย้ำถึงความร่วมมือที่ยาวนาน โดยท่านนายกรัฐมนตรี ต้อนรับเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์อำลาตำแหน่ง นายแร็มโก โยฮันเนิส ฟัน ไวน์คาร์เดิน ณ ตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อหารือถึงทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างไทยและเนเธอร์แลนด์ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง

ศักยภาพของไทยในสายตานักลงทุนเนเธอร์แลนด์

ทางเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ได้แสดงความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยคือพันธมิตรที่สำคัญ โดยเฉพาะในด้านอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น:

  • อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีชิปขั้นสูง
  • ระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงทั่วภูมิภาค
  • อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่

ความสำเร็จจากการที่นายกรัฐมนตรี ต้อนรับเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์อำลาตำแหน่งในครั้งนี้ ยังสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ทั้งในแง่การจ้างงานและการยกระดับทักษะแรงงานไทย เพื่อเตรียมพร้อมรับการลงทุนจากกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปอย่างเต็มที่ครับ

ในส่วนของรัฐบาลเอง ก็กำลังเร่งเดินหน้าปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลของ OECD เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งนี่ถือเป็นข่าวดีที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจบ้านเราให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

บทสรุปของเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นภาพลักษณ์ที่ดีในระดับมหภาค แต่ยังเป็นสัญญาณบวกที่ว่าประเทศไทยกำลังก้าวไปข้างหน้าในฐานะจุดหมายปลายทางสำคัญของนักลงทุนทั่วโลก สำหรับใครที่สนใจข่าวสารเศรษฐกิจ ก็อย่าลืมติดตามการอัปเดตจากทางเว็บไซต์รัฐบาลอย่างใกล้ชิดนะครับ เพราะเชื่อว่ายังมีนโยบายดีๆ และข่าวสารน่าสนใจแบบนี้ออกมาให้เราได้ติดตามกันอีกแน่นอน

ที่มา – นายกรัฐมนตรี ต้อนรับเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์อำลาตำแหน่ง

“ยศชนัน” หารือทูตญี่ปุ่น เดินหน้าความร่วมมืออวกาศ

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา มีข่าวดีสำหรับวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทย เมื่อ ยศชนัน หารือทูตญี่ปุ่น เดินหน้าความร่วมมืออวกาศ โดยนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ให้การต้อนรับ H.E. Mr. Otaka Masato เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ณ ห้องรับรองพระจอมเกล้า ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวง อว. (โยธี)

ยศชนัน หารือทูตญี่ปุ่น เดินหน้าความร่วมมืออวกาศ

การหารือครั้งนี้มุ่งเน้นสาขาสำคัญหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการจัดการศึกษาหลักสูตร KOSEN ในไทย เทคโนโลยีอวกาศ แสงซินโครตรอน และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อน New Growth Engine แห่งอนาคตของประเทศ รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงและบุคลากร เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอนาคตให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรหลักที่มีความเชี่ยวชาญสูง สามารถเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมญี่ปุ่นได้ดี

ยศชนัน หารือทูตญี่ปุ่น เดินหน้าความร่วมมืออวกาศ

นายยศชนัน กล่าวว่าการประชุมครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นร่วมกันในการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง โครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรมอนาคต การพัฒนากำลังคน และการแก้ปัญหาสังคมสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ผู้เข้าร่วมมีตัวแทนจากหน่วยงานสำคัญ เช่น สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช. หรือ พว.) สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (สซ.) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (สทอภ.) และสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.)

ยศชนัน หารือทูตญี่ปุ่น เดินหน้าความร่วมมืออวกาศ ร่วมหารือ

ขยายผลหลักสูตร KOSEN และพัฒนากำลังคน

ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. กล่าวถึงการพัฒนากำลังคนผ่านหลักสูตร KOSEN ที่เปิดสอนแล้วที่ สจล. และ มจธ. โดยมีแผนขยายระยะ 2 เพิ่ม 1-2 สถาบัน มีการหารือกับ National Institute of Technology (NIT) ญี่ปุ่น เพื่อรับรองหลักสูตรให้เทียบเท่าญี่ปุ่น นี่คือก้าวสำคัญในการสร้างวิศวกรเทคโนโลยีขั้นสูงสำหรับไทย

นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงความร่วมมือยาวนาน เช่น การใช้เรดาร์ SAR ติดตามภัยพิบัติ เปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ พัฒนาแสงซินโครตรอนรุ่น 4 ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับการวิจัยและอุตสาหกรรม รวมถึงเซมิคอนดักเตอร์ และ IoT ร่วมดาวเทียมเพื่อระบบเตือนภัย

การหารือยศชนัน หารือทูตญี่ปุ่น เดินหน้าความร่วมมืออวกาศ

สาขาความร่วมมือหลักที่ตกลงกัน

  • เทคโนโลยีอวกาศ: ใช้ดาวเทียมสำหรับเกษตร ภัยพิบัติ เศรษฐกิจสังคม จัดทำร่าง MOU ระหว่าง อว. ไทย กับ METI ญี่ปุ่น แล้ว กำลังเสนอครม.
  • เซมิคอนดักเตอร์: พัฒนาอุตสาหกรรมชิปเพื่ออนาคตไทย
  • แสงซินโครตรอน: ยกระดับเครื่องกำเนิดรุ่นใหม่ สนับสนุนวิจัยขั้นสูง
  • KOSEN: ขยายการศึกษาเทคนิคชั้นสูง

ทูตญี่ปุ่นหารือยศชนัน เดินหน้าความร่วมมืออวกาศ

H.E. Mr. Otaka Masato ย้ำถึงความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่นที่แน่นแฟ้น โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ทรัพยากรมนุษย์ ญี่ปุ่นพร้อมขยายด้านอวกาศ ซึ่งไทยเห็นโอกาสเติบโต เช่น ใช้ดาวเทียมในเกษตรและภัยพิบัติ

ภาพการประชุมยศชนัน หารือทูตญี่ปุ่น

การ ยศชนัน หารือทูตญี่ปุ่น เดินหน้าความร่วมมืออวกาศ ครั้งนี้ไม่เพียงเสริมศักยภาพไทย แต่ยังเปิดประตูสู่การลงทุนและถ่ายทอดเทคโนโลยีจากญี่ปุ่น โดยเฉพาะในยุคที่โลกแข่งขันด้านเทคโนโลยีสูง การมีพันธมิตรอย่างญี่ปุ่นจะช่วยให้ไทยก้าวสู่การเป็นผู้นำภูมิภาคได้เร็วขึ้น

ในมุมมองของผม การร่วมมือนี้เป็นก้าวย่างเชิงยุทธศาสตร์ที่ชาญฉลาด โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์ที่เป็นหัวใจอุตสาหกรรม 4.0 และอวกาศที่ช่วยแก้ปัญหาจริง เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม ลองนึกภาพไทยมีดาวเทียมตรวจสอบพืชผลเกษตรแบบเรียลไทม์ หรือซินโครตรอนช่วยพัฒนายาและวัสดุใหม่ๆ มันน่าตื่นเต้นมาก!

คุณคิดอย่างไรกับ ยศชนัน หารือทูตญี่ปุ่น เดินหน้าความร่วมมืออวกาศ นี้? จะช่วยผลักดันเศรษฐกิจไทยได้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวเทคโนโลยีไทยต่อไปครับ!

ที่มา – “ยศชนัน” หารือทูตญี่ปุ่น เดินหน้าความร่วมมืออวกาศ–เซมิคอนดักเตอร์–ซินโครตรอน

ฟอร์ด มาสด้า ฉลอง 30 ปี AutoAlliance Thailand

AutoAlliance Thailand Co. Ltd. หรือ AAT โรงงานร่วมทุน Ford และ Mazda ฉลองการดำเนินงานในประเทศไทยครบ 30 ปี พร้อมตอกย้ำบทบาทสำคัญในการเป็นหนึ่งในผู้ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยด้วยเทคโนโลยีให้ก้าวหน้า ภายใต้นโยบาย ‘One AAT’ ที่หลอมรวมความเป็นหนึ่งเดียวของพนักงานทุกคนสู่ความเป็นเลิศ

นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2538 ในฐานะบริษัทร่วมทุนระหว่าง Ford Motor Company และ Mazda Motor Corporation AAT สร้างประวัติศาสตร์เป็นโรงงานผลิตยานยนต์แบบครบวงจรที่ทันสมัย ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา AAT ไม่เพียงเป็นโรงงานผลิตรถยนต์ที่มีบทบาทสำคัญในการวางมาตรฐาน และยกกระดับคุณภาพในการผลิตรถยนต์ แต่ยังเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันนี้ Ford และ Mazda มีการลงทุนที่ AAT อย่างต่อเนื่อง สร้างงานให้กับพนักงานกว่า 5,400 คน และยกระดับทักษะแรงงานไทยสู่มาตรฐานสากล การจัดซื้อชิ้นส่วนภายในประเทศในสัดส่วนสูงถึง 67% ยังเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการในประเทศไทยและสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างเป็นรูปธรรม ความสำเร็จอันน่าภาคภูมิใจนี้ยืนยันด้วยยอดการผลิตรถยนต์สะสมมากกว่า 4 ล้านคัน ซึ่งเป็นเครื่องตอกย้ำถึงบทบาทสำคัญของ AAT ในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางยานยนต์ชั้นนำระดับโลก

AAT ยึดมั่นในปรัชญา ‘ฝีมือและทักษะในการผลิต’ (craftsmanship) ที่เชื่อว่าพนักงานคือหัวใจของกระบวนการผลิตรถยนต์ พนักงานแต่ละคนไม่ใช่เพียงผู้ปฏิบัติงาน แต่คือ ‘ผู้สร้างสรรค์’ ที่ประกอบรถยนต์ทุกคันด้วยความใส่ใจในทุกรายละเอียดด้วยทักษะความเชี่ยวชาญและความมุ่งมั่น ทำให้รถยนต์ทุกคันที่ออกจากสายการผลิตของเอเอทีมีคุณภาพมาตรฐานระดับโลก

30 ปีที่ผ่านมา AAT พัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน ทีมผู้บริหารหลักในทุกหน่วยงานของเอเอทีล้วนเป็นคนไทย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการพัฒนาศักยภาพและความสามารถของคนไทยให้ก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำในระดับสากล และความเชื่อมั่นที่ทั้งฟอร์ด และมาสด้ามีต่อบุคลากรชาวไทยในการขับเคลื่อนเอเอทีให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

AAT เป็นฐานการผลิตที่สำคัญของทั้ง Ford และ Mazda ในการผลิตรถกระบะ Ford Ranger รถยนต์นั่งอเนกประสงค์ Ford Everest พร้อมทั้งรถยนต์นั่งที่ได้รับความนิยมอย่าง Mazda2 Mazda CX – 3 และ Mazda CX – 30 และยังได้ส่งออกรถ Mazda CX – 3 ไปขายในตลาดประเทศญี่ปุ่น นอกจาก AAT จะเป็นโรงงานเดียวในโลกที่ผลิต Ford Everest เพื่อขายในประเทศและส่งไปจำหน่ายมากกว่า 100 ประเทศทั่วโลกแล้ว ล่าสุด ยังได้รับความไว้วางใจจาก Ford Motor Company ให้เป็นโรงงานเดียวในโลกที่ผลิต Ford Ranger Super Duty รถกระบะที่ผสานความสามารถในการทำงานหนัก (Heavy Duty) เข้ากับความอเนกประสงค์สำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการที่ประเทศออสเตรเลีย และกำลังจะเปิดตัวในประเทศไทยอย่างเป็นทางการในปีหน้า

“การฉลองครบรอบ 30 ปีของ AAT เป็นการยกย่องพนักงานทุกคนที่ยึดมั่นใน ‘ฝีมือและทักษะในการผลิต’ เราภูมิใจที่คนไทยได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนองค์กรให้เป็นที่ยอมรับระดับสากล’ มร. ซิลวิโอ อิลลี ประธานบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออโต้อัล ลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว ‘เราขอขอบคุณซัพพลายเออร์และพันธมิตรทางธุรกิจทุกท่านที่ร่วมสร้างความสำเร็จนี้มาด้วยกัน เอเอทีจะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อเป็นผู้นำในการผลิตรถยนต์คุณภาพที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในอนาคต โดยลงทุนต่อเนื่องในการยกระดับบุคลากรให้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมยึดมั่นในหลักการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคง”

AAT ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตรถยนต์คุณภาพระดับโลก และการฉลองครบรอบ 30 ปีนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างยั่งยืน

FORD MAZDA ฉลอง 30 ปี โรงงาน AutoAlliance Thailand

AAT กับการเป็นผู้นำด้านการผลิตรถยนต์ในประเทศไทย

การที่ FORD MAZDA ฉลอง 30 ปี โรงงาน AutoAlliance Thailand นั้นแสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องในอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทย AAT ไม่ได้เป็นเพียงโรงงานผลิตรถยนต์ แต่เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาทักษะของแรงงานไทย และส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ ซึ่งเป็นการสร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน

สำหรับผู้ที่สนใจในอุตสาหกรรมยานยนต์ นี่คืออีกหนึ่งเรื่องราวความสำเร็จที่น่าศึกษา และเป็นกำลังใจให้กับผู้ประกอบการไทยในการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

การก้าวเข้าสู่ปีที่ 30 ของ AAT ตอกย้ำถึงความแข็งแกร่งและความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาต่อไปในอนาคต FORD MAZDA ฉลอง 30 ปี โรงงาน AutoAlliance Thailand ไม่ใช่แค่การฉลองวันเกิด แต่เป็นการประกาศถึงการพร้อมที่จะเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ ในโลกยานยนต์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

ที่มา – FORD MAZDA ฉลอง 30 ปี โรงงาน AutoAlliance Thailand

Scroll to top