เนวิน ชิดชอบ

เจาะลึกประวัติ “ไชยชนก ชิดชอบ” กับเผือกร้อน TH-AI Passport

เชื่อว่าในช่วงนี้หลายคนคงกำลังจับตามองสถานการณ์การเมืองไทยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะบทบาทของรัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมคนใหม่ไฟแรงอย่าง “ไชยชนก ชิดชอบ” ที่กำลังเผชิญกับประเด็นร้อนแรงในสังคม เมื่อมีการเปิดตัวโครงการ TH-AI Passport ที่ตั้งเป้าหมายพัฒนาทักษะแรงงานไทยผ่านระบบ AI แต่กลับถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใสจากฝั่งฝ่ายค้านอย่างดุเดือด

เจาะลึกประวัติ “ไชยชนก ชิดชอบ” กับเผือกร้อน TH-AI Passport

นายไชยชนก ชิดชอบ หรือ “คุณนก” เกิดเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2533 เป็นบุตรชายคนโตของ นายเนวิน ชิดชอบ นักการเมืองชื่อดังและผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ถึงแม้จะมีภาพลักษณ์จากครอบครัวที่โดดเด่น แต่ไชยชนกก็สร้างเส้นทางของตัวเองด้วยความมุ่งมั่น ทั้งในด้านการศึกษาและประสบการณ์การทำงานที่หลากหลาย

เปิดพื้นเพและเส้นทางสู่เก้าอี้รัฐมนตรี

สำหรับประวัติการศึกษา เขาสำเร็จการศึกษาระดับไฮสกูลจากเครือโรงเรียนในประเทศอังกฤษ ก่อนจะจบการศึกษาระดับปริญญาตรีในสาขารัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เขาตัดสินใจก้าวเข้าสู่สนามการเมืองเต็มตัว โดยเริ่มต้นจากการเป็น สส. จังหวัดบุรีรัมย์ ก่อนก้าวขึ้นมาเป็นเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย และได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงดีอีในปัจจุบัน

ก่อนหน้าที่คุณจะได้เห็นเขากลายเป็น “ไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดีอี ที่กำลังรับมือกับ “เผือกร้อน TH-AI Passport” นั้น เขาเคยผ่านงานบริหารจัดการกีฬาระดับมืออาชีพมาแล้วมากมาย ไม่ว่าจะเป็น:

  • ผู้จัดการโครงการและอีเวนต์ของสนามแข่งรถ ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต
  • ผู้บริหารสโมสรฟุตบอล บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในสายงานการตลาด
  • ซีอีโอ บริษัท บุรีรัมย์ อีสปอร์ต จำกัด ผู้ผลักดันวงการเกมไทยสู่ระดับโลก

ความสำเร็จเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสนใจในเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ ซึ่งเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญที่นำมาสู่โครงการ TH-AI Passport ที่มุ่งเน้นการให้สิทธิ์คนไทย 5 ล้านคนเข้าถึง AI ในโครงการ “Learn to Earn” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม โครงการที่มีงบประมาณกว่า 1.6 พันล้านบาทนี้ กลับกลายเป็นโจทย์หินที่รัฐมนตรีป้ายแดงต้องเร่งพิสูจน์ความโปร่งใสให้สังคมได้รับทราบ

ไม่ว่าบทสรุปของเผือกร้อน TH-AI Passport จะออกมาเป็นเช่นไร สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ ไชยชนก ชิดชอบ ได้กลายเป็นตัวละครสำคัญในแวดวงดิจิทัลไทยที่สังคมต้องจับตาดูต่อไปว่า เขาจะสามารถนำพาประเทศก้าวผ่านยุค AI ไปได้ด้วยความโปร่งใสหรือไม่ หรือจะเป็นเพียงอีกหนึ่งโครงการที่ต้องฝ่าด่านวิจารณ์หนักในอนาคตครับ

ที่มา – ประวัติ “ไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดีอี ลูกชาย “เนวิน” กับเผือกร้อน TH-AI Passport

อนุทิน ประธานงานแต่ง หนุน ชนน์ชนก บุตรชายเนวิน คึกคัก

อนุทิน ประธานงานแต่ง หนุน ชนน์ชนก บุตรชายเนวิน คึกคัก

เรียกได้ว่าเป็นงานมงคลสมรสที่รวมเอาบุคคลสำคัญระดับประเทศไว้อย่างคับคั่ง สำหรับงานพิธีแต่งงานของ หนุน ชนน์ชนก ชิดชอบ บุตรชายคนที่สองของ คุณเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด กับนักแสดงสาวสวยอย่าง คุณพระพาย รมิดา ธีรพัฒน์ ซึ่งจัดขึ้นอย่างหรูหรา ณ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ โดยงานนี้ได้รับเกียรติจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มาเป็นประธานในพิธีด้วยตนเอง

บรรยากาศชื่นมื่นในงานแต่ง หนุน ชนน์ชนก บุตรชายเนวิน

บรรยากาศภายในงานนอกจากจะอบอวลไปด้วยความรักของคู่บ่าวสาวแล้ว ยังเต็มไปด้วยความอบอุ่นจากแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมแสดงความยินดี โดยเฉพาะการที่ อนุทิน ประธานงานแต่ง หนุน ชนน์ชนก บุตรชายเนวิน มาร่วมเป็นประธาน ถือเป็นภาพลักษณ์ที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของพรรคภูมิใจไทยและครอบครัวชิดชอบได้เป็นอย่างดี โดยมีบรรดารัฐมนตรีและสส. จากพรรคภูมิใจไทยเดินทางมาร่วมงานอย่างเนืองแน่น ไม่ว่าจะเป็น:

  • นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
  • นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
  • นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส. อุทัยธานี

ความชื่นมื่นในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องราวของความรักระหว่างหนุ่มสาวเท่านั้น แต่ยังเป็นวาระที่เหล่าผู้บริหารระดับสูงในรัฐบาลได้มาพบปะสังสรรค์ในบรรยากาศที่เป็นกันเอง การที่แกนนำพรรคคนสำคัญต่างมารวมตัวกันภายใต้การนำของ อนุทิน ประธานงานแต่ง หนุน ชนน์ชนก บุตรชายเนวิน ยิ่งทำให้งานนี้ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปเป็นอย่างมาก

สำหรับเส้นทางความรักของ คุณหนุน ชนน์ชนก และคุณพระพาย รมิดา นั้น ทั้งคู่ได้ศึกษาดูใจกันมาเป็นเวลาหลายปีจนได้เข้าพิธีมงคลสมรสอย่างสมเกียรติ ท่ามกลางคำอวยพรจากเพื่อนฝูงและผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการการเมืองและสังคมที่มาร่วมกันแสดงความยินดีนับร้อยชีวิต ถือเป็นการเริ่มต้นชีวิตคู่ที่สวยงามและได้รับความสนับสนุนจากครอบครัวอย่างอบอุ่นเต็มที่

ในฐานะที่ติดตามแวดวงการเมืองและสังคมมาโดยตลอด ต้องยอมรับว่างานวิวาห์ในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องส่วนตัว แต่ยังสะท้อนถึงการรวมกลุ่มทางสังคมของคนในพรรคภูมิใจไทยที่เข้มแข็งและเหนียวแน่น ซึ่งภาพรวมบรรยากาศที่ออกมานั้นสะท้อนให้เห็นถึงความปรองดองและความยินดีที่ส่งผ่านมายังทุกคนที่ได้ชมภาพความประทับใจนี้ครับ

ที่มา – “อนุทิน” ประธานงานแต่ง “หนุน ชนน์ชนก” บุตรชายเนวิน รมต.ภูมิใจไทยร่วมงานคึกคัก

อนุทิน ย้ำคดีเขากระโดง อยู่ในกระบวนการยุติธรรม

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามาอัปเดตประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายคนให้ความสนใจกันครับ กับกรณีของ อนุทิน ย้ำคดีเขากระโดง อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างมากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวล่าสุดที่คุณอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ความคืบหน้าของข้อพิพาทที่ดินต่าง ๆ ที่กำลังอยู่ในความสนใจของสาธารณชน

อนุทิน ย้ำคดีเขากระโดง อยู่ในกระบวนการยุติธรรม

หลายคนอาจสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมเรื่องนี้ถึงกลายเป็นประเด็นขึ้นมาอีกครั้ง ก็ต้องเล่าว่าทางด้าน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ได้มีการลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์และเดินทางไปถึงบ้านพักของคุณเนวิน ชิดชอบ เพื่อติดตามการดำเนินการทางกฎหมายในกรณีที่ดินเขากระโดง ซึ่งในเรื่องนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาให้ความเห็นไว้อย่างชัดเจนว่า อนุทิน ย้ำคดีเขากระโดง อยู่ในกระบวนการยุติธรรม เรียบร้อยแล้ว และย้ำว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายได้ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม

นายอนุทินยังได้ขยายความเพิ่มเติมถึงเรื่องการทำงานของกระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ว่าทางหน่วยงานไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยมีการดำเนินการฟ้องร้องเป็นรายแปลงไปตามข้อเท็จจริงทางกฎหมาย ไม่ใช่การเหมาเข่งรวบยอด ซึ่งศาลจะเป็นผู้พิจารณาตัดสินเองในทุกกรณี

มุมมองต่อการบังคับใช้กฎหมาย

สิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจคือ กระบวนการยุติธรรมไทยมีหลักการที่ชัดเจนครับ โดยประเด็นสำคัญที่นายอนุทินเน้นย้ำคือ:

  • การดำเนินการทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมายเท่านั้น
  • ผลคำพิพากษาของศาลในแต่ละคดี (รายแปลง) จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของเรื่องนี้
  • ไม่มีใครสามารถอยู่เหนือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนกฎหมายได้หากศาลมีคำสั่งที่ชัดเจนออกมาแล้ว

สำหรับการบริหารราชการแผ่นดิน นายอนุทินยังได้กล่าวถึงงบประมาณปี 2570 ที่มุ่งเน้นการใช้จ่ายให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อกระจายความช่วยเหลือไปถึงพี่น้องประชาชนให้ทั่วถึงที่สุด ซึ่งถือเป็นภารกิจหลักที่รัฐบาลเร่งผลักดันควบคู่ไปกับการรักษาความถูกต้องตามกระบวนการยุติธรรมครับ

สรุปสั้นๆ ในมุมมองของผู้เขียน เชื่อว่าความชัดเจนทางกฎหมายคือทางออกเดียวของปัญหาเขากระโดง และการที่ฝ่ายการเมืองออกมาเน้นย้ำถึงกระบวนการที่โปร่งใสแบบนี้ก็นับเป็นสัญญาณที่ดีที่สะท้อนถึงการเคารพหลักนิติธรรม หวังว่าทุกอย่างจะได้รับการคลี่คลายตามความเป็นจริงในเร็ววันครับ

ที่มา – “อนุทิน” ย้ำคดีเขากระโดง อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย

ปมที่ดินเขากระโดง ให้รอศาลชี้ ทรงศักดิ์มองการเมือง

ปมที่ดินเขากระโดง ให้รอศาลชี้ ทรงศักดิ์มองการเมือง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่หลายคนให้ความสนใจ สำหรับกรณี ปมที่ดินเขากระโดง ให้รอศาลชี้ “ทรงศักดิ์” มอง “เสรีพิศุทธ์” เคลื่อนไหว เรื่องการเมือง ซึ่งล่าสุดนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้อย่างชัดเจน โดยมองว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของการมองมุมต่างทางการเมืองที่ประชาชนต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

นายทรงศักดิ์ระบุว่า ในประเด็นที่ดินเขากระโดง ทุกอย่างควรเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม เพราะขณะนี้ข้อพิพาทระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และประชาชนผู้ถือครองสิทธิ์ได้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น การจะตัดสินว่าใครผิดหรือถูกจึงต้องรอคำวินิจฉัยจากศาลเท่านั้น ซึ่งเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

เบื้องลึกการเมืองกับ ปมที่ดินเขากระโดง ให้รอศาลชี้ “ทรงศักดิ์” มอง “เสรีพิศุทธ์” เคลื่อนไหว เรื่องการเมือง

สำหรับการเคลื่อนไหวของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ที่เดินทางไปถึงบ้านพักของนายเนวิน ชิดชอบ นั้น นายทรงศักดิ์มองว่าเป็นเรื่องของการแสดงจุดยืนทางการเมือง ซึ่งไม่ถือเป็นเรื่องแปลกในสังคมประชาธิปไตย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความชัดเจนของเอกสารสิทธิ์ โดยนายทรงศักดิ์ได้เน้นย้ำรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • ที่ดินเขากระโดงมีเนื้อที่รวมกว่า 5,083 ไร่ ซึ่งไม่ได้อยู่ในความครอบครองของนายเนวินเพียงคนเดียว
  • มีประชาชนและหน่วยงานราชการจำนวนมากที่มีเอกสารสิทธิ์และโฉนดที่ถูกต้องตามกฎหมายประกอบอยู่ด้วย
  • การเคลื่อนไหวของนักการเมืองในขณะนี้เป็นเพียงประเด็นทางสังคม แต่ในแง่ของกฎหมายต้องวัดกันที่หลักฐานการครอบครองในชั้นศาล

หลายฝ่ายอาจตั้งคำถามว่า หากการเคลื่อนไหวนี้พุ่งเป้าไปที่นายเนวิน จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายทรงศักดิ์กล่าวในมุมมองที่เป็นกันเองว่า ตนเองไม่ทราบรายละเอียดในจุดนั้น และขอยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับตนโดยตรง ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ อาจจะเตรียมเข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ทำเนียบรัฐบาลนั้น ยิ่งเป็นเรื่องที่ต้องรอติดตามกันต่อไปว่าจะมีนัยสำคัญอย่างไร

หากเรามองภาพรวมของ ปมที่ดินเขากระโดง ให้รอศาลชี้ “ทรงศักดิ์” มอง “เสรีพิศุทธ์” เคลื่อนไหว เรื่องการเมือง จะเห็นได้ว่านี่คือตัวอย่างของการเปลี่ยนประเด็นทางกฎหมายให้กลายเป็นสนามการเมือง การใช้กระบวนการศาลเพื่อยุติข้อขัดแย้งถือเป็นวิธีที่สง่างามที่สุด เพื่อไม่ให้สังคมเกิดความสับสนไปมากกว่านี้

ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าผลตัดสินของศาลจะออกมาเป็นอย่างไร นี่คือบทเรียนสำคัญในการใช้กฎหมายและสิทธิในที่ดินของประเทศไทย ซึ่งเราทุกคนควรให้เกียรติกระบวนการยุติธรรมก่อนที่จะด่วนสรุปจากกระแสดราม่า แล้วคุณล่ะครับ คิดว่าท้ายที่สุดแล้วใครจะได้ครอบครองที่ดินผืนนี้อย่างเต็มรูปแบบ? มาลุ้นและติดตามความคืบหน้าไปพร้อมกันครับ

ที่มา – ปมที่ดินเขากระโดง ให้รอศาลชี้ “ทรงศักดิ์” มอง “เสรีพิศุทธ์” เคลื่อนไหว เรื่องการเมือง

“เสรีพิศุทธ์” แวะหน้าบ้าน “เนวิน” ปมที่ดินเขากระโดง

กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมากครับ เมื่อ “เสรีพิศุทธ์” แวะหน้าบ้าน “เนวิน” ก่อนเข้า ภ.จว.บุรีรัมย์ เอาผิดปมที่ดินเขากระโดง ซึ่งถือเป็นการเคลื่อนไหวที่ดุเดือดและสร้างแรงสั่นสะเทือนในแวดวงการเมืองไทยไม่น้อย โดย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ได้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์เพื่อเดินหน้าตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อพิพาทที่ดินเขากระโดงที่มีพื้นที่ทับซ้อนมหาศาล

“เสรีพิศุทธ์” แวะหน้าบ้าน “เนวิน” ก่อนเข้า ภ.จว.บุรีรัมย์ เอาผิดปมที่ดินเขากระโดง

เหตุการณ์เริ่มต้นในเช้าวันที่ 1 มิถุนายน 2569 ขบวนของหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทยพร้อมด้วย “ทนายอั๋น” ได้เดินทางไปถึงบริเวณหน้าบ้านพักของ นายเนวิน ชิดชอบ ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชน แม้ว่าในเวลานั้นจะไม่มีการพบปะพูดคุยกับเจ้าของบ้าน และพื้นที่หน้าบ้านถูกดูแลอย่างเข้มงวดโดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย แต่การที่ “เสรีพิศุทธ์” แวะหน้าบ้าน “เนวิน” ก่อนเข้า ภ.จว.บุรีรัมย์ เอาผิดปมที่ดินเขากระโดง ก็ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสืบสวนคดีนี้ให้ถึงที่สุด

เปิดปมร้อนที่ดินเขากระโดง

สำหรับประเด็นที่ดินเขากระโดงนั้น ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะมีพื้นที่พิพาทสูงถึง 5,083 ไร่ และเกี่ยวข้องกับเอกสารสิทธิ์มากกว่า 900 แปลง ซึ่งฝ่ายการรถไฟแห่งประเทศไทยยืนยันว่านี่คือที่ดินของรัฐ แต่ก็ยังมีผู้ถือครองส่วนหนึ่งที่ออกมาโต้แย้งสิทธิ์ของตนเอง ทำให้คดีนี้คาราคาซังมานานหลายปี

หลังจากที่เดินทางออกจากบริเวณบ้านพัก นายเสรีพิศุทธ์ได้มุ่งหน้าต่อไปยังกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อยื่นหลักฐานเพิ่มเติมให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฎหมาย โดยมีประเด็นหลักๆ ที่ต้องติดตามดังนี้:

  • การตรวจสอบความเป็นมาของเอกสารสิทธิ์ในพื้นที่เขากระโดง
  • การเร่งรัดให้หน่วยงานรัฐบังคับใช้กฎหมายกับผู้บุกรุกอย่างเท่าเทียม
  • ความคืบหน้าในการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย

หลายฝ่ายต่างจับตามองว่า ก้าวต่อไปของคดีนี้จะเป็นอย่างไร หลังจากที่การเมืองท้องถิ่นและระดับประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด บทบาทของอดีตมือปราบอย่างเสรีพิศุทธ์จะสามารถไขปริศนาเรื่องที่ดินนี้ได้สำเร็จหรือไม่? หรือสุดท้ายแล้วบทสรุปจะจบลงที่การเจรจาหรือการฟ้องร้องถึงที่สุด

ในมุมมองของผม คดีนี้ถือเป็นการทดสอบกระบวนการยุติธรรมของไทยครั้งใหญ่ ว่าที่ดินของรัฐจะได้รับการคุ้มครองอย่างจริงจังเพียงใด ความกล้าหาญในการลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตัวเองของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ น่าจะสร้างแรงผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำงานอย่างตรงไปตรงมามากขึ้นครับ เราควรช่วยกันติดตามข่าวนี้อย่างใกล้ชิด เพราะนี่คือบทเรียนสำคัญของกฎหมายที่ดินในไทย

ที่มา – “เสรีพิศุทธ์” แวะหน้าบ้าน “เนวิน” ก่อนเข้า ภ.จว.บุรีรัมย์ เอาผิดปมที่ดินเขากระโดง

“อนุทิน” ควง “เนวิน” เปิดโมโตจีพี เงินสะพัด 5,000 ล้าน

“อนุทิน” ควง “เนวิน” เปิดโมโตจีพี เงินสะพัด 5,000 ล้าน เป็นข่าวร้อนที่สร้างความคึกคักให้แฟนความเร็วทั่วประเทศ เมื่อนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เดินทางควงข้าง นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ไปเปิดงานแข่งขันโมโตจีพี ประจำปี 2569 หรือ PT Grand Prix of Thailand 2026 ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ พิธีเปิดจัดยิ่งใหญ่ ออร์เคสตราเซาะกราวบุรีรัมย์บรรเลงเพลงชาติไทยกระหึ่มสนาม สร้างบรรยากาศสุดมันส์ ผู้ชมแน่นขนัด คึกคักที่สุดในรอบ 7 ปี!

เหตุการณ์เกิดขึ้นวันที่ 1 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 11.35 น. นายกฯ อนุทิน พร้อมนางสาวธนนนท์ นิรามิษ คู่สมรสและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมแม่บ้านมหาดไทย เดินทางถึงสนามบุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น เริ่มต้นด้วยการเยี่ยมชมบูธยามาฮ่า ผู้บริหารพาเดินชม นายกฯ ยังได้ทดลองนั่งรถแข่งสุดเท่ ก่อนต่อไปบูธฮอต พบนายสมเกียรติ จันทรา นักแข่งมอเตอร์ไซค์ไทยจากทีม LCR Honda ที่แฟนๆ ชื่นชอบ จากนั้นแวะบูธดูคาติ พีที และช้าง ก่อนนั่งรถกอล์ฟไปห้องรับรอง และร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับนายเนวิน

ช่วงบ่าย เวลา 14.45 น. นายกฯ เป็นประธานพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ มีการแสดงหนังใหญ่และวงออร์เคสตราเซาะกราวบุรีรัมย์บรรเลงเพลงชาติไทย นายเนวินยืนเคียงข้าง สร้างภาพประทับใจ จากนั้นนายกฯ และภริยาขึ้นอัฒจันทร์ชมการแข่งขัน ก่อนเวลา 16.00 น. มอบรางวัลให้ผู้ชนะเลิศ นอกจากนี้ นายกฯ ยังโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่าปีนี้ผู้เข้าชมมากเป็นพิเศษ สร้างมูลค่าเศรษฐกิจสุดสัปดาห์ไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท และกระจายนักท่องเที่ยวไปจังหวัดใกล้เคียง

อนุทิน ควง เนวิน เปิดโมโตจีพี เงินสะพัด 5,000 ล้าน

ในช่วงเวลา 15.25 น. นายอนุทินให้สัมภาษณ์ถึงความคึกคักของงาน อนุทิน ควง เนวิน เปิดโมโตจีพี เงินสะพัด 5,000 ล้าน ว่าปีนี้น่าจะเบรกสถิติทุกปี ผู้แข่งขันจากทั่วโลก บัตรขายหมดเกลี้ยงรวดเร็ว มีบูธจำหน่ายสินค้าจักรยานยนต์มากมาย คาด 3-4 วันของการแข่งสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท ถือเป็นปีที่คึกคักสุดในรอบ 7 ปี

เมื่อถามถึงการต่อยอด รัฐบาลโดยการกีฬาแห่งประเทศไทยเป็นผู้จัด ไม่ใช่เอกชน ลงทุนน้อยแต่ได้ผลตอบแทนมหาศาล ไม่เพียงท่องเที่ยว แต่ทำให้ไทยดังทั่วโลกจากการถ่ายทอดสดที่มีผู้ชมกว่า 1 ล้านวิว สร้างโอกาสเศรษฐกิจให้พ่อค้าแม่ขาย โรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง เงินไหลเวียนไม่ใช่แค่บุรีรัมย์ แต่กระจายสู่นครราชสีมา สระบุรี สุรินทร์ ศรีสะเกษ

ประโยชน์จากอนุทิน ควง เนวิน เปิดโมโตจีพี เงินสะพัด 5,000 ล้าน

งานนี้ไม่ใช่แค่แข่งรถ แต่เป็นเครื่องจักรเศรษฐกิจตัวจริง ลองดูประโยชน์หลักๆ:

  • กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น: เงินสะพัด 5,000 ล้าน จากนักท่องเที่ยวต่างชาติและคนไทย
  • ยกระดับภาพลักษณ์ไทย: ถ่ายทอดสดทั่วโลก ทำให้บุรีรัมย์และไทยเป็นที่รู้จัก
  • กระจายรายได้: โรงแรมเต็ม นักท่องเที่ยวแวะจังหวัดใกล้เคียง เพิ่มรายได้เกษตรกร ผู้ประกอบการ
  • โอกาสนักกีฬาไทย: สนับสนุนสมเกียรติ จันทรา และนักแข่งรุ่นใหม่
  • ท่องเที่ยวเชิงกีฬา: ดึงดูดแฟนสปอร์ตมอเตอร์สปอร์ตจากยุโรป เอเชีย

ชาวต่างชาติที่นายกฯ พบ ต่างชื่นชมโชคดีที่ไทยจัดก่อนสถานการณ์ตะวันออกกลางรุนแรง อีเวนต์ยุโรปหลายแห่งเลื่อน แต่ไทยจัดทัน นักท่องเที่ยวติดอยู่ในไทยเพราะตั๋วบินแพง โรงแรมเต็ม รัฐบาลต้องอำนวยความสะดวก เช่น จัดเที่ยวต่อในภาคอีสาน

งานโมโตจีพีบุรีรัมย์กลายเป็นแลนด์มาร์กโลก สร้างความภาคภูมิใจให้คนไทย สะท้อนนโยบายรัฐบาลส่งเสริมกีฬาและท่องเที่ยว อนาคตไทยจะเป็นเจ้าภาพต่อเนื่อง ยกระดับสู่ฮับมอเตอร์สปอร์ตอาเซียน

คุณคิดอย่างไรกับ อนุทิน ควง เนวิน เปิดโมโตจีพี เงินสะพัด 5,000 ล้าน นี้? มันส์สุดๆ หรือมีไอเดียต่อยอดยังไง ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าพลาดติดตามข่าวกีฬาและเศรษฐกิจอัปเดตที่นี่!

ที่มา – “อนุทิน” ควง “เนวิน” เปิดงานโมโตจีพี ชี้เงินสะพัดทะลุ 5,000 ล้าน ทำไทยดังทั่วโลก

ประวัติ ศุภชัย ใจสมุทร ว่าที่ รมว.ยุติธรรม

ประวัติ ศุภชัย ใจสมุทร กำลังเป็นที่สนใจของหลายคน หลังจากมีข่าวลือหนาหูว่าเขาจะได้ขึ้นแท่นเป็นว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ลูกหม้อพรรคภูมิใจไทยคนนี้ มีเส้นทางชีวิตและการเมืองที่น่าติดตามมาก จากทนายความธรรมดา สู่ตำแหน่งสำคัญในวงการการเมืองไทย

ประวัติ ศุภชัย ใจสมุทร ว่าที่รัฐมนตรียุติธรรม

ประวัติ ศุภชัย ใจสมุทร

นายศุภชัย ใจสมุทร เกิดเมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2501 ที่อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ปัจจุบันอายุ 67 ปี เป็นบุตรของนายบำรุง และนางเจะหวา ใจสมุทร เขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์บัณฑิต จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ก่อนเข้าวงการเมือง ศุภชัย ใจสมุทร ประกอบอาชีพทนายความ ทำให้มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับบทบาทในอนาคต

ประวัติ ศุภชัย ใจสมุทร ตอนเริ่มต้นเส้นทาง

เส้นทางทางการเมืองของศุภชัย ใจสมุทร เริ่มต้นด้วยการลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง สังกัดพรรคไทยรักไทย แต่ครั้งแรกยังไม่ประสบความสำเร็จ ต่อมาเขาดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรองโฆษกพรรคพลังประชาชน ด้วยความสามารถด้านกฎหมาย เขาได้รับมอบหมายดูแลเรื่องสำคัญๆ อยู่เสมอ

เมื่อกลุ่มเพื่อนเนวินแยกตัวจากพรรคพลังประชาชนในปี 2551 ศุภชัย ใจสมุทร ซึ่งขณะนั้นเป็นรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ตัดสินใจเข้าร่วมก่อตั้งพรรคภูมิใจไทยทันที เขาได้รับบทบาทเป็นโฆษกพรรคคนแรกๆ ดูแลข้อบังคับพรรค กฎหมายเลือกตั้ง และคดีความสำคัญ นอกจากนี้ยังเป็นที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร นายชัย ชิดชอบ บิดาของนายเนวิน ชิดชอบ และเคยเป็นรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

บทบาทสำคัญในพรรคภูมิใจไทย

ในปี 2554 ศุภชัย ใจสมุทร ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และเป็นรองเลขาธิการพรรค ต่อมาในปี 2562 ได้รับเลือกซ้ำอีกสมัย และปี 2563 เป็นนายทะเบียนพรรค ปี 2566 ได้เป็นที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลสู่แพทองธาร ชินวัตร เขาเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ของนางสาวศุภมาส อิศรภักดี และล่าสุดในรัฐบาลอนุทิน เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พล.ต.อ.รุทธพล เนาวรัตน์ ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2568

  • ทนายความผู้เชี่ยวชาญกฎหมาย
  • โฆษกและนายทะเบียนพรรคภูมิใจไทย
  • ที่ปรึกษาและผู้ช่วยรัฐมนตรีหลายสมัย
  • ลูกหม้อพรรค สายใกล้ชิดเนวิน-อนุทิน

ข่าวล่าสุดวันที่ 20 ก.พ. 2569 หลังพรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้งอันดับ 1 มีกระแสว่า ประวัติ ศุภชัย ใจสมุทร จะได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แทนพล.ต.อ.รุทธพล ซึ่งอาจหลุดตำแหน่ง ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 20 ปี เขาพร้อมรับมือความท้าทายด้านยุติธรรม

ภาพประวัติ ศุภชัย ใจสมุทร ในวงการการเมือง

ประวัติ ศุภชัย ใจสมุทร แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความสามารถที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ทำให้เขาเป็นตัวเลือกที่น่าเชื่อถือสำหรับตำแหน่งสำคัญนี้ ในยุคที่ระบบยุติธรรมไทยกำลังเผชิญปัญหาต่างๆ การมีรัฐมนตรีที่มีพื้นฐานกฎหมายแข็งแกร่งอย่างเขาจะช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้ดี คุณคิดว่าศุภชัย ใจสมุทร จะทำได้ดีในบทบาทนี้หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพิ่มเติม!

ที่มา – ประวัติ “ศุภชัย ใจสมุทร” ผงาดขึ้นแท่นว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในรัฐบาลอนุทิน

“อนุทิน-เนวิน-ไชยชนก” เช็กอินบุรีรัมย์เลือกตั้ง

วันนี้เรามีข่าวการเมืองร้อนๆ มาอัปเดตให้ฟังกันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ อนุทิน-เนวิน-ไชยชนก เช็กอินบุรีรัมย์ใช้สิทธิเลือกตั้ง เรียกได้ว่าสร้างสีสันให้กับหน่วยเลือกตั้งที่บุรีรัมย์สุดๆ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ร่วมกับนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย เดินทางมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งและออกเสียงประชามติกันอย่างคึกคัก วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่หน่วยเลือกตั้งที่ 9 ศาลากลางหมู่บ้านไทยเจริญ จังหวัดบุรีรัมย์

อนุทิน เช็กอินบุรีรัมย์

อนุทิน-เนวิน-ไชยชนก เช็กอินบุรีรัมย์ใช้สิทธิเลือกตั้ง

บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่นและคึกคัก นายอนุทินมาในชุดลำลองสีกรมท่า หมวกรูปหัวใจ สีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส บอกเลยว่าดูผ่อนคลายมากๆ ท่านนายกฯ ยังแชร์ว่าประชาชนทั่วประเทศตื่นตัวออกมาใช้สิทธิกันเยอะแยะ การเลือกตั้งครั้งนี้ระบบชัดเจนทั้งสี เบอร์ และคูหา ทำให้โอกาสบัตรเสียน้อยมากๆ เลยครับ

แม้จะมีกระแสข่าวเรื่องพื้นที่ชายแดน แต่ท่านอนุทินยืนยันว่าไม่มีอะไรน่าห่วง ทุกอย่างปกติ ฝ่ายปกครองมีแผนรองรับครบถ้วน 1-2-3 พร้อมดูแลความปลอดภัยเต็มที่ นอกจากนี้ การมาใช้สิทธิ์กับนายเนวินที่นี่ ถือเป็นครั้งที่ 10 แล้วนะครับ ธรรมเนียมเก่าแก่ที่ต้องมาเช็กอินบุรีรัมย์ แล้วแวะกินข้าวด้วยกัน สุดอบอุ่นจริงๆ

เนวิน ชิดชอบ เลือกตั้ง

มั่นใจภูมิใจไทยสร้างประวัติศาสตร์ในการเลือกตั้ง

เมื่อถามถึงฐานเสียงพรรคภูมิใจไทย นายอนุทินตอบแบบถ่อมตัวสุดๆ ว่าทำเต็มที่แล้ว แต่ไม่บังคับใจใครได้ แค่นำเสนอความตั้งใจ หวังประชาชนให้โอกาสกลับไปรับใช้ หลังลงคะแนนก็บินตรงกลับกรุงเทพฯ รอผลเลยครับ

ส่วนนายไชยชนก ชิดชอบ บอกว่ามั่นใจสูงสุดครั้งนี้ เพราะพรรคพิสูจน์ตัวเองด้วยผลงาน แม้บริหารแค่ 2 เดือนแต่สร้างรากฐานสำคัญไว้แล้ว เชื่อว่าประชาชนจะเปิดใจให้ อนุทิน-เนวิน-ไชยชนก เช็กอินบุรีรัมย์ใช้สิทธิเลือกตั้ง และพรรคภูมิใจไทยมากกว่าทุกครั้ง เรียกร้องให้ทุกคนออกมาใช้สิทธิ์เต็มที่ เพื่อชาติเดินหน้าสง่างามในสายตาโลก

ไชยชนก ชิดชอบ พรรคภูมิใจไทย

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีในพรรคภูมิใจไทย และฐานที่มั่นบุรีรัมย์ที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้ยังสะท้อนกระแสการเลือกตั้งที่เข้มข้นทั่วประเทศ ประชาชนตื่นตัวสูง ระบบเลือกตั้งทันสมัย ลดปัญหาบัตรเสียได้ดี

  • บรรยากาศคึกคัก ไร้ความกังวลชายแดน
  • ระบบเลือกตั้งชัดเจน สีเบอร์คูหาเป๊ะ
  • พรรคภูมิใจไทยมั่นใจจากผลงานจริง
  • เชิญชวนทุกคนออกมาใช้สิทธิ์
อนุทิน เนวิน ไชยชนก บุรีรัมย์

ในมุมมองของผม การเลือกตั้งครั้งนี้คือโอกาสสำคัญของทุกพรรค โดยเฉพาะภูมิใจไทยที่เน้นผลงานจริง ไม่ใช่แค่คำพูด คุณล่ะครับ ไปใช้สิทธิ์แล้วหรือยัง? คิดว่าพรรคไหนจะสร้างประวัติศาสตร์ มาคุยกันในคอมเมนต์ได้เลยนะ!

ที่มา – “อนุทิน-เนวิน- ไชยชนก” เช็กอินบุรีรัมย์ใช้สิทธิเลือกตั้ง มั่นใจภูมิใจไทยสร้างประวัติศาสตร์

เท่าพิภพ ซัดเปลืองเน็ต! ไอซ์เย้ยพวกเทา

“ไอซ์ รักชนก” เดินช่วย “เท่าพิภพ” หาเสียง ย้ำ “มีส้มไม่มีเทา” ตอนนี้ออกไปหมดแล้ว เย้ยดูไว้พวกอยากแทรกซึมเข้ามา ด้าน “เท่าพิภพ” ฉะ พรรคอื่นค้านเปลี่ยนตัว บอกไม่ใช่เขตแรกที่ทำ ไล่ไปถาม “เนวิน ชิดชอบ” บอกอ่านข่าวนี้แล้ว เปลืองเน็ตฉิบหาย

วันที่ 2 ม.ค. 2569 นางสาวรักชนก ศรีนอก หรือ ไอซ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน มาช่วยนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน เขต 33 บางพลัด-บางกอกน้อย (ยกเว้นแขวงศิริราช) ที่หน้าวัดรวกสุทธารามท่ามกลางกระแสการตั้งคำถามถึงเรื่องดรามาการเปลี่ยนตัวผู้สมัคร

นายเท่าพิภพ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ผู้สมัครพรรคอื่น ไปฟ้องเรื่องการเปลี่ยนตัวผู้สมัคร ว่า แน่นอนตนถอนหายใจหลายรอบ ว่าเรื่องนี้เป็นประโยชน์ต่อระบอบประชาธิปไตย แต่ว่านี่จะต้องขอสื่อมวลชนทุกท่าน ว่าการเสนอข่าวดังกล่าวเป็นเรื่องไม่ดี ข้อมูลในโลกใบนี้มี 4 อย่าง 1. ข้อเท็จจริงที่เถียงกันไม่ได้ 2. บางอย่างอาจจะเข้าใจผิด อาจจะเขลา 3. การสร้างเฟคนิวส์ใส่ร้าย

“แต่กรณีนี้เข้าข้อ 4 คือ ไม่ใช่เฟคนิวส์แต่เข้าข่ายไร้สาระ เป็นอะไรที่คุณเปิดเน็ตขึ้นมาแล้ว เปลืองเน็ตฉิบหาย เอาค่าอินเตอร์เน็ตของฉันกลับคืนมา ขอว่าอย่าไปนำเสนอข่าวพวกนี้เลย กกต. เขาก็บอกอยู่แล้ว และไม่ใช่เขตแรกที่ทำ บุรีรัมย์เคยมีเปลี่ยน คุณไม่ไปถามเนวินบ้างล่ะครับ” นายเท่าพิภพ กล่าว

ด้านนางสาวรักชนก ที่เดินทางมาช่วยหาเสียงในวันนี้ด้วย กล่าวว่า หลายคนอาจจะมองว่าเขต 33 เป็นจุดอ่อนของพรรคประชาชนที่ถูกโจมตีอยู่ ซึ่งเราก็น้อมรับ แต่ว่าสบายใจได้ตอนนี้ เราได้ตัวชัวร์มาแล้ว คือ นายเท่าพิภพ ตนเองเชื่อว่าการทำงานตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมาของเท่าพิภพ ทั้งงานพื้นที่และงานสภา จะสามารถเรียกคืนความไว้วางใจการสนับสนุนจากพี่น้องประชาชนได้

นอกจากนี้ นางสาวรักชนก กล่าวว่า เคสนี้ถูกโจมตีเยอะ และเวลาที่เราเจอนักการเมืองสีเทา หรือข้าราชการสีเทา เราก็อยากให้ ติดคุก หรือถูกกระบวนการยุติธรรมลงโทษ เพราะฉะนั้น “มีส้มไม่มีเทา” พวกเราเอาจริง ตั้งแต่ในพรรคของเราเอง ไม่ได้พูดเพื่อเอาเท่ แต่ทุกสิ่งทุกอย่าง ยืนยันว่า เราเริ่มจากพรรคตนเองก่อน ซึ่งขณะนี้เราพิสูจน์ให้ประชาชนเห็น หลายคนอาจจะพูดว่า ใครบอกมีส้มไม่มีเทา แต่มีเยอะเลย ย้ำว่า ตอนนี้ทุกคนออกไปหมดแล้ว พร้อมยืนยันว่าหากเราเจอคนที่มีปัญหาทางข้อกฎหมาย การทำผิดกฎหมาย เราไม่นิ่งนอนใจ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคประชาชน คัดคนที่ประวัติเครดิต และขอประวัติอาชญากรด้วย แต่หมายจับเพิ่งมาในวันที่ทุกคนได้ทราบ และหลังจากที่ได้ทราบ ก็ไม่ได้นิ่งเฉยดำเนินการให้ออกจากการเป็นผู้สมัครทันที

นางสาวรักชนก ยืนยันอีกครั้งว่า หากเราเจอในพรรคเรา เราไม่เอาไว้ เราไม่ให้เป็น สส. และไม่ให้เป็นรัฐมนตรีสีเทา สีเทาตรงไหนอยากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพรรคประชาชน ก็ดูเอาไว้ว่า การแทรกซึมอาจจะเข้าได้ แต่ว่าสุดท้ายเราก็ไม่เอาอยู่ดี และอาจจะติดคุกก่อนใคร ก่อนที่จะอยู่กับพรรคอื่น

ทั้งนี้ขณะช่วยหาเสียง นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ได้มาลงพื้นที่กรุงเทพมหานคร เขต 33 ช่วยหาเสียงให้กับนายเจตน์สฤษฏิ์ เลิศธนสาร ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ด้วย โดยนายเท่าพิภพ และนายองอาจได้จับมือทักทายกันด้วย

เท่าพิภพ ซัดเปลืองเน็ต ข่าวร้องเรื่องเปลี่ยนตัวผู้สมัคร “ไอซ์” เย้ยพวกเทาอย่าคิดเข้ามา

“เท่าพิภพ” มองประเด็นเปลืองเน็ตคืออะไร?

จากกรณีที่มีผู้สมัครพรรคอื่นไปร้องเรียนเรื่องการเปลี่ยนตัวผู้สมัครนั้น นายเท่าพิภพมองว่าเป็นประเด็นที่ “เปลืองเน็ต” เพราะมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระที่ถูกนำเสนอต่อสาธารณชน นอกจากนี้ยังกล่าวถึงกรณีที่คล้ายคลึงกันในอดีตและตั้งคำถามถึงการเลือกปฏิบัติในการนำเสนอข่าว

ประเด็นนี้แสดงให้เห็นถึงมุมมองของนักการเมืองต่อการนำเสนอข่าวสารในปัจจุบัน ที่บางครั้งอาจให้ความสำคัญกับประเด็นที่ไม่สร้างสรรค์หรือเป็นประโยชน์ต่อสังคมเท่าที่ควร การตรวจสอบข้อมูลและความถูกต้องก่อนการเผยแพร่จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการสร้างความเข้าใจผิดและความสับสนในสังคม

การแสดงความเห็นของเท่าพิภพในครั้งนี้ ทำให้เกิดการถกเถียงในวงกว้างเกี่ยวกับบทบาทของสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าวการเมือง รวมถึงความรับผิดชอบในการกลั่นกรองข้อมูลเพื่อนำเสนอต่อสาธารณชนอย่างถูกต้องและรอบด้าน

ในขณะที่ “ไอซ์ รักชนก” ได้กล่าวถึงจุดยืนของพรรคประชาชนที่ชัดเจนในเรื่องความโปร่งใสและไม่สนับสนุนนักการเมืองสีเทา โดยย้ำว่าพรรคได้ดำเนินการคัดกรองผู้สมัครอย่างเข้มงวดและพร้อมที่จะลงโทษผู้ที่กระทำผิด ถือเป็นการแสดงความมุ่งมั่นที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองให้เป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง

ทั้งนี้ การที่นักการเมืองออกมาแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ในสังคม ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวและความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับปัญหา อย่างไรก็ตาม การแสดงความเห็นดังกล่าวควรอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

การเคลื่อนไหวของทั้งสองท่าน เท่าพิภพ และ ไอซ์ รักชนก แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะสร้างการเมืองที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ ความคิดเห็นของพวกเขาสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับประเด็นสำคัญในสังคมและกระตุ้นให้ประชาชนคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ

ที่มา – “เท่าพิภพ” ซัด เปลืองเน็ต ข่าวร้องเรื่องเปลี่ยนตัวผู้สมัคร “ไอซ์” เย้ยพวกเทาอย่าคิดเข้ามา

Scroll to top