เนวิน ชิดชอบ

สิริพงศ์โพสต์ สุดารัตน์ ลูกชูวิทย์ ร่วมโต๊ะเนวิน

“สิริพงศ์” โพสต์รูป “กานต์ สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ” ลูก “ชูวิทย์ กุ่ย” ร่วมโต๊ะ “เนวิน” บอกเป็นไปตามภาพ หลังเพิ่งออกจากกลุ่มไลน์ สส.พรรคเพื่อไทย ไม่นานมานี้ กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในแวดวงการเมือง

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า “ผลไม้สีง้ามงาม บ่มีแต่ใบบักยม” พร้อมภาพ นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ด นั่งร่วมโต๊ะกับ น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) อุบลราชธานี ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย โดยมี น.ส.สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ สส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย (พท.) ที่เพิ่งออกจากกลุ่มไลน์ สส.พรรคเพื่อไทย นั่งร่วมโต๊ะด้วย ทั้งนี้ คาดว่าที่พรรคภูมิใจไทยในวันเดียวกัน มีการประชุมพรรค และ สส.พรรคร่วมรัฐบาล

ประเด็นสำคัญที่ถูกจับตามองคือ การปรากฏตัวของ น.ส.สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ หรือลูกสาวของชูวิทย์ กุ่ย ที่ร่วมโต๊ะกับนายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าเป็นบุคคลสำคัญในพรรคภูมิใจไทย การที่สุดารัตน์ ลูกชูวิทย์ มาร่วมโต๊ะกับนายเนวิน จึงถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองบางอย่าง

ขณะที่ นายสิริพงศ์ เปิดเผยถึงกรณีภาพดังกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า “เป็นไปตามภาพ” ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า น.ส.สุดารัตน์ เป็นลูกสาวของ นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ หรือ ชูวิทย์ กุ่ย ซึ่งหลังออกจากพรรคเพื่อไทย ปัจจุบันไปร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า)

สุดารัตน์ ลูกชูวิทย์ ร่วมโต๊ะเนวิน: นัยยะทางการเมือง?

การเคลื่อนไหวทางการเมืองของ สุดารัตน์ ลูกชูวิทย์ เป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากที่เธอได้ลาออกจากพรรคเพื่อไทย และภาพล่าสุดที่เธอปรากฏตัวร่วมโต๊ะกับนายเนวิน ชิดชอบ ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของเธอ

สุดารัตน์ ลูกชูวิทย์ จะไปทางไหน?

อนาคตทางการเมืองของ สุดารัตน์ ลูกชูวิทย์ ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจของเธอในอนาคต จะส่งผลต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองของประเทศอย่างแน่นอน

  • การย้ายพรรค: มีความเป็นไปได้ที่ น.ส.สุดารัตน์ จะเข้าร่วมกับพรรคภูมิใจไทย หรือพรรคการเมืองอื่นๆ
  • บทบาทในรัฐบาล: หากพรรคกล้าธรรมมีบทบาทมากขึ้นในรัฐบาล น.ส.สุดารัตน์ อาจได้รับตำแหน่งที่สำคัญ
  • การสร้างพรรคใหม่: มีความเป็นไปได้น้อย แต่ก็ไม่สามารถตัดทิ้งได้ว่า น.ส.สุดารัตน์ อาจตัดสินใจสร้างพรรคการเมืองของตัวเอง

เหตุการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย และความสามารถในการปรับตัวของผู้เล่นทางการเมือง การที่ สุดารัตน์ ลูกชูวิทย์ สามารถสร้างความสัมพันธ์กับนักการเมืองจากหลากหลายพรรค แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างเครือข่าย และอาจเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในอนาคตทางการเมืองของเธอ

การปรากฏตัวของ น.ส.สุดารัตน์ ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว นักการเมืองรุ่นใหม่กำลังก้าวขึ้นมามีบทบาทมากขึ้น และพร้อมที่จะปรับตัวเพื่อความอยู่รอดทางการเมือง

ที่มา – “สิริพงศ์” โพสต์ “สุดารัตน์” ลูก “ชูวิทย์ กุ่ย” ร่วมโต๊ะ “เนวิน” บอกเป็นไปตามภาพ

“ทนายเนวิน” อัด “จุลพงศ์” ขาดความจริงใจ อาจต้องดำเนินคดีใหม่

“ทนายเนวิน” อัด “จุลพงศ์” ขาดความจริงใจ อาจต้องดำเนินคดีใหม่

ในแวดวงการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยดราม่าและข้อพิพาท การเคลื่อนไหวของบุคคลสำคัญมักกลายเป็นประเด็นร้อนที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก ล่าสุดกรณี “ทนายเนวิน” อัด “จุลพงศ์” ขาดความจริงใจ อาจต้องดำเนินคดีใหม่ ได้กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สะท้อนถึงปัญหาความน่าเชื่อถือของผู้แทนราษฎรและกระบวนการยุติธรรมในสังคมไทย

วันที่ 30 กันยายน 2568 นายชนินทร์ แก่นหิรัญ ทนายความของนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อแสดงความผิดหวังและตำหนิการกระทำของนายจุลพงศ์ อยู่เกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบบัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชน โดยเกี่ยวข้องกับคดีหมิ่นประมาทต่อครอบครัวชิดชอบ ในประเด็นที่ดินเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนติดตามอย่างใกล้ชิด

ข้อเท็จจริงในคดีและการยอมรับผิดของนายจุลพงศ์

จากเอกสารคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.960/2568 และหมายเลขแดงที่ อ.1479/2568 ของศาลจังหวัดบุรีรัมย์ พบว่านายจุลพงศ์ได้ยอมรับต่อศาลว่าข้อมูลที่นำไปอภิปรายและเผยแพร่ต่อสาธารณะเกี่ยวกับครอบครัวชิดชอบนั้นคลาดเคลื่อน ไม่ครบถ้วน และทำให้สาธารณชนเข้าใจผิด ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของผู้เสียหาย หลังจากนั้นมีการเจรจาไกล่เกลี่ยและบรรลุข้อตกลง โดยนายจุลพงศ์ต้องทำหนังสือขอโทษ เผยแพร่คำขอโทษผ่านสื่อสังคมออนไลน์ติดต่อกัน 7 วัน และบริจาคเงิน 10,000 บาทให้โรงพยาบาลบุรีรัมย์ เมื่อปฏิบัติครบถ้วน ศาลจึงอนุญาตให้ถอนฟ้องและคดีสิ้นสุดลง

อย่างไรก็ตาม หลังจากคดีจบลง นายจุลพงศ์กลับให้สัมภาษณ์สาธารณะว่าคำขอโทษนั้นไม่ได้เกิดจากความสำนึกผิดจริง แต่เป็นเพียงการยุติคดีให้เร็วขึ้น นอกจากนี้ยังกลับไปอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรซ้ำประเด็นเดิม และพาดพิงครอบครัวชิดชอบในลักษณะที่สร้างความเสียหายเพิ่มเติม

การขาดความจริงใจ: ปัญหาที่อาจนำไปสู่การดำเนินคดีใหม่

การกระทำของนายจุลพงศ์นี้ถือเป็นการย้อนแย้งกับคำรับสารภาพและหนังสือขอโทษที่ทำไว้ต่อศาลและประชาชน แสดงถึงการขาดความจริงใจ ไร้สำนึกรับผิดชอบ และไม่เคารพกระบวนการยุติธรรม มันไม่เพียงซ้ำเติมความเสียหายแก่ครอบครัวชิดชอบที่เคยแสดงเมตตายุติคดี แต่ยังบ่อนทำลายความศรัทธาของประชาชนต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะการใช้สิทธิในฐานะ ส.ส. โดยไม่ยึดมั่นหลักนิติธรรม

ที่สำคัญ การยอมรับผิดในศาลแต่ปฏิเสธต่อสาธารณะอาจเข้าข่ายให้การเท็จ ซึ่งไม่สามารถปล่อยผ่านได้ อาจนำไปสู่การพิจารณาดำเนินคดีใหม่ตามกฎหมาย เพื่อรักษาศักดิ์ศรีผู้เสียหายและปกป้องหลักนิติธรรม กรณี “ทนายเนวิน” อัด “จุลพงศ์” ขาดความจริงใจ อาจต้องดำเนินคดีใหม่ นี้ไม่ใช่แค่ข้อพิพาทส่วนตัว แต่เป็นบททดสอบมาตรฐานคุณธรรมของผู้แทนราษฎร

ในบริบทกว้างขึ้น ปัญหานี้สะท้อนถึงความท้าทายในระบบการเมืองไทยที่ผู้แทนราษฎรมักถูกตั้งคำถามเรื่องความรับผิดชอบ การที่นายจุลพงศ์กลับมาพูดซ้ำประเด็นเดิมหลังจากขอโทษ อาจทำให้ประชาชนมองว่าการเมืองไทยยังขาดความโปร่งใสและความจริงใจ หากไม่มีการตรวจสอบที่เข้มแข็ง สังคมอาจสูญเสียความเชื่อมั่นในสถาบันประชาธิปไตย

นอกจากนี้ คดีนี้ยังเชื่อมโยงกับประเด็นที่ดินเขากระโดง ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญของจังหวัดบุรีรัมย์และเกี่ยวข้องกับพัฒนาการกีฬาและเศรษฐกิจท้องถิ่น การหมิ่นประมาทในที่นี้ไม่เพียงกระทบชื่อเสียงบุคคล แต่ยังอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ของชุมชนและการลงทุนในพื้นที่ หากผู้แทนราษฎรใช้เวทีสภาเพื่อโจมตีโดยไม่มีข้อมูลครบถ้วน จะยิ่งทำให้เกิดความขัดแย้งทางสังคม

  • การยอมรับผิดในศาลแต่ปฏิเสธภายนอก: แสดงถึงความไม่สอดคล้อง
  • ผลกระทบต่อประชาชน: ลดความศรัทธาในระบบยุติธรรมและการเมือง
  • โอกาสดำเนินคดีใหม่: เพื่อปกป้องสิทธิผู้เสียหาย

เพื่อป้องกันปัญหาเช่นนี้ในอนาคต สังคมไทยควรส่งเสริมวัฒนธรรมการเมืองที่ยึดหลักความจริงใจและรับผิดชอบ ผู้แทนราษฎรจำเป็นต้องตระหนักว่าการกระทำของตนส่งผลต่อประชาชนทุกคน หากกรณี “ทนายเนวิน” อัด “จุลพงศ์” ขาดความจริงใจ อาจต้องดำเนินคดีใหม่ นำไปสู่การพิจารณาคดีจริง นี่จะเป็นตัวอย่างที่ดีในการรักษามาตรฐานจริยธรรมทางการเมือง

สุดท้ายนี้ ประชาชนควรติดตามพัฒนาการของคดีนี้อย่างใกล้ชิด เพราะมันจะเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงสุขภาพของประชาธิปไตยไทย หากคุณสนใจประเด็นการเมืองและยุติธรรม แนะนำให้แชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นการอภิปรายที่สร้างสรรค์ในสังคม

ที่มา – “ทนายเนวิน” อัด “จุลพงศ์” ขาดความจริงใจ อาจต้องดำเนินคดีใหม่

ก่อแก้ว ชี้ อนุทิน ไม่ใช่นายกฯ ตัวจริง ชื่ออนุวิน

ในแวดวงการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวและการวิพากษ์วิจารณ์ การอภิปรายในสภาที่เพิ่งเกิดขึ้นได้สร้างความฮือฮาอย่างมาก โดยเฉพาะคำพูดสุดแซ่บจากนายก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่ลุกขึ้นซัดรัฐบาลชุดใหม่ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ชาวเน็ตและนักการเมืองต่างพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง

ก่อแก้ว ชี้ อนุทิน ไม่ใช่นายกฯ ตัวจริง เพราะนายกฯตัวจริงชื่อ “อนุวิน”

วันที่ 30 กันยายน 2568 ระหว่างการอภิปรายนโยบายรัฐบาล นายก่อแก้ว พิกุลทอง ได้ลุกขึ้นแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา โดยโจมตีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดนี้ว่าขัดแย้งกับคำมั่นสัญญาที่รัฐบาลแถลงไว้ในนโยบาย เช่น การยึดมั่นหลักนิติธรรมและการขจัดทุจริต แต่ในความเป็นจริง การเลือกคนเข้าคณะรัฐมนตรีกลับดูเหมือนเป็นการจัดสรรตำแหน่งให้กับพวกพ้องและผู้มีอิทธิพลในพรรคภูมิใจไทยมากกว่า นายก่อแก้วเปรียบเทียบว่ารัฐบาลชุดนี้คือ “ครม.นอมินีปราสาทสายฟ้า” ซึ่งอ้างถึงอิทธิพลจากบุรีรัมย์ที่ถูกมองว่าเป็นฐานที่มั่นของพรรค

หนึ่งในประเด็นที่นายก่อแก้วหยิบยกมาอภิปรายคือตัวอย่างบุคคลสำคัญในครม. เช่น นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ถูกระบุว่าเป็นคนใกล้ชิดกับนายเนวิน ชิดชอบ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายก่อแก้วยังรื้อฟื้นคดีเก่าๆ อย่างกรณีปลัดกระทรวงคมนาคมถูกปล้นเงินกว่า 200 ล้านบาท เพื่อตั้งคำถามถึงที่มาของทรัพย์สินและความสัมพันธ์เหล่านี้ ส่วนพล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ก็ถูกตั้งข้อสังเกตว่าศักยภาพอาจไม่เพียงพอสำหรับบทบาทนี้ แต่กลับได้รับการแต่งตั้งเพื่อภารกิจเฉพาะ เช่น การจัดการคดีฮั้วประมูลเลือกตั้ง สว. ที่เกี่ยวข้องกับแกนนำพรรค

ก่อแก้ว ชี้ อนุทิน ไม่ใช่นายกฯ ตัวจริง เพราะนายกฯตัวจริงชื่อ “อนุวิน” ในมุมมองการเมือง

นอกจากนี้ นายก่อแก้วยังตั้งคำถามถึงนายไชยชนก ชิดชอบ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ขาดประสบการณ์ด้านนี้อย่างชัดเจน ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาอาชญากรรมออนไลน์และภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่รุนแรง การแต่งตั้งเช่นนี้ จึงถูกมองว่าไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ แต่เป็นระบบอุปถัมภ์ที่ยึดติดกับผลประโยชน์ส่วนตัวและพรรคการเมือง นายก่อแก้วแนะนำอย่างประชดประชันว่า ถ้าจะตั้งครม.แบบนี้ ก็ควรตั้ง “กระทรวงบุรีรัมย์” ไปเลยดีกว่า และย้ายทำเนียบรัฐบาลไปตั้งที่เขากระโดง เพื่อให้ชัดเจนว่าอำนาจอยู่ที่ไหน

คำสรุปสุดท้ายของนายก่อแก้วคือ การที่นายอนุทินปล่อยให้ผู้มีอิทธิพลอย่างนายอนุวิน ชิดชอบ ครอบงำการตัดสินใจ จะทำให้สังคมมองว่านายกรัฐมนตรีตัวจริงไม่ใช่ “อนุทิน” แต่คือ “อนุวิน” ที่กินรวบประเทศทั้งหมด คำพูดนี้กลายเป็นวลีฮิตที่ถูกแชร์กันอย่างแพร่หลายในโซเชียลมีเดีย สะท้อนถึงความกังวลของประชาชนต่อการเมืองไทยที่ยังคงวนเวียนอยู่กับอิทธิพลท้องถิ่นและพวกพ้อง

จากมุมมองของนักวิเคราะห์การเมือง การอภิปรายครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการโจมตีส่วนตัว แต่ยังเป็นการเตือนใจให้รัฐบาลใหม่ต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยการปฏิบัติที่โปร่งใส หากไม่ทำเช่นนั้น ความน่าเชื่อถือของรัฐบาลอาจถูกตั้งคำถามตั้งแต่แรกเริ่ม ในยุคที่ประชาชนตื่นตัวกับการต่อต้านคอร์รัปชันมากขึ้น รัฐบาลควรฟังเสียงสะท้อนเหล่านี้และปรับปรุงเพื่อสร้างความเชื่อมั่น

  • การแต่งตั้งครม.ที่ขาดสมดุล: เน้นพวกพ้องมากกว่าความสามารถ
  • ตัวอย่างคดีเก่าๆ ที่ถูกหยิบยก: สะท้อนปัญหาความโปร่งใส
  • คำแนะนำประชด: ตั้งกระทรวงบุรีรัมย์ เพื่อความชัดเจน

สุดท้ายนี้ ผู้เขียนเห็นว่าการเมืองไทยยังคงต้องพัฒนาเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด หากคุณสนใจประเด็นการเมือง ลองติดตามและแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราร่วมกันผลักดันการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

ที่มา – “ก่อแก้ว” ชี้ “อนุทิน” ไม่ใช่นายกฯ ตัวจริง เพราะนายกฯตัวจริงชื่อ “อนุวิน”

“สส.จุลพงศ์” ขอโทษ “เนวิน-คนบุรีรัมย์” ยอมรับอภิปรายเขากระโดงเป็นเท็จ

ในแวดวงการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดและการตรวจสอบกันอย่างเข้มข้น เหตุการณ์ล่าสุดที่สร้างความสนใจให้กับสาธารณชนคือ “สส.จุลพงศ์” ขอโทษ “เนวิน-คนบุรีรัมย์” ยอมรับอภิปรายเขากระโดงเป็นเท็จ ซึ่งสะท้อนถึงความรับผิดชอบของนักการเมืองต่อคำพูดและข้อมูลที่นำเสนอในสภา นายจุลพงศ์ อยู่เกษ ส.ส.บัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชน ได้ออกมาขอโทษอย่างเป็นทางการต่อนายเนวิน ชิดชอบ และครอบครัวตระกูลชิดชอบ รวมถึงชาวบุรีรัมย์ทั้งหมด หลังจากยอมรับว่าข้อมูลที่ใช้ในการอภิปรายเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาเป็นเท็จทั้งหมด

“สส.จุลพงศ์” ขอโทษ “เนวิน-คนบุรีรัมย์” ยอมรับอภิปรายเขากระโดงเป็นเท็จ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจาการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2568 โดยนายจุลพงศ์ได้พาดพิงถึงที่ดินเขากระโดงในจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่กว่า 5,000 ไร่ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) อ้างสิทธิ์ครอบครอง เขาได้กล่าวหาว่าครอบครัวตระกูลชิดชอบใช้อิทธิพลทางการเมืองขัดขวางหน่วยราชการในการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกา แต่ต่อมาพบว่าข้อมูลดังกล่าวมาจากสคริปต์ที่ทีมงานจัดเตรียม โดยนายจุลพงศ์ในฐานะ ส.ส.สมัยแรก ไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและแผนที่จาก รฟท. อย่างละเอียด จนหลงเชื่อในข้อมูลที่ผิดพลาด

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2568 นายจุลพงศ์ได้รับพยานหลักฐานจากทนายความของนายเนวิน ซึ่งชี้ให้เห็นว่าครอบครัวชิดชอบไม่มีเจตนาครอบครอบที่ดินโดยผิดกฎหมาย ไม่เคยใช้อิทธิพลบังคับหน่วยราชการ และพร้อมปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อรักษากระบวนการยุติธรรม นี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาต้องยอมรับผิดและออกหนังสือขอโทษอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568

การแสดงความรับผิดชอบที่ชัดเจน

ในการขอโทษ นายจุลพงศ์แสดงความสำนึกผิดอย่างจริงใจ โดยระบุว่าเนื้อหาการอภิปรายทั้งหมดเป็นข้อมูลเท็จที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของนายเนวินและครอบครัว รวมถึงชาวบุรีรัมย์ เขาขออภัยอย่างสูงและเพื่อแสดงความจริงใจ จะบริจาคเงิน 10,000 บาทให้โรงพยาบาลในบุรีรัมย์เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ ยังจะโพสต์หนังสือขอโทษบนเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยปักหมุดไว้ที่หน้าแรกนานไม่น้อยกว่า 7 วัน เพื่อให้ทุกคนเห็นถึงความรับผิดชอบของเขา

นายจุลพงศ์ย้ำว่าการกระทำนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต และหวังว่านายเนวินและครอบครัวจะให้อภัย โดยเขาไม่มีเจตนาร้าย แต่เกิดจากความประมาทเลินเล่อในการตรวจสอบข้อมูล ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับ ส.ส. ทุกคนที่ต้องระมัดระวังในการนำเสนอข้อเท็จจริงในสภา

บริบทของที่ดินเขากระโดงและผลกระทบทางการเมือง

ที่ดินเขากระโดงเป็นประเด็นยาวนานในจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการพิพาทระหว่าง รฟท. กับเอกชน โดยศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษายึดคืนที่ดิน แต่การดำเนินการติดขัดมานานหลายปี การอภิปรายของนายจุลพงศ์จึงถูกมองว่าเป็นการโยงประเด็นนี้เข้ากับการเมือง เพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้าม แต่เมื่อปรากฏว่าเป็นข้อมูลเท็จ จึงกลายเป็นดอกผลเสียให้กับพรรคประชาชนเอง

ในโพสต์เฟซบุ๊กหลังจากนั้น นายจุลพงศ์ชี้แจงว่าการขอโทษนี้เป็นส่วนหนึ่งในการพยายามยุติคดีความอาญาที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของเขาในฐานะ ส.ส. เขาขอโทษประชาชนหากเหตุการณ์นี้กระทบต่อภาพลักษณ์การทำงาน แต่ยืนยันว่าการอภิปรายนโยบายรัฐบาลในวันที่ 29 กันยายน 2568 ข้อมูลทุกอย่างเป็นจริง และเขาจะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลต่อไป

ประเด็นนี้ไม่เพียงแต่แสดงถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย แต่ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลก่อนนำเสนอในที่สาธารณะ โดยเฉพาะในสภาที่มีน้ำหนักในการกำหนดนโยบายประเทศ การยอมรับผิดของนายจุลพงศ์ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของความรับผิดชอบ แม้จะสายเกินไปแต่ก็ช่วยลดความขัดแย้งได้

  • บทเรียนจากเหตุการณ์: นักการเมืองต้องตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบ
  • ผลกระทบต่อบุรีรัมย์: ชาวบ้านได้รับผลกระทบจากข่าวลือที่ไม่จริง
  • อนาคตของคดี: หวังว่าจะจบลงด้วยดีเพื่อประโยชน์ของทุกฝ่าย

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์ “สส.จุลพงศ์” ขอโทษ “เนวิน-คนบุรีรัมย์” ยอมรับอภิปรายเขากระโดงเป็นเท็จ นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่านักการเมืองควรให้ความสำคัญกับความจริงมากกว่าการโจมตี หากทุกคนทำเช่นนี้ การเมืองไทยจะโปร่งใสและน่าเชื่อถือมากขึ้น คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกัน

ที่มา – “สส.จุลพงศ์” ขอโทษ “เนวิน-คนบุรีรัมย์” ยอมรับอภิปรายเขากระโดงเป็นเท็จ

ประวัติ โสภณ ซารัมย์ คัมแบ็กนั่งรองนายกฯ

เปิดประวัติ โสภณ ซารัมย์ อดีตรัฐมนตรีหลายสมัย คนสนิทเนวิน ชิดชอบ ได้คัมแบ็กเป็นรองนายกฯ ใน ครม.อนุทิน 1 หลังจากห่างหายจากเก้าอี้รัฐมนตรีไปนาน

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และให้มีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยนายโสภณ ซารัมย์ ส.ส.บุรีรัมย์หลายสมัย ได้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ใน ครม.อนุทิน 1 ครั้งนี้

ประวัติ โสภณ ซารัมย์

สำหรับนายโสภณ ซารัมย์ เกิดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2502 ปัจจุบันอายุ 66 ปี เป็นชาวลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยกำเนิด บิดาคือ นายสนั่น ซารัมย์ มีอาชีพเป็นกำนัน มีพี่ชาย 1 คน คือ นายสมบูรณ์ ซารัมย์ ส.ส.เขต 3 บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ที่ถูกแฉปมเสียบบัตรแทนกัน แต่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตีตกเนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ ทางด้านการศึกษา นายโสภณ เรียนจบครุศาสตรบัณฑิต สาขาการประถมศึกษา จากวิทยาลัยครูบุรีรัมย์

ขณะที่นายโสภณ มีชีวิตสมรสกับนางอารีญาภรณ์ ซารัมย์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลลำปลายมาศ มีบุตรด้วยกัน 3 คน หนึ่งในนั้นคือนายอาณัตพณ ซารัมย์ อดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตเมื่อปี 2560 ขณะอายุ 30 ปี โดยหลังจากบุตรชายเสียชีวิต จึงได้ก่อตั้งมูลนิธิขึ้น และดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิอาณัตพณ ซารัมย์ (ลูกเติ้ง) เพื่อคอยช่วยเหลือสังคม

นายโสภณ เข้าสู่เส้นทางการเมือง โดยรับราชการครูมาก่อน จากนั้นในปี 2544 ได้ลงสมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ ในนามพรรคชาติไทย และได้รับการเลือกตั้ง ต่อมาในปี 2548 ได้ย้ายมาสังกัดพรรคไทยรักไทย และยังคงได้รับการเลือกตั้ง ส.ส. ก่อนจะย้ายมาสังกัดพรรคพลังประชาชน เมื่อพรรคไทยรักไทยถูกยุบพรรค แต่พรรคพลังประชาชนก็ถูกตัดสินยุบพรรคอีกครั้ง

ทำให้ในปี 2550 นายโสภณ ซารัมย์ ที่ถือเป็นคนใกล้ชิดนายเนวิน ชิดชอบ ได้ย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทย ที่แยกจากพรรคพลังประชาชน มารวมกับ ส.ส. จากพรรคมัชฌิมาธิปไตย เพื่อสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี

ส่วนตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญของนายโสภณ ซารัมย์ เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยเป็นประธานคณะกรรมาธิการคมนาคมในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ส่วนปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการศึกษาธิการ และล่าสุดได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ใน ครม.อนุทิน 1 ในครั้งนี้

เส้นทางการเมืองของ โสภณ ซารัมย์

การกลับมาครั้งนี้ของโสภณ ซารัมย์ นับเป็นการคืนสู่ตำแหน่งบริหารระดับสูงอีกครั้ง หลังจากที่ห่างหายไปนาน การได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ผู้บริหารพรรคและรัฐบาลมีต่อประสบการณ์และความสามารถของเขา

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ การกลับมาของบุคคลที่มีประสบการณ์จึงอาจนำมาซึ่งมุมมองใหม่ ๆ และการขับเคลื่อนนโยบายที่น่าสนใจต่อไปในอนาคต

ที่มา – ประวัติ โสภณ ซารัมย์ คนสนิทเนวิน บ้านบุรีรัมย์ คัมแบ็กนั่งรองนายกฯ

Scroll to top