เฟกนิวส์

สว.พิสิษฐ์ ซัด ปชน. บิดเบือนกฎหมายนิรโทษกรรม

สว.พิสิษฐ์ ซัด ปชน. บิดเบือนกฎหมายนิรโทษกรรม

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในรัฐสภา เมื่อนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของพรรคประชาชน (ปชน.) อย่างเผ็ดร้อน โดยเฉพาะประเด็นการสื่อสารที่ถูกมองว่าเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม หรือร่าง พ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข จนเกิดเป็นวิวาทะทางการเมืองที่น่าจับตามองในขณะนี้

นายพิสิษฐ์ได้ออกมาเน้นย้ำว่า การที่พรรคประชาชนออกมาให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนนั้นถือเป็นการกระทำที่คล้ายกับ IO ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อพรรคการเมืองระดับประเทศ โดย สว.พิสิษฐ์ ซัด ปชน. บิดเบือนกฎหมายนิรโทษกรรม ว่ามีการสร้างข้อมูลเท็จเกี่ยวกับบัญชีท้ายร่าง พ.ร.บ. ทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิด ทั้งที่ในความเป็นจริงทางวุฒิสภาแทบไม่ได้แก้ไขเนื้อหาในส่วนดังกล่าวเลย เว้นแต่เพียงส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายการเดินอากาศเท่านั้น

อย่าใช้เยาวชนบังหน้าสร้างลัทธิปั่นหัวเด็ก

นอกจากประเด็นเรื่องการตีความกฎหมายแล้ว นายพิสิษฐ์ยังได้แสดงความเป็นห่วงอย่างยิ่งเกี่ยวกับการนำเยาวชนมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยระบุว่าพรรคประชาชนมักใช้ประเด็นเรื่องมาตรา 112 มาเป็นเกราะกำบังในการเคลื่อนไหว ซึ่งในความเป็นจริงแล้วกระบวนการยุติธรรมสำหรับเยาวชนในปัจจุบันได้มีช่องทางช่วยเหลือและฟื้นฟูไว้อยู่แล้วผ่านศาลเยาวชนและครอบครัว

การที่ฝ่ายการเมืองพยายามนำเยาวชนมาบังหน้าเพื่อสร้างลัทธิปั่นหัวเด็กนั้น ถือเป็นเรื่องที่น่ากังวล เพราะ:

  • เยาวชนอาจขาดความเข้าใจบริบทที่แท้จริงและหลงเชื่อข้อมูลที่บิดเบือน
  • มีการสร้างภาพจำผิดๆ ว่าการทำผิดกฎหมายคือวีรกรรมการต่อสู้
  • การผลักดันให้เกิดบรรทัดฐานใหม่ที่ละเลยความสำคัญของสถาบันหลักของชาติ

นายพิสิษฐ์ย้ำว่า วุฒิสภามีความจำเป็นต้องตัดไฟแต่ต้นลมเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายลุกลามไปยังรากฐานของสังคม การที่ สว.พิสิษฐ์ ซัด ปชน. บิดเบือนกฎหมายนิรโทษกรรม ในครั้งนี้ จึงเป็นการเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหันมาพูดคุยด้วยข้อเท็จจริง มากกว่าการสร้างวาทกรรมเพื่อเรียกคะแนนนิยมหรือสร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชน

ในฐานะผู้ติดตามสถานการณ์ทางการเมือง เราคงต้องจับตาดูว่าพรรคประชาชนจะมีท่าทีอย่างไรต่อข้อกล่าวหานี้ และสังคมไทยจะสามารถแยกแยะระหว่างการต่อสู้ทางการเมืองกับการบิดเบือนข้อเท็จจริงได้มากน้อยเพียงใด เพราะท้ายที่สุดแล้ว การขับเคลื่อนประเทศต้องการความตรงไปตรงมาและการเคารพในกติกาของรัฐสภาอย่างแท้จริง มากกว่าการเน้นยอดไลก์ยอดแชร์เพียงชั่วคราว

ที่มา – “สว.พิสิษฐ์” ซัด ปชน. บิดเบือนกฎหมายนิรโทษกรรม ลั่นอย่าใช้เยาวชนบังหน้า สร้างลัทธิปั่นหัวเด็ก

สว.เดือดโวย ปชน.โพสต์เฟกนิวส์ ใส่ร้ายล้างผิดคดีฮั้ว สว.

สว.เดือดโวย ปชน.โพสต์เฟกนิวส์ ใส่ร้ายล้างผิดคดีฮั้ว สว.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ออกมาเปิดใจถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนผ่านโลกโซเชียล โดยระบุว่าพรรคประชาชนได้มีการโพสต์ข้อมูลในลักษณะที่เรียกว่า สว.เดือดโวย ปชน.โพสต์เฟกนิวส์ ใส่ร้ายล้างผิดคดีฮั้ว สว. ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับภาพลักษณ์ของวุฒิสภาอย่างมาก

นายพิสิษฐ์ได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ข้อความที่กล่าวหาว่า สว. พยายามแก้กฎหมายเพื่อล้างผิดให้ตนเองในคดีฮั้ว สว. นั้นไม่เป็นความจริงแต่ประการใด การโพสต์ข้อมูลในลักษณะนี้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อพรรคการเมืองฝ่ายค้านอย่างรุนแรง

ทำไมพรรคประชาชนถึงถูกวิจารณ์เรื่องการนำเสนอข้อมูลเท็จ

การที่ สว. ออกมาแสดงความไม่พอใจในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเพราะเรื่องส่วนตัว แต่เป็นการตั้งคำถามถึงมาตรฐานจริยธรรมทางการเมือง นายพิสิษฐ์กล่าวว่า สว.เดือดโวย ปชน.โพสต์เฟกนิวส์ ใส่ร้ายล้างผิดคดีฮั้ว สว. เป็นเรื่องที่พรรคการเมืองระดับประเทศไม่ควรกระทำ เพราะการเน้นเพียงยอดไลก์หรือยอดแชร์โดยปราศจากข้อเท็จจริงทางกฎหมาย เป็นสิ่งที่เรียกว่า “ลัทธิส้ม” ที่เน้นการปลุกปั่นมากกว่าการสร้างสรรค์

นอกจากนี้ ประเด็นที่ สว. ได้แก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา 11 โดยระบุไม่ให้นิรโทษกรรมแก่เยาวชนอายุ 18 ปีที่กระทำความผิดในคดีมาตรา 112 นั้น นายพิสิษฐ์ให้เหตุผลว่า เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ลัทธิการเมืองบางกลุ่มใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือในทางที่ผิด หรือนำมาเป็นข้ออ้างเพื่อสร้างบรรทัดฐานให้กับพฤติกรรมต่อต้านสถาบันฯ

  • ยืนยัน สว. 138 คนปัจจุบันยังไม่ถูกชี้มูลความผิด ไม่มีความจำเป็นต้องออกกฎหมายช่วยตัวเอง
  • ชี้แจงเรื่องการปรับปรุงถ้อยคำในร่างกฎหมาย เพื่อให้ชัดเจนว่าไม่มีการนิรโทษกรรมคดีทุจริตเลือกตั้ง
  • เรียกร้องให้นายณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาชี้แจงกรณีการโพสต์ข้อมูลที่ผิดพลาด

ในมุมมองของนักกฎหมายและประชาชนทั่วไป ข่าว สว.เดือดโวย ปชน.โพสต์เฟกนิวส์ ใส่ร้ายล้างผิดคดีฮั้ว สว. ถือเป็นบทเรียนสำคัญว่าในยุคดิจิทัล การตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนการแชร์หรือแสดงความคิดเห็นเป็นหน้าที่ของทุกคน โดยเฉพาะพรรคการเมืองที่ควรเป็นแบบอย่างในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่สังคม หากการเมืองไทยยังคงเดินหน้าด้วยการสร้างข่าวลวงแบบนี้ไปเรื่อยๆ ท้ายที่สุดแล้วอาจจะเป็นตัวผู้ส่งสารเองที่จะสูญเสียความน่าเชื่อถือลงไปทุกที การเปิดใจและการมีส่วนร่วมของพรรคประชาชนในครั้งต่อไป จึงเป็นสิ่งที่สังคมจับตามองว่าจะมีการขอโทษหรือชี้แจงอย่างโปร่งใสหรือไม่

ที่มา – สว.เดือดโวย ปชน.โพสต์เฟกนิวส์ ใส่ร้ายล้างผิดคดีฮั้ว สว. แจงไม่ให้เด็ก 18 ปี ได้นิรโทษกรรมคดี

สว.พิสิษฐ์ สวน สมชาย ปมสอดไส้นิรโทษฮั้ว สว.

สว.พิสิษฐ์ สวน สมชาย ปมสอดไส้นิรโทษฮั้ว สว.

กลายเป็นประเด็นเดือดในแวดวงการเมืองไทยเมื่อไม่นานมานี้ เมื่อนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ออกมาโต้กลับนายสมชาย แสวงการ อดีต สว. กรณีที่ตั้งข้อสังเกตว่ามีการสอดไส้กฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อล้างผิดคดีฮั้วเลือกตั้ง สว. โดยทางฝั่งนายพิสิษฐ์ยืนยันชัดเจนว่าไม่มีการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ประเด็นที่คนกำลังให้ความสนใจคือ สว.พิสิษฐ์ สวน สมชาย ปมสอดไส้นิรโทษฮั้ว สว. อย่างเผ็ดร้อน โดยระบุว่าข้อมูลที่นายสมชายนำมาพูดนั้นคลาดเคลื่อนและอาจเป็นการเสพข่าวแบบไม่ละเอียด พร้อมทั้งจี้ให้มีการแก้ไขข่าวให้ถูกต้องเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนต่อสาธารณชน

รายละเอียดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแก้กฎหมาย

ในการชี้แจงครั้งนี้ นายพิสิษฐ์ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการฯ ได้อธิบายว่า ร่าง พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุขฉบับที่กำลังพิจารณานั้น ไม่ได้มีการแก้ไขประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตเลือกตั้งแต่อย่างใด สาระสำคัญหลักที่มีการเพิ่มเติมมีเพียงเรื่อง พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศเท่านั้น ซึ่งเป็นไปเพื่อรองรับกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เคยปิดสนามบิน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเด็น สว.พิสิษฐ์ สวน สมชาย ปมสอดไส้นิรโทษฮั้ว สว. อย่างที่ถูกกล่าวหา

  • การพิจารณากฎหมายเน้นความถูกต้องตามหลักการนิติบัญญัติ
  • ไม่ได้มีการสอดไส้ประเด็นฮั้วเลือกตั้งหรือทุจริตใดๆ
  • กระบวนการทางกฎหมายยังคงเดิมตามสิ่งที่สภาผู้แทนราษฎรส่งมา

นายพิสิษฐ์ยังกล่าวทิ้งท้ายด้วยความอัดอั้นใจว่า สว.พิสิษฐ์ สวน สมชาย ปมสอดไส้นิรโทษฮั้ว สว. โดยเปรียบเปรยให้คนอ่านหนังสือให้ละเอียดเกินกว่า 8 บรรทัด เพื่อทำความเข้าใจบริบทของกฎหมาย แทนที่จะรีบนำข้อมูลที่ผิดพลาดออกมาวิพากษ์วิจารณ์จนทำให้ภาพลักษณ์ของ สว. ชุดปัจจุบันเสียหาย

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวสาร เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนการนำเสนอสู่สาธารณะ เพราะในยุคที่ข่าวสารกระจายตัวเร็ว การสื่อสารที่ผิดพลาดอาจสร้างความเข้าใจผิดที่ยากจะแก้ไข และกระทบต่อความเชื่อมั่นในองค์กรระดับประเทศได้ การพูดคุยด้วยข้อเท็จจริงจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย เพื่อไม่ให้เป็นเหยื่อของข่าวปลอมที่สร้างความแตกแยกในสังคม

ที่มา – “สว.พิสิษฐ์” สวน “สมชาย” ปมสอดไส้นิรโทษฮั้ว สว. ซัดอ่านหนังสือไม่ถึง 8 บรรทัด จี้แก้ข่าวด้วย

อธิการ มรภ.บุรีรัมย์ โต้ข่าวลือ เปิดคณะแพทย์-ทันตแพทย์ ที่ดินเขากระโดง กว่า 400 ไร่

อธิการ มรภ.บุรีรัมย์ โต้ข่าวลือ เปิดคณะแพทย์-ทันตแพทย์ ที่ดินเขากระโดง กว่า 400 ไร่

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียลมีเดียเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา สำหรับกรณีที่มีการแชร์ข่าวว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ เตรียมจะเปิดคณะแพทยศาสตร์ คณะทันตแพทยศาสตร์ และคณะด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพอื่นๆ ในพื้นที่เขากระโดงกว่า 400 ไร่ จนทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความพร้อมของมหาวิทยาลัย ล่าสุดทางมหาวิทยาลัยต้องออกมาชี้แจงด่วนเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด

ข้อเท็จจริงกรณี อธิการ มรภ.บุรีรัมย์ โต้ข่าวลือ เปิดคณะแพทย์-ทันตแพทย์ ที่ดินเขากระโดง กว่า 400 ไร่

รองศาสตราจารย์ ดร.ศิราณี จุโฑปะมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ได้ออกมาแถลงการณ์อย่างชัดเจนว่า อธิการ มรภ.บุรีรัมย์ โต้ข่าวลือ เปิดคณะแพทย์-ทันตแพทย์ ที่ดินเขากระโดง กว่า 400 ไร่ ว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ข่าวที่ปรากฏเป็นการบิดเบือนและสร้างความสับสนให้กับสังคม โดยทางมหาวิทยาลัยยืนยันว่าปัจจุบันเปิดสอนเพียงคณะพยาบาลศาสตร์และสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์เท่านั้น

ทางมหาวิทยาลัยได้ชี้แจงขั้นตอนความคืบหน้าของพื้นที่เขากระโดงไว้ดังนี้:

  • ปัจจุบันมหาวิทยาลัยมีแนวทางในการขอใช้ประโยชน์พื้นที่บริเวณเขากระโดงจริง แต่ยังคงอยู่ในระหว่างขั้นตอนทางกฎหมายและสิทธิในที่ดินกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • การจัดตั้งคณะแพทย์หรือทันตแพทย์นั้น ต้องอาศัยความพร้อมมหาศาล ทั้งงบประมาณ บุคลากร เครื่องมือแพทย์ และต้องได้รับการอนุมัติจากสภามหาวิทยาลัย รวมถึงสภาวิชาชีพอย่างเข้มงวด
  • แผนงานในอนาคตของพื้นที่นี้คือการสนับสนุนคณะพยาบาลศาสตร์ เช่น การพัฒนาศูนย์ Wellness Center หรือโครงการ BRU Nursing Home เพื่อรับมือสังคมผู้สูงอายุเท่านั้น

การกระจายข่าวที่เป็นเท็จไม่เพียงแต่สร้างความเข้าใจผิดให้กับผู้ปกครองและนักศึกษา แต่ยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของสถาบันการศึกษาโดยตรง ดังนั้นจึงขอความร่วมมือจากทุกท่านให้หยุดแชร์ข้อมูลที่ไม่ผ่านการตรวจสอบจากช่องทางที่เป็นทางการของมหาวิทยาลัย

เป็นเรื่องสำคัญมากที่เราควรรับข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เพื่อป้องกันการตื่นตระหนกและสร้างความเสียหายในวงกว้าง หากคุณได้รับข้อมูลข่าวสารใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับคณะสาขาวิชาใหม่ๆ ของ มรภ.บุรีรัมย์ ควรตรวจสอบให้แน่ใจผ่านเว็บไซต์หลักหรือเพจเฟซบุ๊กที่เป็นทางการของมหาวิทยาลัยเสมอ

ที่มา – อธิการ มรภ.บุรีรัมย์ โต้ข่าวลือ เปิดคณะแพทย์-ทันตแพทย์ ที่ดินเขากระโดง กว่า 400 ไร่

“บิ๊กเล็ก” เตือนปมเผาป่า-ปล่อยเฟกนิวส์ ใส่ร้ายทหารไทย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตา และล่าสุด “บิ๊กเล็ก” เตือนปมเผาป่า-ปล่อยเฟกนิวส์ ใส่ร้ายทหารไทย ในการสนทนาทางโทรศัพท์กับรัฐมนตรีกลาโหมกัมพูชา พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้แสดงจุดยืนชัดเจนเพื่อรักษาความสงบสุขและความจริงใจในการแก้ปัญหา

“บิ๊กเล็ก” เตือนปมเผาป่า-ปล่อยเฟกนิวส์ ใส่ร้ายทหารไทย

ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 หลังการประชุมสภากลาโหมที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ พล.อ.ณัฐพล หรือที่รู้จักกันในชื่อ “บิ๊กเล็ก” ได้เปิดใจกับสื่อมวลชนถึงหลายประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะการติดต่อประสานงานกับเพื่อนร่วมวิชาชีพจากกัมพูชา เพื่อเตือนเรื่องการเผาป่าที่ชายแดน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด และการแพร่กระจายข่าวปลอมหรือเฟกนิวส์ เช่น ข่าวที่อ้างว่าทหารไทยยิงทหารกัมพูชา แต่จากการตรวจสอบพบว่าแผลบาดเจ็บไม่ตรงกับการถูกยิงจริง

พล.อ.ณัฐพล ย้ำว่าหากกัมพูชาต้องการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธีแท้จริง ควรหลีกเลี่ยงการกระทำดังกล่าว แม้จะเตือนไปหลายครั้ง แต่ยังคงมีเหตุการณ์เกิดขึ้น ทำให้ต้องย้ำเตือนซ้ำเมื่อวานนี้ด้วย นอกจากนี้ ยังแสดงความกังวลเรื่องทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดนที่อาจเป็นอันตรายต่อทุกฝ่าย

การดูแลครอบครัวกำลังพลผู้เสียชีวิตจากชายแดน

อีกประเด็นที่ “บิ๊กเล็ก” ให้ความสำคัญคือการดูแลครอบครัวของกำลังพลที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ชายแดน ท่านได้ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนหลายครอบครัว และพบปัญหาสิทธิการรักษาพยาบาล เช่น กรณีบุตรชายคนเดียวเสียชีวิต สิทธิ์จ่ายตรงสิ้นสุดลง จึงนำเรื่องเสนอนายกรัฐมนตรีเพื่อแก้ไขกฎหมาย ล่าสุด สปสช. อนุมัติหลักการแล้ว กำลังดำเนินการรายละเอียด แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อครอบครัวทหาร

จัดตั้งหน่วย JDC และ 5 แนวทางบริหารชายแดน

กองบัญชาการกองทัพไทยได้ตั้งหน่วย Joint Defense Command (JDC) เพื่อความร่วมมือระหว่างเหล่าทัพอย่างมีเอกภาพ จากบทเรียนไทย-กัมพูชา สำหรับการจัดการพื้นที่ชายแดน เนื่องจากตรึงกำลังนานๆ ใช้งบมาก จึงเสนอ 5 แนวทางหลัก ดังนี้

  • คงกำลังตามความจำเป็นของสถานการณ์
  • ติดตั้งรั้วอิเล็กทรอนิกส์และกล้อง CCTV เช่น คลองลึก ทมอดา
  • สร้างรั้วถาวรในพื้นที่เส้นเขตแดนชัดเจน
  • จัดสรรที่ดินให้ทหารผ่านศึกทำกินและเฝ้าพื้นที่ หารือกับกระทรวงทรัพยากรแล้ว
  • พัฒนาพื้นที่เป็นท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เช่น ภูมะเขือ ช่องอานม้า หรืออนุสรณ์สถาน เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วม

แนวทางเหล่านี้ไม่เพียงประหยัดงบ แต่ยังเสริมความมั่นคงยั่งยืน โดยผสมผสานมิติทหาร สังคม เศรษฐกิจ และการต่างประเทศ

พล.อ.ณัฐพล ยังปฏิเสธตอบเรื่องตำแหน่งในรัฐบาลหน้า ขอโฟกัสหน้าที่ปัจจุบันให้จบสมบูรณ์ พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์ให้ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ขอให้ขยายกรอบคิดครอบคลุมหลายมิติ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในอดีตเคยตึงเครียดจากข้อพิพาตปราสาทพระวิหารและพื้นที่รอบข้าง การเผาป่าและเฟกนิวส์ยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง แต่การ дипломатиของ “บิ๊กเล็ก” แสดงถึงความเป็นมืออาชีพ หากทั้งสองฝ่ายยึดสันติวิธี ปัญหาจะคลี่คลายได้เร็วขึ้น

ในมุมมองของผม แนวทาง 5 ประการนี้ฉลาดมาก เพราะเปลี่ยนจาก confrontation เป็น cooperation ผ่านประชาชนและการพัฒนา คุณลองคิดดูสิ ถ้าพื้นที่ชายแดนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว จะช่วยลดความขัดแย้งได้แค่ไหน? เชิญแสดงความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามอัปเดตข่าวชายแดนจากเรา!

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” เผยต่อสายคุยรัฐมนตรีกลาโหมกัมพูชา เตือนปมเผาป่า-ปล่อยเฟกนิวส์ ใส่ร้ายทหารไทย

“ภูมิธรรม” ซัดเฟกนิวส์คุมกลาโหม ดำเนินคดีต้นโพสต์

การเมืองไทยหลังการเลือกตั้งใหญ่ปี 2566 ยังคงร้อนฉ่าไปด้วยข่าวสารและข่าวลือมากมาย โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดียที่ข้อมูลไหลเวียนอย่างรวดเร็ว ล่าสุดมีประเด็นร้อนที่นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย ออกมาแถลงและชี้แจงอย่างดุเดือด นั่นคือเรื่อง “ภูมิธรรม” ซัดเฟกนิวส์คุมกลาโหม ดำเนินคดีต้นโพสต์ ยัน พท.-ภท. ยังไม่คุยโควตา รมต. ซึ่งกลายเป็นหัวข้อที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก

“ภูมิธรรม” ซัดเฟกนิวส์คุมกลาโหม ดำเนินคดีต้นโพสต์ ยัน พท.-ภท. ยังไม่คุยโควตา รมต.

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 06.35 น. นายภูมิธรรม เวชยชัย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อชี้แจงกรณีมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ข้อความเท็จว่า “ภูมิธรรมลั่น ถ้าได้นั่งคุมกลาโหมในรอบนี้ พี่น้องชาวไทยเตรียมดูได้เลย ฝั่งเพื่อนบ้านเขมรเจอดีแน่ จัดหนักกว่าเดิมแบบไม่ต้องสืบ” นายภูมิธรรม ยืนยันชัดเจนว่านี่คือ Fake News ล้วนๆ และจะดำเนินคดีกับต้นโพสต์ให้ถึงที่สุด

รายละเอียดข่าวปลอมที่สร้างความวุ่นวาย

โพสต์ดังกล่าวพยายามสร้างภาพว่านายภูมิธรรมจะได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และจะใช้นโยบายแข็งกร้าวต่อเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ซึ่งเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง ข่าวนี้แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชน โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลกำลังอยู่ในขั้นตอนสำคัญ

คำชี้แจงอย่างเป็นทางการจากพรรคเพื่อไทย

นายภูมิธรรม ชี้แจงว่า ตั้งแต่พรรคเพื่อไทยได้รับการติดต่อจากผู้ใหญ่พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคที่ได้คะแนนเสียงอันดับหนึ่ง ขอเสียงสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐบาล และมีการแถลงข่าวร่วมกันแล้วนั้น ยังไม่เคยมีการพูดคุยเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรีหรือการแบ่งกระทรวงใดๆ เลย เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลเป็นหน้าที่ของพรรคที่ได้คะแนนสูงสุด ซึ่งต้องรอให้ชัดเจนว่ารัฐบาลที่จะเกิดขึ้นจะเป็นรัฐบาลผสมกี่พรรค และมีจำนวนเสียง ส.ส. สนับสนุนเท่าใด เมื่อทุกอย่างลงตัวแล้ว จึงจะเข้าสู่ขั้นตอนการแบ่งสรรกระทรวงและจำนวนรัฐมนตรีของแต่ละพรรค

ขั้นตอนการจัดตั้งรัฐบาลที่ยังไม่ถึงจุดแบ่งโควตา

  • รอการรับรองผลการเลือกตั้งจาก กกต. อย่างเป็นทางการ
  • พรรคแกนนำประเมินจำนวนพรรคร่วมและเสียงสนับสนุน
  • เจรจานโยบายหลักของรัฐบาล
  • จึงค่อยแบ่งตำแหน่งรัฐมนตรีตามสัดส่วน

ดังนั้น การโพสต์ข่าวเท็จเช่นนี้ไม่เพียงสร้างความแตกแยก แต่ยังอาจกระทบต่อภาพลักษณ์ของพรรคการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างพรรค

ภัยร้ายของเฟกนิวส์ในวงการเมืองไทย

ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายเร็วกว่าปล่อยไฟ เฟกนิวส์กลายเป็นเครื่องมือที่ถูกใช้โจมตีทางการเมืองบ่อยครั้ง อย่างในกรณีนี้ มันพยายามจุดชนวนความขัดแย้งชาตินิยม โดยอ้างประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างเฟกนิวส์อื่นๆ เช่น ข่าวลือเรื่องพรรคร่วมรัฐบาล หรือนโยบายที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง

พรรคเพื่อไทยซึ่งได้ ส.ส. 141 เสียง พรรคภูมิใจไทย 71 เสียง กำลังเจรจาอย่างเป็นทางการเพื่อสานต่อการจัดตั้งรัฐบาลที่มั่นคง โดยเน้นนโยบายเศรษฐกิจ สังคม และแก้ปัญหาให้ประชาชนเป็นหลัก ไม่ใช่การเมืองเรื่องตำแหน่งอย่างที่ข่าวปลอมพยายามบิดเบือน

นายภูมิธรรม ยังเรียกร้องให้พี่น้องประชาชนตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ และย้ำว่าจะใช้กฎหมายจัดการกับผู้กระทำผิดทุกคน เพื่อรักษาความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูลสาธารณะ

มุมมองและข้อคิดจากเหตุการณ์นี้

เหตุการณ์ “ภูมิธรรม” ซัดเฟกนิวส์คุมกลาโหม ดำเนินคดีต้นโพสต์ ยัน พท.-ภท. ยังไม่คุยโควตา รมต. สะท้อนให้เห็นว่าการเมืองไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายจากข้อมูลเท็จ ซึ่งอาจนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจในระบบประชาธิปไตย ในมุมมองของผู้เขียน การตรวจสอบแหล่งข่าวด้วยเครื่องมืออย่าง Fact-check website เช่น Cofact หรือ Thai PBS Factcheck เป็นสิ่งจำเป็นยิ่ง หากเราต้องการสังคมที่ข้อมูลโปร่งใส

สุดท้ายนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านติดตามข่าวสารการเมืองจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และหากพบเฟกนิวส์ อย่าลืมรายงานหรือแชร์คำชี้แจงที่ถูกต้องเพื่อหยุดยั้งการแพร่กระจาย สมัครรับข่าวสารจากบล็อกนี้เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – “ภูมิธรรม” ซัดเฟกนิวส์คุมกลาโหม ดำเนินคดีต้นโพสต์ ยัน พท.-ภท. ยังไม่คุยโควตา รมต.

ศุภชัยร้อง! เอาผิด ปชช. ปั่นเฟกนิวส์กาผิดเบอร์

“ศุภชัย” ร้อง กกต.- ปอท. เอาผิดพรรคประชาชนและกองเชียร์ ปั่นเฟกนิวส์โลกออนไลน์ ให้ร้ายบิดเบือนนโยบาย หมายเลขพรรค นำชื่อ “อนุทิน” ใส่พ่วงเบอร์ ปชน. หวังให้ชาวบ้านหลงเชื่อกาผิดเบอร์

วันที่ 7 มกราคม 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ แกนนำพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ขณะนี้พบกระบวนการดำเนินการที่ผิดกฎหมายเลือกตั้งในสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ หลอกลวง สร้างความสับสนให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เช่น การโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กเชิญชวนให้ “เข้าคูหากาเบอร์ 46 ทั่วประเทศนะคะ เสี่ยหนูนโยบายดีมาก” พร้อมตกแต่งตัวเลขชื่อ “อนุทิน” ให้กลายเป็นเลข 46 ซึ่งไม่ใช่หมายเลขของพรรคภูมิใจไทย แต่เป็นของพรรคประชาชน โดยความเป็นจริงแล้ว พรรคภูมิใจไทยได้หมายเลข 37 บัตรสีชมพู การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้งตามมาตรา 73

นอกจากนี้ ยังพบการเผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จในลักษณะใส่ร้ายพรรคภูมิใจไทย เช่น การอ้างว่าพรรคมีท่าทีเกี่ยวกับการถวายคืนพระราชอำนาจ การเพิ่มโทษตามมาตรา 112 การเพิ่มงบประมาณให้สถาบันฯ รวมถึงการนำนโยบายเก่าปี 2566 มาดัดแปลง เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจผิดในนโยบายปัจจุบัน

นายศุภชัย กล่าวอีกว่า พรรคประชาชนได้รับประโยชน์โดยตรงจากการกระทำของบุคคลเหล่านี้ ที่ทำให้ประชาชนหลงผิด เป็นการหลอกลวง ใส่ร้ายด้วยความเท็จ หรือจูงใจให้การเข้าใจผิด แต่กลับนิ่งเฉยไม่ระงับยับยั้งบรรดาหัวคะแนนหรือกองเชียร์ ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดตาม มาตรา 132 ของกฎหมายเลือกตั้ง สส.

“วันนี้พรรคภูมิใจไทยจะเดินทางไปร้องต่อเลขาธิการ กกต. เพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมาย และจะไปร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน บก.ปอท. เพื่อดำเนินคดีกับเจ้าของบัญชีผู้ใช้ต่างๆ ที่โพสต์ข้อความเหล่านี้ด้วยเจตนาที่จะให้การสนับสนุนพรรคประชาชน และให้ กกต. ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาชนตามบทบัญญัติกฎหมายเลือกตั้งต่อไป”

“ศุภชัย” ร้อง กกต.-ปอท. เอาผิด ปชน.- กองเชียร์ ปั่นเฟกนิวส์ หวังให้ชาวบ้านหลงเชื่อกาผิดเบอร์

จากกรณีที่นายศุภชัย ใจสมุทร แกนนำพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาเรียกร้องให้ กกต. และ ปอท. ดำเนินการเอาผิดกับพรรคประชาชน (ปชน.) และกองเชียร์ที่ทำการ ปั่นเฟกนิวส์ หวังให้ชาวบ้านหลงเชื่อกาผิดเบอร์ นั้น สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการใช้ข้อมูลเท็จในการหาเสียงที่ยังคงมีอยู่ในการเลือกตั้ง

ทำไมการปั่นเฟกนิวส์ หวังให้ชาวบ้านหลงเชื่อกาผิดเบอร์ จึงเป็นเรื่องร้ายแรง

การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง บิดเบือน หรือเป็นเท็จ เกี่ยวกับหมายเลขพรรค หรือนโยบายของพรรคการเมืองใดๆ ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายเลือกตั้งอย่างชัดเจน เพราะเป็นการขัดขวางการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกผู้แทนที่ตนต้องการอย่างอิสระ การปั่นเฟกนิวส์ หวังให้ชาวบ้านหลงเชื่อกาผิดเบอร์ จึงเป็นการทำลายกระบวนการประชาธิปไตย

ผลกระทบของการปั่นเฟกนิวส์:

  • ทำให้ประชาชนสับสน และเข้าใจผิดเกี่ยวกับนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ
  • บิดเบือนเจตจำนงของประชาชนในการเลือกตั้ง
  • ทำลายความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้ง
  • สร้างความแตกแยกในสังคม

การที่นายศุภชัยออกมาเรียกร้องให้มีการดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าว เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เพื่อเป็นการป้องปรามไม่ให้เกิดการกระทำเช่นนี้อีกในอนาคต และเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใส และยุติธรรม

การกระทำดังกล่าวถือเป็นการ ปั่นเฟกนิวส์ หวังให้ชาวบ้านหลงเชื่อกาผิดเบอร์ ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายเลือกตั้ง และส่งผลเสียต่อกระบวนการประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง

การตระหนักรู้ถึงอันตรายของข่าวปลอมและการตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ต่อจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ เพื่อให้เราทุกคนได้ใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งอย่างมีคุณภาพและเป็นไปตามเจตนารมณ์ของตนเองอย่างแท้จริง มาร่วมกันต่อต้านการปั่นเฟกนิวส์ หวังให้ชาวบ้านหลงเชื่อกาผิดเบอร์ เพื่อประชาธิปไตยที่แข็งแกร่งและยั่งยืนของเรา

ที่มา – “ศุภชัย” ร้อง กกต.-ปอท. เอาผิด ปชน.- กองเชียร์ ปั่นเฟกนิวส์ หวังให้ชาวบ้านหลงเชื่อกาผิดเบอร์

“บิ๊กเกรียง” ยุตัดหัวประจาน ปล่อยเฟกนิวส์ผู้เสียชีวิตน้ำท่วมพุ่งพัน

สว.มอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยภาคใต้ “บิ๊กเกรียง” ฉุนคนปล่อยเฟกนิวส์ผู้เสียชีวิตน้ำท่วมพุ่งพันคน ยุให้ตัดหัวประจาน ทำลายขวัญกำลังใจประชาชน ด้าน “สว.พิบูลย์อัฑฒ์” แจงเขต 8 ไล่ยิงเจตสกี เพราะไปขับแข่งเรือเล่นกันในพื้นที่

วันที่ 1 ธ.ค. 2568 ที่รัฐสภา พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา รับมอบเงินและสิ่งของจากนายนิรุตติ สุทธินนท์ สว. ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการจัดหางานและพัฒนาฝีมือแรงงาน คณะกรรมาธิการแรงงาน วุฒิสภา ที่นำคณะศิษย์เก่านักศึกษาหลักสูตรปรม. รุ่น 22 สถาบันพระปกเกล้า ส่งมอบให้กับ สว.ภาคใต้นำไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย อาทิ พาวเวอร์แบงก์ ปลั๊กไฟ อุปกรณ์จำเป็นส่งให้ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ วุฒิสภามีงบประมาณกว่า 4 แสนบาทและได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย รวมเป็น 6 แสนบาท จะส่งให้วุฒิสภาในพื้นที่จัดทำถุงยังชีพ ซื้อสิ่งของต่างๆแจกจ่ายประชาชน วุฒิสภาไม่ทอดทิ้งประชาชน เมื่อถามว่า ข้อมูลในโซเชียลมีเดียระบุมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก พล.อ.เกรียงไกรตอบว่า สื่อต้องช่วยกันดูข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร บางส่วนเอามาจากไหน บอกมีผู้เสียชีวิตน้ำท่วมพุ่งพันคน ถ้าไม่จริงน่าเอาไปตัดหัวประจาน เพราะทำให้ขวัญประชาชนตกต่ำ ไม่รู้ต่อไปการแจ้งเตือนของหน่วยงานจะเชื่อถือหรือไม่ เพราะไม่รู้หน่วยงานปลอมหรือจริง พอแจ้งข่าวเท็จ ประชาชนก็ตื่นตระหนกจนเคยชิน ไปออกเฟกนิวส์ไม่เป็นความจริง อย่าซ้ำเติมประชาชน วิงวอน สื่อต้องช่วยประจานคนออกข่าวไม่จริง

นายพิบูลย์อัฑฒ์ หฤหรรษ์ปราการ สว. กล่าวว่า การบอกว่าเขต 8 ยิงกันนั้น ต้องบอกว่าพวกเจตสกีไปแข่งเรือเล่นกัน บางส่วนเขาเลยโกรธ คนหาดใหญ่ไม่ได้ร้าย หลังจากนั้น พวกเจตสกีไม่มีใครกล้าลงไป ตนบอกเดี๋ยวลงเองก็ไม่มีอะไร ทุกคนก็ยกมือไหว้ เอาข้าวไปให้ น่ารักทุกคน

“บิ๊กเกรียง” ยุให้ตัดหัวประจาน พวกปล่อยเฟกนิวส์ผู้เสียชีวิตน้ำท่วมพุ่งพันคน

จากกรณีที่มีข่าวลือและข่าวปลอมเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ โดยมีการอ้างจำนวนผู้เสียชีวิตน้ำท่วมพุ่งพันคน พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา ได้ออกมาแสดงความไม่พอใจและเรียกร้องให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูลดังกล่าวอย่างเข้มงวด

พล.อ.เกรียงไกร จี้สื่อช่วยกันประจานคนปล่อยข่าวปลอมผู้เสียชีวิตน้ำท่วมพุ่งพัน

พล.อ.เกรียงไกร กล่าวว่า ข่าวปลอมเหล่านี้สร้างความตื่นตระหนกและความหวาดกลัวให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก และยังบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของหน่วยงานภาครัฐที่ทำหน้าที่แจ้งเตือนภัย หากข้อมูลไม่ถูกต้อง ประชาชนอาจไม่เชื่อถือการแจ้งเตือนในอนาคต ซึ่งอาจนำไปสู่ความสูญเสียที่มากขึ้นกว่าเดิมได้ ดังนั้น สื่อมวลชนจึงมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบและนำเสนอข้อเท็จจริง เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของข่าวปลอม

นอกจากนี้ พล.อ.เกรียงไกร ยังได้เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่ปล่อยข่าวปลอม เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต

สถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด และอย่าหลงเชื่อข่าวลือหรือข่าวปลอมที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย

การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นสิ่งสำคัญ แต่การจัดการกับข่าวปลอมที่สร้างความตื่นตระหนกก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เราทุกคนมีหน้าที่ในการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะเผยแพร่ต่อ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดและความวุ่นวายในสังคม

ที่มา – “บิ๊กเกรียง” ยุให้ตัดหัวประจาน พวกปล่อยเฟกนิวส์ผู้เสียชีวิตน้ำท่วมพุ่งพันคน

ดีอี เตือน! ข่าวปลอมไทยยิงปราสาทเขาพระวิหารระบาด

ดีอีเตือนข่าวปลอมโจมตีไทยจากฝั่งกัมพูชายังระบาดหนัก พบเลยเถิดปล่อยเฟกนิวส์สื่อต่างประเทศ ปลอมข่าวไทยยิงปราสาทเขาพระวิหารเสียหาย

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า ข่าวปลอมที่แพร่หลายอันดับต้นๆ ในช่วงสัปดาห์ระหว่างวันที่ 5 – 11 ก.ย. 2568 จากข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 998,983 ข้อความ พบส่วนใหญ่เป็นข่าวเกี่ยวกับความมั่นคงระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา, การให้บริการของหน่วยงานรัฐ นอกจากนี้ยังพบข่าวที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ และข่าวภัยพิบัติรวมอยู่ด้วย ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อสังคม อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน ตื่นตระหนก และวิตกกังวลได้ รวมทั้งอาจทำให้สูญเสียทรัพย์สิน หรือ ข้อมูลส่วนบุคคล

โดยข่าวปลอมที่แพร่หลายและเข้าถึงความสนใจของประชาชนเป็นอันดับแรก ได้แก่ ข่าวการปรับสิทธิค่ายาข้าราชการ ปี 69 เบิกได้เฉพาะยาสามัญ ซึ่งกระทรวงดีอี ได้ประสานงานกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณายังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด ขอให้ติดตามข่าวความคืบหน้าการดำเนินงาน ผ่านทาง www.cgd.go.th หรือ Facebook กรมบัญชีกลาง ที่มีเครื่องหมาย verify เท่านั้น เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง

ขณะที่ข่าวปลอมสถานการณ์ไทย-กัมพูชา เรื่อง “ไทยยิงปราสาทพระวิหารเสียหาย” ได้รับความสนใจเป็นอันดับถัดมา ซึ่งกระทรวงดีอีได้ประสานกองทัพบก กระทรวงกลาโหม ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ กรณีที่ฝ่ายกัมพูชาได้กล่าวอ้างผ่านสื่อต่างประเทศ ว่า ฝ่ายไทยใช้อาวุธยิงสนับสนุนในการปฏิบัติการทางทหาร จนส่งผลให้ปราสาทพระวิหารได้รับความเสียหายในช่วงการสู้รบที่ผ่านมานั้น ไม่เป็นความจริง

ข่าวปลอมอื่นๆ ที่ถูกเผยแพร่ออกมา ได้แก่ ศบ.ทก. อนุมัติ แผนสร้างรั้ว 16 กิโลเมตร หลักเขตแดนที่ 50 ถึง 51, แจ้งเตือนให้พลเรือน จ.สระแก้ว ออกจากพื้นที่ชายแดน, กระทรวงวัฒนธรรม ยอมรับ รามเกียรติ์เป็นของกัมพูชา, กระทรวงวัฒนธรรม พร้อมยกชุดไทยให้กัมพูชา, ประกาศวันหยุดราชการพิเศษ วันที่ 12 กันยายน 2568, เลขาฯ ป.ป.ส. เตรียมยื่นใบลาออกหลังมีการประกาศนายกคนที่ 32 ของไทย เป็นต้น

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

ดีอี เตือน! ข่าวปลอมไทยยิงปราสาทเขาพระวิหารระบาด

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ออกมาเตือนประชาชนให้ระมัดระวังข่าวปลอมที่กำลังแพร่ระบาดอย่างหนัก โดยเฉพาะข่าวที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ล่าสุดพบว่ามีการปล่อยข่าวปลอมว่า ไทยยิงปราสาทเขาพระวิหารเสียหาย ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

สถานการณ์ข่าวปลอมในปัจจุบันน่าเป็นห่วงอย่างมาก มีการสร้างข่าวเท็จและบิดเบือนข้อมูลต่างๆ เพื่อหวังผลประโยชน์บางอย่าง ดังนั้นประชาชนจึงควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนที่จะเชื่อและแชร์ต่อ เพื่อป้องกันไม่ให้ข่าวปลอมแพร่กระจายและสร้างความเสียหายต่อสังคม

ข่าวปลอม ไทยยิงปราสาทเขาพระวิหาร: อย่าหลงเชื่อ!

ข่าวปลอมเรื่อง ไทยยิงปราสาทเขาพระวิหาร เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการสร้างข่าวเท็จเพื่อหวังผลทางการเมืองหรือสร้างความแตกแยกในสังคม ดังนั้นเราจึงต้องตระหนักถึงอันตรายของข่าวปลอมและร่วมมือกันต่อต้านการเผยแพร่ข่าวเท็จ

นอกจากข่าว ไทยยิงปราสาทเขาพระวิหาร แล้ว ยังมีข่าวปลอมอื่นๆ ที่แพร่หลายในโลกออนไลน์ เช่น ข่าวเกี่ยวกับการปรับสิทธิค่ายาข้าราชการ ข่าวการสร้างรั้วชายแดน ข่าวการยอมรับรามเกียรติ์เป็นของกัมพูชา และข่าววันหยุดราชการพิเศษ ซึ่งล้วนเป็นข่าวเท็จที่สร้างความเข้าใจผิดและความสับสนให้กับประชาชน

ดังนั้น สิ่งที่เราควรทำคือการตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น เว็บไซต์ของหน่วยงานราชการ หรือสื่อมวลชนที่ได้รับความไว้วางใจ ก่อนที่จะเชื่อและแชร์ข้อมูลใดๆ ก็ตาม นอกจากนี้ เรายังสามารถใช้เครื่องมือตรวจสอบข่าวปลอมต่างๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อช่วยในการตรวจสอบข้อมูลได้อีกด้วย

การรู้เท่าทันข่าวปลอมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในยุคดิจิทัล เพราะข่าวปลอมสามารถสร้างความเสียหายได้อย่างมหาศาล ทั้งต่อตัวบุคคล สังคม และประเทศชาติ ดังนั้นเราจึงต้องร่วมมือกันในการต่อต้านข่าวปลอมและสร้างสังคมที่เต็มไปด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์

การตระหนักถึงภัยของข่าวปลอม และการช่วยกันตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ต่อ เป็นวิธีที่ช่วยลดผลกระทบจากข่าวปลอมได้ดีที่สุด เริ่มต้นง่ายๆ จากตัวเรา เพื่อสังคมที่ดีขึ้น

ที่มา – ดีอี เตือนเฟกนิวส์จากฝั่งกัมพูชาโจมตีไทย ยังระบาดหนัก ปลอมข่าวไทยยิงปราสาทเขาพระวิหาร

Scroll to top