เมาแล้วขับ

จับตาผลทดลอง 6 เดือน ปลดล็อกขายเหล้า 14.00-17.00 น. กระตุ้นเศรษฐกิจหรือเพิ่มเสี่ยง

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เรามาคุยกันเรื่องร้อนๆ ในวงการเศรษฐกิจและสังคมไทยกันดีกว่า นั่นคือ จับตาผลทดลอง 6 เดือน ปลดล็อกขายเหล้า 14.00-17.00 น. ที่รัฐบาลเพิ่งเริ่มทดลองตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2567 เป็นต้นมา ระยะเวลา 180 วันเต็ม เพื่อดูว่ามันจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวได้จริง หรือจะเพิ่มความเสี่ยงอุบัติเหตุ ดื่มขับ และปัญหาสังคมอื่นๆ ตามที่หลายคนกังวล มาดูข้อมูลล่าสุดกันเลย!

จับตาผลทดลอง 6 เดือน ปลดล็อกขายเหล้า 14.00-17.00 น. กระตุ้นเศรษฐกิจหรือเพิ่มเสี่ยง

นโยบายนี้เกิดขึ้นเพื่อช่วยผู้ประกอบการร้านอาหาร โรงแรม และธุรกิจท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากโควิดและเศรษฐกิจชะลอตัว โดยปลดล็อกช่วงบ่ายที่เคยห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หลังจาก 6 เดือน จะมีการประเมินผลอย่างละเอียดจากหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สุขภาพ และสังคม โดยมี สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ร่วมวิจัยตามกรอบ WHO

กราฟอัตราการดื่มขับหลังปลดล็อกขายเหล้า 14.00-17.00 น.

ข้อมูลดื่มขับ ลดลงเบื้องต้น แต่ยังต้องรอผลเต็ม

ล่าสุด กระทรวงสาธารณสุขรายงานจากฐานข้อมูลกรมควบคุมโรค ว่าอัตราการดื่มขับโดยรวมลดลงเมื่อเทียบปีก่อน แถมในช่วง 14.00-17.00 น. ค่าเฉลี่ยรายชั่วโมงยังต่ำกว่าเดิม ไม่เห็นกราฟกระตุกขึ้นด้วย นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ยืนยันว่ายังเป็นข้อมูลช่วงแรก ต้องเก็บครบ 180 วันก่อนสรุป

เพื่อป้องกันปัญหา กำลังร่างประกาศแนวทางประเมินอาการมึนเมาเบื้องต้น ภายใต้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 คาดเสร็จเดือนมีนาคม ก่อนสงกรานต์ ร้านค้าสามารถใช้คัดกรองได้เลย เพราะกฎหมายห้ามขายให้คนเมาและเด็กอายุต่ำกว่า 20 ปีชัดเจน ถ้าขายผิดแล้วเกิดเหตุ ร้านอาจโดนโทษ!

การประเมินอาการเมาเพื่อควบคุมการขายเหล้า 14.00-17.00 น.

ผลสำรวจเห็นด้วย 84% จากเอกชน แต่ภาคสาธารณสุขยังกังวล

ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ จาก สวรส. เผยผลสำรวจ 12,404 คน (15-29 พ.ย. 2567) เอกชนหนุนสูงถึง 84% รัฐ 67% เห็นว่านโยบายช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและท่องเที่ยว แต่กลุ่มคัดค้านอย่างสาธารณสุขและ NGO กังวลอุบัติเหตุ อาชญากรรม และเด็กหลังเลิกเรียนเข้าถึงง่าย โดยเฉพาะช่วงปีใหม่ที่ดื่มขับเสียชีวิตสูง 4-5 เท่า เยาวชนกลายเป็นเป้าหมายใหม่

ด้านเศรษฐกิจ บางพื้นที่รายได้ท่องเที่ยวยังไม่พุ่งชัด แต่ร้านอาหารยอดขายดีขึ้น คณะทำงานเสนอให้ทุกฝ่ายแบ่งปันข้อมูล วิเคราะห์ผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อตัดสินใจว่าจะต่อยอดหรือหยุด พร้อมมาตรการลดเสี่ยง

  • ข้อดี: กระตุ้นยอดขายร้านอาหาร-ท่องเที่ยว, เศรษฐกิจหมุนเวียนเร็วขึ้น
  • ข้อเสีย: เสี่ยงดื่มขับเพิ่ม, เยาวชนเข้าถึงง่าย, อาชญากรรมช่วงบ่าย

สรุปแล้ว ปลดล็อกขายเหล้า 14.00-17.00 น. ยังเป็นดาบสองคม ช่วยเศรษฐกิจแต่ต้องควบคุมเข้ม ในมุมผมคิดว่าถ้ามีการบังคับใช้แนวทางป้องกันดีๆ น่าจะเวิร์ค คุณล่ะคิดยังไง? หนุนหรือคัดค้าน? มาคอมเมนต์บอกกันหน่อย สนับสนุนด้วยการแชร์โพสต์นี้ให้เพื่อนๆ ด้วยนะ!

ที่มา – จับตาผลทดลอง 6 เดือน ปลดล็อกขายเหล้า 14.00-17.00 น. กระตุ้นเศรษฐกิจหรือเพิ่มเสี่ยง

ตร.ย้ำ เมาแล้วขับ ไม่มีเตือนก่อนปรับ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ออกมาประกาศย้ำชัดเจนอีกครั้งสำหรับผู้ขับขี่ทุกคน โดยเฉพาะในช่วงนโยบายกวดขันจราจรปี 2569 ที่ เมาแล้วขับ ไม่มีเตือนก่อนปรับ แน่นอน หากถูกตรวจพบจะดำเนินคดีทันที ไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ รถจักรยานยนต์ หรือยานพาหนะใดๆ ก็ตาม นโยบายนี้มาจากคำสั่งของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่มุ่งเสริมสร้างวินัยจราจรและลดอุบัติเหตุบนท้องถนน

เมาแล้วขับ ไม่มีเตือนก่อนปรับ

พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า ตำรวจจราจรทั่วประเทศได้รับคำสั่งให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะฐานเมาแล้วขับ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอุบัติเหตุร้ายแรงที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากทุกปี การขับรถในสภาพมึนเมาไม่เพียงเสี่ยงต่อตัวผู้ขับเอง แต่ยังคุกคามชีวิตผู้อื่นบนท้องถนนด้วย จึงไม่มีมาตรการตักเตือนเบาๆ ก่อน แต่ลงโทษทันทีเพื่อเป็นตัวอย่าง

ตัวอย่างชัดเจนเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้ขับขี่รถยนต์รายหนึ่งมีอาการมึนเมาชัดเจน แต่กลับปฏิเสธการตรวจวัดแอลกอฮอล์ พยายามหลบหนีและทำร้ายเจ้าหน้าที่ ก่อนถูกจับกุมและตรวจพบค่าความเข้มข้นแอลกอฮอล์ในลมหายใจสูงถึง 126 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด (ไม่เกิน 20 มก.%) กรณีนี้เข้าข่ายผิดหลายฐาน ทั้งเมาแล้วขับ ขัดขืนคำสั่งเจ้าพนักงาน และต่อสู้ขัดขวาง

ไม่ยอมเป่า = เมาแล้วขับ

สิ่งสำคัญที่ ตร. ย้ำคือ ถ้าคุณ เมาแล้วขับ ไม่มีเตือนก่อนปรับ และหากปฏิเสธการเป่าถุงลมหรือตรวจวัดแอลกอฮอล์ กฎหมายจะสันนิษฐานทันทีว่าคุณเมาแล้วขับ มีโทษเท่ากัน และอาจเพิ่มโทษฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานอีกด้วย นี่คือจุดเปลี่ยนที่หลายคนไม่รู้ ทำให้หลายรายพลาดโดนจับเพราะคิดว่าปฏิเสธแล้วรอด

โทษปรับเมาแล้วขับหนักแค่ไหน?

ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และฉบับแก้ไข ผู้ขับขี่เมาแล้วขับมีโทษดังนี้:

  • ปรับ 5,000 – 20,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ศาลสั่งพักใช้ใบขับขี่ 6 เดือน – 1 ปี หรือเพิกถอนใบอนุญาต
  • หากก่ออุบัติเหตุบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต โทษจำคุกสูงสุด 10 ปี และปรับเพิ่ม
  • ผิดซ้ำภายใน 2 ปี: จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับ 50,000 – 100,000 บาท พัก/เพิกถอนใบขับขี่แน่นอน

นอกจากนี้ รถที่ใช้ก่อเหตุอาจถูกยึดและสั่งห้ามใช้ชั่วคราว สร้างความเดือดร้อนทั้งค่าใช้จ่ายและชื่อเสียง

ทำไมต้องเข้มงวดกับเมาแล้วขับ ไม่มีเตือนก่อนปรับ?

สถิติอุบัติเหตุในไทยพบว่าเมาแล้วขับเป็นสาเหตุหลักกว่า 30% ของการเสียชีวิตบนท้องถนนทุกปี โดยเฉพาะช่วงเทศกาลอย่างสงกรานต์หรือปีใหม่ การบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดแบบนี้ช่วยลดตัวเลขผู้เสียชีวิตได้จริง จากข้อมูลปีที่ผ่านมา อุบัติเหตุลดลงหลังเริ่มปฏิบัติการพิเศษเมาไม่ขับ พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ หัวหน้าคณะทำงานเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร ยังขอความร่วมมือประชาชนยึดหลัก "เมาไม่ขับ" และชื่นชมเจ้าหน้าที่ที่อดทนแม้ถูกทำร้ายระหว่างปฏิบัติหน้าที่

เพื่อป้องกัน เรามีเคล็ดลับง่ายๆ:

  • ดื่มแล้วใช้บริการแท็กซี่ Grab หรือ Bolt
  • มอบกุญแจให้เพื่อนที่ไม่ดื่มขับแทน
  • วางแผนล่วงหน้า หากจะดื่มให้พักรถไว้
  • ใช้แอปเช็คค่าแอลกอฮอล์เบื้องต้นก่อนขับ

สุดท้าย ในมุมมองของผม กฎ เมาแล้วขับ ไม่มีเตือนก่อนปรับ นี้ดีมาก เพราะชีวิตคนมาก่อนกฎหมายเสมอ อย่าให้ความสนุกช่วงค่ำมาทำลายอนาคตตัวเองและครอบครัว ลองคิดดู ถ้าคุณเมาแล้วขับแล้วเกิดอุบัติเหตุ ครอบครัวจะเสียใจแค่ไหน? ขับขี่ปลอดภัย เมาไม่ขับกันเถอะ!

หากมีประสบการณ์เจอจุดตรวจหรือเคล็ดลับขับปลอดภัย แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะครับ ช่วยกันสร้างถนนปลอดภัย

ที่มา – ตร. ย้ำชัด “เมาแล้วขับ” ไม่มีเตือนก่อนปรับ “ไม่ยอมเป่าเท่ากับเมาแล้วขับ” ดำเนินคดีทันที

ยัวะโดนเรียกเป่าแอลกอฮอล์ หนุ่มการทางพิเศษ ตบหน้าตำรวจปากแตก

วันนี้มีข่าวร้อนที่ทำให้ชาวเน็ตฮือฮาไปทั้งโซเชียลกันเลยครับ เรื่องยัวะโดนเรียกเป่าแอลกอฮอล์ “หนุ่มการทางพิเศษ” ตบหน้าตำรวจจราจรกลางปากแตก เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นจริงๆ แล้วยังเป็นเจ้าหน้าที่รัฐด้วยนะ ใครที่ชอบดื่มแล้วขับรถต้องฟังให้ดีเลย เพราะอาจจะกลายเป็นข่าวดังแบบนี้ได้ง่ายๆ

ยัวะโดนเรียกเป่าแอลกอฮอล์ “หนุ่มการทางพิเศษ” ตบหน้าตำรวจจราจรกลางปากแตก

เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อเวลา 24.59 น. วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2567 ร.ต.อ.พงศ์พล สมบูรณ์ รอง สว. งานตรวจพิสูจน์ผู้ขับขี่ กก.5 บก.จร. กำลังตั้งจุดตรวจวัดแอลกอฮอล์อยู่บริเวณหน้าโรงจอดรถไฟฟ้า ถนนพระราม 9 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นจุดที่รถราวิ่งพลุกพล่าน โดยเฉพาะช่วงดึกแบบนี้

ตอนนั้นมีรถกระบะโตโยต้า ไฮลักซ์ ริโมว์ สีขาว ทะเบียน 6 ขก 3676 กรุงเทพมหานคร ขับเข้ามาในด่านตรวจ ผู้ขับคือ นายธีร์ดนัย อินดี เจ้าหน้าที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทย วัยหนุ่มใหญ่ที่ดูมีอาการเมามายชัดเจน ตำรวจนายดังกล่าวจึงเรียกให้หยุดรถเพื่อตรวจวัดแอลกอฮอล์ตามปกติ

แต่แทนที่จะให้ความร่วมมือ นายธีร์ดนัยกลับลงจากรถแล้ววิ่งหนีทันที! ไม่ยอมเป่าแถมยังหันกลับมาทำร้ายร่างกาย ร.ต.อ.พงศ์พล โดยใช้มือตบเข้าที่ใบหน้าอย่างแรง จนปากแตกและหัวเข่าถลอกเลยครับ สุดท้ายตำรวจต้องวิทยุเรียกกำลังเสริมมาช่วยควบคุมตัว ส่งตัวไปที่ สน.มักกะสันทันที

ผลตรวจแอลกอฮอล์พุ่งสูงเกินกำหนดมาก

หลังจากควบคุมตัวได้ ผลตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของนายธีร์ดนัยออกมา 126 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้มาก โดยปกติแล้วสำหรับผู้ขับขี่รถยนต์ทั่วไป ห้ามมีแอลกอฮอล์เกิน 20 มก.% เลยนะครับ (ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43) ถ้าเกินแบบนี้โดนหนักแน่นอน

เบื้องต้นตำรวจแจ้งข้อหา “เมาแล้วขับ” ทันที และกำลังรอผลแพทย์นิติเวชยืนยันอาการบาดเจ็บของเจ้าหน้าที่ เพื่อแจ้งข้อหาเพิ่ม “ทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย” ซึ่งเป็นข้อหาหนักโทษจำคุกได้ถึง 5 ปีเลยทีเดียว

บทเรียนจากเหตุการณ์ยัวะโดนเรียกเป่าแอลกอฮอล์นี้

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่ข่าวเมาแล้วขับธรรมดา แต่เป็นตัวอย่างชั้นดีที่แสดงให้เห็นว่าความหัวร้อน+เหล้า = ผลเสียร้ายแรง ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม แม้แต่เจ้าหน้าที่การทางพิเศษที่ดูแลถนนทางด่วน ยังมาทำผิดกฎจราจรได้ ถ้าคุณเมาแล้วขับ เจอด่านตรวจแล้วดื้อแบบนี้ ชีวิตเปลี่ยนชิบหายเลยนะ

  • อันตรายจากการเมาแล้วขับ: สถิติปีละพันกว่าคนตายจากอุบัติเหตุเมาแล้วขับในไทย สูงสุดในอาเซียน
  • อย่าดื้อกับตำรวจ: การตบหรือทำร้ายเจ้าหน้าที่ เพิ่มโทษหนักกว่าเมาแล้วขับอีก อาจติดคุกนอนไม่หลับ
  • รู้กฎหมายไว้: แอลกอฮอล์เกิน 20 มก.% = ปรับ 5,000-20,000 / ยึดรถ / เพิกถอนใบขับขี่ อาจถึงขัง 1 ปี
  • ทางออกที่ดี: ถ้าเมาเรียกแท็กซี่ / Grab / เพื่อนมารับ จะปลอดภัยกว่า

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่น่าสนใจคือ นายธีร์ดนัยเป็นพนักงานการทางพิเศษ ซึ่งดูแลทางด่วนที่เราจ่ายค่าผ่านทางแพงๆ ถ้าทำผิดกฎจราจรแบบนี้ ภาพลักษณ์เสียหายทั้งองค์กรเลยครับ คงต้องรอสอบสวนวินัยเพิ่มเติม

จากประสบการณ์ส่วนตัวผม เคยเจอด่านตรวจแอลกอฮอล์หลายครั้ง ถ้าดื่มแค่นิดเดียวก็เป่าเกือบเกินแล้ว ยิ่งดึกๆ รถเยอะ ตำรวจตั้งด่านบ่อยมาก แนะนำให้ใช้แอปเช็คแอลกอฮอล์ล่วงหน้าดีกว่า จะได้ไม่เสี่ยง

ยัวะโดนเรียกเป่าแอลกอฮอล์ อย่าปล่อยให้เกิดขึ้นกับคุณ

สรุปแล้ว เหตุการณ์ยัวะโดนเรียกเป่าแอลกอฮอล์ “หนุ่มการทางพิเศษ” ตบหน้าตำรวจจราจรกลางปากแตก เป็นเครื่องเตือนใจชั้นดี เมาแล้วขับไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ส่งผลต่อชีวิตตัวเองและผู้อื่น ลองคิดดูถ้ารถกระบะคันนั้นพุ่งชนใครขึ้นมา คงน่าสลดใจกว่านี้เยอะ

สำหรับผมแล้ว มองว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทำหน้าที่ถูกต้อง การตรวจแอลกอฮอล์ช่วยลดอุบัติเหตุได้จริง สังคมควรสนับสนุนมากกว่าโจมตี คุณล่ะครับ เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ไหม? คิดว่าควรมีโทษอย่างไรถึงจะเหมาะสม หรือมีเคล็ดลับเลี่ยงเมาแล้วขับยังไงบ้าง มาคอมเมนต์แชร์กันด้านล่างเลยนะครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่ชอบปาร์ตี้หนักๆ ด้วย จะได้ไม่ต้องมาเสียใจทีหลัง!

ที่มา – ยัวะโดนเรียกเป่าแอลกอฮอล์ “หนุ่มการทางพิเศษ” ตบหน้าตำรวจจราจรกลางปากแตก

ผกก.เกาะช้าง แจงปมปล่อยตัว จ่าทหารเรือ เมาแล้วขับ

พ.ต.อ.กฤษดา มินทร์เสน ผกก.สภ.เกาะช้าง ยืนยันความตรงไปตรงมาในคดีผกก.เกาะช้าง แจงปมปล่อยตัว จ่าทหารเรือ เมาแล้วขับ ชน ดร.ต่าย เจ้าของโรงแรมดังเกาะช้างเสียชีวิต พร้อมชี้แจงถึงการปล่อยตัวโดยไม่มีการประกันตัว

เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2569 พ.ต.อ.กฤษดา มินทร์เสน ผกก.สภ.เกาะช้าง จ.ตราด ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับกรณี จ.อ.อภิเดช เทียนน่วม อายุ 23 ปี ภูมิลำเนาอยู่ที่ ต.วังตะเคียน อ.เขาสมิง จ.ตราด สังกัด ศูนย์รักษาความปลอดภัยทางทะเล กองทัพเรือ เกาะช้าง (ศรภ.ทร.เกาะช้าง) ขับรถเก๋งฮอนด้า ซีวิค สีขาว ทะเบียน ขอ 2533 ระยอง ชน นายดำรงชัย ชีวะสุขะ หรือ ดร.ต่าย อายุ 61 ปี เสียชีวิตขณะออกกำลังกายริมถนน บริเวณปากทางเข้า ซิฟฟรอน ออน เดอะซี หมู่ 4 ต.เกาะช้าง เหตุเกิดเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 1 มกราคม 2569

ผกก.สภ.เกาะช้าง กล่าวว่า หลังเกิดเหตุ จ.อ.อภิเดช อยู่ในที่เกิดเหตุ ไม่ได้หลบหนี และยินยอมให้ตรวจวัดแอลกอฮอล์ พบว่ามีปริมาณ 126 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวนเป็นอย่างดี เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แจ้งข้อกล่าวหา จ.อ.อภิเดช ในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และขับรถขณะมึนเมาสุรา โดยผู้ต้องหารับสารภาพว่าได้ดื่มสังสรรค์กับเพื่อนในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่และนอนที่บ้านเพื่อน ก่อนจะขับรถกลับที่ทำงานในเช้าวันเกิดเหตุ ซึ่งระหว่างทางเกิดอาการวูบหลับใน ทำให้รถเสียหลักไปชนผู้เสียชีวิต

ผกก.เกาะช้าง แจงปมปล่อยตัว จ่าทหารเรือ เมาแล้วขับ

ในการสอบปากคำ จ.อ.อภิเดช มีนายทหารพระธรรมนูญร่วมฟังด้วย หลังจากลงบันทึกประจำวัน พนักงานสอบสวนได้ปล่อยตัว จ.อ.อภิเดช โดยไม่ต้องประกันตัว โดย **ผกก.เกาะช้าง แจงปมปล่อยตัว จ่าทหารเรือ เมาแล้วขับ** ว่าเนื่องจากผู้ต้องหาไม่ได้ถูกจับกุมหรือควบคุมตัว มีผู้บังคับบัญชารับทราบ และมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ขั้นตอนต่อไปคือพนักงานสอบสวนจะเรียกทั้งสองฝ่ายมาพูดคุยกันที่ สภ.เกาะช้าง จากนั้นจะรวบรวมพยานหลักฐานสรุปสำนวนส่งฟ้องอัยการและศาลต่อไป ยืนยันว่าจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดี ผกก.เกาะช้าง แจงปมปล่อยตัว จ่าทหารเรือ เมาแล้วขับ

ศพของ ดร.ดำรงชัย ชีวะสุขะ ตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดคลองสน อ.เกาะช้าง จ.ตราด ระหว่างวันที่ 2-6 มกราคม 2569 และมีพิธีประชุมเพลิงในวันที่ 7 มกราคม 2569 โดยมีผู้มาร่วมงานจำนวนมาก หัวหน้าศูนย์รักษาความปลอดภัยทางทะเล กองทัพเรือ เกาะช้าง (ศรภ.ทร.เกาะช้าง) ได้จัดกำลังพลกว่า 10 นาย พร้อมด้วย จ.อ.อภิเดช มาร่วมจัดสถานที่และอำนวยความสะดวกภายในงานศพทุกคืน

นายยงยุทธ ชีวะสุขะ พี่ชายของ ดร.ดำรงชัย กล่าวว่า ทางญาติไม่ได้รู้สึกโกรธแค้นผู้ขับขี่ และทางผู้ขับขี่และครอบครัวได้แสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ส่วนเรื่องคดีก็ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย

ดร.ดำรงชัย ชีวะสุขะ เป็นเจ้าของโรงแรมดู-ทะเล และธุรกิจที่พักอีกหลายแห่งในเกาะช้าง อดีตเคยเป็นที่ปรึกษาของนายกเทศมนตรี ต.เกาะช้าง เป็นคนอัธยาศัยดี ชอบช่วยเหลือสังคม และเป็นที่รักใคร่ของคนในพื้นที่

กรณีผกก.เกาะช้าง แจงปมปล่อยตัว จ่าทหารเรือ เมาแล้วขับ นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนในการบังคับใช้กฎหมาย และความสำคัญของการพิจารณาปัจจัยต่างๆ ในการดำเนินคดี หวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะดำเนินไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ที่มา – ผกก.เกาะช้าง แจงปมปล่อยตัว จ่าทหารเรือ เมาแล้วขับ ชน ดร.ต่าย เจ้าของโรงแรมดัง ดับ

4 วันปีใหม่ จับฝ่าฝืนกฎจราจร ทะลุ 3 แสนราย!

เทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา หลายคนคงเดินทางกลับบ้านหรือไปเที่ยวพักผ่อนกันอย่างเต็มที่ แต่ก็มีข่าวคราวเรื่องอุบัติเหตุและการจับกุมผู้กระทำผิดกฎจราจรให้เห็นกันอยู่บ้าง ล่าสุดมีรายงานสรุปผลการจับกุมในช่วง 4 วันของเทศกาลปีใหม่นี้ ซึ่งพบว่ามีผู้ฝ่าฝืนกฎจราจรถูกจับกุมไปแล้วกว่า 3 แสนราย! โดยเฉพาะข้อหา “4 วันปีใหม่ ยอดจับกุมฝ่าฝืนกฎจราจร 10 ข้อหาหลัก พุ่งทะลุ 3 แสนราย เมาขับ 1.5 หมื่นราย” ที่เป็นปัญหาใหญ่

พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กำชับให้ตำรวจทางหลวงและตำรวจจราจรทั่วประเทศเข้มงวดกวดขันจับกุมผู้ฝ่าฝืนกฎจราจร 10 ข้อหาหลักอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายของการเดินทางกลับ เพื่อให้ประชาชนเดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัย และย้ำเตือนเรื่อง “เมาไม่ขับ” อย่างจริงจัง หลังพบว่ามีการจับกุมผู้ที่เมาแล้วขับไปแล้วกว่า 15,000 ราย

4 วันปีใหม่ ยอดจับกุมฝ่าฝืนกฎจราจร 10 ข้อหาหลัก พุ่งทะลุ 3 แสนราย เมาขับ 1.5 หมื่นราย

จากสถิติในช่วง 4 วันของเทศกาลปีใหม่ (30 ธันวาคม 2568 – 2 มกราคม 2569) พบว่ามีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน 171 ราย และบาดเจ็บ 956 ราย แม้ว่าตัวเลขจะลดลงจากปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังถือว่าสูงอยู่ดี ในส่วนของการบังคับใช้กฎหมาย พบว่ามีการจับกุมผู้กระทำผิดใน 10 ข้อหาหลักที่เป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุรวมแล้วถึง 313,622 ราย โดยเป็นการจับกุมผู้ที่เมาแล้วขับจำนวน 15,404 ราย และในจำนวนนี้มีผู้ที่กระทำผิดซ้ำข้อหาเมาแล้วขับถึง 100 ราย ซึ่งผู้ที่กระทำผิดซ้ำภายใน 2 ปี จะมีโทษสูงขึ้นตามกฎหมาย

10 ข้อหาหลัก ที่ต้องระวังในช่วง 4 วันปีใหม่ ยอดจับกุมฝ่าฝืนกฎจราจร

  • ขับรถเร็วเกินกำหนด
  • ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร
  • ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย
  • ไม่สวมหมวกนิรภัย
  • ขับรถย้อนศร
  • ใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ
  • แซงในที่ห้ามแซง
  • เมาแล้วขับ
  • ไม่มีใบอนุญาตขับขี่
  • ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการตั้งด่านตรวจ จุดตรวจ จุดสกัด และจุดบริการ เพื่อดูแลการจราจร อำนวยความสะดวก และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ควบคู่ไปกับการรณรงค์สร้างจิตสำนึกขับขี่ปลอดภัย นอกจากนี้ การตั้งด่านตรวจยังช่วยให้สามารถจับกุมผู้กระทำผิดอื่นๆ ได้อีกจำนวนมาก เช่น คดียาเสพติด คนต่างด้าวลักลอบเข้าเมือง คดีครอบครองอาวุธปืน และจับกุมบุคคลตามหมายจับ

พล.ต.อ.สำราญฯ ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามสถานการณ์อุบัติเหตุอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายของ 7 วันควบคุมเข้มข้น พร้อมทั้งเพิ่มมาตรการป้องกันและลดความเสี่ยงในจุดเสี่ยง จุดตัด จุดที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง และเส้นทางสายหลักที่มีปริมาณการจราจรหนาแน่น รวมถึงเข้มงวดตรวจผู้ขับขี่ทั้งรถส่วนตัวและรถสาธารณะ เพื่อป้องกันและลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนนให้ได้มากที่สุด

พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานฝ่ายเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร เน้นย้ำว่า การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดมีเป้าหมายเพื่อปกป้องชีวิตของประชาชนทุกคน และขอความร่วมมือให้ทุกคนปฏิบัติตามกฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด ขับขี่ด้วยความปลอดภัย มีน้ำใจต่อเพื่อนร่วมทาง ตรวจสอบความพร้อมของยานพาหนะ พักผ่อนให้เพียงพอ สวมหมวกนิรภัย คาดเข็มขัดนิรภัย และงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

การเดินทางในช่วงเทศกาลต่างๆ มักจะมีการจราจรที่หนาแน่น และมีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุสูง ดังนั้น การขับขี่ด้วยความระมัดระวัง ปฏิบัติตามกฎจราจร และมีน้ำใจต่อเพื่อนร่วมทางจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ทุกคนสามารถเดินทางถึงจุดหมายได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข หากใครที่ยังเดินทางอยู่ หรือกำลังจะเดินทางในช่วงนี้ อย่าลืมตรวจสอบความพร้อมของรถและคน เตรียมตัวให้พร้อม และขับขี่อย่างปลอดภัยนะครับ

ที่มา – 4 วันปีใหม่ ยอดจับกุมฝ่าฝืนกฎจราจร 10 ข้อหาหลัก พุ่งทะลุ 3 แสนราย เมาขับ 1.5 หมื่นราย

2 สาวเมาซิ่งชนดับ! แอลกอฮอล์ 210: ปีใหม่เศร้า

อุบัติเหตุสลดรับปีใหม่! สองสาวเมาซิ่งรถเก๋งกลับจากฉลอง พุ่งชนรถจักรยานยนต์ตกบ่อน้ำ นักศึกษาปี 1 เสียชีวิตสุดเศร้า ตรวจวัดแอลกอฮอล์ในร่างกายคนขับสูงถึง 210 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ กลายเป็นข่าวที่สะเทือนใจในช่วงเริ่มต้นปี 2569

เมื่อเวลา 05.00 น. วันที่ 1 มกราคม 2569 ร.ต.อ.นภนต์ ทองรัตน์ รองสว.(สอบสวน) สน.บางเขน ได้รับแจ้งเหตุรถยนต์ชนท้ายรถจักรยานยนต์ เป็นเหตุให้รถทั้ง 2 คันเสียหลักตกบ่อน้ำ และมีผู้เสียชีวิต บริเวณใกล้วัดบางบัว ถนนพลาสิน (เลียบคลองบางบัว) แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน แพทย์เวรนิติเวช รพ.ภูมิพล และอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู รุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ

ในที่เกิดเหตุ พบรถเก๋งโตโยต้า วีออส สีดำ ทะเบียน ขค 8054 เชียงราย สภาพด้านหน้ารถพังยับเยิน และรถจักรยานยนต์ เวสป้า สีเทา ทะเบียน 3ขฬ3892 กรุงเทพมหานคร สภาพท้ายรถพังยับเยิน ตกอยู่ในบ่อน้ำ ใกล้กันพบศพนายปติเทพ นาคบรรพตกุล อายุ 19 ปี นักศึกษาปี 1 มหาวิทยาลัยศรีปทุม สวมเสื้อแจ็กเก็ตสีดำ กางเกงยีนส์ขาสั้นสีน้ำเงิน จมอยู่ในบ่อน้ำเสียชีวิต

นอกจากนี้ ยังพบหญิงสาว 2 ราย คือ น.ส.มาลี ก๊อคือ อายุ 28 ปี ผู้ขับขี่รถเก๋ง และ น.ส.สุคนธา บุญเรือง อายุ 30 ปี เพื่อนที่นั่งมาในรถด้วยกัน ทั้งสองคนอยู่ในสภาพเสื้อผ้าเปียกน้ำ และมีกลิ่นแอลกอฮอล์คละคลุ้ง สามารถหนีออกจากรถได้ก่อนที่รถจะจมน้ำ และได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่นำตัวส่งโรงพยาบาลเปาโลเกษตร

จากการสอบสวนพยานที่เห็นเหตุการณ์ ทราบว่า รถเก๋งโตโยต้า วีออส สีดำ ขับมาด้วยความเร็วสูง เมื่อมาถึงช่วงทางโค้ง ได้พุ่งชนท้ายรถจักรยานยนต์อย่างแรง ทำให้รถทั้งสองคันเสียหลักตกบ่อน้ำ

2 สาวเมาซิ่งชนดับ! แอลกอฮอล์ 210: ปีใหม่เศร้า

น.ส.มาลี ผู้ขับขี่รถยนต์ ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุได้ไปสังสรรค์ฉลองเทศกาลปีใหม่ที่สถานบันเทิงย่านวังหิน หลังจากออกจากร้านได้ขับรถกลับที่พักย่านรามอินทรา โดยใช้ระบบนำทาง (Google Maps) ระบุเส้นทางถนนพลาสิน (เลียบคลองบางบัว) ขณะขับมาด้วยความเร็วปกติ เมื่อถึงช่วงทางโค้ง รู้สึกว่ารถชนกระแทกอะไรบางอย่างอย่างแรง ก่อนที่รถจะพุ่งตกลงไปในบ่อน้ำ ตนและเพื่อนสาวที่มาด้วยกันจึงรีบทุบกระจกรถเพื่อเอาตัวรอดออกมา “ตนไม่ชินทาง และมองไม่เห็นรถจักรยานยนต์จริงๆ” น.ส.มาลีกล่าว

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายของ น.ส.มาลี พบว่ามีปริมาณสูงถึง 210 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จึงได้แจ้งข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต และขับรถในขณะเมาสุราเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ส่วนศพของผู้เสียชีวิตได้นำส่งชันสูตรที่โรงพยาบาลภูมิพลฯ เพื่อให้ญาติรับศพไปดำเนินการตามประเพณีต่อไป

เหตุการณ์ 2 สาวเมาซิ่งชนดับ! แอลกอฮอล์ 210 ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ผู้ขับขี่ทุกท่านตระหนักถึงความสำคัญของการขับขี่อย่างปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการงดเว้นการดื่มแอลกอฮอล์ หากจำเป็นต้องเดินทางในช่วงเทศกาล ควรพักผ่อนให้เพียงพอ และตรวจสอบสภาพรถให้พร้อมใช้งาน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้

การสูญเสียที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุครั้งนี้ เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาแห่งความสุขและการเฉลิมฉลอง การขับขี่ด้วยความประมาท และการขาดความรับผิดชอบต่อสังคม ส่งผลให้เกิดความสูญเสียทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน การป้องกันอุบัติเหตุจึงเป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคม

ผลกระทบและบทเรียนจากเหตุการณ์ 2 สาวเมาซิ่งชนดับ! แอลกอฮอล์ 210

เหตุการณ์ 2 สาวเมาซิ่งชนดับ! แอลกอฮอล์ 210 นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการเมาแล้วขับที่ยังคงเป็นปัญหาสำคัญในสังคมไทย แม้ว่าจะมีกฎหมายและมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุที่เกิดจากการเมาแล้วขับ แต่ก็ยังคงมีผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายและก่อให้เกิดอุบัติเหตุอยู่เสมอ

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้กับทุกคนว่า การดื่มแอลกอฮอล์แล้วขับรถ เป็นสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่จะเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้ การตัดสินใจที่ไม่ดีเพียงชั่วขณะ อาจนำมาซึ่งความสูญเสียที่ไม่อาจประเมินค่าได้

  • ความรับผิดชอบต่อสังคม: การตัดสินใจที่จะไม่ดื่มแล้วขับรถ เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่นในสังคม
  • การวางแผนการเดินทาง: หากทราบว่าจะมีการดื่มแอลกอฮอล์ ควรวางแผนการเดินทางล่วงหน้า เช่น มอบหมายให้เพื่อนที่ไม่ดื่มเป็นคนขับ หรือใช้บริการรถสาธารณะ
  • การรณรงค์และให้ความรู้: หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ควรมีการรณรงค์และให้ความรู้เกี่ยวกับอันตรายของการเมาแล้วขับอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างจิตสำนึกและความตระหนักให้กับประชาชน

เหตุการณ์ 2 สาวเมาซิ่งชนดับ! แอลกอฮอล์ 210 เป็นโศกนาฏกรรมที่ควรค่าแก่การจดจำ และเป็นแรงผลักดันให้ทุกคนร่วมมือกันป้องกันและลดอุบัติเหตุที่เกิดจากการเมาแล้วขับ เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยและมีความรับผิดชอบ

การแก้ไขปัญหาเมาแล้วขับ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด การรณรงค์ให้ความรู้ และการสร้างจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันและลดอุบัติเหตุที่เกิดจากการเมาแล้วขับ

ที่มา – 2 สาวเมาซิ่งเก๋งกลับจากฉลองปีใหม่ พุ่งชนจยย. ตกบ่อน้ำ นศ.ปี 1 ดับสลด แอลกอฮอล์ 210

อดีตเกษตรฯ เมาขับชน! จำคุก 2 ปี ไม่รออาญา

จำคุก 2 ปี ไม่รออาญา อดีตเกษตรจังหวัด เมาขับชน ตร.-เด็ก ดับ

ศาลสั่งจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา พร้อมเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ อดีตเกษตรจังหวัดนครราชสีมา หลังเมาแล้วขับวัดปริมาณแอลกอฮอล์ได้ 197 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ขับรถยนต์ชนตำรวจจราจรและเด็กอนุบาลเสียชีวิต บริเวณหน้าโรงเรียนในจังหวัดนครราชสีมา เหตุการณ์สะเทือนใจนี้ทำให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตเตรียมยื่นอุทธรณ์เพื่อขอให้เพิ่มโทษ

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 ศาลจังหวัดนครราชสีมาได้นัดฟังคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.295/2568 ซึ่งเป็นคดีอาญาและคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา โจทก์ และครอบครัวผู้เสียชีวิต โจทก์ร่วม ยื่นฟ้องนายสมศักดิ์ อาศรัยจ้าว อดีตเกษตรจังหวัดนครราชสีมา จำเลยในความผิดฐานขับรถขณะเมาสุราและโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 และ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522

พฤติการณ์แห่งคดีสรุปได้ว่า เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2567 เวลาประมาณ 16.10 น. นายสมศักดิ์ จำเลย ได้ขับรถยนต์ฮอนด้า รุ่นซีอาร์วี สีบรอนซ์เงิน มุ่งหน้ากลับบ้านพักในเขตอำเภอเฉลิมพระเกียรติ ขณะที่รถแล่นผ่านหลักกิโลเมตรที่ 1+450 บนทางหลวงหมายเลข 226 ถนนเพชรมาตุคลา จำเลยมีอาการเมาสุรา โดยมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูงถึง 197 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เป็นเหตุให้รถเสียหลักพุ่งชนรถจักรยานยนต์ รถยนต์ และประชาชนที่สัญจรอยู่บริเวณหน้าโรงเรียนบ้านดอนขวาง ตำบลหัวทะเล อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เป็นเหตุให้ ร.ต.ท.วิมุตต์ แทนสุโพธิ์ รองสารวัตรจราจร สภ.เมืองนครราชสีมา ซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่อำนวยความสะดวกในการข้ามถนนให้กับนักเรียน และ ด.ช.อัษฎาวุธ ผิวสวย อายุ 4 ปี นักเรียนชั้นอนุบาล 3 โรงเรียนบ้านดอนขวาง เสียชีวิต รวมทั้งมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 10 ราย

ศาลตัดสิน จำคุก 2 ปี อดีตเกษตรจังหวัด เมาเเล้วขับ

ศาลได้พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษบทหนักที่สุด โดยให้จำคุก 4 ปี แต่เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพซึ่งเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ศาลจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา และให้เพิกถอนใบอนุญาตขับรถยนต์ของจำเลย

ภายหลังจากการฟังคำพิพากษา ครอบครัวของ ร.ต.ท.วิมุตต์ ประกอบด้วยภรรยา ลูกสาว และลูกชาย ได้ปรึกษากับทนายความเพื่อเตรียมยื่นอุทธรณ์ให้เพิ่มโทษจำเลย และจะดำเนินการฟ้องร้องทางคดีแพ่งต่อไป

น.ส.วารุวรรณ บุตรสาวของ ร.ต.ท.วิมุตต์ กล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าโศกว่า คำพิพากษาให้จำคุกเพียง 2 ปี นั้นน้อยเกินไป เมื่อเทียบกับความสูญเสียที่ครอบครัวต้องเผชิญ การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักและเป็นเสาหลักของครอบครัวเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะบรรยายได้ การตัดสินใจเพียงเสี้ยววินาทีในการ จำคุก 2 ปี ไม่รออาญา อดีตเกษตรจังหวัด เมาขับชน ตร.-เด็ก ดับ ไม่มีสิ่งใดสามารถชดเชยได้

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์สำคัญสำหรับผู้ที่คิดจะดื่มแล้วขับ การกระทำเพียงชั่ววู่อาจนำมาซึ่งความสูญเสียที่ไม่อาจประเมินค่าได้ การ จำคุก 2 ปี ไม่รออาญา อดีตเกษตรจังหวัด เมาขับชน ตร.-เด็ก ดับ เป็นบทลงโทษที่สังคมคาดหวังว่าจะช่วยยับยั้งพฤติกรรมดังกล่าว และสร้างความตระหนักถึงผลร้ายของการเมาแล้วขับ

หากคุณกำลังจะดื่มแอลกอฮอล์ โปรดวางแผนการเดินทางล่วงหน้า เลือกใช้บริการขนส่งสาธารณะ หรือให้เพื่อนที่ไม่ได้ดื่มเป็นผู้ขับขี่ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและรักษาชีวิตของตนเองและผู้อื่น

จำคุก 2 ปี ไม่รออาญา อดีตเกษตรจังหวัด เมาขับชน ตร.-เด็ก ดับ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเคารพกฎหมายจราจร และการมีจิตสำนึกต่อสังคม การป้องกันอุบัติเหตุจากเมาแล้วขับเริ่มต้นได้จากตัวเราเอง

ที่มา – จำคุก 2 ปี ไม่รออาญา อดีตเกษตรจังหวัด เมาขับชน ตร.-เด็ก ดับ

“มารี เบรินเนอร์” รับเมาแล้วขับ! ส่งฟ้องศาล

“มารี เบรินเนอร์” นักแสดงชื่อดัง ยอมรับสารภาพข้อหาเมาแล้วขับ ตำรวจนำตัวส่งฟ้องศาลทันที! ส่วนนักธุรกิจหนุ่มคนสนิทที่ด่าทอและขัดขวางเจ้าหน้าที่ ได้ย่องมอบตัวเมื่อคืนที่ผ่านมา และยอมรับสารภาพเช่นกัน

“มารี เบรินเนอร์” รับเมาแล้วขับ นำตัวส่งฟ้องศาล หนุ่มคนสนิท ย่องมอบตัวกลางดึก

จากกรณีที่ น.ส.มารี เบรินเนอร์ ดารานางแบบลูกครึ่งไทย-เยอรมัน อายุ 33 ปี ได้เมาแล้วขับรถเก๋งปอร์เช่ สีเขียว เข้าด่านตรวจ แต่ไม่ยอมเป่าวัดแอลกอฮอล์ โดยมีนักธุรกิจหนุ่มคนสนิทนั่งมาด้วยกัน และได้ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมทั้งด่าทอเจ้าหน้าที่ตำรวจ อ้างว่าเป็นน้องชายนายตำรวจใหญ่ เหตุเกิดที่จุดตรวจกวดขันวินัยจราจรและตรวจวัดแอลกอฮอล์ หน้าโชว์รูมรถมอเตอร์เวย์ ถนนประดิษฐ์มนูธรรมขาออก แขวงและเขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ เมื่อกลางดึกวันที่ 24 สิงหาคม ที่ผ่านมา น.ส.มารี ถูกควบคุมตัวไปที่ สน.วังทองหลาง และถูกแจ้งข้อหาเมาแล้วขับ พร้อมทั้งได้รับการประกันตัวไปด้วยหลักทรัพย์ 20,000 บาท และถูกนำตัวส่งฟ้องศาลแขวงพระนครเหนือในวันนี้ ส่วนนักธุรกิจหนุ่มคนสนิทก็ถูกดำเนินคดีในข้อหาดูหมิ่นและขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ ตามที่ได้รายงานข่าวไปก่อนหน้านี้

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2567 มีรายงานว่า นักธุรกิจหนุ่มคนดังกล่าวได้เดินทางมาพร้อมกับทนายความด้วยรถยนต์โตโยต้า อัลพาร์ด สีขาว เพื่อเข้าพบ พ.ต.อ.เจษฎา ยางนอก ผู้กำกับการ สน.วังทองหลาง และพนักงานสอบสวน สน.วังทองหลาง เมื่อเวลา 22.00 น. ของวันที่ 24 สิงหาคม ที่ผ่านมา เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในข้อหาหมิ่นประมาทและขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ โดยให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา

ด้าน พ.ต.อ.เจษฎา ยางนอก ผู้กำกับการ สน.วังทองหลาง ได้เปิดเผยว่า ในวันเกิดเหตุ น.ส.มารีได้ปฏิเสธการวัดปริมาณแอลกอฮอล์ แต่ได้ยอมรับว่า ตนเองได้ดื่มมาก่อนที่จะขับรถผ่านด่านตรวจวัดแอลกอฮอล์ ตามกฎหมายที่บัญญัติไว้ตั้งแต่ปี 2557 ว่า ผู้ขับขี่ที่ปฏิเสธการตรวจวัดแอลกอฮอล์จากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้สันนิษฐานว่าเมาแล้วขับ

“มารี เบรินเนอร์” รับสารภาพเมาแล้วขับ

เบื้องต้น พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาเมาแล้วขับแก่ น.ส.มารี โดย น.ส.มารี ได้ใช้หลักทรัพย์เงินสดจำนวน 20,000 บาท ในการประกันตัว และถูกนัดให้มารายงานตัวในวันนี้ ซึ่ง น.ส.มารี ได้เดินทางมาพบพนักงานสอบสวนตั้งแต่ช่วงเช้า และยอมรับสารภาพในข้อหาเมาแล้วขับ ก่อนที่จะถูกนำตัวส่งฟ้องศาลแขวงพระนครเหนือในทันที

ในส่วนของหนุ่มคนสนิท มีความผิดในข้อหาหมิ่นประมาทและขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน ซึ่งเมื่อคืนที่ผ่านมาก็ได้เข้ามารับทราบข้อกล่าวหา พร้อมทั้งยอมรับสารภาพทุกข้อกล่าวหาเช่นกัน โดยเจ้าตัวยอมรับว่าทำไปเพราะขาดสติ แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ได้มีการขอโทษเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด

“ส่วนที่มีการแอบอ้างถึงนายตำรวจท่านหนึ่ง ชื่อว่า พี่แมน ตรงนี้มองว่าเป็นอาการของคนเมาแล้วพูดกล่าวอ้างไปเรื่อย ซึ่งไม่ได้มีสาระสำคัญอะไร นอกจากชื่อแมนแล้ว ก็ไม่ได้พูดถึงชื่อใครอีก” ผู้กำกับการ สน.วังทองหลาง กล่าว

ผู้กำกับการ สน.วังทองหลาง กล่าวเพิ่มเติมว่า การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจมีเจตนาเดียว คือต้องการให้ผู้ใช้รถใช้ถนนเดินทางกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย หากผู้ขับขี่เมาแล้วขับ อาจจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุกับผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องบนท้องถนน ที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รณรงค์ในเรื่องเมาแล้วขับอย่างต่อเนื่องเสมอมา

การที่ “มารี เบรินเนอร์” ออกมายอมรับผิดและเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย ถือเป็นสิ่งที่ควรยกย่อง การเมาแล้วขับเป็นสิ่งที่อันตราย และส่งผลกระทบต่อผู้อื่น การตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ที่มา – “มารี เบรินเนอร์” รับเมาแล้วขับ นำตัวส่งฟ้องศาล หนุ่มคนสนิท ย่องมอบตัวกลางดึก

Scroll to top