เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

สะพัด “ปกรณ์” เสียบนั่งรองนายกฯ แทน “บวรศักดิ์”

ข่าวการเมืองร้อนแรงในวันนี้ สะพัด “ปกรณ์” เสียบนั่งรองนายกฯ แทน “บวรศักดิ์” หลังหลุดโผครม.อนุทิน 2 กลายเป็นประเด็นที่ทุกคนพูดถึง โดยเฉพาะในแวดวงพรรคภูมิใจไทย ที่กำลังเตรียมตัวจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ภายใต้นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล

สะพัด “ปกรณ์” เสียบนั่งรองนายกฯ แทน “บวรศักดิ์” หลังหลุดโผครม.อนุทิน 2

วันที่ 23 มีนาคม 2567 รายงานจากภายในพรรคภูมิใจไทยระบุว่า ว่าที่รัฐมนตรีได้กรอกประวัติส่วนตัวและส่งเอกสารไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติแล้ว แต่สิ่งที่สร้างเซอร์ไพรส์คือ ชื่อของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายคนปัจจุบัน หายไปจากโผอย่างสิ้นเชิง มีข่าวว่าเจ้าตัวได้ปฏิเสธตำแหน่งรองนายกฯ และตำแหน่งอื่นๆ กับนายอนุทินโดยตรง

แทนที่คือข่าวลือหนาหูว่า นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา จะเข้ามานั่งเก้าอี้รองนายกฯ แทน นายปกรณ์เป็นนักกฎหมายชั้นนำ ศิษย์เอกของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานกรธ. ฉบับ 2560 และนายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกฯ ทำให้หลายคนมองว่าเขามีศักยภาพสูงในการช่วยแก้ปัญหากฎหมายให้รัฐบาลชุดใหม่

สะพัด “ปกรณ์” เสียบนั่งรองนายกฯ: พื้นหลังและคุณสมบัติ

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา มาด้วยประสบการณ์ยาวนานในวงการกฎหมาย เขาเคยทำงานใกล้ชิดกับบุคคลสำคัญอย่างนายมีชัยและนายวิษณุ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ หากข่าว สะพัด “ปกรณ์” เสียบนั่งรองนายกฯ แทน “บวรศักดิ์” หลังหลุดโผครม.อนุทิน 2 เป็นจริง คงช่วยเสริมทีมกฎหมายของรัฐบาลอนุทินให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่กฎหมายซับซ้อนและการเมืองร้อนระอุ

ส่วนนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่หลุดโผครั้งนี้ สาเหตุหลักมาจากการตัดสินใจของตัวเขาเองที่ไม่ประสงค์รับตำแหน่งอีก หลังจากทำหน้าที่รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมายมานาน ทำให้เกิดช่องว่างที่พรรคต้องหาคนมาเติมอย่างเร่งด่วน

ผลกระทบต่อครม.อนุทิน 2 และพรรคภูมิใจไทย

การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะตำแหน่งรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมายสำคัญมากในการตรวจสอบร่างกฎหมายและแก้ไขปัญหาคดีความของรัฐบาล หากนายปกรณ์เข้ามาจริง จะเป็นการผสมผสานระหว่างประสบการณ์ราชการและเครือข่ายนักกฎหมายเก่าแก่ ซึ่งอาจช่วยให้ครม.อนุทิน 2 เดินหน้าพรบ.สำคัญๆ ได้คล่องตัวกว่าเดิม เช่น พรบ.ไบโอเซฟตี้ หรือกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัล

  • นายปกรณ์: ผู้เชี่ยวชาญกฤษฎีกา ศิษย์มีชัย-วิษณุ
  • บวรศักดิ์: ปฏิเสธตำแหน่งทั้งหมด
  • พรรคภูมิใจไทย: ส่งเอกสารตรวจสอบแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีข่าวว่ามีนักกฎหมายคนอื่นๆ ที่อาจไขก๊อกมาร่วมด้วย ทำให้ครม.ชุดนี้เน้นสายกฎหมายหนักแน่น สะท้อนกลยุทธ์ของพรรคภูมิใจไทยในการสร้างเสถียรภาพให้รัฐบาล

ในมุมมองของผู้วิเคราะห์ การโยกย้ายครั้งนี้ช่วยลดความขัดแย้งภายในพรรค และเปิดทางให้เลือดใหม่เข้ามา ข่าว สะพัด “ปกรณ์” เสียบนั่งรองนายกฯ แทน “บวรศักดิ์” หลังหลุดโผครม.อนุทิน 2 จึงเป็นสัญญาณบวกสำหรับอนาคตของรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ต้องรอการยืนยันอย่างเป็นทางการจากทำเนียบรัฐบาล คาดว่าจะชัดเจนในไม่กี่วันนี้ ผู้ติดตามการเมืองไม่ควรพลาด

คุณคิดอย่างไรกับข่าวนี้? คอมเมนต์ด้านล่างและแชร์บทความเพื่อติดตามอัปเดตเพิ่มเติม!

ที่มา – สะพัด “ปกรณ์” เสียบนั่งรองนายกฯ แทน “บวรศักดิ์” หลังหลุดโผครม.อนุทิน 2

เลขาฯกฤษฎีกาชี้ทำสัญญาค้าน้ำมันได้ไม่ต้องผ่าน ครม.

ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลไทยกำลังเร่งหามาตรการรับมือเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ล่าสุด เลขาฯกฤษฎีกาชี้ทำสัญญาค้าน้ำมันได้ไม่ต้องผ่าน ครม. ซึ่งเป็นข่าวดีที่ช่วยให้การดำเนินการรวดเร็วขึ้น โดยไม่ต้องรอขั้นตอนที่ยุ่งยาก

เลขาฯกฤษฎีกาชี้ทำสัญญาค้าน้ำมันได้ไม่ต้องผ่าน ครม.

วันที่ 9 มีนาคม 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้เปิดเผยหลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประชุมหารือแนวทางบริหารจัดการสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยมีการพูดถึงการจัดหาน้ำมันเพิ่มจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย แต่ไม่ได้เจาะจงที่ใดที่หนึ่ง

ประเด็นสำคัญคือ ในส่วนของสัญญาการค้าน้ำมันนั้น สามารถดำเนินการได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งช่วยย่นระยะเวลาและเพิ่มความคล่องตัวในการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงแนวคิดการแยกกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เลขาฯกฤษฎีกายืนยันว่าไม่ได้มีการหารือเรื่องนี้เลย มีเพียงประเด็นน้ำมันเท่านั้นที่ถูกพูดถึง

บริบทราคาน้ำมันโลกและผลกระทบต่อไทย

ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงในช่วงนี้ เกิดจากปัจจัยหลายประการ เช่น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังโควิด-19 และปัญหาห่วงโซ่อุปทาน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินในไทยปรับตัวสูงขึ้น สร้างแรงกดดันต่อผู้ประกอบการขนส่งและประชาชนทั่วไป

  • ราคาน้ำมันดีเซลเกิน 30 บาทต่อลิตร
  • ค่าขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น 10-20%
  • ค่าครองชีพครัวเรือนสูงขึ้น ส่งผลต่อเงินเฟ้อ

การที่ เลขาฯกฤษฎีกาชี้ทำสัญญาค้าน้ำมันได้ไม่ต้องผ่าน ครม. จึงเป็นทางออกที่ช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพลังงาน สามารถเจรจาและทำสัญญานำเข้าน้ำมันดิบหรือน้ำมันสำเร็จรูปได้รวดเร็ว ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา

ขั้นตอนการทำสัญญาค้าน้ำมันแบบเร่งด่วน

ตามคำชี้แจงของเลขาฯกฤษฎีกา การทำสัญญานี้ยึดตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิบัติราชการทางปกครองและพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยหน่วยงานสามารถใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อความเร่งด่วนได้ โดยไม่ต้องรอครม. อนุมัติ ซึ่งช่วยประหยัดเวลาได้หลายสัปดาห์

อย่างไรก็ตาม ต้องมีการตรวจสอบความโปร่งใสและยึดหลักธรรมาภิบาล เพื่อป้องกันการทุจริต นอกจากนี้ รัฐบาลยังพิจารณามาตรการอื่นๆ เช่น การลดภาษีน้ำมันชั่วคราว การอุดหนุนกองทุนน้ำมัน และการส่งเสริมพลังงานทางเลือก

ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและผลกระทบระยะยาว

ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานมองว่า การตัดสินใจนี้เป็นก้าวสำคัญในการรับมือวิกฤตพลังงาน แต่ควรมีแผนสำรองระยะยาว เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน LNG หรือพลังงานหมุนเวียน เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า นอกจากนี้ ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการค้าชายแดนกับมาเลเซีย ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญ

สำหรับประเด็นแยกกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ที่ถูกปัดตกในการประชุมครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหาเร่งดึงมาก่อน ซึ่งเป็นแนวทางที่สมเหตุสมผลในสถานการณ์ปัจจุบัน

สรุปแล้ว เลขาฯกฤษฎีกาชี้ทำสัญญาค้าน้ำมันได้ไม่ต้องผ่าน ครม. เป็นข่าวดีที่ช่วยให้รัฐบาลไทยตอบสนองต่อวิกฤตได้อย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการและประชาชนควรติดตามการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันในช่วงสัปดาห์หน้า หากราคาลดลง ค่าครองชีพก็จะผ่อนคลายลงตามไปด้วย

คุณคิดอย่างไรกับมาตรการนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – เลขาฯกฤษฎีกาชี้ทำสัญญาค้าน้ำมันได้ไม่ต้องผ่าน ครม.

เลขาฯ กฤษฎีกา ย้อนถามลงคะแนน “ลับ” ใครผิด

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมไทย คือเรื่องการลงคะแนนแบบ “ลับ” ในการเลือกตั้ง โดยเฉพาะกรณีบัตรเลือกตั้งที่อาจถูกตรวจสอบภายหลัง เลขาฯ กฤษฎีกา ย้อนถามลงคะแนน “ลับ” อย่างน่าสนใจว่า หากประชาชนไปกาบัตรแล้ว แต่มีคนพยายามแซะข้อมูลภายหลัง ใครกันแน่ที่เป็นผู้ทำผิด คนกาหรือคนไปแซะกันแน่ คำถามนี้จุดประกายให้เกิดการถกเถียงถึงหลักการประชาธิปไตยและความลับในการเลือกตั้ง

การลงคะแนนลับถือเป็นหลักสากลที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้งของไทย เพื่อให้ประชาชนสามารถแสดงเจตจำนงได้อย่างอิสระ โดยไม่ถูกกดดันหรือกลั่นแกล้งจากบุคคลหรือกลุ่มใดๆ หากถูกเปิดเผย จะส่งผลกระทบต่อสิทธิส่วนบุคคลและความน่าเชื่อถือของระบบเลือกตั้งทั้งหมด ในประเทศไทย พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาตรา 101 กำหนดชัดเจนว่าการลงคะแนนต้องเป็นลับ เพื่อรักษาความโปร่งใสและเป็นธรรม

เลขาฯ กฤษฎีกา ย้อนถามลงคะแนน “ลับ” คนกาหรือคนแซะข้อมูลภายหลัง ใครเป็นคนทำผิด

เมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นนี้ โดยระบุว่าเรื่องการตีความคำว่า “ลับ” เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ต้องดำเนินการตามกระบวนการ หากบุคคลทั่วไปออกมาพูดมั่วๆ อาจก่อให้เกิดความสับสนในสังคม ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบการเมืองและเศรษฐกิจการลงทุนของไทย

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า หากประชาชนลงคะแนนแบบลับแล้ว แต่ภายหลังมีคนไปตรวจสอบข้อมูล จะยังถือเป็นความลับอยู่หรือไม่ เลขาฯ กฤษฎีกาตอบกลับอย่างแหลมคมว่า “ใครเป็นคนทำผิดล่ะ คนกาหรือคนไปแซะข้อมูลเขา” คำถามย้อนนี้ชี้ให้เห็นถึงจุดสำคัญว่าการบุกรุกข้อมูลลับอาจเป็นการกระทำผิดกฎหมายมากกว่า

เลขาฯ กฤษฎีกา ย้อนถามลงคะแนน “ลับ” กับการตีความในแวดวงราชการ

ในส่วนของการตีความคำว่า “ลับ” ตามระเบียบราชการไทย นายปกรณ์อธิบายว่ามีระดับความลับที่ชัดเจนตามระเบียบการรักษาความลับทางราชการ พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรักษาระดับความลับของราชการ โดยแบ่งเป็น 3 ระดับหลัก ดังนี้

  • เรื่องลับ (Secret): ข้อมูลที่หากรั่วไหลอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลประโยชน์ของชาติ ผู้รับรู้ได้เฉพาะระหว่างผู้ส่งและผู้รับ
  • ลับมาก (Confidential): ระดับที่ละเอียดอ่อนยิ่งขึ้น หากรั่วไหลจะกระทบความมั่นคง
  • ลับที่สุด (Top Secret): ระดับสูงสุด ข้อมูลสำคัญยิ่ง ห้ามรั่วไหลโดยเด็ดขาด

ข้อมูลเหล่านี้ระหว่างทางห้ามส่งต่อ หากฝ่าฝืนถือเป็นความผิดทางอาญา นายปกรณ์ยกตัวอย่างว่าการลงคะแนนลับในเลือกตั้งเข้าข่ายระดับ “ลับ” ที่ต้องปกป้องอย่างเคร่งครัด

เมื่อถูกถามต่อว่าหากข้อมูลลับถูกเปิดเผยภายหลัง จะกลายเป็นโมฆะหรือไม่ เลขาฯ กฤษฎีกาหัวเราะเบาๆ ก่อนย้อนถามสื่อว่า “สื่อก็ทำกับตนบ่อยๆ เห็นเอาเอกสารราชการไปลงกันบ่อยๆ” คำตอบนี้สะท้อนถึงปัญหาการเปิดเผยข้อมูลราชการที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย ซึ่งอาจนำไปสู่การพิจารณาความรับผิดชอบจากทุกฝ่าย

ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในอดีตเคยมีกรณีการเลือกตั้งที่ถูกตั้งคำถามถึงความลับของบัตรเลือกตั้ง เช่น กรณีเลือกตั้งปี 2562 ที่มีข้อครหาเรื่องบัตรปลอมและการตรวจสอบ แต่ศาลรัฐธรรมนูญยืนยันว่าการลงคะแนนลับต้องได้รับการคุ้มครองเต็มที่ เพื่อป้องกันการแทรกแซงจากพรรคการเมืองหรือกลุ่มอิทธิพล การที่ เลขาฯ กฤษฎีกา ย้อนถามลงคะแนน “ลับ” แบบนี้ ช่วยเตือนใจให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของกระบวนการยุติธรรม

นอกจากนี้ ยังกระทบต่อภาพลักษณ์ของ กกต. ที่ต้องพิสูจน์ความโปร่งใส โดยไม่ละเมิดสิทธิผู้ลงคะแนน หากเกิดความสับสน อาจนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่หรือคดีความยืดเยื้อ ส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองไทยที่กำลังฟื้นตัวหลังวิกฤตโควิด-19

จากมุมมองของผู้เขียน การรักษาความลับในการเลือกตั้งคือหัวใจของประชาธิปไตยที่แท้จริง หากประชาชนไม่มั่นใจว่าคะแนนของตัวเองปลอดภัย ระบบทั้งหมดก็จะพังทลายลง เลขาฯ กฤษฎีกาทำให้เห็นว่าปัญหาอยู่ที่การบุกรุกมากกว่าการกาเลือกตั้ง ดังนั้นเราควรสนับสนุนให้มีกฎหมายที่เข้มงวดยิ่งขึ้นในการปกป้องข้อมูลเลือกตั้ง

คุณคิดเห็นอย่างไรกับคำย้อนถามของเลขาฯ กฤษฎีกา? คนกาหรือคนแซะกันแน่ที่ผิด? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมกดไลค์แชร์เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวัน!

ที่มา – เลขาฯ กฤษฎีกา ย้อนถามลงคะแนน “ลับ” คนกาหรือคนแซะข้อมูลภายหลัง ใครเป็นคนทำผิด

Scroll to top