เลือกตั้งล่วงหน้า

“สุดารัตน์” เดินหน้าฟ้อง กกต. ปมบาร์โค้ด

สุดารัตน์” เดินหน้าฟ้อง กกต. ปมบาร์โค้ดรู้ชื่อคนลงคะแนน กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทย เมื่อคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย รวมพลคนไม่ทน ร่วมยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้งต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบในภาคกลาง ฐานละเมิดกฎหมายเลือกตั้งอย่างร้ายแรง หลังจากที่ กกต. ยอมรับเองว่าระบบบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสามารถสแกนติดตามย้อนกลับไปยังชื่อผู้ลงคะแนนได้จริง ซึ่งถือเป็นการทำลายหลักการเลือกตั้งลับที่เป็นหัวใจของประชาธิปไตย

“สุดารัตน์” เดินหน้าฟ้อง กกต. ปมบาร์โค้ดรู้ชื่อคนลงคะแนน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 คุณหญิงสุดารัตน์ประกาศชัดเจนว่าจะดำเนินคดีกับ กกต. อย่างถึงที่สุด เนื่องจากข้ออ้างของ กกต. ที่บอกว่าแยกบัตรกับต้นขั้วแล้วและเก็บเป็นความลับนั้น ไม่น่าเชื่อถือเลย โดยเฉพาะเมื่อการเลือกตั้งที่ผ่านมาเต็มไปด้วยข้อครหาการทุจริต การซื้อสิทธิ์ขายเสียง และข้อพิรุธมากมายที่จับผู้กระทำผิดไม่ได้สักราย การใส่บาร์โค้ดที่ track ได้ชื่อผู้ลงคะแนน จึงเป็นหลักฐานชัดเจนว่ามีเจตนาละเมิดรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้ง

ทำไมบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งถึงผิดกฎหมาย

หลักการสำคัญของการเลือกตั้งคือ ความลับในการลงคะแนน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 85 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 96 หากบาร์โค้ดสามารถสแกนแล้วรู้ได้ว่าคนไหนลงคะแนนให้พรรคหรือผู้สมัครคนใด ก็เท่ากับเปิดช่องให้มีการข่มขู่ ซื้อเสียง หรือ操控คะแนนได้ง่ายดาย กกต. รู้ดีว่ารหัสเหล่านี้ขัดกฎหมาย แต่ยังคงใช้ต่อไป ทำให้ประชาชนสูญเสียความไว้วางใจในการเลือกตั้งครั้งนี้ทั้งหมด

ขั้นตอนการฟ้องร้องสองแนวทางหลัก

คุณหญิงสุดารัตน์วางแผนฟ้องสองส่วน เพื่อให้เกิดผลทางกฎหมายสูงสุด ดังนี้

  • ส่วนแรก: ฟ้องบุคคล ยื่นต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ฐานเจ้าพนักงานละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โทษหนักจำคุก เพราะ กกต. จงใจใส่รหัส track ในบัตรเลือกตั้งที่ขัดรัฐธรรมนูญชัดเจน
  • ส่วนที่สอง: ขอให้เลือกตั้งใหม่ ยื่นร้องศาลรัฐธรรมนูญและศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งขัดรัฐธรรมนูญ สั่งจัดการเลือกตั้งใหม่ที่โปร่งใสกว่าเดิม คืนสิทธิให้ประชาชน

นอกจากนี้ ยังเชิญชวนประชาชนทุกภาคส่วนส่งหลักฐานมา เช่น ภาพถ่ายบัตรเลือกตั้ง คลิปวิดีโอข้อผิดปกติ หรือข้อมูลทุจริต ส่งได้ที่เพจคุณหญิงสุดารัตน์หรือเพจพรรคไทยสร้างไทย เพื่อรวบรวมเป็นหลักฐานฟ้องร้องร่วมกัน ทวงคืนอำนาจอธิปไตยที่ถูกบิดเบือน

ผลกระทบและความสำคัญต่อประชาธิปไตยไทย

ประเด็น “สุดารัตน์” เดินหน้าฟ้อง กกต. ปมบาร์โค้ดรู้ชื่อคนลงคะแนน ไม่ใช่แค่คดีการเมือง แต่เป็นการต่อสู้เพื่อความโปร่งใสในระบบเลือกตั้ง หากปล่อยผ่าน คะแนนเสียงประชาชนจะไร้ค่า การทุจริตจะยิ่งลุกลาม สร้างความแตกแยกในสังคม การยื่นฟ้องครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการปฏิรูประบบเลือกตั้งให้สมบูรณ์แบบมากขึ้น ประชาชนควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ที่ยุติธรรม

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวของพรรคไทยสร้างไทยแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องสิทธิประชาชน หากศาลสั่งเลือกตั้งใหม่ จะเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของประชาธิปไตยไทย ลองคิดดูสิครับ ถ้าทุกคนร่วมมือส่งหลักฐาน เราจะเปลี่ยนแปลงได้จริง

CTA: คุณมีหลักฐานการเลือกตั้งผิดปกติหรือไม่? ส่งมาแชร์ที่คอมเมนต์ด้านล่าง หรือติดตามอัปเดตคดีนี้เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ ร่วมกันทวงความยุติธรรมคืนมา!

ที่มา – “สุดารัตน์” เดินหน้าฟ้อง กกต. ปมบาร์โค้ดรู้ชื่อคนลงคะแนน-จ่อยื่นศาลให้เลือกตั้งใหม่

สรุปดราม่า บัตรเลือกตั้งมีคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด กกต. ยัน

สรุปดราม่า บัตรเลือกตั้งมีคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด กกต. ยันเป็นไปตามหลักการ ออกเสียงโดยตรงและลับ ทำให้เกิดกระแสถกเถียงรุนแรงในสังคมไทยช่วงหลังเลือกตั้ง 62 เขต ผู้ใช้โซเชียลหลายรายตั้งข้อสงสัยว่าบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งอาจถูกใช้ติดตามย้อนหลังว่าใครลงคะแนนให้พรรคไหน สร้างความกังวลเรื่องความลับของการเลือกตั้ง นำไปสู่การเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่

สรุปดราม่า บัตรเลือกตั้งมีคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด กกต. ยันเป็นไปตามหลักการ

จุดเริ่มต้นของดราม่านี้มาจากผู้ใช้เฟซบุ๊กที่โพสต์ภาพบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งแบบแบ่งเขต (บัตรสีเขียว) และแบบบัญชีรายชื่อ (บัตรสีชมพู) พบว่ามีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด เมื่อสแกนแล้วปรากฏรหัสเฉพาะตัว ทำให้หลายคนหวาดกลัวว่าระบบนี้จะช่วยให้ตรวจสอบได้ว่า “ใครกาเบอร์อะไร” ซึ่งขัดกับหลักการเลือกตั้งที่ต้องลับสุดยอด

กกต. รีบออกมาชี้แจงทันทีว่า บาร์โค้ดเหล่านี้เป็นมาตรการรักษาความปลอดภัย เพื่อติดตามที่มาของบัตรว่ามาจากล็อตไหน หน่วยเลือกตั้งไหน ไม่ใช่เพื่อเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองหรือตัวผู้ลงคะแนน แต่ประเด็นนี้กลับกลายเป็นไฟลามทุ่งในโซเชียลมีเดียข้ามคืน

กระแสเรียกร้องจากนักการเมืองและประชาชน

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ความเห็นว่าการใส่รหัสเพื่อป้องกันการปลอมแปลงเป็นเรื่องปกติ แต่ต้องไม่เอื้อต่อการตรวจสอบย้อนหลัง น.ต.ศิธา ทิวารี อดีตสมาชิกพรรคไทยสร้างไทย ยกตัวอย่างคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในปี 2549 ที่การจัดคูหาไม่ถูกต้องยังทำให้การเลือกตั้งโมฆะได้

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ยังชี้ว่าถ้าบาร์โค้ดเชื่อมโยงกับต้นขั้วบัตรได้ กกต. ถือว่าผิดกฎหมาย และเรียกร้องให้กกต. ชี้แจงด่วน กระทั่งเกิดแฮชแท็ก #เลือกตั้งโมฆะ ร้อนแรง ทนายอั๋นยังยื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อตรวจสอบ

กกต. ชี้แจงสรุปดราม่า บัตรเลือกตั้งมีคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด

วันที่ 13 ก.พ. 2569 กกต. แถลงข่าวเวลา 14.00 น. ยืนยันว่าการลงคะแนนเป็นไปตามหลัก “ออกเสียงโดยตรงและลับ” ตามรัฐธรรมนูญ โดยมีกฎหมายห้ามนำบัตรออกจากหน่วยและห้ามถ่ายภาพ การจะตรวจสอบผู้ลงคะแนนต้องมี 3 อย่างคือ 1. บัตรลงคะแนน 2. ต้นขั้วบัตรที่แยกเก็บ 3. บัญชีรายชื่อผู้มาใช้สิทธิที่แยกไปยังสำนักทะเบียนราษฎร์

บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดเกิดจากอำนาจกกต. ตามกฎหมายที่อนุญาตให้เพิ่มรหัสพิเศษเพื่อป้องกันการปลอมแปลงและจัดการบัตรได้มีประสิทธิภาพ แม้ถ่ายภาพบัตรติดต้นขั้วจะระบุเลขบัตรได้ แต่ไม่เชื่อมโยงถึงตัวบุคคล ภาพที่เผยแพร่ในโซเชียลยังไม่ละเอียดพอที่จะระบุใคร

สำหรับบัตรประชามติที่ไม่มีบาร์โค้ดนั้น เนื่องจากการพิมพ์ 3 ใบจาก 3 โรงพิมพ์ที่มีเทคโนโลยีต่างกัน แต่บัตรประชามติก็ติดตามได้เช่นกัน เพียงแต่ไม่เปิดเผย

บทวิเคราะห์: ดราม่านี้สะท้อนอะไร?

สรุปดราม่า บัตรเลือกตั้งมีคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด กกต. ยันเป็นไปตามหลักการ แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจในสถาบันเลือกตั้งที่ยังเปราะบางในสังคมไทย แม้กกต. จะชี้แจงชัดเจน แต่กระแสโซเชียลก็จุดประกายข้อสงสัยได้ง่าย การเลือกตั้งที่โปร่งใสต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยีและกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดช่องโหว่แบบนี้ในอนาคต

ประเด็นนี้ยังเชื่อมโยงกับการปฏิรูปการเลือกตั้ง โดยหลายฝ่ายเสนอให้ใช้ระบบดิจิทัลมากขึ้นแต่ต้องรักษาความลับให้ได้ ผู้เชี่ยวชาญด้าน cybersecurity ชี้ว่าบาร์โค้ดทั่วไปไม่ซับซ้อนพอจะติดตามตัวบุคคล เว้นแต่มีข้อมูลครบทั้ง 3 ส่วนจริงๆ

  • จุดเด่นของระบบบาร์โค้ด: ป้องกันปลอมแปลงได้ดี
  • ข้อกังวล: อาจถูกตีความผิดเพี้ยน
  • แนวทางแก้ไข: ชี้แจงล่วงหน้าชัดเจนยิ่งขึ้น

สุดท้าย การเลือกตั้งไทยต้องพัฒนาให้ทันสมัยแต่โปร่งใส คุณคิดว่าดราม่านี้จะจบอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลถึงทุกคน!

ที่มา – สรุปดราม่า บัตรเลือกตั้งมีคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด กกต. ยันเป็นไปตามหลักการ

เพื่อไทยจ่อรวบรวมหลักฐานปมบาร์โค้ดโผล่

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังสร้างความฮือฮาในสังคมไทย คือ เพื่อไทยจ่อรวบรวมหลักฐานปมบาร์โค้ดโผล่ บนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อผลการเลือกตั้งล่าสุด พรรคเพื่อไทยกำลังเคลื่อนไหวอย่างจริงจัง โดยนายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรค ได้ออกมาเผยถึงแผนการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อยื่นร้องเรียนผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ เรื่องนี้เกิดจากบาร์โค้ดที่ปรากฏบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งอาจละเมิดหลักการลงคะแนนลับตามรัฐธรรมนูญ

เพื่อไทยจ่อรวบรวมหลักฐานปมบาร์โค้ดโผล่

จากข้อมูลที่นายชูศักดิ์ ศิรินิล ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ก่อนเข้าประชุมพรรค พรรคเพื่อไทยทราบเรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งมานาน 2 วันแล้ว และฝ่ายกฎหมายกำลังเร่งรวบรวมข้อเท็จจริงกับพยานหลักฐานอย่างละเอียด ในอดีต การพิมพ์บัตรเลือกตั้งจะมีเพียงรหัสลับเพื่อติดตามว่าบัตรไปอยู่ในหน่วยเลือกตั้งไหน เขตใด แต่ไม่มีเครื่องหมายเล็กๆ แบบบาร์โค้ดที่อาจเชื่อมโยงได้กับผู้ลงคะแนน

ปัญหาคือ บาร์โค้ดนี้อาจระบุได้ว่าบัตรมาจากต้นขั้วบัตรเล่มไหน เนื่องจากประชาชนต้องลงชื่อรับบัตรในต้นขั้ว หากสแกนบาร์โค้ดได้ ก็อาจรู้ตัวบุคคลที่ลงคะแนนให้พรรคหรือผู้สมัครคนใด สิ่งนี้ทำให้ความลับในการลงคะแนนสูญหาย ซึ่งขัดต่อหลักรัฐธรรมนูญมาตรา 101 ที่กำหนดให้การลงคะแนนต้องเป็นความลับ绝对

เพื่อไทยจ่อรวบรวมหลักฐานปมบาร์โค้ดโผล่: กรณีที่อาจนำไปสู่เลือกตั้งโมฆะ

พรรคเพื่อไทยประชุมต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อวาน เพื่อศึกษาว่าปมนี้ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ในอดีตมีคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญให้เลือกตั้งโมฆะมาแล้ว 2 กรณีหลัก คือ 1) การลงคะแนนไม่เป็นความลับ และ 2) การจัดการเลือกตั้งไม่เป็นไปพร้อมกันทั่วประเทศ หากพิสูจน์ได้ว่าบาร์โค้ดทำให้ไม่ลับ พรรคพร้อมดำเนินการทางกฎหมายทันที

สิ่งสำคัญคือ กกต. ไม่มีอำนาจตีความเลือกตั้งโมฆะเอง สามารถสั่งนับคะแนนใหม่หรือเลือกตั้งใหม่ในหน่วยปัญหาได้เท่านั้น การร้องต้องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและกฎหมายเลือกตั้ง

ขั้นตอนและแนวทางการดำเนินการของเพื่อไทย

  • รวบรวมหลักฐาน: ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบบัตรเลือกตั้งจริง พยานบุคคลจากหน่วยเลือกตั้ง และข้อมูลเทคนิคการพิมพ์บัตร
  • ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน: ร้องให้ผู้ตรวจการสอบสวนและส่งศาลรัฐธรรมนูญ
  • รอวินิจฉัยศาล: หากศาลเห็นว่าโมฆะ ต้องเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ ส่งผลกระทบใหญ่หลวง
  • ปรึกษากฎหมายต่อเนื่อง: ทีมกฎหมายทำงานหนักตั้งแต่เมื่อวานจนถึงปัจจุบัน เพื่อให้รัดกุม

ปมบาร์โค้ดนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก หากพิสูจน์ได้จริง อาจพลิกโฉมการเมืองไทยทั้งหมด พรรคเพื่อไทยยืนยันว่าจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากมีมูลชัดเจน จะไม่ปล่อยผ่าน

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นย่อยอื่นๆ เช่น การพิมพ์บัตรโดยบริษัทใด กกต. อนุมัติหรือไม่ และมีมาตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อไหร่ การตรวจสอบจะช่วยตอบคำถามเหล่านี้ได้ ผู้สนใจสามารถติดตามพัฒนาการได้จากข่าวสารทางการเมือง

ในมุมมองของผู้เขียน ปมนี้สะท้อนปัญหาความโปร่งใสของระบบเลือกตั้งไทยที่ต้องได้รับการแก้ไขด่วน หากเพื่อไทยชนะคดี อาจนำไปสู่การปฏิรูประบบบัตรเลือกตั้งใหม่ทั้งหมด คุณคิดว่าปมบาร์โค้ดจะทำให้เลือกตั้งโมฆะจริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจาย สมัครรับข่าวสารทางอีเมลเพื่ออัพเดทข่าวการเมืองล่าสุด!

ที่มา – เพื่อไทยจ่อรวบรวมหลักฐานปมบาร์โค้ดโผล่- ร้องเลือกตั้งโมฆะต้องทำผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน

ผู้สมัคร สส.ปชน. แฉ บัตรเลือกตั้ง Unique running number

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทย ที่กำลังเป็นที่ฮือฮา นั่นคือกรณีที่ นายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ หรือที่รู้จักในชื่อ “ไมค์ ประสิทธิ์” ผู้สมัคร ส.ส. เขตปทุมธานี พรรคประชาชน (ปชน.) ออกมาโพสต์แฉเรื่อง บัตรเลือกตั้ง Unique running number ซึ่งอาจทำให้ความลับในการลงคะแนนไม่เป็นความลับอีกต่อไป! ประเด็นนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2567 ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามถึงความปลอดภัยของระบบเลือกตั้งไทย

บัตรเลือกตั้ง Unique running number คืออะไร?

บัตรเลือกตั้ง Unique running number คือระบบการพิมพ์เลขที่ไม่ซ้ำกันบนบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ซึ่งนายประสิทธิ์ชี้ให้เห็นจากตัวอย่างจริงที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ฉีกบัตรผิด ทำให้เห็นเลขเล่มที่และเลขบัตร เช่น เล่มที่ B0719961 ในหนึ่งเล่มมี 20 บัตร เลขที่คำนวณได้คือ 0719961 x 20 = 14,399,220 ดังนั้นบัตรในเล่มนี้จะมีเลขตั้งแต่ 14399201 ถึง 14399220 และบัตรใบนั้นคือ B14399212 ซึ่งมีโอกาสสูงมากที่จะเป็นเลข unique running number ที่เชื่อมโยงกับผู้ลงคะแนนแต่ละคน

นอกจากนี้ บัตรเขียวยังมีลำดับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งเป็น ID เฉพาะของแต่ละคนในหน่วยเลือกตั้ง เช่น ของนายประสิทธิ์เองคือ 396 ถ้าเจอบัตรที่มีเลขนี้ ก็รู้ทันทีว่าเป็นของใคร! ที่สำคัญ บัตรเลือกตั้งยังมี QR Code เช่น EH1RQ ซึ่งน่าจะเป็น unique number อีกชั้น นายประสิทธิ์พยายามถอดรหัสให้ตรงกับ 14399212 แต่ยังไม่ได้ แต่เขาบอกว่าไม่จำเป็นต้อง crack ถ้ามี database mapping ไว้ เช่น map EH1RQ ไปยัง 14399212 ก็รู้ได้เลยว่าเจ้าของบัตรคือใครและกาให้พรรคไหน

วิธีที่อาจใช้บัตรเลือกตั้ง Unique running number เปิดโปงการลงคะแนน

นายประสิทธิ์ยังยกตัวอย่างวิธีที่ง่ายแต่เสี่ยงภัย โดยใช้ AI อย่าง ChatGPT ในการสร้างระบบนี้ ดังนี้

  • สร้างชุดตัวเลขและตัวอักษร 5 หลัก ตั้งแต่ 00001 ถึง 99999 แล้วต่อด้วย A0000 จนถึง ZZZZZ จะได้ทั้งหมด 60,466,176 รหัส ซึ่งมากกว่าจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 52 ล้านคน
  • เรียงสลับแบบสุ่ม แล้ว map กับเลขบัตร B00000001 ถึง B52000000 (สมมติพิมพ์ 52 ล้านใบ)
  • หลังเลือกตั้ง ถ้าอยากรู้ สแกน QR Code ได้ EH1RQ แล้วคีย์เข้าโปรแกรม ก็ map ไปยังต้นขั้วได้ทันที รู้ว่าใครกาให้ใคร!

เห็นภาพชัดเจนไหมครับ? ถ้าบัตรเลือกตั้ง Unique running number นี้ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด ก็อาจนำไปสู่การซื้อเสียง การข่มขู่ หรือการทุจริตเลือกตั้งได้ง่ายๆ ซึ่งขัดกับหลักการเลือกตั้งที่ต้องเป็นความลับ 100% ตามรัฐธรรมนูญ

ในอดีต ระบบเลือกตั้งไทยเคยมีปัญหาเรื่องบัตรปลอมหรือการตรวจสอบ แต่กรณีนี้เป็นช่องโหว่ใหม่ที่อาจถูกมองข้าม ประสิทธิ์เรียกร้องให้ กกต. (คณะกรรมการการเลือกตั้ง) เข้ามาตรวจสอบและปรับปรุงระบบให้โปร่งใสยิ่งขึ้น เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชน

เรามาวิเคราะห์กันเพิ่มเติม ในระบบเลือกตั้งสมัยใหม่ หลายประเทศใช้เทคโนโลยีอย่าง blockchain หรือ encryption เพื่อป้องกันเรื่องนี้ แต่ไทยยังคงใช้กระดาษและ QR Code แบบพื้นฐาน ถ้าบัตรเลือกตั้ง Unique running number นี้เป็นจริง ก็น่ากังวลเพราะข้อมูลอาจถูก hack หรือซื้อขายใน dark web ได้

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นกฎหมาย พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 81 ระบุว่าการลงคะแนนต้องเป็นความลับ ห้ามมีการเชื่อมโยงบัตรกับผู้ลงคะแนน ถ้าพิสูจน์ได้ว่ามี unique number จริง อาจนำไปสู่การฟ้องร้องได้

สำหรับผู้สมัครอย่างนายประสิทธิ์ การแฉเรื่องนี้แสดงถึงความรับผิดชอบต่อระบบประชาธิปไตย เขาโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อให้ประชาชนตื่นตัว และเชิญชวนทุกคนช่วยถอดรหัส QR Code ถ้าทำได้ แจ้งมาได้เลย!

ประเด็นบัตรเลือกตั้ง Unique running number นี้ ทำให้เราต้องคิดถึงอนาคตการเลือกตั้งไทย คุณคิดว่าควรมีมาตรการอะไรบ้าง? ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อกระจายข้อมูลให้เพื่อนๆ รู้ ช่วยกันรักษาความบริสุทธิ์ในการเลือกตั้งของเรา!

ความเห็นส่วนตัว: ระบบเลือกตั้งต้องพัฒนาให้ทันสมัย แต่ต้องไม่ละเลยความปลอดภัย หวังว่าประเด็นนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดี

ที่มา – ผู้สมัคร สส.ปชน. แฉ บัตรเลือกตั้งส่อรู้ได้หมดใครกาอะไร เสี่ยงเป็นเลข Unique running number

อนุทิน เปิดงานตรุษจีน หยิบลูกแก้วสีน้ำเงิน

ในบรรยากาศคึกคักของเทศกาลตรุษจีนปีนี้ อนุทิน เปิดงานตรุษจีน หยิบลูกแก้วสีน้ำเงิน กลายเป็นประเด็นที่หลายคนพูดถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เดินทางไปเป็นประธานเปิด “งานประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ และงานเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพ ประจำปี 2567” ที่หาดทรายต้นแม่น้ำเจ้าพระยา อำเภอเมืองนครสวรรค์ เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2567

อนุทิน เปิดงานตรุษจีน หยิบลูกแก้วสีน้ำเงินแทนสีแดง

พิธีเปิดงานเต็มไปด้วยความยิ่งใหญ่ตามประเพณีชาวจีนโพ้นทะเล โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวอวยพรปีใหม่เป็นภาษาจีนว่า “ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดใช้” ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะนำลูกแก้วมาป้อนสิงโตเพื่อเป็นสัญญาณเริ่มงาน แต่สิ่งที่สร้างความฮือฮาคือ อนุทิน เปิดงานตรุษจีน หยิบลูกแก้วสีน้ำเงิน แทนที่จะหยิบสีแดงที่เป็นสีมงคลตามธรรมเนียม สีน้ำเงินที่เลือกอาจสื่อถึงความสงบ ความเจริญรุ่งเรืองในแบบใหม่ หรือสะท้อนบุคลิกของท่านเองก็เป็นได้

อนุทิน เปิดงานตรุษจีน หยิบลูกแก้วสีน้ำเงิน นครสวรรค์

ขอบคุณชาวนครสวรรค์ มอบ ส.ส. 5 คนให้พรรคภูมิใจไทย

ก่อนเข้าสู่พิธี นายอนุทินได้กล่าวขอบคุณชาวนครสวรรค์อย่างจริงใจ ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยที่ได้รับความไว้วางใจมอบ ส.ส.ถึง 5 คนให้พรรค รู้สึกเป็นหนี้บุญคุณอย่างยิ่ง และให้คำมั่นว่า ส.ส.เหล่านี้จะทำงานเพื่อประชาชน ไม่ใช่เพื่อตนเอง โดยเฉพาะเพื่อบ้านเกิดนครสวรรค์และประเทศไทยให้เจริญรุ่งเรือง

นครสวรรค์เป็นจังหวัดสำคัญทางภูมิภาคกลาง มีวัฒนธรรมผสมผสานไทย-จีนเข้มข้น งานตรุษจีนปากน้ำโพนี้จัดติดต่อกันมานาน เป็นเวทีรวมใจชาวจีนและไทยเชื้อสายจีน นายกรัฐมนตรีร่วมงานพร้อมภริยาและคณะผู้ติดตาม เช่น นางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภรรยานายวราวุธ ศิลปอาชา, นายชาดา ไทยเศรษฐ์, นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ และปลัดกระทรวงมหาดไทย

อนุทิน ป้อนลูกแก้วสีน้ำเงิน สิงโต ตรุษจีนนครสวรรค์
บรรยากาศงานตรุษจีน อนุทิน เปิดงานนครสวรรค์

ความหมายของพิธีป้อนลูกแก้วในตรุษจีน

พิธีป้อนลูกแก้วให้สิงโตเป็นเอกลักษณ์ของตรุษจีน สื่อถึงการนำโชคลาภ ความมั่งคั่งมาสู่ชุมชน ปกติใช้สีแดง代表ความโชคดี แต่การที่ อนุทิน เปิดงานตรุษจีน หยิบลูกแก้วสีน้ำเงิน อาจเป็นสไตล์ส่วนตัว หรือสื่อถึงปีงูน้ำเงินที่กำลังมาเยือนในปฏิทินจีน ทำให้งานนี้พิเศษยิ่งขึ้น

  • งานแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ: ประเพณีเก่าแก่ สืบเนื่องจากศรัทธาชาวบ้าน
  • เทศกาลตรุษจีนยิ่งใหญ่: รวมการแสดงสิงโต เต้นรำ มหรสพมากมาย
  • การเข้าร่วมของนายกฯ: แสดงถึงการเชื่อมโยงรัฐบาลกับท้องถิ่น
  • สัญญาการพัฒนา: มุ่งเน้นเศรษฐกิจ สังคม จังหวัดนครสวรรค์
นายกรัฐมนตรีอนุทิน กล่าวสุนทรพจน์ ตรุษจีน
ภาพงานตรุษจีนนครสวรรค์ อนุทิน หยิบลูกแก้ว

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแสดงความเคารพประเพณี แต่ยังตอกย้ำบทบาทของผู้นำที่ใกล้ชิดประชาชน ในยุคที่การเมืองต้องผสานวัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อสร้างความสามัคคี คุณคิดว่าการเลือกสีน้ำเงินนี้สื่อถึงอะไร? มันอาจเป็นสัญญาณของนโยบายใหม่ที่เน้นความยั่งยืนและนวัตกรรม

ติดตามข่าวการเมืองและเทศกาลที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา และอย่าลืมแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – “อนุทิน” บอกเป็นหนี้บุญคุณชาวนครสวรรค์ เปิดงานตรุษจีน หยิบลูกแก้วสีน้ำเงินแทนสีแดง

กกต.ลำปาง แจงนับคะแนนใหม่ได้

หลังจากที่มีกระแสข่าวเรื่องจำนวนบัตรเสียจำนวนสูงผิดปกติในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ 2 และ 4 ของจังหวัดลำปาง มากกว่า 7,000 ใบ ทำให้ประชาชนและผู้มีสิทธิเลือกตั้งหลายคนเกิดข้อสงสัยและเดินทางไปสอบถามข้อมูลที่สำนักงาน กกต.ลำปาง ล่าสุด กกต.ลำปาง แจงนับคะแนนใหม่ได้ แต่มีเงื่อนไขสำคัญที่ต้องทราบ เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและยุติธรรม

กกต.ลำปาง แจงนับคะแนนใหม่ได้ แต่ต้องทำตอนนับคะแนนยังไม่เสร็จสิ้น

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2567 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดลำปาง นายทองเนตร ดูใจ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดลำปาง ได้ชี้แจงข้อมูลและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด โดยย้ำว่า กกต.ลำปาง แจงนับคะแนนใหม่ได้ หากประชาชนหรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งพบเห็นความผิดปกติระหว่างกระบวนการนับคะแนน เช่น การขานคะแนนไม่ถูกต้อง หรือสงสัยในการนับ สามารถขอให้มีการนับคะแนนใหม่ได้ทันที แต่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขหลัก 2 ประการ คือ ต้องทำในขณะที่การนับคะแนนยังไม่เสร็จสิ้น และต้องกระทำภายในหน่วยเลือกตั้งนั้นๆ เท่านั้น

เงื่อนไขสำคัญในการขอให้นับคะแนนใหม่ตามที่กกต.ลำปาง แจงนับคะแนนใหม่ได้

  • ทำได้เฉพาะระหว่างนับคะแนน: หากการนับคะแนนเสร็จสิ้นไปแล้ว จะไม่สามารถขอให้นับใหม่ในหน่วยนั้นได้อีก
  • ต้องอยู่ในหน่วยเลือกตั้งนั้น: ไม่สามารถย้ายไปหน่วยอื่นหรือขอหลังจากออกจากหน่วยได้
  • มีพยานบุคคล: ควรมีผู้เห็นเหตุการณ์หรือตัวแทนพรรคการเมืองร่วมยืนยันเพื่อความน่าเชื่อถือ

หากการนับคะแนนเสร็จสิ้นแล้ว ผู้มีสิทธิเลือกตั้งยังคงมีทางเลือกอื่น โดยสามารถรวบรวมพยานหลักฐานที่ชัดเจน เช่น วิดีโอ ถ่ายภาพ หรือบันทึกการนับคะแนนที่บ่งชี้ถึงความไม่โปร่งใสหรือความผิดปกติ จากนั้นยื่นคำร้องอย่างเป็นทางการต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อพิจารณาตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป ซึ่งอาจนำไปสู่การตรวจสอบหรือสั่งให้นับใหม่ในระดับที่สูงขึ้น

สาเหตุที่อาจทำให้เกิดบัตรเสียจำนวนมากในเขตเลือกตั้งลำปาง

ในกรณีของเขตเลือกตั้งที่ 2 และ 4 จังหวัดลำปาง จำนวนบัตรเสียสูงกว่า 7,000 ใบ สร้างความกังวลให้กับประชาชนจำนวนมาก สาเหตุที่เป็นไปได้อาจมาจากการ mark บัตรไม่ถูกวิธี การขีดเขียนซ้ำซ้อน หรือแม้กระทั่งปัญหาการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม กกต.ลำปาง ยืนยันว่าการนับคะแนนเป็นไปตามระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้งกลาง และผู้สังเกตการณ์จากทุกฝ่ายได้เข้าร่วมตรวจสอบแล้ว แต่หากมีข้อสงสัย ก็สามารถใช้สิทธิ์ตามที่ กกต.ลำปาง แจงนับคะแนนใหม่ได้ เพื่อความมั่นใจ

สิทธิพื้นฐานของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการกำกับดูแลการเลือกตั้ง

การเลือกตั้งเป็นหัวใจของประชาธิปไตย ดังนั้นผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคนมีสิทธิ์ในการตรวจสอบและกำกับดูแลกระบวนการต่างๆ เพื่อป้องกันการทุจริต นอกจากการขอให้นับคะแนนใหม่แล้ว ยังมีสิทธิอื่นๆ ที่สำคัญ เช่น

  • เข้าไปสังเกตการณ์การนับคะแนนในหน่วยเลือกตั้ง
  • บันทึกภาพหรือวิดีโอ (โดยไม่รบกวนกระบวนการ)
  • ยื่นอุทธรณ์หรือร้องเรียนต่อ กกต. จังหวัดหรือกลาง
  • ร่วมเป็นตัวแทนพรรคการเมืองหรือกลุ่มประชาชนในการตรวจสอบ

กฎหมายการเลือกตั้ง พ.ศ. 2561 และระเบียบที่เกี่ยวข้อง ได้กำหนดไว้ชัดเจนเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วม ทำให้การเลือกตั้งไทยมีความน่าเชื่อถือในระดับสากล

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์เช่นนี้เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าประชาชนตื่นตัวและใส่ใจกับการเมืองมากขึ้น หากทุกคนใช้สิทธิ์อย่างถูกต้อง จะช่วยยกระดับคุณภาพการเลือกตั้งได้อย่างแน่นอน

เรียกร้องให้คุณ: หากคุณพบความผิดปกติในการเลือกตั้งครั้งต่อไป อย่าลังเลที่จะใช้สิทธิ์ขอตรวจสอบทันที และแชร์ข้อมูลนี้ให้เพื่อนๆ เพื่อสร้างความโปร่งใสร่วมกัน!

ที่มา – กกต.ลำปาง แจงนับคะแนนใหม่ได้ แต่ต้องทำตอนนับคะแนนยังไม่เสร็จสิ้น และต้องอยู่ในหน่วยนั้น

“วิโรจน์” แจ้งความ ม.157-172 เอาผิด 7 กกต.-กกต.จ.ชลบุรี-ประธานหน่วยเลือกตั้ง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวการเมืองที่น่าสนใจมากๆ มาอัพเดทกัน นั่นคือเรื่อง “วิโรจน์” แจ้งความ ม.157-172 เอาผิด 7 กกต.-กกต.จ.ชลบุรี-ประธานหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามอง เพราะเกี่ยวข้องกับความโปร่งใสในการเลือกตั้งของเราโดยตรง นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ก้าวเข้ามาในฐานะประชาชนคนหนึ่ง เพื่อปกป้องสิทธิเลือกตั้งที่สำคัญยิ่ง

“วิโรจน์” แจ้งความ ม.157-172 เอาผิด 7 กกต.-กกต.จ.ชลบุรี-ประธานหน่วยเลือกตั้ง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาช่วงเย็น นายวิโรจน์ได้เดินทางไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรเมืองชลบุรี โดยเอาผิดบุคคลสำคัญหลายราย ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ มาตรา 172 ชี้ให้เห็นว่าการเลือกตั้งต้องสุจริตและยุติธรรม แม้แต่สิทธิ์ของประชาชนในการกาเลือกตั้งแค่ 5 วินาที ก็ยังต้องได้รับการปกป้องอย่างเต็มที่

วิโรจน์ แจ้งความ ม.157-172 เอาผิด 7 กกต.-กกต.จ.ชลบุรี

รายละเอียดผู้ถูกแจ้งความในคดี “วิโรจน์” แจ้งความ ม.157-172

  • กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 7 คน
  • กกต.จังหวัดชลบุรี
  • ประธานหน่วยเลือกตั้งที่ 15 จังหวัดชลบุรี

นอกจากนี้ นายวิโรจน์ยังได้ลงบันทึกประจำวันแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับกลุ่มบุคคลน่าสงสัยที่อาจจัดตั้งอันธพาลมาก่อความวุ่นวายที่สนามแบดมินตัน เทศบาลเมืองชลบุรี ซึ่งเป็นสถานที่จัดการเลือกตั้ง โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจนายวรจักร สถาพรภิญโญ นายอำเภอเมืองชลบุรี รับปากว่าจะดูแลพื้นที่อย่างเข้มงวด ไม่ให้เกิดเหตุการณ์เลวร้าย

เอกสารแจ้งความ วิโรจน์ เอาผิด กกต.ชลบุรี

เหตุผลหลักที่นำไปสู่การแจ้งความ ม.157-172

มาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา ระบุว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานแล้วปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริยะ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี ส่วนมาตรา 172 ใน พ.ร.ป.ป.ป.ช. มุ่งเอาผิดเจ้าหน้าที่ที่ละเว้นหน้าที่ปราบปรามทุจริต นายวิโรจน์ชี้ว่ากลุ่มผู้ถูกกล่าวหาไม่สามารถปกป้องสิทธิพื้นฐานของประชาชนได้ แม้จะเป็นเพียงการลงคะแนนเสียงไม่กี่วินาทีก็ตาม ซึ่งถือเป็นหัวใจของประชาธิปไตย

บริบทของเรื่องนี้มาจากการเลือกตั้งในจังหวัดชลบุรี โดยเฉพาะหน่วยเลือกตั้งที่ 15 ที่สนามแบดมินตันเทศบาลเมืองชลบุรี ซึ่งมีกระแสข่าวเรื่องความไม่โปร่งใส ประชาชนหลายคนรวมถึงตัวแทนพรรคต้องการเฝ้าระวังหีบบัตรเลือกตั้ง ล่าสุดรองเลขาธิการ กกต. ได้อนุญาตให้ประชาชนเข้าเฝ้าภายใต้การดูแลของตำรวจ พร้อมติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อความมั่นใจ ระยะเวลาเฝ้า 2 วันก่อนตัดสินใจขั้นสุดท้าย

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ที่ สภ.เมืองชลบุรี

ความสำคัญของ “วิโรจน์” แจ้งความ ม.157-172 ต่อระบบเลือกตั้งไทย

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่คดีส่วนตัว แต่สะท้อนปัญหาใหญ่ของระบบเลือกตั้งไทย กกต. ในฐานะผู้รับผิดชอบหลัก ต้องมีสามัญสำนึกและดำเนินการอย่างสมเหตุสมผล เพื่อให้การนับคะแนนในชลบุรีและจังหวัดอื่นๆ เป็นไปด้วยความยุติธรรม หากแม้สิทธิ์ 5 วินาทีในการกาบัตรยังปกป้องไม่ได้ แล้วประชาชนจะเชื่อมั่นได้อย่างไร? การแจ้งความครั้งนี้เป็นการเตือนใจว่าประชาชนมีพลังในการตรวจสอบ และไม่ยอมให้เกิดช่องโหว่

จากประสบการณ์ของผมในฐานะคนติดตามข่าวการเมือง เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งในอดีต เช่น การทุจริตเลือกตั้งท้องถิ่นหรือ ส.ส. ที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่น การมีกล้อง CCTV ตำรวจเฝ้า และการอนุญาตให้ประชาชนเฝ้าหีบ ถือเป็นก้าวดี แต่ต้องทำต่อเนื่องเพื่อป้องกันกลุ่มอันธพาลหรือผู้มีผลประโยชน์แทรกแซง

มาตรการป้องกันที่ควรมีในอนาคต

  • เพิ่มเจ้าหน้าที่อิสระในการตรวจสอบหีบบัตร
  • ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น Blockchain สำหรับนับคะแนน
  • อบรม กกต. ทุกระดับให้เข้าใจหน้าที่ปราบปรามทุจริต
  • เปิดช่องให้ประชาชนร้องเรียนแบบเรียลไทม์

สุดท้ายนี้ ผมคิดว่า “วิโรจน์” แจ้งความ ม.157-172 เอาผิด 7 กกต.-กกต.จ.ชลบุรี-ประธานหน่วยเลือกตั้ง เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเรียกร้องความยุติธรรม ถ้ากกต.ทุกคนมีสติและทำหน้าที่ได้จริง การเลือกตั้งไทยจะก้าวหน้าขึ้นมาก คุณล่ะครับคิดเห็นยังไง? เชิญแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อกระจายข้อมูลให้เพื่อนๆ รู้ด้วยนะครับ ช่วยกันรักษาสิทธิเลือกตั้งของเรากันเถอะ!

ที่มา – “วิโรจน์” แจ้งความ ม.157-172 เอาผิด 7 กกต.-กกต.จ.ชลบุรี-ประธานหน่วยเลือกตั้ง

“เท้ง” ยื่นขอคัดสำเนาผลคะแนน พิสูจน์ กกต. สุจริต

การเลือกตั้งผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เมื่อเร็วๆ นี้ ได้สร้างความสนใจอย่างมากในหมู่ประชาชน โดยเฉพาะประเด็นความโปร่งใสและความสุจริตของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ล่าสุด มีข่าวสำคัญที่กำลังเป็นที่พูดถึง นั่นคือ ““เท้ง” ยื่นขอคัดสำเนาผลคะแนนเลือกตั้ง พิสูจน์การทำงานของ กกต. ว่าสุจริต” โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือที่รู้จักในนาม “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ลงนามในหนังสือยื่นถึงประธาน กกต. เพื่อขอคัดถ่ายเอกสารผลการนับคะแนน ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการตรวจสอบกระบวนการเลือกตั้ง

“เท้ง” ยื่นขอคัดสำเนาผลคะแนนเลือกตั้ง พิสูจน์การทำงานของ กกต. ว่าสุจริต

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 โดยนายกรุณพล เทียนสุวรรณ รองโฆษกพรรคประชาชน ได้โพสต์ภาพหนังสือดังกล่าวลงโซเชียลมีเดีย สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง หนังสือฉบับนี้มีสาระสำคัญคือ การขอคัดถ่ายสำเนาเอกสารข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ส. ทั่วประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับการนับคะแนนในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ และ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ในฐานะพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง พรรคประชาชนจึงมีสิทธิ์ตามกฎหมายในการขอตรวจสอบเอกสารเหล่านี้

การยื่นขอครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะจะนำเอกสารที่ได้มาเทียบเคียงกับข้อมูลผลคะแนนหน้าหน่วยเลือกตั้งที่พรรคได้รวบรวมไว้ หากผลตรงกัน แสดงว่ากระบวนการของ กกต. มีความสุจริตเที่ยงธรรมตามที่อ้าง แต่หากมีความคลาดเคลื่อน ก็จะเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น สิ่งนี้ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในระบบประชาธิปไตย

5 เอกสารหลักที่ “เท้ง” ขอคัดสำเนา

เอกสารที่ยื่นขอมี 5 ประการหลัก ซึ่งครอบคลุมทุกขั้นตอนของการนับคะแนน ดังนี้

  • รายงานผลการนับคะแนน ส.ส. เขตและบัญชีรายชื่อ ตามแบบ สส.5/18 – สรุปผลคะแนนอย่างเป็นทางการของแต่ละเขตและบัญชีรายชื่อ
  • รายงานผลการนับคะแนนการออกเสียงก่อนวันเลือกตั้ง ทั้งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ ตามแบบ สส.5/16 – ครอบคลุมการลงคะแนนล่วงหน้า
  • รายงานผลการนับคะแนนบัตรเลือกตั้งนอกเขต และนอกราชอาณาจักร ตามแบบ สส.5/17 – ผลจากบัตรนอกเขตและต่างประเทศ
  • แบบขีดคะแนนในการเลือกตั้ง ส.ส. แบบเขตและบัญชีรายชื่อ ตามแบบ 5/11 – รายละเอียดการขีดคะแนนแบบละเอียด
  • ประกาศเกี่ยวกับจำนวนบัตรเลือกตั้งเมื่อเสร็จสิ้นการออกเสียงลงคะแนน ตามแบบ สส.5/7 – สรุปจำนวนบัตรทั้งหมดหลังปิดหีบ

พรรคประชาชนยินดีชำระค่าธรรมเนียมคัดถ่ายเอกสารตามกฎหมายที่กำหนด แสดงถึงความตั้งใจจริงจังในการตรวจสอบ โดยไม่ใช่การกล่าวหา แต่เป็นการยืนยันความโปร่งใส

เท้ง ยื่นขอคัดสำเนาผลคะแนนเลือกตั้ง พิสูจน์การทำงานของ กกต.

เหตุผลเบื้องหลังการยื่นขอของพรรคประชาชน

นอกจากการขอเอกสารแล้ว พรรคประชาชนยังเปิดช่องทางรับแจ้งความผิดปกติในการเลือกตั้งผ่านฟอร์มออนไลน์ เพื่อรวบรวมข้อมูลจากประชาชนและผู้สมัครทั่วประเทศ สิ่งนี้ช่วยให้การตรวจสอบเป็นระบบมากขึ้น “เท้ง” ยื่นขอคัดสำเนาผลคะแนนเลือกตั้ง พิสูจน์การทำงานของ กกต. ว่าสุจริต เพื่อตอบคำถามที่ประชาชนสงสัย โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีช่วยให้การเก็บข้อมูลหน้าหน่วยทำได้ง่าย

ในอดีต การเลือกตั้งไทยเคยมีข้อพิพาทเรื่องผลคะแนนไม่ตรงกัน การตรวจสอบเอกสารดังกล่าวจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาความยุติธรรม ช่วยป้องกันการทุจริต และเสริมภาพลักษณ์ของ กกต. หากทุกฝ่ายโปร่งใส ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว

การกระทำของพรรคประชาชนครั้งนี้ สะท้อนถึงบทบาทของพรรคฝ่ายค้านในการถ่วงดุลอำนาจ แม้ผลนับคะแนนใหม่อาจไม่เปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้ง แต่การพิสูจน์ความสุจริตจะสร้างความน่าเชื่อถือให้ระบบเลือกตั้งไทยในระยะยาว

ในมุมมองของผู้เขียน การตรวจสอบเช่นนี้เป็นสิ่งที่ทุกพรรคควรทำ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าคะแนนของพวกเขามีค่า หากคุณพบความผิดปกติในการเลือกตั้ง อย่าลังเลที่จะแจ้งผ่านช่องทางของพรรคประชาชน หรือติดตามพัฒนาการต่อไป เพราะความโปร่งใสคือหัวใจของประชาธิปไตย

ที่มา – “เท้ง” ยื่นขอคัดสำเนาผลคะแนนเลือกตั้ง พิสูจน์การทำงานของ กกต. ว่าสุจริต

พรรคประชาชน เปิดเกมสู้ ยื่นขอนับคะแนนใหม่แล้ว 10 เขต

พรรคประชาชน เปิดเกมสู้ ยื่นขอนับคะแนนใหม่แล้ว 10 เขต หลังจากผลการเลือกตั้งออกมา ล่าสุดพรรคประชาชน (ปชน.) ไม่ยอมแพ้ต่อสิ่งที่เชื่อว่าเป็นความผิดปกติในการนับคะแนน โดยประกาศชัดเจนว่า “แพ้-ชนะเป็นเรื่องยอมรับได้ แต่โกงการนับคะแนนเรารับไม่ได้” ซึ่งเป็นคำลั่นจากเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของพรรค เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.35 น.

พรรคประชาชน เปิดเกมสู้ ยื่นขอนับคะแนนใหม่แล้ว 10 เขต

การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวการเลือกตั้งที่ร้อนระอุ พรรคประชาชนได้ตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อรับเรื่องร้องเรียนการนับคะแนนผิดปกติทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ และได้ยื่นเรื่องขอนับคะแนนใหม่ใน 10 เขตทันที เพื่อปกป้องเจตจำนงของประชาชนทุกคะแนนเสียง นี่คือหลักฐานชี้ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความโปร่งใสของกระบวนการเลือกตั้ง

เหตุผลหลักที่พรรคประชาชนตัดสินใจยื่นขอนับคะแนนใหม่ ก็เพราะพบความผิดปกติในหลายพื้นที่ เช่น คะแนนที่ไม่สอดคล้องกับผลสำรวจก่อนหน้า หรือรายงานจากผู้สังเกตการณ์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลลัพธ์การเลือกตั้ง พรรคย้ำว่าทุกคะแนนเสียงคือพลังของประชาชน และพวกเขาจะดำเนินคดีทุกกรณีที่พบการทุจริต

รายชื่อ 10 เขตที่พรรคประชาชนยื่นขอนับคะแนนใหม่

  • ขอนแก่น เขต 3: นายชัชวาล อภิรักษ์มั่นคง
  • ลำปาง เขต 2: น.ส.สุวิภา กุศลจูง
  • สุราษฎร์ธานี เขต 1: นายรัฐภัทร์ พัฒนาศิริรักษ์
  • ชลบุรี เขต 1: นายวรท ศิริรักษ์
  • มหาสารคาม เขต 1: นายธีระวัฒน์ พรรณะ
  • นครราชสีมา เขต 13: น.ส.นาลันทา บุญชิต
  • ชัยนาท เขต 1: นายทรงพล ภัทราภิรมย์
  • สมุทรปราการ เขต 6: นายวีรภัทร คันธะ
  • ตาก เขต 1: นายคริษฐ์ ปานเนียม
  • สระบุรี เขต 1: นายสรพัช ศรีปราชญ์

เขตเหล่านี้ครอบคลุมหลายจังหวัดทั่วประเทศ แสดงให้เห็นว่าปัญหาการนับคะแนนไม่ได้จำกัดอยู่แค่พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง การยื่นขอนับใหม่จะช่วยให้เกิดความยุติธรรม และอาจพลิกผลการเลือกตั้งในบางเขตได้ หากพบความผิดพลาดจริง

ความสำคัญของการปกป้องคะแนนเสียงประชาชน

ในยุคที่ประชาธิปไตยไทยกำลังถูกทดสอบ พรรคประชาชนกำลังแสดงบทบาทผู้นำในการต่อสู้กับการทุจริตเลือกตั้ง การเคลื่อนไหว พรรคประชาชน เปิดเกมสู้ ยื่นขอนับคะแนนใหม่แล้ว 10 เขต ไม่เพียงแต่ช่วยผู้สมัครของพรรคเท่านั้น แต่ยังเป็นการตั้งมาตรฐานให้กับระบบเลือกตั้งไทยทั้งระบบ หากปล่อยให้เกิดช่องโหว้แบบนี้ต่อไป ประชาชนจะสูญเสียความเชื่อมั่นในกระบวนการ民主

จากข้อมูลเบื้องต้น ทีมเฉพาะกิจของพรรคได้รับเรื่องร้องเรียนนับร้อยเคสทั่วประเทศ และกำลังเร่งตรวจสอบเพิ่มเติม นี่อาจนำไปสู่การตรวจสอบใหญ่ครั้งใหม่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กกต. หรือศาลการเมือง

นอกจากนี้ พรรคยังเรียกร้องให้ประชาชนที่มีหลักฐานความผิดปกติมาร่วมแจ้งเบาะแส เพื่อร่วมกันปกป้องสิทธิเลือกตั้ง สิ่งนี้สะท้อนถึงปรัชญาของพรรคที่ยึดมั่นในหลักประชาชนเป็นใหญ่

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

หากการนับคะแนนใหม่ยืนยันผลเดิม พรรคประชาชนก็พร้อมยอมรับ แต่ถ้าพบความผิดพลาด อาจนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ในบางเขต ส่งผลต่อการจัดสรร ส.ส. และการจัดตั้งรัฐบาล การต่อสู้นี้จึงเป็นเกมชี้ชะตาการเมืองไทยในระยะสั้น

ผู้เชี่ยวชาญการเมืองมองว่า การยื่นขอนับใหม่ของพรรคประชาชนเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด ช่วยรักษาฐานเสียงและภาพลักษณ์พรรคในฐานะนักสู้เพื่อประชาชน

สุดท้ายแล้ว การเมืองที่ดีต้องเริ่มจากเลือกตั้งที่โปร่งใส พรรคประชาชนกำลังทำหน้าที่นั้นอย่างเต็มที่ คุณคิดอย่างไรกับการเคลื่อนไหวครั้งนี้? มาแสดงความเห็นในคอมเมนต์ และแชร์บทความนี้เพื่อกระจายข้อมูลให้แพร่หลาย ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวันกับเรา!

ที่มา – พรรคประชาชน เปิดเกมสู้ ยื่นขอนับคะแนนใหม่แล้ว 10 เขต

Scroll to top