เวียดนาม

สตาร์ลิงก์เปิดบริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมในเวียดนาม

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินชื่อของ สตาร์ลิงก์ (Starlink) บริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมสุดล้ำจากเครือ SpaceX ของมหาเศรษฐีชื่อดัง อีลอน มัสก์ กันมาบ้างแล้ว ล่าสุดมีข่าวดีสำหรับเพื่อนบ้านของเรา เพราะทางบริษัทได้ประกาศเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในประเทศเวียดนามเป็นที่เรียบร้อยครับ

สตาร์ลิงก์เปิดบริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมในเวียดนาม

การเข้ามาของ สตาร์ลิงก์เปิดบริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมในเวียดนาม ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวกระโดดที่น่าสนใจสำหรับภูมิภาคอาเซียน โดยชาวเวียดนามสามารถสั่งซื้อแพ็กเกจผ่านเว็บไซต์ได้โดยตรง ซึ่งราคาเริ่มต้นนั้นถือว่าน่าสนใจมากสำหรับเทคโนโลยีระดับนี้ครับ

รายละเอียดแพ็กเกจและราคาเบื้องต้น

สำหรับผู้ที่สนใจบริการ สตาร์ลิงก์เปิดบริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมในเวียดนาม ทางบริษัทได้เปิดตัวแพ็กเกจสำหรับบุคคลทั่วไปและองค์กร ดังนี้:

  • แพ็กเกจทั่วไป: ความเร็ว 100 Mbps ราคาเริ่มต้นเพียง 1,440 บาทต่อเดือน
  • แพ็กเกจธุรกิจ: ความเร็วสูง 300–400 Mbps ราคาประมาณ 2,176 บาทต่อเดือน
  • ค่าอุปกรณ์: ต้องมีการลงทุนจานดาวเทียมและเราเตอร์ Wi-Fi เริ่มต้นที่ประมาณ 11,000 บาท

นอกจากนี้ ยังมีโปรโมชั่นทดลองใช้งานฟรี 30 วันโดยไม่มีข้อผูกมัด ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานได้ทดสอบประสิทธิภาพความเร็วและความเสถียรของสัญญาณดาวเทียมวงโคจรต่ำก่อนตัดสินใจในระยะยาว

มุมมองต่อตลาดโทรคมนาคมในเวียดนาม

แม้จะเปิดตัวอย่างน่าตื่นเต้น แต่ทางการเวียดนามประเมินว่า Starlink อาจจะไม่เข้ามาแย่งส่วนแบ่งการตลาดจากค่ายมือถือหลักโดยตรง เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานไฟเบอร์ออฟติกในเวียดนามนั้นเข้าถึงได้ดีอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม Starlink จะกลายเป็นตัวเลือกสำคัญสำหรับพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร หรือเขตพื้นที่บนเกาะที่สายสัญญาณเข้าไม่ถึง รวมถึงเป็นระบบสำรองข้อมูลที่ทรงพลังในยามเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติอีกด้วย

สำหรับผมมองว่า แม้ราคาเริ่มต้นจะดูสูงกว่าเน็ตบ้านปกติทั่วไป แต่จุดเด่นเรื่องความสะดวกในการติดตั้งและการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ทุกเวลา จะทำให้ Starlink กลายเป็นกุญแจสำคัญในการลดช่องว่างทางดิจิทัลของประเทศในภูมิภาคนี้ได้อย่างแน่นอนครับ แล้วคุณล่ะครับ สนใจอยากลองใช้เน็ตผ่านดาวเทียมดูบ้างไหม?

ที่มา – “สตาร์ลิงก์” เปิดบริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมในเวียดนาม เคาะราคาเริ่มต้น 1,440 บ.

เรือสปีดโบ๊ทล่มในเวียดนาม ดับแล้ว 15 ศพ รวมนักท่องเที่ยวอินเดีย

เชื่อว่าหลายคนที่กำลังวางแผนเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยเฉพาะในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต้องรู้สึกสะเทือนใจกับข่าว เรือสปีดโบ๊ทล่มในเวียดนาม ดับแล้ว 15 ศพ รวมนักท่องเที่ยวอินเดีย ซึ่งถือเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นกลางทะเลห่างจากเกาะฟูโกว๊กไม่ไกลนัก เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องเตือนใจถึงความไม่แน่นอนของการท่องเที่ยวทางทะเล แต่ยังสร้างความโศกเศร้าให้กับครอบครัวของผู้สูญเสียอย่างมาก

เรือสปีดโบ๊ทล่มในเวียดนาม ดับแล้ว 15 ศพ รวมนักท่องเที่ยวอินเดีย

เหตุการณ์น่าเศร้านี้เกิดขึ้นเมื่อเรือสปีดโบ๊ทลำหนึ่งที่กำลังนำนักท่องเที่ยวชาวอินเดียจำนวน 32 คน พร้อมลูกเรือ ออกเดินทางในบริเวณเกาะฮอน เมย์ รุต งอย ซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวยอดนิยม แต่แล้วสภาพอากาศที่เลวร้ายด้วยคลื่นลมแรงกลับกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เรือพลิกคว่ำ จนกลายเป็นข่าวใหญ่ที่ทั่วโลกให้ความสนใจในทันที

รายละเอียดเหตุการณ์โศกนาฏกรรมเรือสปีดโบ๊ทล่มในเวียดนาม ดับแล้ว 15 ศพ รวมนักท่องเที่ยวอินเดีย

จากรายงานระบุว่า เรือลำดังกล่าวจมลงห่างจากฝั่งเพียง 400 เมตรเท่านั้น แม้เรือท่องเที่ยวลำอื่นๆ จะพยายามเข้าช่วยเหลืออย่างเร็วที่สุด แต่ความสูญเสียก็เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยข้อมูลในเบื้องต้นระบุสาเหตุหลักมาจาก:

  • สภาพอากาศแปรปรวน ลมกระโชกแรง
  • คลื่นในทะเลสูงเกินกว่าที่เรือขนาดเล็กจะรับมือได้
  • โครงสร้างและระบบการจัดการความปลอดภัยในขณะเกิดเหตุ

ทางด้านสถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำเวียดนามได้เร่งดำเนินการช่วยเหลือและจัดตั้งสายด่วน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับครอบครัวผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ ถือเป็นการจัดการสถานการณ์วิกฤตที่ต้องการความรวดเร็วและแม่นยำที่สุดในขณะนี้

สำหรับนักท่องเที่ยวทุกท่าน เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการเลือกทัวร์ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง การตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเริ่มเดินทาง และการสวมใส่เสื้อชูชีพตลอดเวลาที่อยู่บนเรือ คือสิ่งสำคัญที่ห้ามละเลยเด็ดขาด ถึงแม้ว่าเราจะอยู่ในโซนท่องเที่ยวที่ดูเหมือนปลอดภัย แต่ธรรมชาติเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้เสมอ

ในฐานะนักเดินทาง เราขอส่งกำลังใจให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทุกคนผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ด้วยดี และหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเวียดนามจะยกระดับมาตรการความปลอดภัยเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์สูญเสียเช่นนี้ซ้ำรอยอีก ไม่ว่าทริปของคุณจะสนุกแค่ไหน ความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับหนึ่งเสมอ แล้วคุณล่ะเคยมีประสบการณ์ท่องเที่ยวทางทะเลที่น่าระทึกขวัญแบบนี้หรือไม่? อย่าลืมเตรียมพร้อมและเช็กอุปกรณ์ความปลอดภัยทุกครั้งก่อนออกเดินทางเที่ยวทะเลนะครับ

ที่มา – เรือสปีดโบ๊ทล่มในเวียดนาม ดับแล้ว 15 ศพ รวมนักท่องเที่ยวอินเดีย

ตำรวจเวียดนามทลายเครือข่ายพนันบอลโลก มูลค่า 4.4 พันล้านบาท

เชื่อว่าคอฟุตบอลหลายคนคงได้ยินข่าวใหญ่จากเพื่อนบ้านของเรากันมาบ้างแล้ว กับกรณีที่ตำรวจเวียดนามทลายเครือข่ายพนันบอลโลก มูลค่า 4.4 พันล้านบาท ซึ่งถือเป็นปฏิบัติการครั้งสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการพนันออนไลน์ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงที่มีการแข่งขันทัวร์นาเมนต์ระดับโลกที่มักจะกระตุ้นให้เกิดนักพนันหน้าใหม่เพิ่มขึ้นอยู่เสมอ

ตำรวจเวียดนามทลายเครือข่ายพนันบอลโลก มูลค่า 4.4 พันล้านบาท

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อตำรวจในนครโฮจิมินห์ตัดสินใจบุกทลายเครือข่ายพนันออนไลน์ขนาดใหญ่ 2 แห่ง ซึ่งเปรียบเสมือนเครือข่ายข้ามชาติที่มีระบบการจัดการอย่างเป็นลำดับขั้น แถลงการณ์ระบุชัดเจนว่ากลุ่มผู้ต้องหาได้รับบัญชีพนันระดับมาสเตอร์มาจากผู้ร่วมขบวนการในประเทศกัมพูชา ทำให้เห็นว่าการพนันในยุคนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายระดับภูมิภาคที่สลับซับซ้อน

เบื้องลึกการจับกุมขบวนการพนันมูลค่ามหาศาล

จากการตรวจสอบพบว่าตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา มีเงินหมุนเวียนในเครือข่ายกว่า 133 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 4.4 พันล้านบาท การที่ตำรวจเวียดนามทลายเครือข่ายพนันบอลโลก มูลค่า 4.4 พันล้านบาทในครั้งนี้ เป็นผลมาจากการวางแผนอย่างรัดกุมของเจ้าหน้าที่ เพื่อตัดวงจรการพนันที่กำลังระบาดหนักในช่วงฟุตบอลโลก โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและประชาชนทั่วไปที่อาจหลงผิดเข้าไปเสี่ยงโชคด้วยความคึกคะนอง

สาเหตุสำคัญที่ทำให้การจับกุมครั้งนี้เป็นข่าวใหญ่ มีปัจจัยหลายประการดังนี้:

  • โครงสร้างระดับมาสเตอร์ที่กระจายบัญชีสมาชิกผ่านระบบออนไลน์อย่างเข้มงวด
  • การเชื่อมโยงข้ามพรมแดนกับเครือข่ายในกัมพูชา
  • ปริมาณเงินหมุนเวียนที่สูงถึง 4.4 พันล้านบาทในระยะเวลาอันสั้น
  • การขานรับนโยบายปราบปรามการพนันผิดกฎหมายที่รัฐบาลเวียดนามเอาจริงเอาจัง

หากมองในมุมของความมั่นคงทางสังคม ปฏิบัติการกวาดล้างนี้ไม่ได้มีแค่การจับกุมผู้กระทำผิด แต่เป็นการเตือนสติสังคมว่าการพนันไม่ได้มีแต่ผลเสียทางการเงิน แต่นำมาซึ่งปัญหาหนี้สิน ครอบครัวพังทลาย และอาชญากรรมต่อเนื่องอีกหลายประการ การที่เจ้าหน้าที่สามารถทลายขบวนการได้กว่า 73 แห่งทั่วประเทศในช่วงเวลาสั้นๆ ตอกย้ำว่าภาครัฐไม่นิ่งนอนใจต่อความเสี่ยงที่เกิดขึ้น

ท้ายที่สุด การเล่นพนันบอลไม่เคยทำให้ใครรวยขึ้นอย่างยั่งยืน มีแต่จะเสียทั้งทรัพย์สินและอนาคต หวังว่าข่าวนี้จะเป็นอุทาหรณ์ให้พวกเราทุกคนรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของเว็บไซต์พนันออนไลน์ และหันมาเชียร์ฟุตบอลให้สนุกในฐานะกิจกรรมกีฬาที่สร้างความบันเทิงจะดีที่สุดครับ

ที่มา – ตำรวจเวียดนามทลายเครือข่ายพนันบอลโลก มูลค่า 4.4 พันล้านบาท

เวียดนามจับกุมแก๊งขโมยแมวส่งขายโรงเชือด ช่วยชีวิตได้กว่า 400 ตัว

เวียดนามจับกุมแก๊งขโมยแมวส่งขายโรงเชือด ช่วยชีวิตได้กว่า 400 ตัว

ข่าวใหญ่สะเทือนใจคนรักสัตว์ในสัปดาห์นี้คงหนีไม่พ้นกรณีที่ตำรวจนครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ได้ร่วมมือกับองค์กรพิทักษ์สัตว์ บุกทลายเครือข่ายขโมยแมวรายใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ซึ่งเหตุการณ์ เวียดนามจับกุมแก๊งขโมยแมวส่งขายโรงเชือด ช่วยชีวิตได้กว่า 400 ตัว นี้ถือเป็นการปฏิบัติการที่ช่วยชุบชีวิตเพื่อนตัวน้อยที่กำลังจะถูกส่งไปร้านอาหารและโรงเชือดให้รอดพ้นจากสถานการณ์อันโหดร้าย

จากการรายงานระบุว่า แก๊งคนร้ายกลุ่มนี้ออกตระเวนวางกับดักขโมยแมวของชาวบ้านมานานถึง 3 ปี โดยนำมาพักไว้เพื่อรอขายต่อให้พ่อค้าคนกลาง ทำกำไรจากสัตว์เลี้ยงที่มีเจ้าของและเปรียบเสมือนสมาชิกในครอบครัว

รายละเอียดการบุกทลายและช่วยชีวิตแมวในเวียดนาม

ในการปฏิบัติการครั้งนี้ เจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือแมวที่ยังมีชีวิตได้กว่า 500 ตัว และพบแมวเคราะห์ร้ายที่ถูกแช่แข็งในถังโฟมอีก 80 ตัว โดยกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังกระบวนการนี้ถูกจับกุมทั้งหมด 9 ราย ซึ่งขณะนี้ความคืบหน้าของ เวียดนามจับกุมแก๊งขโมยแมวส่งขายโรงเชือด ช่วยชีวิตได้กว่า 400 ตัว คือการเปิดโอกาสให้เจ้าของที่ทำแมวหาย ได้เข้ามาตรวจสอบและรับสัตว์เลี้ยงกลับบ้าน โดยมีผู้ที่ได้รับแมวคืนแล้วมากกว่า 40 ราย

อย่างไรก็ตาม ชีวิตของแมวที่เหลือยังคงมีความเสี่ยง เนื่องจากสภาวะความแออัดและสุขภาพที่ย่ำแย่ ทำให้มีแมวบางส่วนล้มตายลงหลังจากถูกช่วยออกมาได้ โดยทางองค์กรพิทักษ์สัตว์ยังต้องเดินหน้าช่วยเหลือเรื่องอุปกรณ์ระบายความร้อนและอาหารสัตว์ เพื่อประคับประคองชีวิตของแมวที่เหลืออยู่ในสถานีตำรวจเพื่อให้เป็นวัตถุพยานในชั้นศาล

  • ผลกระทบต่อจิตใจ: แมวไม่ใช่แค่สัตว์เลี้ยง แต่เป็นสมาชิกครอบครัว
  • ความชัดเจนของกฎหมาย: แม้บริโภคเนื้อแมวไม่ผิดกฎหมายโดยตรง แต่การขโมยและทำทารุณกรรมถือเป็นการกระทำความผิดทางกฎหมายที่ต้องได้รับโทษ
  • การระบุตัวตน: ตำรวจยังเปิดให้เจ้าของที่สงสัยว่าแมวตนเองถูกขโมย มายืนยันตัวตนได้ที่แผนกสืบสวน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นชี้ให้เห็นว่า กระแสการเรียกร้องสิทธิสัตว์เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นในภูมิภาคนี้ การที่ เวียดนามจับกุมแก๊งขโมยแมวส่งขายโรงเชือด ช่วยชีวิตได้กว่า 400 ตัว ครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเพื่อหยุดยั้งขบวนการค้าสัตว์เลี้ยงที่มืดมน

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าแมวที่เหลือรอดชีวิตจะได้รับการดูแลที่ดีขึ้น และได้รับความยุติธรรมจากเหตุการณ์อันโหดร้ายที่พวกมันต้องเผชิญ ขอส่งกำลังใจให้เจ้าของทุกท่านได้พบกับสัตว์เลี้ยงแสนรักโดยเร็วที่สุดครับ

ที่มา – เวียดนามจับกุมแก๊งขโมยแมวส่งขายโรงเชือด-ร้านอาหาร ช่วยชีวิตได้กว่า 400 ตัว

รัฐบาลเร่งเครื่องท่องเที่ยวไทย เจาะตลาดคุณภาพเวียดนาม

รัฐบาลเร่งเครื่องท่องเที่ยวไทย เจาะตลาดคุณภาพเวียดนาม ตั้งเป้าผู้เดินทางทะลุ 1 ล้านคน

ข่าวใหญ่ในแวดวงการท่องเที่ยวไทยเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เดินหน้ายกระดับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวสู่ก้าวใหม่ โดยการผนึกกำลังกับ 5 พันธมิตรยักษ์ใหญ่จากประเทศเวียดนาม เพื่อผลักดันให้เกิดการเดินทางของนักท่องเที่ยวคุณภาพเข้าสู่ประเทศไทยให้ทะลุเป้าหมาย 1 ล้านคนอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นข่าวดีที่สร้างความคึกคักให้กับผู้ประกอบการไทยอย่างมาก

ปัจจุบัน รัฐบาลเร่งเครื่องท่องเที่ยวไทย เจาะตลาดคุณภาพเวียดนาม ตั้งเป้าผู้เดินทางทะลุ 1 ล้านคน โดยใช้กลยุทธ์การทูตเชิงรุกร่วมกับภาคเอกชนชั้นนำ เช่น VietjetAir และ Vietravel เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางที่ประทับใจตั้งแต่ก้าวแรกที่เลือกมาเยือนไทย สินค้าไทยและบริการทางท่องเที่ยวของเรากำลังเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดเวียดนาม ซึ่งนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มักมีกำลังซื้อสูงและชื่นชอบสินค้าไลฟ์สไตล์ของไทยเป็นทุนเดิม

โอกาสทองของธุรกิจไทยจากแผนยุทธศาสตร์ท่องเที่ยว

การเคลื่อนไหวสำคัญของท่านนายกฯ ครั้งนี้ ไม่ได้เพียงแค่การเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว แต่เป็นการดึงดูด ‘นักท่องเที่ยวคุณภาพ’ ที่พร้อมใช้จ่ายในสินค้าบริการของเรา การที่ รัฐบาลเร่งเครื่องท่องเที่ยวไทย เจาะตลาดคุณภาพเวียดนาม ตั้งเป้าผู้เดินทางทะลุ 1 ล้านคน จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น:

  • สินค้าชุมชนและ OTOP: กระจายรายได้สู่ท้องถิ่นจากการซื้อของฝากและงานหัตถกรรม
  • ธุรกิจอาหารและร้านค้าปลีก: ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ลิ้มลองรสชาติไทยและช้อปปิ้งสินค้าแบรนด์ไทย
  • ภาคบริการและโรงแรม: ยกระดับมาตรฐานการบริการที่สอดรับกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวเวียดนาม
  • การท่องเที่ยวเชิงไมซ์ (MICE): ต่อยอดความร่วมมือสู่การจัดประชุมและนิทรรศการระดับภูมิภาค

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ได้เน้นย้ำว่าการปรับโครงสร้างเพื่อเข้าถึงกลุ่มคุณภาพคือหัวใจสำคัญของการเติบโตที่ยั่งยืน แม้การแข่งขันในอาเซียนจะสูงขึ้น แต่ด้วยสายสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและเวียดนาม การผสานความร่วมมือกับสายการบินและการท่องเที่ยวท้องถิ่นจะทำให้นักท่องเที่ยวชาวเวียดนามกลับมาเป็นกำลังสำคัญหลักในตลาด ASEAN อีกครั้ง

บทสรุปของความร่วมมือในครั้งนี้คือการพิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อรัฐบาลให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงคมนาคมและการจัดทำโปรโมชั่นร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยย่อมมีความแข็งแกร่งและพร้อมแข่งขันในเวทีโลกอย่างมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวครอบครัวหรือกลุ่มธุรกิจ นักท่องเที่ยวชาวเวียดนามมองว่าไทยคือจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการได้ครบวงจรที่สุด

จึงนับเป็นช่วงเวลาที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง หากคุณเป็นผู้ประกอบการ นี่คือจังหวะเหมาะที่จะเตรียมตัวรับกระแสความนิยมที่กำลังจะพุ่งสูงขึ้นจากการเยือนและทำความตกลงในครั้งนี้ครับ

ที่มา – รัฐบาลเร่งเครื่องท่องเที่ยวไทย เจาะตลาดคุณภาพเวียดนาม ตั้งเป้าผู้เดินทางทะลุ 1 ล้านคน

นายกฯ เยือนเวียดนาม สานต่อความร่วมมือทุกมิติ

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวใหญ่ในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจ เมื่อล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ได้นำคณะรัฐมนตรี ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และภาคเอกชนชั้นนำ เดินทางเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยมีประเด็นหลักคือ นายกฯ นำคณะ รมต.-ผบ.เหล่าทัพ-ภาคเอกชน บินเยือนเวียดนาม ถกผู้นำระดับสูง สานต่อความร่วมมือทุกมิติ ในช่วงระหว่างวันที่ 8-9 มิถุนายน 2569 นี้ครับ

นายกฯ นำคณะ รมต.-ผบ.เหล่าทัพ-ภาคเอกชน บินเยือนเวียดนาม ถกผู้นำระดับสูง สานต่อความร่วมมือทุกมิติ

การเดินทางเยือนกรุงฮานอยในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การไปเยือนแบบปกติทั่วไป แต่เป็นการตอกย้ำถึงความสัมพันธ์ไทย-เวียดนามที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด หลังจากที่ประธานาธิบดีเวียดนามได้เดินทางมาเยือนไทยเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา การที่นายกฯ พาคณะชุดใหญ่ไปเองครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไทยมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรให้กลายเป็นความร่วมมือที่จับต้องได้จริงในเชิงธุรกิจและยุทธศาสตร์

จับตาเวที ASEAN Future Forum ครั้งที่ 3

นอกจากประเด็นทวิภาคีแล้ว ไฮไลต์สำคัญของการเดินทางครั้งนี้นั่นคือการเข้าร่วมประชุม นายกฯ นำคณะ รมต.-ผบ.เหล่าทัพ-ภาคเอกชน บินเยือนเวียดนาม ถกผู้นำระดับสูง สานต่อความร่วมมือทุกมิติ ภายในงาน ASEAN Future Forum (AFF) ครั้งที่ 3 ซึ่งไทยให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยนายกฯ ได้เข้าร่วมด้วยตนเองเพื่อร่วมถกแถลงในหัวข้อ “Shaping our Future Together: Peace, Prosperity, People-Centered” ซึ่งถือเป็นประเด็นที่อาเซียนกำลังให้ความสำคัญในการรับมือกับความท้าทายของโลกยุคใหม่

ทำไมการเยือนครั้งนี้ถึงสำคัญต่อคนไทยและภาคเอกชน?

  • ขยายโอกาสการลงทุน: มีการจัดตั้งงาน Thailand–Vietnam Investment and Business Forum เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปลงทุนในเวียดนามได้ง่ายขึ้น
  • ความมั่นคงและยุทธศาสตร์: การนำ ผบ.เหล่าทัพไปร่วมด้วย ช่วยส่งเสริมการประสานงานด้านความมั่นคงในภูมิภาคให้ราบรื่น
  • การค้าระหว่างประเทศ: เป็นการกระชับสายสัมพันธ์เชิงพาณิชย์เพื่อผลักดันตัวเลขเศรษฐกิจให้เติบโตตามเป้าหมายของรัฐบาล

ในมุมมองส่วนตัว ผมมองว่านี่เป็นสัญญาณที่ดีมากที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นคู่แข่งและคู่ค้าที่แข็งแกร่งอย่างเวียดนาม การที่นายกฯ ลงไปลุยเองแบบนี้ย่อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติและภาคเอกชนไทยอย่างมากครับ หากทุกโครงการที่คุยกันเกิดเป็นรูปธรรมขึ้นมา จะส่งผลบวกมหาศาลต่อเศรษฐกิจไทยแน่นอน มาลุ้นกันครับว่าผลลัพธ์จากการหารือครั้งนี้จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้ประเทศไทยได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – นายกฯ นำคณะ รมต.-ผบ.เหล่าทัพ-ภาคเอกชน บินเยือนเวียดนาม ถกผู้นำระดับสูง สานต่อความร่วมมือทุกมิติ

นายกฯ เตรียมต้อนรับ ปธน.เวียดนาม ถกการค้าหุ้นส่วนยุทธศาสตร์

นายกฯ เตรียมต้อนรับ ปธน.เวียดนาม ถกการค้าหุ้นส่วนยุทธศาสตร์

เป็นข่าวที่น่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจ เมื่อมีรายงานว่านายกฯ เตรียมต้อนรับ ปธน.เวียดนาม ถกการค้าหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ในวันที่ 27-28 พฤษภาคมนี้ โดยการเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการของ นายโต เลิม ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่ตอกย้ำถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศในฐานะเพื่อนบ้านและหุ้นส่วนที่ใกล้ชิด

การเยือนไทยของประธานาธิบดีโต เลิม ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการกระชับมิตรภาพทั่วไป แต่เป็นการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ภายใต้วาระพิเศษที่สำคัญมาก นั่นคือการฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – เวียดนาม ซึ่งถือเป็นโอกาสทองในการยกระดับความร่วมมือสู่ความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership – CSP) อย่างเป็นรูปธรรม

เหตุใดการมาเยือนของผู้นำเวียดนามครั้งนี้จึงพิเศษ?

นับว่าน่าสนใจมากที่ผู้นำเวียดนามเลือกประเทศไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่เดินทางเยือนในฐานะประธานาธิบดี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไทยและเวียดนามให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและการเมืองในระดับภูมิภาคอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราดูจากกำหนดการที่นายกฯ เตรียมต้อนรับ ปธน.เวียดนาม ถกการค้าหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ซึ่งครอบคลุมหลายประเด็นร้อนที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • การขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้าผ่านยุทธศาสตร์ Three Connects
  • การส่งเสริมความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมระหว่างสองประเทศ
  • การจัดงาน Thailand – Viet Nam Business Forum ให้ภาคเอกชนร่วมเจรจาหาทางออกและลดอุปสรรคทางธุรกิจ
  • การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ในหลายหน่วยงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกัน

ทางด้านบรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาล ขณะนี้มีความพร้อมอย่างเต็มที่ มีการเตรียมการต้อนรับอย่างสมเกียรติ พร้อมประดับธงชาติไทยและเวียดนามเพื่อต้อนรับท่านประธานาธิบดีและภริยาอย่างอบอุ่น ซึ่งภาพลักษณ์เหล่านี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยที่จะใช้โอกาสนี้นำพาเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศให้เติบโตไปพร้อมๆ กัน การที่นายกฯ เตรียมต้อนรับ ปธน.เวียดนาม ถกการค้าหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยสร้างเสถียรภาพและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจแบบ Win-Win ให้กับผู้ประกอบการและประชาชนของทั้งสองชาติได้เป็นอย่างดี

ในมุมมองของเรา นี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีของบทใหม่ในความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเวียดนาม ที่จะเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียงคู่ค้าปกติ สู่การเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่พึ่งพาอาศัยกันได้อย่างแข็งแกร่ง เราเชื่อมั่นว่าผลลัพธ์จากการหารือในครั้งนี้จะเห็นเป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนอย่างแน่นอน มาร่วมติดตามการแถลงข่าวร่วมกันได้ที่ทำเนียบรัฐบาลในเร็วๆ นี้ครับ

ที่มา – นายกฯ เตรียมต้อนรับ ปธน.เวียดนาม เยือนไทย 27-28 พ.ค. ถกการค้า-ยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์

เวียดนามสั่งหั่นภาษีสิ่งแวดล้อมเหลือศูนย์ ราคาเบนซินร่วง 25%

เพื่อนๆ ที่กำลังกังวลกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงท่ามกลางวิกฤตโลก วันนี้มีข่าวดีจากเพื่อนบ้านมาเล่าให้ฟังครับ เวียดนามสั่งหั่นภาษีสิ่งแวดล้อมเหลือศูนย์ ราคาเบนซินร่วง 25% เลยทีเดียว! รัฐบาลเวียดนามออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อรับมือกับสถานการณ์พลังงานที่ตึงเครียดจากสงครามในตะวันออกกลาง ทำให้ประชาชนโล่งใจทันที นี่คือหนึ่งในกลยุทธ์ที่รวดเร็วและได้ผลจริงๆ

เวียดนามสั่งหั่นภาษีสิ่งแวดล้อมเหลือศูนย์ ราคาเบนซินร่วง 25%

กระทรวงพาณิชย์ของเวียดนามประกาศอย่างเป็นทางการว่ารัฐบาลได้ตัดสินใจระงับการเก็บภาษีคุ้มครองสิ่งแวดล้อมสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล หรือแม้แต่น้ำมันอากาศยาน โดยปรับอัตราภาษีลงเหลือ 0% ทันที มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม ไปจนถึง 15 เมษายนนี้ มาตรการนี้ถูกมองว่าเป็นทางออกที่ฉับไวที่สุดในการรักษาเสถียรภาพตลาดน้ำมันและรับประกันความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

ก่อนหน้านี้ ราคาน้ำมันในเวียดนามพุ่งสูงอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะหลังจากเกิดความขัดแย้งรุนแรงที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการขนส่งน้ำมันทั่วโลก รัฐบาลเวียดนามเคยต้องปรับราคาน้ำมันถึง 2 ครั้งในวันเดียวเมื่อวันพุธที่ผ่านมา เพื่อพยายามควบคุมสถานการณ์ แต่สุดท้ายก็เลือกใช้วิธีหั่นภาษีแบบนี้เพื่อช่วยลดภาระให้ประชาชนและภาคธุรกิจ

ราคาน้ำมันเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง?

มาดูตัวเลขกันชัดๆ เลยครับ หลังจาก เวียดนามสั่งหั่นภาษีสิ่งแวดล้อมเหลือศูนย์ ราคาเบนซินร่วง 25% แล้ว ราคาขายปลีกใหม่ตั้งแต่วันศุกร์นี้เป็นต้นไป มีดังนี้:

  • น้ำมันเบนซินออกเทน 95: ลดจาก 32,957 ดอง เหลือ 24,332 ดองต่อลิตร (ประมาณ 30.34 บาท) ลดลงกว่า 26%
  • น้ำมันดีเซล: ลดลงเหลือ 35,440 ดองต่อลิตร (ราว 44.19 บาท) ลดลงกว่า 15%
  • น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน: ได้รับผลดีเช่นกัน แต่ยังไม่ประกาศตัวเลขชัดเจน

ตัวเลขเหล่านี้คำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน และเป็นการลดลงที่เห็นผลทันตา ทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนในเวียดนามประหยัดเงินได้เยอะมาก โดยเฉพาะกลุ่มแท็กซี่ ขนส่งสินค้า และประชาชนทั่วไป

สาเหตุเบื้องหลังวิกฤตพลังงานโลก

ทุกอย่างเริ่มต้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอิหร่านที่สั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซบางส่วน ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลก ส่งผลให้อุปทานน้ำมันหยุดชะงัก ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งสูงสุดในรอบหลายปี เวียดนามซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศถึง 70% จึงได้รับผลกระทบหนักหน่วง ราคาดีเซลเคยพุ่งเกือบเท่าตัวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ไม่ใช่แค่น้ำมันนะครับ สถานการณ์นี้ยังกระทบต่อราคาอาหาร พลาสติก และสินค้าอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ใช้น้ำมันเป็นวัตถุดิบ ทำให้เงินเฟ้อทั่วโลกพุ่งสูง รัฐบาลเวียดนามจึงต้องออกมาตรการเด็ดขาดเพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจชะลอตัว

ในมุมมองของผม การที่เวียดนามสั่งหั่นภาษีสิ่งแวดล้อมเหลือศูนย์แบบนี้ เป็นตัวอย่างที่ดีของการตัดสินใจที่กล้าหาญและประชานิยมในทางบวก มันช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนทันที แม้จะเสียรายได้ภาษีชั่วคราว แต่แลกกับเสถียรภาพเศรษฐกิจที่ยั่งยืนมากกว่า สำหรับประเทศไทยเราเองที่กำลังเผชิญราคาน้ำมันแพงเหมือนกัน บางทีอาจถึงเวลาพิจารณามาตรการคล้ายๆ กันบ้างไหมนะ? ลองคิดดูครับ

ถ้าคุณชอบข่าวอัปเดตเศรษฐกิจและพลังงานแบบนี้ อย่าลืมกดไลค์ แชร์ และสมัครรับข่าวสารจากบล็อกของเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญนะครับ! ความเห็นของคุณสำคัญมาก คอมเมนต์บอกหน่อยว่าคิดอย่างไรกับมาตรการของเวียดนาม

ที่มา – เวียดนามสั่งหั่นภาษีสิ่งแวดล้อมเหลือ “ศูนย์” ดึงราคาเบนซินร่วงกว่า 25%

เวียดนามขึ้นราคาน้ำมันกว่า 20% ข้ามคืน กระทบทั้งภูมิภาค

เวียดนามขึ้นราคาน้ำมันกว่า 20% ข้ามคืน สร้างความฮือฮาและความเดือดร้อนให้ชาวเวียดนามและประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ล่าสุดรัฐบาลเวียดนามประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลแบบกะทันหัน ท่ามกลางวิกฤตตะวันออกกลางที่กำลังรุนแรงขึ้น สงครามรัสเซีย-ยูเครนยังคงพ่นพิษ ทำให้ราคาพลังงานโลกพุ่งปรี๊ด วันนี้เรามาดูกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น และจะกระทบไทยเรายังไงบ้าง

เวียดนามขึ้นราคาน้ำมันกว่า 20% ข้ามคืน กระทบทั้งภูมิภาคจากวิกฤตตะวันออกกลาง

เช้าวันที่ 20 มีนาคม รัฐบาลเวียดนามสั่งปรับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงครั้งใหญ่ โดยมีผลบังคับใช้ทันทีหลังประกาศไม่กี่ชั่วโมง น้ำมันเบนซินออกเทน 95 พุ่งขึ้น 20% สู่ระดับ 30,690 ดองต่อลิตร หรือประมาณ 38.18 บาท ส่วนดีเซลขึ้นเกือบ 34% อยู่ที่ 33,420 ดองต่อลิตร (ราว 41.58 บาท) ถ้านับย้อนไปตั้งแต่ปลายกุมภาพันธ์ที่วิกฤตปะทุ ราคาเบนซิน 95 ดีดตัวกว่า 50% แล้ว ดีเซลพุ่งถึง 70% เลยทีเดียว

สาเหตุหลักมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอิหร่านที่ควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันหลักของโลก บวกกับผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ทำให้อุปทานน้ำมันและก๊าซขาดแคลน กระทรวงพาณิชย์เวียดนามยืนยันว่านี่คือปัจจัยกดดันหลัก

ผลกระทบต่อประชาชนเวียดนามหลังเวียดนามขึ้นราคาน้ำมันกว่า 20% ข้ามคืน

ที่กรุงฮานอย ถนนที่เคยรถติดหนึบตอนนี้โล่งโปร่ง เพราะชาวบ้านทนค่าใช้จ่ายไม่ไหว พนักงานออฟฟิศคนหนึ่งบอกว่า “คนธรรมดาอย่างเราต้องแบกภาระหนักสุดจากวิกฤตนี้” หลายคนเลยหันไปใช้รถไฟฟ้าหรือขนส่งสาธารณะแทน นายกฯ เวียดนามยังโทรหาผู้นำกาตาร์ คูเวต แอลจีเรีย และญี่ปุ่น เพื่อขอความช่วยเหลือด้านพลังงาน ส่วนการบินพลเรือนเตือนอาจลดเที่ยวบินในประเทศ แต่สื่อรัฐบอกว่าน้ำมันสำรองยังพอใช้ถึงสิ้นเมษายน

  • รถบนถนนลดลงอย่างเห็นได้ชัด
  • ประชาชนหันใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น
  • ค่าใช้จ่ายครัวเรือนพุ่งสูง
  • ธุรกิจโลจิสติกส์ได้รับผลกระทบหนัก

ไม่ใช่เวียดนามคนเดียว เมียนมาขึ้นราคาน้ำมัน 30% ในวันเดียว แถวยาวที่ปั๊มในมัณฑะเลย์ ส่วนไทยเราก็ปรับดีเซลขึ้นวันพุธที่แล้ว วิกฤตนี้กำลังลุกลามทั่วอาเซียน

วิกฤตตะวันออกกลางส่งผลต่อไทยอย่างไร

ในมุมของไทย ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทำให้ค่าขนส่ง ค่าน้ำมันรถพุ่งตามไปด้วย หากเวียดนามขึ้นราคาน้ำมันกว่า 20% ข้ามคืน แล้วไทยจะรอดพ้นได้ไง โดยเฉพาะนำเข้าน้ำมันส่วนใหญ่ ถ้าวิกฤตยืดเยื้อ ค่าโดยสารรถเมล์ รถตู้ ค่าอาหารก็แพงตาม นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า GDP ภูมิภาคอาจชะลอตัว 1-2%

เพื่อรับมือ ลองดู tips เหล่านี้:

  • ประหยัดน้ำมัน: ตรวจลมยาง หลีกเลี่ยงเร่งเครื่องแรง
  • หันใช้ EV: รัฐบาลมี补贴 ซื้อรถไฟฟ้าได้แล้ว
  • ขนส่งสาธารณะ: BTS MRT ราคาถูกกว่าขับรถ
  • ติดตามข่าว: ราคาอาจผันผวน ล่วงหน้าเตรียมตัว

มุมมองส่วนตัวนะ วิกฤตแบบนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราลดการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลาง ไทยควรรีบเร่งพลังงานทดแทนอย่างไฟฟ้าและไฮโดรเจนให้เร็วขึ้น มิฉะนั้นประชาชนจะเดือดร้อนยาว ลองแชร์ประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง สนใจข่าวเศรษฐกิจอาเซียน ติดตามบล็อกเราไว้เลย!

ที่มา – เวียดนามขึ้นราคาน้ำมันกว่า 20% ข้ามคืน กระทบทั้งภูมิภาคจากวิกฤตตะวันออกกลาง

Scroll to top