เวียดนาม

60 ประเทศลงนามสนธิสัญญาอาชญากรรมไซเบอร์

มากกว่า 60 ประเทศร่วมลงนามสนธิสัญญาอาชญากรรมไซเบอร์ฉบับแรกขององค์การสหประชาชาติ ท่ามกลางเสียงต่อต้านจากทั้งกลุ่มสิทธิฯ และบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่

เมื่อวันเสาร์ที่ 25 ต.ค. 2568 มากกว่า 60 ประเทศร่วมลงนามในสนธิสัญญาว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ฉบับแรกขององค์การสหประชาชาติ ที่การประชุมในกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม แม้จะมีเสียงคัดค้านจากกลุ่มบริษัทเทคโนโลยี และกลุ่มสิทธิมนุษยชน ที่เตือนว่าสนธิสัญญานี้อาจทำให้ขอบเขตการสอดแนมของรัฐเพิ่มขึ้น

กรอบกฎหมายระดับโลกฉบับใหม่นี้ มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในการต่อสู้กับอาชญากรรมดิจิทัล ตั้งแต่สื่อลามกอนาจารเด็ก ไปจนถึงการหลอกลวงทางไซเบอร์ข้ามชาติและการฟอกเงิน การที่ 60 ประเทศลงนามสนธิสัญญาอาชญากรรมไซเบอร์ ถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดการปัญหาเหล่านี้

รัฐบาลเวียดนามยืนยันว่า มีมากกว่า 60 ประเทศที่เข้าร่วมลงนามในสนธิสัญญาเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา แต่ไม่ระบุว่ามีประเทศใดบ้าง โดยข้อตกลงนี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ทันทีหลังจากประเทศเหล่านั้นให้สัตยาบัน

นาย อันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติกล่าวว่า การลงนามครั้งนี้เป็น “หมุดหมายสำคัญ” แต่ก็เตือนด้วยว่า นี่เป็นเพียงแค่ “จุดเริ่มต้น” เท่านั้น

“ทุก ๆ วัน การหลอกลวงที่ซับซ้อนได้ทำลายครอบครัว ปล้นจากผู้อพยพ และดูดเงินหลายพันล้านดอลลาร์ออกจากเศรษฐกิจของเรา … เราจำเป็นต้องมีการตอบสนองระดับโลกที่แข็งแกร่งและเชื่อมโยงกัน” นายกูเตร์เรสกล่าวในพิธีเปิดการประชุมที่เมืองหลวงของเวียดนามเมื่อวันเสาร์

ทั้งนี้ สนธิสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ (UN Convention against Cybercrime) ถูกเสนอขึ้นครั้งแรกโดยนักการทูตรัสเซียในปี 2017 และได้รับอนุมัติด้วยฉันทามติเมื่อปีที่แล้วหลังจากการเจรจาที่ยาวนาน

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่ต่อต้านมองว่า ภาษาที่ใช้ในสัญญานั้นกว้างขวางมาก จนอาจนำไปสู่การใช้อำนาจในทางที่ผิด และเปิดช่องให้มีการปราบปรามผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลข้ามพรมแดนได้

“มีข้อกังวลมากมายที่ถูกหยิบยกขึ้นตลอดการเจรจาสนธิสัญญา เกี่ยวกับวิธีที่มันจะบังคับให้บริษัทต่าง ๆ ต้องแบ่งปันข้อมูลในท้ายที่สุด” ซาบานาซ ราชิด ดียา ผู้ก่อตั้งสถาบันวิจัย “Tech Global Institute” กล่าว “มันแทบจะเป็นการประทับตราอนุมัติให้กับแนวปฏิบัติที่เป็นปัญหาอย่างมาก ซึ่งถูกนำไปใช้กับนักข่าวและในประเทศที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ”

กลุ่มสิทธิมนุษยชนนับสิบกลุ่มยังระบุในจดหมายที่พวกเขาลงนามร่วมกันว่า ความคุ้มครองที่สนธิสัญญาฉบับนี้มอบให้นั้น “อ่อนแอ” เกินไป

ส่วนบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ก็ออกมาแสดงความกังวลเช่นกัน

นาย นิค แอชตัน-ฮาร์ท หัวหน้าคณะผู้แทนของ Cybersecurity Tech Accord (CTA) ซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทมากกว่า 160 แห่ง รวมถึง Meta, Dell และ Infosys ของอินเดีย ที่ไปร่วมเจรจาสนธิสัญญาฉบับนี้กล่าวก่อนหน้านี้ว่า คณะผู้แทนจะไม่เข้าร่วมการลงนามสนธิสัญญาในกรุงฮานอย

บริษัทเทคโนโลยีเคยเตือนว่า สนธิสัญญาดังกล่าวอาจทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์กลายเป็นอาชญากร และ “อนุญาตให้รัฐต่าง ๆ ร่วมมือกันในการกระทำความผิดทางอาญาเกือบทุกอย่างที่พวกเขาเลือกจะทำ”

CTA กล่าวระหว่างกระบวนการเจรจาว่า การที่หน่วยงานภาครัฐสามารถใช้อำนาจเกินขอบเขตนั้นก่อให้เกิด “ความเสี่ยงร้ายแรงต่อระบบไอทีของบริษัทที่ผู้คนหลายพันล้านคนต้องพึ่งพาในทุก ๆ วัน”

แอชตัน-ฮาร์ทกล่าวด้วยว่า ข้อตกลงระหว่างประเทศที่มีอยู่แล้วอย่างอนุสัญญาบูดาเปสต์ว่าด้วยอาชญากรรมไซเบอร์ (Budapest Convention on Cybercrime) มีแนวทางในการใช้ในลักษณะที่ “เคารพสิทธิ” มากกว่า

60 ประเทศลงนามสนธิสัญญาอาชญากรรมไซเบอร์

การที่ 60 ประเทศลงนามสนธิสัญญาอาชญากรรมไซเบอร์ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นในยุคดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ข้อกังวลจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนและบริษัทเทคโนโลยีก็เป็นสิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าสนธิสัญญานี้จะไม่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด

ความกังวลเกี่ยวกับสนธิสัญญาอาชญากรรมไซเบอร์

  • การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล
  • การเซ็นเซอร์ข้อมูล
  • การใช้อำนาจโดยมิชอบโดยรัฐบาล

การถ่วงดุลระหว่างความมั่นคงทางไซเบอร์และสิทธิมนุษยชนจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการนำสนธิสัญญานี้ไปปฏิบัติให้เกิดผลอย่างแท้จริง แม้ว่า 60 ประเทศลงนามสนธิสัญญาอาชญากรรมไซเบอร์ แต่การบังคับใช้ที่เป็นธรรมและโปร่งใสจะเป็นกุญแจสำคัญ

สนธิสัญญาฉบับนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโลกไซเบอร์อย่างแน่นอน ความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญ แต่การปกป้องสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานก็ขาดไม่ได้เช่นกัน

ที่มา – 60 ประเทศลงนามสนธิสัญญาอาชญากรรมไซเบอร์ แม้กลุ่มสิทธิต่อต้าน

เวียดนามตั้งเป้า GDP โตปีละ 10% จริงหรือ?

เวียดนามตั้งเป้า GDP โตปีละ 10% ภายในปี 2573 ดันขึ้นแท่นเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 3 อาเซียน เผยรายได้ต่อหัวจะทะลุ 3.11 แสนบาท ดันเวียดนามติด 30 ประเทศเศรษฐกิจใหญ่สุดของโลก

วันที่ 15 ตุลาคม 2568 นายเหงียน ฮวา บิ่ง รองนายกรัฐมนตรีเวียดนาม กล่าวระหว่างการประชุมสมัชชาพรรคคณะรัฐบาลครั้งแรก สำหรับวาระปี 2568–2573 ที่กรุงฮานอย เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า ภายในปี 2573 เวียดนามตั้งเป้าให้รายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากรอยู่ที่ราว 8,500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 311,000 บาท และให้เศรษฐกิจของประเทศมีมูลค่ารวม กว่า 510,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 18.65 ล้านล้านบาท ภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งจะทำให้เวียดนามขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 32 ของโลก เพิ่มขึ้น 5 อันดับจากเมื่อ 5 ปีก่อน

เวียดนามระบุว่า ในปีนี้ รายได้เฉลี่ยต่อหัวของชาวเวียดนามคาดว่าจะสูงกว่า 5,000 ดอลลาร์ (ราว 183,000 บาท) เพิ่มขึ้นจาก 3,552 ดอลลาร์ หรือราว 130,000 บาท เมื่อปี 2563 โดยรัฐบาลคาดว่า จีดีพีของปี 2568 จะเติบโตเกิน 8% ซึ่งจะเป็นฐานสำคัญสำหรับการขยายตัวระดับสองหลักในช่วงปีถัดไป

ด้านการค้าเวียดนามคาดว่าจะมียอดการค้ารวมแตะระดับ 850,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 31.1 ล้านล้านบาท ภายในสิ้นปีนี้ ส่งผลให้ประเทศกลายเป็นหนึ่งใน 20 ประเทศผู้ค้ารายใหญ่ที่สุดของโลก

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแผนพัฒนาระบบการศึกษาสมัยใหม่ให้ได้มาตรฐานระดับภูมิภาคและโลก เพื่อสร้าง ทรัพยากรมนุษย์คุณภาพสูง และลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแบบครบวงจร โดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางการเติบโต พร้อมเร่งขยายการพัฒนาในชนบท

รองนายกฯ เหงียน ย้ำว่า รัฐบาลจะควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับเหมาะสม รักษาหนี้สาธารณะและการขาดดุลงบประมาณให้อยู่ในกรอบที่ปลอดภัย โดยจะเน้นขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่าน การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) เศรษฐกิจสีเขียว และเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงสนับสนุนภาคเอกชนให้เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ของประเทศ

ขณะที่นายกรัฐมนตรี ฟาม มิงห์ จิ๋งห์ กล่าวเปิดการประชุมว่า เวียดนามประสบความสำเร็จในหลายด้านอย่างต่อเนื่อง และในช่วงปี 2569–2573 แม้เศรษฐกิจโลกจะมีความไม่แน่นอนสูง แต่รัฐบาลตั้งเป้ารักษาเสถียรภาพ ควบคุมเงินเฟ้อ และผลักดันให้ประเทศเติบโตอย่างน้อยปีละ 10% ติดต่อกันหลายปี เพื่อก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับบนในทศวรรษหน้า.

เวียดนามตั้งเป้า GDP โตปีละ 10%

เป้าหมายของเวียดนามที่ต้องการให้ เวียดนามตั้งเป้า GDP โตปีละ 10% ต่อเนื่องนั้น ถือว่าเป็นความท้าทายอย่างมากในสถานการณ์เศรษฐกิจโลกปัจจุบันที่มีความผันผวนสูง การที่จะบรรลุเป้าหมายนี้ได้ จำเป็นต้องมีนโยบายที่เฉียบคมและการลงทุนที่มุ่งเน้นไปยังอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง

ปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตของ GDP เวียดนาม

การที่ เวียดนามตั้งเป้า GDP โตปีละ 10% นั้น มีหลายปัจจัยที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ ได้แก่:

  • การลงทุนจากต่างประเทศ: เวียดนามยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากค่าแรงที่แข่งขันได้และนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่เอื้ออำนวย
  • การส่งออก: เวียดนามเป็นประเทศที่เน้นการส่งออก โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ และรองเท้า การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการขยายตลาดส่งออกจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของ GDP
  • การบริโภคภายในประเทศ: การเพิ่มขึ้นของรายได้และชนชั้นกลางในเวียดนาม จะกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน: การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน ท่าเรือ และสนามบิน จะช่วยลดต้นทุนการขนส่งและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต

อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายที่เวียดนามต้องเผชิญ เช่น ความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อ ความผันผวนของค่าเงิน และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก การบริหารจัดการความเสี่ยงเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นกุญแจสำคัญในการบรรลุเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ถึงแม้ว่าเป้าหมาย เวียดนามตั้งเป้า GDP โตปีละ 10% จะดูท้าทาย แต่ด้วยความมุ่งมั่นของรัฐบาลและศักยภาพของประเทศ เวียดนามก็มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จและก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของภูมิภาค

ที่มา – เวียดนามตั้งเป้า GDP โตปีละ 10% สูงติด 30 อันดับแรกของโลกในปี 2030

ไต้ฝุ่น “บัวลอย” ขึ้นฝั่งเวียดนาม: ผลกระทบรุนแรง

ไต้ฝุ่น “บัวลอย” ขึ้นฝั่งเวียดนาม: ผลกระทบรุนแรง

ในวันที่ 29 กันยายน 2568 พายุไต้ฝุ่น “บัวลอย” (Bualoi) ได้เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งทางภาคกลางตอนเหนือของเวียดนามแล้ว โดยเฉพาะบริเวณชายแดนจังหวัดห่าติงห์–เหงะอาน สร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับพื้นที่ดังกล่าว ลมแรงพัดกระหน่ำด้วยความเร็วต่อเนื่อง 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมฝนตกหนักที่คาดว่าจะสะสมถึง 200–350 มิลลิเมตรใน 24 ชั่วโมง ทำให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มในหลายพื้นที่

ไต้ฝุ่น “บัวลอย” ขึ้นฝั่งเวียดนาม บ้านพัง 86 หลัง

จากรายงานเบื้องต้นของหน่วยงานท้องถิ่น พบว่ามีผู้เสียชีวิต 1 ราย สูญหาย 4 ราย และบ้านเรือนเสียหายรวม 86 หลัง รัฐบาลเวียดนามได้เร่งอพยพประชาชนกว่า 250,000 คนออกจากพื้นที่เสี่ยง เพื่อลดความสูญเสียจากพายุลูกนี้ ไต้ฝุ่น “บัวลอย” ขึ้นฝั่งเวียดนาม ไม่เพียงแต่ทำลายโครงสร้างบ้านเรือนเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดความเดือดร้อนด้านการดำรงชีวิตของชาวบ้านจำนวนมาก

ศูนย์เตือนภัยไต้ฝุ่นร่วมนานาชาติ (JTWC) ได้ออกแจ้งเตือนว่า โครงสร้างของพายุยังคงรุนแรง โดยจะมีกำลังลมระดับพายุโซนร้อนต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักและลมกระโชกแรงในพื้นที่กว้างขวาง ไม่ใช่เฉพาะเวียดนามเท่านั้น แต่ยังกระทบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย

ผลกระทบต่อการบินจากไต้ฝุ่น “บัวลอย” ขึ้นฝั่งเวียดนาม

นอกจากความเสียหายทางกายภาพแล้ว ไต้ฝุ่น “บัวลอย” ขึ้นฝั่งเวียดนาม ยังส่งผลกระทบรุนแรงต่อระบบการขนส่ง โดยเฉพาะภาคการบิน สนามบินนานาชาติดานังและสนามบินขนาดใหญ่หลายแห่งต้องปิดให้บริการชั่วคราว ส่งผลให้เที่ยวบินถูกยกเลิกกว่า 42 เที่ยว และล่าช้าอีก 51 เที่ยว นักเดินทางนับร้อยต้องติดค้าง สร้างความวุ่นวายให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่กำลังฟื้นตัวหลังโควิด-19

หน่วยงานกู้ภัยท้องถิ่นแสดงความกังวลต่อสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันและดินถล่ม โดยเฉพาะในพื้นที่ภูเขาที่พื้นดินอิ่มตัวน้ำจากพายุลูกก่อนหน้าที่เพิ่งพัดผ่าน ทำให้เสี่ยงต่อภัยพิบัติ二次元 ชาวบ้านในเวียดนามซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรหนาแน่นและพึ่งพาการเกษตรเป็นหลัก กำลังเผชิญกับความท้าทายในการฟื้นฟูหลังพายุ

ก่อนที่จะพัดขึ้นฝั่งเวียดนาม พายุไต้ฝุ่น “บัวลอย” ได้สร้างความเสียหายหนักในฟิลิปปินส์ โดยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 26 ราย และประชาชนเกือบ 3 ล้านคนต้องอพยพหนีภัย สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงจากพายุไต้ฝุ่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้นเนื่องจาก climate change

เพื่อรับมือกับภัยพิบัติเช่นนี้ รัฐบาลเวียดนามได้เตรียมแผนรับมือฉุกเฉิน รวมถึงการแจกจ่ายเสบียงอาหารและยารักษาโรคให้กับผู้ประสบภัย นอกจากนี้ องค์กรระหว่างประเทศอย่างกาชาดและ UNICEF ก็กำลังให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ พายุไต้ฝุ่นในฤดูนี้มีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากอุณหภูมิทะเลที่สูงผิดปกติ ซึ่งช่วยเพิ่มพลังให้กับพายุ ชาวเวียดนามและประเทศใกล้เคียงควรติดตามพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมตัวรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

สุดท้ายนี้ การเตรียมพร้อมและการอพยพทันเวลาสามารถช่วยชีวิตได้มาก ผู้ที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงควรตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาและปฏิบัติตามคำแนะนำ เพื่อลดความสูญเสียให้เหลือน้อยที่สุด

ที่มา – ไต้ฝุ่น “บัวลอย” ขึ้นฝั่งเวียดนาม บ้านพัง 86 หลัง ดับ 1 ศพ สนามบินยกเลิก-ดีเลย์นับร้อยเที่ยวบิน

เวียดนามสั่งอพยพรับมือไต้ฝุ่นบัวลอย

เวียดนามสั่งอพยพประชาชนรับมือ “ไต้ฝุ่นบัวลอย” จ่อขึ้นฝั่งวันนี้ เป็นข่าวร้อนที่กำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มักเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างพายุไต้ฝุ่น วันนี้เราจะมาสำรวจรายละเอียดของสถานการณ์นี้กันแบบละเอียด เพื่อให้เข้าใจถึงความรุนแรงและมาตรการรับมือที่ทางการเวียดนามได้ดำเนินการ

เวียดนามสั่งอพยพประชาชนรับมือ ไต้ฝุ่นบัวลอย

ทางการเวียดนามกำลังเร่งดำเนินการอพยพประชาชนหลายพันคนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย โดยเฉพาะในบริเวณชายฝั่งตอนกลางของประเทศ เพื่อเตรียมรับมือกับพายุไต้ฝุ่นบัวลอยที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาด้วยความรุนแรง พายุลูกนี้ได้สร้างความเสียหายหนักในฟิลิปปินส์ไปแล้ว โดยคร่าชีวิตผู้คนอย่างน้อย 10 ราย และก่อให้เกิดน้ำท่วมเป็นวงกว้าง ก่อนจะมุ่งหน้าสู่เวียดนามในวันนี้

คาดการณ์จากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติเวียดนามว่า ไต้ฝุ่นบัวลอยจะขึ้นฝั่งบริเวณเวียดนามตอนกลางประมาณเวลา 18.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีความเร็วลมสูงสุดถึง 133 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และลมกระโชกแรงสูงสุดที่ 166 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเร็วกว่าค่าเฉลี่ยเกือบสองเท่า ทำให้สถานการณ์น่ากลัวยิ่งขึ้น

ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดจากไต้ฝุ่นบัวลอย

นอกจากลมแรงแล้ว พายุยังนำมาซึ่งฝนตกหนัก คลื่นพายุซัดฝั่งสูงกว่า 1 เมตร ซึ่งอาจก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน ดินถล่ม และน้ำท่วมชายฝั่งในหลายพื้นที่ กรมอุตุฯ เตือนว่าพายุลูกนี้มีศักยภาพในการสร้างภัยพิบัติหลายรูปแบบพร้อมกัน โดยเมื่อขึ้นฝั่ง ลมอาจพัดแรงถึง 149 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก่อนจะอ่อนตัวลงเป็นพายุดีเปรสชันเหนือลาวในวันถัดไป

  • น้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่ต่ำ
  • ดินถล่มตามแนวเขา
  • คลื่นซัดฝั่งทำลายโครงสร้างชายฝั่ง
  • ฝนตกหนักก่อให้เกิดน้ำท่วมขัง

เวียดนามซึ่งมีแนวชายฝั่งยาวติดทะเลจีนใต้ มักประสบปัญหาจากพายุไต้ฝุ่นทุกปี โดยปีที่แล้ว พายุยางิได้คร่าชีวิตกว่า 300 ราย และสร้างความเสียหายมูลค่ากว่า 3.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สถานการณ์ครั้งนี้จึงเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับระบบเตือนภัยและการอพยพของประเทศ

ในจังหวัดห่าติ๋ญ เจ้าหน้าที่ได้อพยพประชาชนกว่า 15,000 คนออกจากพื้นที่เสี่ยง พร้อมระดมกำลังทหารหลายพันนายเพื่อช่วยเหลือและควบคุมสถานการณ์ นอกจากนี้ สนามบินชายฝั่ง 4 แห่ง รวมถึงสนามบินนานาชาติดานัง ถูกสั่งปิดตั้งแต่วันนี้ ส่งผลให้เที่ยวบินหลายเที่ยวต้องเลื่อนหรือยกเลิก เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร

การเตรียมความพร้อมของเวียดนามในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงบทเรียนจากภัยพิบัติครั้งก่อนๆ ที่ช่วยลดความสูญเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากประชาชนปฏิบัติตามคำสั่งของทางการ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงได้มาก

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์ไต้ฝุ่นบัวลอยนี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานป้องกันภัยพิบัติ โดยเฉพาะในประเทศที่ตั้งอยู่ริมทะเลอย่างเวียดนาม การมีระบบเตือนภัยที่รวดเร็วและการอพยพที่มีประสิทธิภาพเป็นกุญแจสำคัญในการปกป้องชีวิตและทรัพย์สิน หากคุณอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย อย่าลืมติดตามข่าวสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเตรียมแผนสำรองให้พร้อมเสมอ

ที่มา – เวียดนามสั่งอพยพประชาชนรับมือ “ไต้ฝุ่นบัวลอย” จ่อขึ้นฝั่งวันนี้

ไต้ฝุ่น “รากาซา” อ่อนกำลัง มุ่งหน้าเวียดนาม

ไต้ฝุ่น “รากาซา” อ่อนกำลังเป็นพายุโซนร้อนแล้ว และกำลังมุ่งหน้าไปยังประเทศเวียดนาม หลังพัดถล่มจีน ไต้หวัน และฟิลิปปินส์ จนมีผู้เสียชีวิตแล้วหลายราย พายุนี้สร้างความเสียหายอย่างมาก และส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในหลายประเทศ

ไต้ฝุ่น “รากาซา” อ่อนกำลัง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่และประชาชนในภาคใต้ของจีนและฮ่องกงกำลังดำเนินการทำความสะอาดครั้งใหญ่ หลังจากซูเปอร์ไต้ฝุ่น “รากาซา” พัดถล่ม ทำให้เกิดน้ำท่วมเป็นวงกว้าง และสร้างความเสียหายแก่ถนนหลายสาย กระแสลมแรงและปริมาณน้ำฝนที่มากเกินไป ทำให้เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานและบ้านเรือน

ไต้ฝุ่น “รากาซา” อ่อนกำลังลง แต่ยังคงเป็นภัยคุกคาม หลายหน่วยงานกำลังเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย และประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้น

รากาซา พายุหมุนเขตร้อนที่ทรงพลังที่สุดในปีนี้ ทำให้ทางการจีนต้องอพยพประชาชนในมณฑลกวางตุ้งเกือบ 2 ล้านคน ขณะที่ก่อให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้างในฮ่องกง โดยเพิ่งกลับมาเปิดให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศได้ แต่โรงเรียนอนุบาลและโรงเรียนบางแห่งยังคงต้องปิดทำการ

ก่อนหน้านี้ ไต้ฝุ่น “รากาซา” อ่อนกำลัง แต่ยังคงสร้างความเสียหายอย่างหนักให้แก่ไต้หวันและฟิลิปปินส์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วจำนวนมาก ความรุนแรงของพายุทำให้หลายพื้นที่จมอยู่ใต้น้ำ และการเดินทางเป็นไปอย่างยากลำบาก

ในขณะที่ภาพความเสียหายเริ่มปรากฏชัดมากขึ้นเรื่อยๆ เจ้าหน้าที่ในมณฑลกวางตุ้งกำลังใช้รถขุดเพื่อเคลื่อนย้ายต้นไม้ที่โค่นล้มหลายพันต้นและเปิดเส้นทางจราจร ขณะที่บนโลกออนไลน์มีการแชร์คลิปวิดีโอ แสดงให้เห็นชาวบ้านในมาเก๊าพยายามตกปลาบนถนนที่ถูกน้ำท่วม โดยใช้ทั้งคันเบ็ด, แห, กระเป๋า หรือแม้แต่ที่ตักขยะ

สถานีโทรทัศน์ ซีซีทีวี ของรัฐบาลจีนรายงานว่า ไต้ฝุ่น รากาซา ทำให้ต้นไม้ในเมืองหยางเจียง มณฑลกวางตุ้ง หักโค่นกว่า 50,000 ต้น ขณะที่ในเมืองจูไห่ ถนนถูกน้ำท่วม เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องใช้เรือยางเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ติดค้างอยู่ในพื้นที่ โดยย่านชุมชนเก่าบางแห่งมีน้ำท่วมสูงจนถึงชั้นหนึ่งของตัวบ้าน

ผลกระทบและความเสียหายจากไต้ฝุ่น

ข่าวระบุด้วยว่า มีอิทธิพลของพายุทำให้เกิดไฟดับกระทบบ้านเรือนในมณฑลกวางตุ้งกว่า 56,000 ครัวเรือนเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา และมีผู้บาดเจ็บมากกว่า 100 รายในฮ่องกง

ทั้งนี้ ไต้ฝุ่น รากาซา กำลังเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกตามแนวชายฝั่งจีนตอนใต้ มุ่งหน้าสู่ประเทศเวียดนาม โดยยังคงมีความเสี่ยงทำให้เกิดฝนตกหนักในประเทศจีน, เวียดนาม และพื้นที่อื่นๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้มันจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนแล้วก็ตาม

นายฝ่าม มิญ จิ๊ญ นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ปกป้องโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งรวมถึงเขื่อนและโรงพยาบาล ดูแลความปลอดภัยของเรือประมง และเตรียมพร้อมปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยแล้ว โดยมีการยกเลิกหรือเลื่อนเที่ยวบินบางส่วน ขณะที่คนงานได้ตัดแต่งกิ่งไม้เพื่อป้องกันอันตรายจากลมในพื้นที่ตอนเหนือของประเทศแล้ว

สถานการณ์ไต้ฝุ่น “รากาซา” อ่อนกำลังนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติ เราควรตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และมีแผนรับมือที่ชัดเจนเพื่อลดความเสียหาย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา – ไต้ฝุ่น “รากาซา” อ่อนกำลัง มุ่งหน้าสู่เวียดนาม หลังถล่มจีน-ไต้หวัน

เวียดนามรับมือด่วน! “ไต้ฝุ่นรากาซา” จ่อถล่ม

สถานการณ์ฉุกเฉินในเวียดนาม! นายกรัฐมนตรีสั่งการด่วนให้ทุกภาคส่วนเตรียมพร้อมรับมือ “ไต้ฝุ่นรากาซา” ที่กำลังจะพัดเข้าสู่ประเทศ โดยคาดการณ์ว่าจะเป็นพายุที่มีความรุนแรงมากที่สุดลูกหนึ่งนับตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นมา สร้างความกังวลและความตื่นตัวไปทั่วประเทศ

นายกรัฐมนตรี ฝ่าม มินห์ จิ๋ง ได้ออกคำสั่งเร่งด่วนไปยังทุกกระทรวง ท้องถิ่น รวมถึงกองทัพ ให้ระดมสรรพกำลังเพื่อรับมือผลกระทบจาก “ไต้ฝุ่นรากาซา” ที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้เวียดนามอย่างต่อเนื่อง คำสั่งดังกล่าว ซึ่งลงนามโดยรองนายกรัฐมนตรี เจิ่น หง็อก ฮา เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับชั้นทำงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นได้

มาตรการเร่งด่วนประกอบด้วยการตรวจสอบและปรับปรุงแผนอพยพประชาชน การเสริมความแข็งแรงของคันกั้นน้ำและอ่างเก็บน้ำ รวมถึงการเรียกเรือประมงทุกลำกลับเข้าฝั่งเพื่อความปลอดภัย โดยคำสั่งนี้ได้ถูกส่งต่อไปยังกระทรวงต่างๆ คณะรัฐมนตรี สถานีโทรทัศน์แห่งชาติ และกองทัพ เพื่อให้ทุกหน่วยงานรับทราบและดำเนินการตามแผนที่วางไว้

กองบัญชาการทหารสูงสุดได้สั่งการให้กองทัพเรือ หน่วยยามฝั่ง และกองทัพอากาศ เตรียมพร้อมทั้งเรือ อากาศยาน และกำลังพล เพื่อปฏิบัติภารกิจในการอพยพ ช่วยเหลือ และบรรเทาสาธารณภัยที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ หน่วยงานชายแดนยังเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมพื้นที่ชายฝั่ง ตรวจสอบจำนวนเรือ และแจ้งเตือนเส้นทางของพายุให้ชาวประมงได้รับทราบอย่างทั่วถึง

ในส่วนของกระทรวงต่างๆ ได้รับคำสั่งให้เตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ดังนี้ กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมต้องเร่งเสริมความแข็งแกร่งของเขื่อนทะเล ระบบชลประทาน และจัดการความปลอดภัยของเขื่อนและโรงไฟฟ้าพลังน้ำ เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้

กระทรวงก่อสร้างได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบและเสริมความแข็งแรงของอาคารต่างๆ ทั้งโรงเรียน โรงพยาบาล รวมถึงระบบระบายน้ำ ถนน และสะพาน เพื่อให้มั่นใจว่าโครงสร้างเหล่านี้สามารถต้านทานแรงลมและฝนที่เกิดจากพายุได้

กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าได้รับคำสั่งให้ปกป้องแท่นขุดเจาะน้ำมัน โรงไฟฟ้า และเหมือง รวมถึงควบคุมเสถียรภาพของราคาอาหารและเชื้อเพลิง โดยห้ามมิให้มีการกักตุนสินค้าหรือฉวยโอกาสขึ้นราคาในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคม ต้องดูแลให้ระบบการสื่อสารและอินเทอร์เน็ตสามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปอย่างราบรื่นในช่วงเวลาที่เกิดภัยพิบัติ

กระทรวงการศึกษาและสาธารณสุขได้รับคำสั่งให้ดูแลความปลอดภัยของนักเรียนและผู้ป่วย โดยอาจมีการสั่งปิดโรงเรียนชั่วคราว และเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์ฉุกเฉิน เพื่อให้สามารถให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์ได้อย่างทันท่วงที

กระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว ต้องดูแลนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชายฝั่งและเกาะต่างๆ เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวในช่วงที่เกิดพายุ

“ไต้ฝุ่นรากาซา” พายุที่ต้องเฝ้าระวัง

“ไต้ฝุ่นรากาซา” เป็นพายุลูกที่ 9 ของปีที่เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้ ศูนย์อุตุนิยมวิทยาของเวียดนามได้เตือนว่า พายุจะคงความรุนแรงสูงสุดไปจนถึงวันอังคาร โดยมีคลื่นทะเลสูงเกิน 10 เมตร ทำให้ทะเลมีสภาพอันตรายอย่างยิ่ง ในวันที่ 24 กันยายน พายุจะเคลื่อนตัวเข้าใกล้คาบสมุทรเหลยโจวของจีน ก่อนที่จะมุ่งหน้าสู่อ่าวตังเกี๋ย และคาดว่าจะขึ้นฝั่งเวียดนามในช่วงระหว่างจังหวัดกว๋างนิงห์ถึงห่าติงห์ ในวันที่ 25 กันยายน ด้วยความเร็วลมที่ยังคงสูงถึง 120–170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ผลกระทบจาก “ไต้ฝุ่นรากาซา”

ด้วยรัศมีของพายุที่กว้าง ทำให้หลายพื้นที่อาจได้รับผลกระทบจากลมกระโชกแรงและพายุฝน แม้ว่าจะอยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางของพายุหลายร้อยกิโลเมตรก็ตาม ดังนั้น จึงขอเตือนประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือและภาคเหนือตอนกลางของเวียดนามให้เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการ และพร้อมอพยพทันทีเมื่อมีคำสั่ง

สถานการณ์ “ไต้ฝุ่นรากาซา” ที่เวียดนามกำลังเผชิญอยู่ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติอย่างรอบด้าน การประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ และการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำแก่ประชาชน ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดผลกระทบและความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติได้

ที่มา – นายกฯ เวียดนามสั่งรับมือด่วน “ไต้ฝุ่นรากาซา” จ่อถล่ม รุนแรงสุดนับจากปี 2024

เวียดนามแจกเงินขวัญถุง 100,000 ด่ง ฉลองวันชาติ

รัฐบาลเวียดนามสร้างความฮือฮาด้วยการประกาศแจกเงินขวัญถุงจำนวน 100,000 ด่ง ให้แก่ประชาชนทุกคน เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวันชาติที่ 2 กันยายนที่จะถึงนี้ ข่าวนี้สร้างความประหลาดใจและความยินดีให้กับชาวเวียดนามเป็นอย่างมาก โดยเงินจำนวนดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณและมอบความสุขให้กับประชาชนในโอกาสพิเศษนี้

รัฐบาลเวียดนามแจกเงินขวัญถุง 100,000 ด่ง ให้ประชาชนทุกคนเพื่อเฉลิมฉลองวันชาติ 2 ก.ย.

การตัดสินใจครั้งนี้ของรัฐบาลเวียดนามถือเป็นเรื่องที่สร้างความประทับใจให้กับหลายฝ่าย เนื่องจากเป็นการแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความห่วงใยที่รัฐบาลมีต่อประชาชน การแจกเงินจำนวน 100,000 ด่ง หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 123 บาท อาจดูเหมือนไม่มากนัก แต่สำหรับชาวเวียดนามแล้ว เงินจำนวนนี้สามารถนำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้หลากหลาย เช่น ซื้ออาหาร เครื่องดื่ม หรือสิ่งของจำเป็นอื่นๆ

กระทรวงการคลังของเวียดนามประเมินว่า โครงการแจกเงินครั้งนี้จะมีค่าใช้จ่ายรวมสูงถึง 380 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่ค่อนข้างมาก แต่รัฐบาลมองว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับประชาชน และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศอีกทางหนึ่งด้วย

รายละเอียดเกี่ยวกับโครงการแจกเงิน 100,000 ด่ง

ตามประกาศของรัฐบาลเวียดนาม ประชาชนทุกคนที่มีสัญชาติเวียดนามและมีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎร์ จะมีสิทธิ์ได้รับเงิน 100,000 ด่ง โดยสามารถรับเงินได้ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น บัญชีธนาคาร หรือรับเป็นเงินสดที่หน่วยงานราชการที่กำหนด

รัฐบาลได้สั่งการให้ธนาคารกลางและกระทรวงการคลังเร่งดำเนินการจ่ายเงินให้แล้วเสร็จก่อนวันชาติที่ 2 กันยายน เพื่อให้ประชาชนสามารถนำเงินไปใช้จ่ายในช่วงวันหยุดยาวได้ทันที นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ขอความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ในการประชาสัมพันธ์โครงการแจกเงินให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง

นายฟาม เทียน ลวต ชาวกรุงฮานอย ได้แสดงความรู้สึกตกใจเมื่อทราบข่าวการแจกเงินในตอนแรก โดยคิดว่าเป็นข่าวลวง แต่เมื่อทราบว่าเป็นเรื่องจริงก็รู้สึกดีใจและขอบคุณรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับประชาชน เขากล่าวว่าเงินจำนวนนี้อาจนำไปซื้อกาแฟได้ 3 แก้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยให้เขาสดชื่นและมีกำลังใจในการทำงานต่อไป

การที่รัฐบาลเวียดนามแจกเงินขวัญถุง 100,000 ด่ง ให้ประชาชนทุกคนนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน การตัดสินใจครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการมอบเงินให้ประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณเชิงบวกถึงความเชื่อมั่นในอนาคตของประเทศอีกด้วย

สำหรับประชาชนชาวเวียดนาม การได้รับเงิน 100,000 ด่ง ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ถือเป็นสิ่งที่ช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและสร้างความสุขเล็กๆ น้อยๆ ให้กับชีวิตประจำวันได้ นอกจากนี้ ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในชาติอีกด้วย

การที่รัฐบาลเวียดนามแจกเงินขวัญถุง 100,000 ด่ง ให้ประชาชนทุกคนในครั้งนี้ นับเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ และอาจเป็นแบบอย่างให้ประเทศอื่นๆ ได้นำไปพิจารณาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง

เมื่อพิจารณาถึงค่าแรงเฉลี่ยของแรงงานชาวเวียดนามในปี 2024 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 7.7 ล้านด่องต่อเดือน หรือประมาณ 9,440 – 9,490 บาท การได้รับเงิน 100,000 ด่ง เพิ่มเติมถือว่าเป็นจำนวนที่ไม่น้อยและสามารถช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างดี เงินจำนวนนี้อาจถูกนำไปใช้จ่ายในด้านต่างๆ เช่น ซื้ออาหาร เครื่องใช้ในครัวเรือน หรือแม้กระทั่งเก็บออมไว้ใช้ในอนาคต

โดยรวมแล้ว การที่รัฐบาลเวียดนามแจกเงินขวัญถุง 100,000 ด่ง ให้ประชาชนทุกคนเพื่อเฉลิมฉลองวันชาติ ถือเป็นมาตรการที่สร้างความพึงพอใจให้กับประชาชนและส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศ ถึงแม้ว่าจะเป็นจำนวนเงินที่ไม่มากนัก แต่ก็เป็นการแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความห่วงใยที่รัฐบาลมีต่อประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – รัฐบาลเวียดนามแจกเงินขวัญถุง 100,000 ด่ง ให้ประชาชนทุกคนเพื่อเฉลิมฉลองวันชาติ 2 ก.ย.

เวียดนามปิดสนามบิน รับมือไต้ฝุ่นคาจิกิ วันนี้!


เวียดนามสั่งปิดสนามบิน รับมือไต้ฝุ่นคาจิกิ ถล่มชายฝั่ง

เวียดนามสั่งปิดสนามบินและโรงเรียน พร้อมเร่งอพยพประชาชนกว่า 5 แสนคน เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือไต้ฝุ่นคาจิกิ ที่คาดว่าจะพัดถล่มชายฝั่งตอนกลางของประเทศในช่วงบ่ายวันนี้ พายุไต้ฝุ่นคาจิกินี้ถูกจัดว่าเป็นพายุที่รุนแรงที่สุดของปีที่เวียดนามกำลังเผชิญ

กรมอุตุนิยมวิทยาเวียดนามรายงานว่า ไต้ฝุ่นคาจิกิ มีความเร็วลมสูงสุดถึง 166 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และคาดว่าจะทวีกำลังแรงขึ้นก่อนพัดขึ้นฝั่งในช่วงบ่ายวันจันทร์นี้ โดยจุดศูนย์กลางของพายุจะพัดเข้าสู่ชายฝั่งระหว่างจังหวัดทัญฮว้า, ก๋วงตริ และเหงะอาน ในเวลาประมาณ 16:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น

ภาพประกอบ: ไต้ฝุ่นคาจิกิ

รัฐบาลเวียดนามได้ออกประกาศเตือนประชาชนว่าพายุลูกนี้มีความรุนแรงและเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งคาดการณ์ว่าจะเกิดฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และดินถล่มในหลายพื้นที่

เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลได้สั่งอพยพประชาชนกว่า 500,000 คนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย รวมถึงสั่งห้ามเรือทุกลำออกจากฝั่งเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากไต้ฝุ่นคาจิกิ

ภาพประกอบ: การเตรียมรับมือไต้ฝุ่น

สำนักงานการบินพลเรือนเวียดนามยืนยันว่าสนามบินสองแห่งในจังหวัดทัญฮว้าและกว๋างบิ่ญถูกสั่งปิดทำการชั่วคราว สายการบินเวียดนามแอร์ไลน์สและเวียดเจ็ทแอร์ต้องประกาศยกเลิกเที่ยวบินหลายสิบเที่ยวบินในเส้นทางบินที่ได้รับผลกระทบจากพายุ

รัฐบาลเวียดนามระบุว่าความรุนแรงของไต้ฝุ่นคาจิกิ อาจเทียบเท่ากับไต้ฝุ่นยางิ ซึ่งเคยพัดถล่มเวียดนามเมื่อปีที่แล้ว ทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 300 คน สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่ากว่า 3.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

เวียดนามสั่งปิดสนามบิน รับมือไต้ฝุ่นคาจิกิ

ผลกระทบและการเตรียมพร้อมรับมือไต้ฝุ่นคาจิกิ

สถานการณ์ปัจจุบันในเวียดนามแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติ การเตรียมพร้อมรับมืออย่างรวดเร็วและการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญในการลดความเสียหายและการสูญเสียชีวิต การปิดสนามบินและการยกเลิกเที่ยวบินเป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารและเจ้าหน้าที่

  • ความรุนแรงของพายุ: ไต้ฝุ่นคาจิกิมีความรุนแรงและเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว
  • พื้นที่เสี่ยง: ชายฝั่งตอนกลางของเวียดนามมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบ
  • มาตรการป้องกัน: การอพยพประชาชน การปิดสนามบิน และการห้ามเรือออกจากฝั่ง
  • ผลกระทบทางเศรษฐกิจ: ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อการเกษตร การท่องเที่ยว และโครงสร้างพื้นฐาน

การจัดการกับภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพต้องอาศัยการประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐและประชาชน การให้ข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลาแก่ประชาชนเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้พวกเขาสามารถตัดสินใจและเตรียมตัวได้อย่างเหมาะสม

สถานการณ์ในเวียดนามเป็นเครื่องเตือนใจว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ภัยพิบัติทางธรรมชาติมีความถี่และความรุนแรงมากยิ่งขึ้น การเตรียมพร้อมรับมือและปรับตัวจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกประเทศทั่วโลก

ที่มา – เวียดนามสั่งปิดสนามบิน รับมือไต้ฝุ่นคาจิกิ ถล่มชายฝั่งกลางประเทศบ่ายวันนี้

เวียดนามอพยพคนครึ่งล้าน หนีไต้ฝุ่น “คาจิกิ”

ทางการเวียดนามสั่งอพยพประชาชนในหลายจังหวัดกว่าห้าแสนคน เพื่อหนี ไต้ฝุ่น “คาจิกิ” ที่คาดว่าจะเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งในวันจันทร์ ทำให้เกิดฝนตกหนักและคลื่นสูงซัดฝั่ง สร้างความเสียหายอย่างหนัก

เวียดนามอพยพคนครึ่งล้าน หนีไต้ฝุ่น “คาจิกิ”

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 ทางการเวียดนามได้ออกคำสั่งอพยพประชาชนกว่า 586,000 คน ออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย ก่อนที่ ไต้ฝุ่น “คาจิกิ” จะเคลื่อนที่เข้าสู่เวียดนามในช่วงเช้ามืดของวันจันทร์ที่ 28 สิงหาคม โดยขณะนี้พายุมีความเร็วลมอยู่ที่ 166 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และคาดว่าจะมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นก่อนที่จะขึ้นฝั่ง

นักพยากรณ์อากาศคาดการณ์ว่า ไต้ฝุ่น “คาจิกิ” จะอ่อนกำลังลงเมื่อเคลื่อนตัวผ่านแผ่นดินเวียดนาม แต่ถึงกระนั้น พายุก็ยังคงพัดถล่มด้วยความเร็วลมที่ประมาณ 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และคาดว่าจะทำให้มีปริมาณน้ำฝนสะสมราว 300-400 มิลลิเมตร นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดคลื่นพายุซัดฝั่ง (สตอร์มเซิร์จ) สูงถึง 2-4 เมตร อีกด้วย

ประชาชนที่ได้รับคำสั่งให้อพยพอยู่ในจังหวัดแถ่งฮว้า, กว๋างจิ, เว้ และดานัง ซึ่งเป็นจังหวัดตอนกลางของประเทศเวียดนาม ทางการได้เตือนประชาชนที่อยู่ในแนวพายุให้หลีกเลี่ยงการออกจากบ้านเรือนหลังเวลา 14.00 น. ของวันอาทิตย์ (ตามเวลามาตรฐานกรีนิช) พร้อมทั้งส่งทหารเข้าไปให้ความช่วยเหลือในการอพยพ

“สถานการณ์อันตรายอย่างยิ่งยวด และไม่ปลอดภัยสำหรับยานพาหนะหรือสิ่งปลูกสร้างใดๆ ไม่ว่าจะเป็นเรือประมง เรือท่องเที่ยว หรือแม้แต่สถานที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ” สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานคำกล่าวของเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อม

ผลกระทบและความกังวลจาก “คาจิกิ”

ขณะนี้ ไต้ฝุ่น “คาจิกิ” กำลังเคลื่อนตัวเฉียดผ่านเกาะไหหลำของประเทศจีน ซึ่งสำนักงานอุตุนิยมวิทยาของจีนคาดการณ์ว่า พายุจะทำให้มีปริมาณน้ำฝนสูงสุดถึง 320 มิลลิเมตร ทางด้านสายการบินเวียดนามแอร์ไลน์ได้ประกาศยกเลิกเที่ยวบินจำนวน 22 เที่ยวบิน ทั้งในวันอาทิตย์และวันจันทร์ เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร

เจ้าหน้าที่ยังมีความกังวลว่า ไต้ฝุ่น “คาจิกิ” อาจจะสร้างความเสียหายในระดับเดียวกับไต้ฝุ่น “จ่ามี” ที่พัดถล่มภูมิภาคเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคนทั่วภูมิภาค โดยในเวียดนามเพียงประเทศเดียว มีผู้เสียชีวิตจากไต้ฝุ่น “จ่ามี” กว่า 300 คน

สถานการณ์เช่นนี้แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างจริงจัง การอพยพประชาชนอย่างรวดเร็วและการให้ข้อมูลที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญในการลดผลกระทบและความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นจากพายุไต้ฝุ่น

ที่มา – เวียดนามอพยพคนครึ่งล้าน หนีไต้ฝุ่น “คาจิกิ” คาดทำฝนตกหนัก คลื่นสูงซัดฝั่ง

Scroll to top