เศรษฐกิจดิจิทัล

“สีหศักดิ์” ถกรัสเซีย รุกผลักดัน FTA ไทย-ยูเรเชีย

“สีหศักดิ์” ถกรัสเซีย รุกผลักดัน FTA ไทย-ยูเรเชีย

ถือเป็นข่าวดีของภาคธุรกิจไทย เมื่อคุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เดินทางไปหารือร่วมกับรองนายกรัฐมนตรีรัสเซีย เพื่อยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการผลักดันการเจรจา “สีหศักดิ์” ถกรัสเซีย รุกผลักดัน FTA ไทย-ยูเรเชีย เพื่อเปิดโอกาสให้สินค้าไทยเข้าสู่ตลาดที่มีกำลังซื้อสูงกว่า 180 ล้านคนได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น

ในการเยือนกรุงมอสโกครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หยิบยกประเด็นการอำนวยความสะดวกทางการค้าขึ้นมาพูดคุย ทั้งเรื่องระบบการชำระเงินที่ภาคเอกชนยังมีความกังวล และอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี เช่น มาตรฐานสุขอนามัยของสินค้าเกษตร ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักในการส่งออกของไทยไปยังรัสเซีย

ความหวังใหม่ในการเปิดตลาดสู่ยูเรเชีย

กลุ่มสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (EAEU) ถือเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูงด้วยมูลค่า GDP รวมกว่า 1.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ การที่ “สีหศักดิ์” ถกรัสเซีย รุกผลักดัน FTA ไทย-ยูเรเชีย ในครั้งนี้ จึงเป็นการปูทางให้ผู้ประกอบการไทยสามารถกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดิมๆ และสร้างโอกาสเติบโตในภูมิภาคที่กำลังต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคและอาหารคุณภาพดีจากไทย

  • การผลักดันการเจรจา FTA ให้มีความคืบหน้าหลังจากชะงักมานานกว่า 10 ปี
  • การแก้ปัญหาธุรกรรมทางการเงินเพื่อความสะดวกของนักลงทุน
  • การส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว

รัฐบาลไทยเชื่อมั่นว่าการประสานงานระดับรัฐต่อรัฐจะช่วยคลี่คลายข้อจำกัดต่างๆ ลงได้ โดยเฉพาะการทูตเชิงเศรษฐกิจที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศในยุคภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความผันผวน การที่ไทยแสดงจุดยืนในการเป็นประตูสู่อาเซียน (Gateway to ASEAN) ทำให้กลุ่มยูเรเชียมีความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนและร่วมมือกับไทยมากขึ้น

นอกจากนี้ คณะนักธุรกิจไทยที่ร่วมเดินทางไปด้วยยังได้หารือกับภาคเอกชนรัสเซียอย่างใกล้ชิด เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและวางแนวทางร่วมทุนในอนาคต ซึ่งตอกย้ำว่าการเดินหน้า “สีหศักดิ์” ถกรัสเซีย รุกผลักดัน FTA ไทย-ยูเรเชีย ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของภาครัฐเท่านั้น แต่คือการสร้างโอกาสที่แท้จริงให้กับผู้ประกอบการไทยทุกคน

ในมุมมองของเรา นี่คือย่างก้าวที่สำคัญของประเทศไทยในการก้าวข้ามข้อจำกัดทางการค้าเดิมๆ หากข้อตกลง FTA นี้สำเร็จลุล่วง จะถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ทำให้สินค้าไทยเข้าไปนั่งอยู่ในใจของผู้บริโภคชาวรัสเซียและประเทศในกลุ่มยูเรเชียได้ไม่ยาก ขอให้ผู้ประกอบการไทยเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการปรับมาตรฐานการผลิตและการส่งออก เพื่อคว้าโอกาสทองครั้งนี้ครับ

ที่มา – “สีหศักดิ์” ถกรัสเซีย รุกผลักดัน FTA ไทย-ยูเรเชีย เปิดทางเอกชนไทยเจาะตลาด 180 ล้านคน

ดีอี จ่อแก้ พ.ร.บ.ไปรษณีย์ หนุนไปรษณีย์ไทยสู้ขนส่งต่างชาติ

เชื่อว่าหลายคนคงเคยสงสัยว่าทำไมการแข่งขันในตลาดขนส่งบ้านเราถึงดุเดือดนัก ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่เตรียมผลักดันการแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับรัฐวิสาหกิจคู่บ้านคู่เมืองอย่างไปรษณีย์ไทย โดยประเด็นหลักคือ ดีอี จ่อแก้ พ.ร.บ.ไปรษณีย์ หนุน ไปรษณีย์ไทย สู้ขนส่งต่างชาติ ให้มีความเท่าเทียมและทันสมัยมากขึ้น

ดีอี จ่อแก้ พ.ร.บ.ไปรษณีย์ หนุน “ไปรษณีย์ไทย” สู้ขนส่งต่างชาติ

การแก้ไข พ.ร.บ.ไปรษณีย์ พ.ศ. 2477 ซึ่งใช้มานานกว่า 90 ปี ถือเป็นหมุดหมายสำคัญ เพื่อให้สอดรับกับยุคสมัยดิจิทัล โดยเป้าหมายหลักคือการสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน เพราะที่ผ่านมาเราจะเห็นได้ว่าแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างชาติมักผูกขาดการขนส่งด้วยบริษัทในเครือของตนเอง ทำให้ผู้ให้บริการในประเทศเสียเปรียบ การที่ ดีอี จ่อแก้ พ.ร.บ.ไปรษณีย์ หนุน ไปรษณีย์ไทย สู้ขนส่งต่างชาติ ครั้งนี้ จะช่วยจัดระเบียบให้ผู้ให้บริการทุกรายต้องจดแจ้งการดำเนินกิจการให้ชัดเจน เพื่อให้เกิดกติกาการแข่งขันที่โปร่งใส

ผลงานสุดแกร่ง: ไปรษณีย์ไทยโชว์รายได้ทะลุหมื่นล้าน

ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด ไปรษณีย์ไทยยังคงแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งด้วยการประกาศรายได้ครึ่งปีแรกของปี 2569 ที่พุ่งทะลุ 11,368 ล้านบาท สะท้อนว่าแบรนด์ที่อยู่คู่คนไทยมานานยังคงได้รับความไว้วางใจ โดยเฉพาะบริการ EMS ที่ยังเป็นหัวใจสำคัญ และเมื่อกระทรวง ดีอี จ่อแก้ พ.ร.บ.ไปรษณีย์ หนุน ไปรษณีย์ไทย สู้ขนส่งต่างชาติ ได้สำเร็จ จะยิ่งเป็นแรงส่งให้รายได้ส่วนนี้เติบโตขึ้นไปอีก

นอกจากการปรับปรุงกฎหมายแล้ว ไปรษณีย์ไทยยังเดินหน้ากลยุทธ์ “RelationSHIFT” เพื่อรับมือโลกอนาคต โดยมุ่งเน้น 3 ด้านหลัก ดังนี้:

  • Trusted Data-Driven Infrastructure: การใช้ AI และข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อยกระดับการให้บริการ
  • Customer-Centric Growth Enabler: การนำข้อมูลพฤติกรรมลูกค้ามาสร้างบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะตัว
  • National Trust-Based Social Infrastructure: การเชื่อมโยงคนไทย ภาคธุรกิจ และภาครัฐเข้าด้วยกันผ่านเครือข่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ

ในมุมมองของผู้บริโภค การปรับตัวของไปรษณีย์ไทยในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะความมั่นคงและเครือข่ายที่กว้างขวางของไปรษณีย์ไทยคือจุดแข็งที่บริษัทขนส่งต่างชาติยากจะเลียนแบบ หากมีการปรับปรุงกฎหมายที่เอื้อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม เชื่อว่าผู้ใช้บริการอย่างเราๆ จะได้รับผลประโยชน์สูงสุด ทั้งในด้านราคาที่ยุติธรรมและความหลากหลายของตัวเลือกในการขนส่ง นี่คือจุดเริ่มต้นของการพลิกโฉมโลจิสติกส์ไทยให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งครับ

ที่มา – ดีอี จ่อแก้ พ.ร.บ.ไปรษณีย์ หนุน “ไปรษณีย์ไทย” สู้ขนส่งต่างชาติ โชว์รายได้ครึ่งปีหมื่นล้าน

“สีหศักดิ์” ชี้ผลเยือนจีนยกระดับหุ้นส่วนความร่วมมือรอบด้าน

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัฐบาลไทยในการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ได้ออกมาเปิดเผยความสำเร็จครั้งสำคัญ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า “สีหศักดิ์” ชี้ผลเยือนจีนยกระดับหุ้นส่วนความร่วมมือรอบด้าน ในระดับสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา สร้างความมั่นใจให้กับภาคธุรกิจและนักลงทุนทั่วโลก

“สีหศักดิ์” ชี้ผลเยือนจีนยกระดับหุ้นส่วนความร่วมมือรอบด้าน สู่มิติใหม่

การหารือระดับผู้นำระหว่างไทยและจีนในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการพบปะเชิงพิธีการ แต่เป็นการวางรากฐานเพื่ออนาคต ในฐานะหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเดินหน้าเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีนในปี 2570 ซึ่งนับเป็นหมุดหมายสำคัญที่คนไทยทุกคนควรจับตามอง

ก้าวสำคัญสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและ EV

ความน่าสนใจของทริปนี้คือการเน้นย้ำถึงการดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะในด้านอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเศรษฐกิจสีเขียว นอกจากนี้ ผลสำเร็จจากการเยือนครั้งนี้ยังรวมถึง:

  • การเปิดสำนักงานบีโอไอ (BOI) แห่งใหม่ที่นครเฉิงตู
  • การจัดสัมมนาธุรกิจที่เปิดโอกาสให้เอกชนไทย-จีนจับคู่ธุรกิจกว่า 150 ราย
  • การร่วมมือกับบริษัท AI ชั้นนำในกรุงปักกิ่ง เพื่อยกระดับแผนยุทธศาสตร์ AI ของไทย

เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า “สีหศักดิ์” ชี้ผลเยือนจีนยกระดับหุ้นส่วนความร่วมมือรอบด้าน เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายในยุคโลกาภิวัตน์ได้อย่างยั่งยืน ทั้งยังมีการตกลงจัดตั้งกลไกหารือ 2+2 เพื่อกระชับความร่วมมือทางด้านความมั่นคงและการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ที่กำลังเป็นปัญหาหนักในปัจจุบัน การบูรณาการในระดับนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญมากของประเทศไทยในการก้าวไปสู่เวทีโลกอย่างมั่นคง

ในฐานะประชาชนคนไทย เราคงต้องลุ้นกันต่อว่าในปีหน้า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะเดินทางมาเยือนไทยตามคำเชิญหรือไม่ หากสำเร็จจริง นี่จะเป็นโอกาสทองที่ประเทศไทยจะได้ยกระดับความสัมพันธ์และความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจไปอีกขั้น เราหวังว่าผลจากการเจรจาในครั้งนี้จะถูกแปรเปลี่ยนเป็นโครงการที่เป็นรูปธรรม เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างอนาคตให้กับคนไทยทุกคนอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – “สีหศักดิ์” ชี้ผลเยือนจีนยกระดับหุ้นส่วนความร่วมมือรอบด้าน หวัง ปธน.สี จิ้นผิง เยือนไทยปีหน้า

อนุทิน จับมือ Huawei พัฒนา AI–คลาวด์ พัฒนาทักษะคนไทย

อนุทิน จับมือ Huawei พัฒนา AI–คลาวด์ พัฒนาทักษะคนไทย

กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างมากในแวดวงเทคโนโลยีบ้านเรา เมื่อคุณอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เดินทางไปเยือนกรุงปักกิ่ง พร้อมประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Huawei เพื่อเร่งเครื่องนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบคลาวด์เข้ามาเสริมทัพความแข็งแกร่งให้กับประเทศไทย โดยมีเป้าหมายหลักคือการเตรียมความพร้อมให้แรงงานไทยมีทักษะสอดคล้องกับความต้องการของตลาดงานยุคใหม่ครับ

การที่ท่านนายกฯ ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ถือเป็นก้าวที่ฉลาดมาก เพราะโลกปัจจุบันหมุนไปไวด้วยเทคโนโลยี ซึ่งการที่ อนุทิน จับมือ Huawei พัฒนา AI–คลาวด์ พัฒนาทักษะคนไทย ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการดึงเม็ดเงินลงทุนเข้ามาในประเทศเท่านั้น แต่มันคือการสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าถึงองค์ความรู้ระดับสากล ผ่านโครงการ Huawei ICT Academy Thailand ที่จะช่วยปั้นคนไทยให้เก่งขึ้นและพร้อมรับมือกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตแบบเต็มตัว

ทำไมความร่วมมือนี้ถึงสำคัญต่ออนาคตคนไทย?

นอกจากเรื่องของเทคโนโลยีแล้ว รัฐบาลยังเน้นย้ำถึงการใช้ AI เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การบริการภาครัฐ สาธารณสุข การเกษตร และการศึกษา สิ่งเหล่านี้คือเครื่องพิสูจน์ว่าทำไมโครงการ อนุทิน จับมือ Huawei พัฒนา AI–คลาวด์ พัฒนาทักษะคนไทย ถึงตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของทุกคนได้อย่างแท้จริงครับ

  • เพิ่มขีดความสามารถ: เตรียมความพร้อมให้คนไทยทำงานในสายงานที่มีมูลค่าสูงขึ้น
  • ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน: ใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญด้านคลาวด์และดาต้าเซ็นเตอร์ของ Huawei
  • สร้างอาชีพใหม่: ต่อยอดนวัตกรรมดิจิทัลให้เกิดเป็นโอกาสทางธุรกิจในระดับรากหญ้าจนถึงระดับมหภาค

อีกจุดที่น่าชื่นชมคือวิสัยทัศน์เรื่องการใช้ AI ธรรมาภิบาล ที่ทางภาครัฐและ Huawei มีความเห็นตรงกันว่าต้องเน้นการคุ้มครองประชาชนและการเติบโตอย่างยั่งยืนครับ ผมมองว่าการปรับจูนทิศทางของประเทศไทยให้เข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบนั้น ต้องอาศัยทั้งภาคเอกชนที่แข็งแกร่งและนโยบายภาครัฐที่เปิดกว้าง ซึ่งผลลัพธ์จากภารกิจ อนุทิน จับมือ Huawei พัฒนา AI–คลาวด์ พัฒนาทักษะคนไทย ในคราวนี้ น่าจะเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในอีกไม่นานเกินรอ

สุดท้ายนี้ ในมุมมองของผม การที่ประเทศไทยมีจุดยืนที่ชัดเจนในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีเช่นนี้ จะช่วยดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลกและสร้างรายได้ให้ประเทศมหาศาล พวกเราในฐานะคนไทยก็ต้องเตรียมตัวอัปสกิลให้พร้อม รับโอกาสที่จะเข้ามาเพื่ออนาคตที่สดใสกว่าเดิมครับ!

ที่มา – “อนุทิน” จับมือ Huawei พัฒนา AI–คลาวด์ พัฒนาทักษะคนไทย ตามที่ตลาดต้องการ

IMF ยกไทยติด 1 ใน 4 ผู้ส่งออกฮาร์ดแวร์ AI ของโลก

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวดีสุดๆ มาฝากเกี่ยวกับเศรษฐกิจบ้านเราครับ ใครที่กำลังตามเทรนด์เทคโนโลยีอยู่ต้องห้ามพลาดเลย เพราะล่าสุดทาง IMF ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่าภาคภูมิใจว่า IMF ยกไทยติด 1 ใน 4 ผู้ส่งออกฮาร์ดแวร์ AI ของโลก ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าประเทศไทยของเรากำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงครับ

IMF ยกไทยติด 1 ใน 4 ผู้ส่งออกฮาร์ดแวร์ AI ของโลก

การที่ไทยเราก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการส่งออกฮาร์ดแวร์ AI ร่วมกับประเทศยักษ์ใหญ่อย่าง ไต้หวัน มาเลเซีย และเกาหลีใต้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญครับ แต่มันเกิดจากการวางแผนเชิงกลยุทธ์ที่เน้นอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ซึ่งรัฐบาลได้เร่งสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ครบวงจร ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไปจนถึงการพัฒนาบุคลากรทักษะสูง เพื่อมารองรับการลงทุนจากทั่วโลก

ทำไม IMF ยกไทยติด 1 ใน 4 ผู้ส่งออกฮาร์ดแวร์ AI ของโลก ถึงสำคัญกับ GDP?

นอกจากข่าวการส่งออกแล้ว สิ่งที่น่าจับตาคือตัวเลขเศรษฐกิจครับ ทาง IMF มองว่าแนวโน้ม GDP ของไทยจะขยายตัวได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากการส่งออกเทคโนโลยีและการลงทุนในภาค AI ที่แข็งแกร่ง ซึ่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐได้เข้ามาเสริมกำลังให้ภาคส่วนเหล่านี้เดินหน้าได้อย่างเต็มที่ครับ มาดูกันว่าปัจจัยอะไรบ้างที่ขับเคลื่อนเรา:

  • การจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ: เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นห่วงโซ่อุปทานสำคัญของโลก
  • การพัฒนาพลังงานและดิจิทัล: เพื่อรองรับโรงงานเทคโนโลยีที่ต้องการพลังงานสะอาดและอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง
  • ความร่วมมือระดับโลก: ไทยร่วมแลกเปลี่ยนธรรมาภิบาล AI ที่โปร่งใสและสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน

ในมุมมองของผม นี่คือโอกาสทองของคนไทยเลยครับ การที่เรามีฐานการผลิต AI ที่แข็งแกร่ง จะช่วยให้เกิดการจ้างงานที่มีคุณภาพมากขึ้น แรงงานไทยจะได้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตแบบก้าวกระโดดและแข่งขันได้ในระดับสากล ไม่ใช่แค่ในฐานะผู้ผลิตดั้งเดิม แต่เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งอนาคตครับ

หากเรายังคงรักษามาตรฐานและเดินหน้าพัฒนาทักษะแรงงานควบคู่ไปกับการสนับสนุนจากภาครัฐ ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าประเทศไทยจะสามารถรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาดมหาอำนาจเทคโนโลยีนี้ได้อย่างยั่งยืนครับ ใครที่กำลังมองหาโอกาสในอุตสาหกรรมนี้ ช่วงเวลานี้ถือเป็นจังหวะที่เหมาะสมที่สุดแล้วครับ

ที่มา – IMF ยกไทยติด 1 ใน 4 ผู้ส่งออกฮาร์ดแวร์ AI ของโลก-GDP ขยายตัว

ภูมิธรรม ร่วมยินดีครบรอบ 105 ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีนกระชับสัมพันธ์ไทย-จีนทุกมิติ

ในบรรยากาศแห่งมิตรภาพอันยาวนาน นายภูมิธรรม เวชยชัย พร้อมด้วยตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย ได้เข้าร่วมแสดงความยินดีในวาระสำคัญยิ่ง นั่นคือการที่ ภูมิธรรม ร่วมยินดีครบรอบ 105 ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีนกระชับสัมพันธ์ไทย-จีนทุกมิติ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนานมากกว่าครึ่งศตวรรษ

ภูมิธรรม ร่วมยินดีครบรอบ 105 ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีนกระชับสัมพันธ์ไทย-จีนทุกมิติ

การพบปะครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนเท่านั้น แต่ยังเป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญของคำกล่าวที่ว่า “ไทยจีนใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” โดยนายภูมิธรรมได้ชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จของจีนในการพัฒนาประเทศอย่างก้าวกระโดด ทั้งในมิติเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ซึ่งส่งผลต่อบทบาทของจีนในเวทีโลกอย่างมีนัยสำคัญ

ก้าวต่อไปของความร่วมมือระดับพรรคการเมือง

ท่ามกลางความท้าทายของโลกในศตวรรษที่ 21 ภูมิธรรม ร่วมยินดีครบรอบ 105 ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีนกระชับสัมพันธ์ไทย-จีนทุกมิติ โดยมุ่งเน้นการยกระดับความร่วมมือผ่านกลไก “Party-to-Party Relations” หรือการทูตแบบ Track 2 เพื่อให้เกิดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น โดยมีประเด็นสำคัญที่พรรคเพื่อไทยให้ความสนใจดังนี้:

  • เศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยี: การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล
  • พลังงานสะอาด: ความร่วมมือด้านนโยบายพลังงานยั่งยืนเพื่อตอบโจทย์สิ่งแวดล้อม
  • การเกษตรสมัยใหม่และการท่องเที่ยว: การนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และคุณภาพชีวิตของประชาชน

นายภูมิธรรมยังได้เน้นย้ำว่า นโยบายต่างประเทศของไทยภายใต้การทำงานของพรรคเพื่อไทยนั้น ยึดถือความสมดุล การเปิดกว้าง และให้ผลประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง ความสัมพันธ์กับจีนในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนรากฐานที่มั่นคงสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่นคงของภูมิภาคในอนาคต

ในมุมมองของเรา นี่ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่ชาญฉลาดในการสร้างโอกาสใหม่ให้กับประเทศ การดึงเอาศักยภาพด้านเทคโนโลยีของจีนมาผสมผสานกับนโยบายของไทย จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เราสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือนี้จะเกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้และสร้างประโยชน์สุขให้แก่ประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน

ที่มา – “ภูมิธรรม” ร่วมยินดีครบรอบ 105 ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีนกระชับสัมพันธ์ไทย-จีนทุกมิติ

อายุ 60 ปีขึ้นไป ก็ขายออนไลน์ได้ รัฐบาลเปิดคอร์สฟรี

อายุ 60 ปีขึ้นไป ก็ขายออนไลน์ได้ รัฐบาลเปิดคอร์สฟรี

ใครบอกว่าโลกออนไลน์มีไว้สำหรับคนรุ่นใหม่เท่านั้น? ปัจจุบันนี้ ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ ก็สามารถเริ่มต้นอาชีพพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ได้สบายๆ เพราะล่าสุดมีการเปิดตัวโครงการดีๆ ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า อายุ 60 ปีขึ้นไป ก็ขายออนไลน์ได้ รัฐบาลเปิดคอร์สฟรี เพื่อสอนทักษะการทำธุรกิจบนแพลตฟอร์มระดับประเทศอย่าง Shopee แบบครบทุกขั้นตอน

การที่ภาครัฐจับมือกับทาง Shopee จัดทำหลักสูตรพิเศษนี้ ถือเป็นการปลดล็อกศักยภาพของผู้สูงวัยให้ก้าวทันยุคดิจิทัลได้อย่างมั่นใจ ไม่ใช่แค่สอนให้กดสั่งของเป็น แต่เป็นการสอนให้คุณสร้างรายได้ด้วยตัวเอง ตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงขั้นสูง โดยมีเนื้อหาที่น่าสนใจมากมายดังนี้:

เจาะลึกเนื้อหาหลักสูตร อายุ 60 ปีขึ้นไป ก็ขายออนไลน์ได้

  • การเปิดร้านค้าออนไลน์: สอนตั้งแต่ขั้นตอนลงทะเบียน การตั้งชื่อร้านให้จำง่าย และการจัดการหน้าร้านให้น่าเชื่อถือ
  • การบริหารจัดการสินค้า: เทคนิคการถ่ายภาพสินค้าให้สวยงาม การเขียนคำบรรยายที่ดึงดูดลูกค้า และการตั้งราคาที่เหมาะสม
  • การตลาดออนไลน์: เรียนรู้วิธีการใช้เครื่องมือของ Shopee เพื่อโปรโมทสินค้าให้เข้าถึงลูกค้ามากขึ้น
  • ระบบนายหน้า (Affiliate): เหมาะมากสำหรับผู้ที่อยากเริ่มแต่ไม่มีต้นทุน เพราะระบบนี้ไม่ต้องสต็อกสินค้า ไม่ต้องส่งของเอง เพียงแค่นำสินค้ามาแนะนำต่อก็ได้ค่าคอมมิชชั่น
  • ความปลอดภัยไซเบอร์: สอนวิธีป้องกันตัวจากมิจฉาชีพและการทำธุรกรรมดิจิทัลที่ปลอดภัย 100%

โครงการนี้ตอบโจทย์สังคมสูงวัยของประเทศไทยเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับผู้สูงอายุแล้ว ยังเป็นการสร้างความภาคภูมิใจและทำให้รู้สึกว่าตนเองยังมีคุณค่าในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล สำหรับใครที่สนใจ นี่คือโอกาสทองที่คุณจะได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญตัวจริง โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น การที่เรากล้าออกจาก Comfort Zone มาเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ในวัยเกษียณ ไม่เพียงแต่ช่วยให้เรามีเงินเก็บเพิ่มขึ้น แต่ยังเป็นการบริหารสมองและฝึกทักษะใหม่ๆ ให้ชีวิตมีสีสันมากขึ้นอีกด้วย

หากคุณเป็นผู้ที่สนใจหรือมีญาติผู้ใหญ่ที่ต้องการหาอะไรทำแก้เหงาและสร้างรายได้เสริม ลองติดตามข่าวสารจากทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดีครับ เพราะโครงการดีๆ แบบนี้ไม่ได้มีมาบ่อยๆ การเริ่มต้นวันนี้อาจนำไปสู่ธุรกิจที่สร้างรายได้มั่นคงให้กับคุณและครอบครัวในอนาคตได้อย่างแน่นอน

ที่มา – อายุ 60 ปีขึ้นไป ก็ขายออนไลน์ได้ รัฐบาลเปิดคอร์สฟรี สอนสร้างรายได้บน Shopee ครบทุกขั้นตอน

“การดี” เผยพรรคประชาธิปัตย์ จ่อจัดหนักงบดีอี –คลาวด์

เชื่อว่าหลายคนที่ติดตามข่าวการเมืองคงจะผ่านตาประเด็นร้อนแรงล่าสุด เมื่อนางการดี เลียวไพโรจน์ สส. ปัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเปล่งเสียงสะท้อนความไม่ชอบมาพากลในงบประมาณปี 2570 โดยเฉพาะหัวข้อที่หลายคนจับตามองอย่าง “การดี” เผยพรรคประชาธิปัตย์ จ่อจัดหนักงบดีอี –คลาวด์ เพื่อเตรียมความพร้อมในการอภิปรายในสภาฯ ครั้งหน้าให้เข้มข้นที่สุดครับ

“การดี” เผยพรรคประชาธิปัตย์ จ่อจัดหนักงบดีอี –คลาวด์ ส่อแววซ้ำซ้อน

นางการดีได้ตั้งข้อสังเกตว่า งบประมาณในส่วนของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ปี 2570 นั้นมีการเพิ่มขึ้นถึง 30% โดยเฉพาะงบการทำคลาวด์ที่เพิ่มขึ้นมากถึง 5 พันล้านบาท แต่ปัญหาก็คือเรื่องของ “ประสิทธิภาพ” ครับ เพราะจากการตรวจสอบพบว่าโครงการคลาวด์ถูกทำกระจายไปหลายกระทรวง แทนที่จะรวมศูนย์ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันระดับประเทศ ซึ่งนั่นหมายความว่าอาจเกิดความซ้ำซ้อนในการใช้งบประมาณโดยใช่เหตุ

เจาะลึกงบ AI และดิจิทัลที่ดูยังไม่ชัดเจน

นอกจากนี้ ในส่วนของ AI ที่มีการของบประมาณกว่า 2.5 พันล้านบาท ครอบคลุม 206 โครงการ นางการดีมองว่าตัวเลขเหล่านี้ยังขาดความชัดเจนเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน รวมถึงแผนบูรณาการรัฐบาลดิจิทัลที่มีมูลค่ากว่า 8.7 พันล้านบาท กลับพบว่ามีงบดำเนินงานสูงถึง 72.6% ในขณะที่งบลงทุนมีเพียง 9.4% เท่านั้น ซึ่งเป็นประเด็นที่ทางพรรคประชาธิปัตย์เตรียมจะอภิปรายชี้แจงในสภาฯ ให้ชัดเจนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ

ประเด็นสำคัญที่น่าคิดจากกรณี “การดี” เผยพรรคประชาธิปัตย์ จ่อจัดหนักงบดีอี –คลาวด์

  • ความไร้ประสิทธิภาพในการจัดสรรงบประมาณดิจิทัลที่ดูเหมือนจะเน้นเพียงการดำเนินงานแต่ขาดการลงทุนที่เห็นผลจริง
  • การประหยัดเวลาด้วยการไม่เปิดเผยไฟล์ดิจิทัลให้ฝ่ายค้านตรวจสอบก่อนเวลาอันควร ทั้งที่โลกก้าวไกลสู่ยุคดิจิทัลแล้ว
  • ความจำเป็นในการรวมศูนย์ข้อมูลรัฐบาล (Cloud) เพื่อลดความซ้ำซ้อนของงบประมาณ

อีกเรื่องที่น่าผิดหวังคือเรื่องของการเปิดเผยเอกสารงบประมาณ ที่ต้องบอกว่าในยุคดิจิทัลแบบนี้ การที่ต้องรอรับเอกสารขนาดใหญ่ถึง 2 ลัง เพียงไม่กี่วันก่อนการอภิปรายถือเป็นเรื่องที่ล้าหลังมากครับ หากรัฐบาลต้องการจะเป็นรัฐบาลดิจิทัลจริงๆ ควรเริ่มจากการเปิดเผยข้อมูลในรูปแบบไฟล์ที่ตรวจสอบได้ตั้งแต่วันแรก เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมสำหรับทุกฝ่าย ประเด็นนี้ถือเป็นบทพิสูจน์ความจริงใจของภาครัฐในการขับเคลื่อนนโยบายดิจิทัลอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – “การดี” เผยพรรคประชาธิปัตย์ จ่อจัดหนัก“งบดีอี –คลาวด์”

รมว.ดีอี เสนอแผน 4 ด้านกลางงาน WEF 2026 ดันกรอบ DEFA

รมว.ดีอี เสนอแผน 4 ด้านกลางงาน WEF 2026 ดันกรอบ DEFA

เมื่อเร็วๆ นี้ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้สร้างปรากฏการณ์สำคัญในเวทีระดับโลกอย่างงาน World Economic Forum 2026 ณ เมืองต้าเหลียน ประเทศจีน โดยท่านได้นำเสนอวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นการพลิกโฉมเศรษฐกิจดิจิทัลผ่านความร่วมมือของกลุ่มอาเซียนและเอเปค ซึ่งถือเป็นการผลักดันความสำเร็จของรมว.ดีอี เสนอแผน 4 ด้านกลางงาน WEF 2026 ดันกรอบ DEFA ให้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของภูมิภาค

ในการประชุมครั้งนี้ ท่านรัฐมนตรีชี้ให้เห็นว่า การจะก้าวไปข้างหน้าในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราไม่สามารถทำงานแยกส่วนได้อีกต่อไป การที่รมว.ดีอี เสนอแผน 4 ด้านกลางงาน WEF 2026 ดันกรอบ DEFA จึงเป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญของระบบนิเวศดิจิทัล (Interoperability) ที่เน้นความเชื่อมโยงแทนการพยายามสร้างมาตรฐานเดียวกันเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกดำเนินธุรกิจได้ง่ายขึ้น

เจาะลึก 4 เสาหลักกลยุทธ์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลระดับภูมิภาค

เพื่อให้เป้าหมายการเชื่อมโยงเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นจริง หัวใจสำคัญที่ประเทศไทยได้เสนอภายใต้แนวคิด รมว.ดีอี เสนอแผน 4 ด้านกลางงาน WEF 2026 ดันกรอบ DEFA ประกอบไปด้วย 4 เสาหลักที่ทรงพลัง ดังนี้:

  • การสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่น่าเชื่อถือ (Trusted Digital Ecosystem): ปูพื้นฐานความเชื่อมั่นเพื่อสนับสนุนการทำธุรกรรมและการค้าขายออนไลน์
  • การกำกับดูแลและใช้ประโยชน์จาก AI อย่างรับผิดชอบ: ส่งเสริมให้ธุรกิจใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็นเครื่องมือสร้างนวัตกรรมภายใต้กฎจริยธรรม
  • การเสริมสร้างความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล: ยกระดับโครงข่ายให้มีความแข็งแกร่งและพร้อมรับมือต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์
  • การพัฒนาทักษะดิจิทัลและทุนมนุษย์: ลงทุนในเรื่องคนเพื่อให้พร้อมรับมือกับตลาดแรงงานแห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี

บทบาทของประเทศไทยในเวทีนี้ ไม่เพียงแค่แสดงถึงวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล แต่ยังเป็นสัญญาณบวกสำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการ เพราะหากข้อเสนอเหล่านี้ถูกนำไปปรับใช้จริง จะช่วยลดช่องว่างด้านกฎระเบียบของแต่ละประเทศลงได้อย่างมีนัยสำคัญ

นับว่าเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงการเตรียมความพร้อมในการก้าวสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มตัว หากเราสามารถบูรณาการความร่วมมือผ่านกรอบ DEFA ได้สำเร็จ ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกจะกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลที่เติบโตและยั่งยืนที่สุดแห่งหนึ่งของโลก นี่คือความพยายามที่คนไทยทุกคนควรจับตามองและสนับสนุนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไปครับ

ที่มา – รมว.ดีอี เสนอแผน 4 ด้านกลางงาน WEF 2026 ดันกรอบ DEFA ปลุกการค้าเอเชีย-แปซิฟิก

Scroll to top