เศรษฐกิจท้องถิ่น

กาละแมรามัญ ห่อกาบหมากหนึ่งเดียวในไทย ภูมิปัญญามอญ

กาละแมรามัญ ห่อกาบหมากหนึ่งเดียวในไทย ภูมิปัญญามอญ

หากคุณกำลังมองหาของฝากสุดประณีตจากสมุทรสงคราม ต้องไม่พลาด กาละแมรามัญ ห่อกาบหมากหนึ่งเดียวในไทย ภูมิปัญญามอญ ที่ยังคงรักษาเสน่ห์ของขนมโบราณเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการผลิตที่พิถีพิถัน หรือวัตถุดิบคุณภาพเยี่ยมที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี

เสน่ห์ความอร่อยแบบดั้งเดิมที่ กาละแมรามัญ ห่อกาบหมากหนึ่งเดียวในไทย ภูมิปัญญามอญ มอบให้

ที่วัดศรัทธาธรรม หรือวัดมอญ จังหวัดสมุทรสงคราม คือแหล่งกำเนิดของ กาละแมรามัญ ห่อกาบหมากหนึ่งเดียวในไทย ภูมิปัญญามอญ ซึ่งยังคงใช้แรงคนกวนในกระทะใบใหญ่ยาวนานถึง 6-8 ชั่วโมง ด้วยวัตถุดิบธรรมชาติเพียง 3 อย่าง คือ แป้งข้าวเหนียว กะทิสด และน้ำตาลมะพร้าว ความพิเศษที่ไม่มีใครเหมือนคือการห่อด้วย “กาบหมาก” แทนใบตอง ซึ่งช่วยซับน้ำมันและทำให้ขนมมีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ขั้นตอนการทำยังคงความขลังในแบบฉบับโบราณ:

  • ใช้แรงงานคนช่วยกันกวนเพื่อให้เนื้อกาละแมเหนียวนุ่ม
  • หมั่นช้อนน้ำมันกะทิออกตลอดเวลาเพื่อให้ได้รสสัมผัสที่หวานมันกำลังดี
  • ห่อด้วยกาบหมากธรรมชาติเพื่อถนอมอาหารและยืดอายุการเก็บรักษา

ในปัจจุบัน กาละแมรามัญได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ OTOP ระดับ 5 ดาว ของจังหวัดสมุทรสงคราม ไม่เพียงแต่เป็นขนมทานเล่น แต่ยังเป็นภูมิปัญญาที่วัดศรัทธาธรรมพยายามสืบสานให้คงอยู่ต่อไป หากใครมีโอกาสผ่านมาแถวบางจะเกร็ง อย่าลืมแวะเวียนไปสัมผัสวิถีการผลิตด้วยตนเอง พร้อมอุดหนุนของฝากที่เปี่ยมไปด้วยเรื่องราวทางวัฒนธรรม เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการอนุรักษ์อาชีพของกลุ่มแม่บ้านรามัญให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปครับ

ที่มา – ขนมโบราณ “กาละแมรามัญ” ห่อกาบหมากหนึ่งเดียวในไทย ภูมิปัญญาชาวมอญที่ยังมีลมหายใจ

มหกรรมของดีชุมชน “จริงใจ มาหา…นคร” ครั้งที่ 13

พบกับมหกรรมของดีชุมชน “จริงใจ มาหา…นคร” ครั้งที่ 13

สายช้อปสายกินต้องไม่พลาด! เตรียมพบกับงาน “จริงใจ มาหา…นคร” ครั้งที่ 13 ที่ปีนี้มาในธีมสุดเก๋ “บ้านถัก เมืองทอ” ซึ่งถือเป็นมหกรรมรวมของดีจากชุมชนทั่วไทยกว่า 1,000 รายการ มาให้เลือกช้อปกันจุใจใจกลางเมืองที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ตั้งแต่วันที่ 14-19 กรกฎาคมนี้ ใครที่กำลังมองหาอาหารพื้นถิ่นรสเด็ด หรือสินค้างานฝีมือภูมิปัญญาชาวบ้าน บอกเลยว่างานนี้จัดมาให้คุณแบบเน้นๆ โดยกลุ่มเซ็นทรัลและพันธมิตรที่ตั้งใจคัดสรรสินค้าคุณภาพจากเกษตรกรตัวจริงมาให้ถึงมือคุณ

ไฮไลท์สุดพิเศษในงาน “จริงใจ มาหา…นคร” ครั้งที่ 13

ภายในงานคุณจะได้พบกับ 127 ร้านค้าจาก 55 ชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งแต่ละร้านคัดของดีประจำจังหวัดมาไว้ให้แล้ว ไม่ว่าจะเป็น:

  • ผลผลิตทางการเกษตร: อะโวคาโดสด, เมล่อนหวานฉ่ำ, ผักพื้นบ้านสดใหม่จากสวน และมันหวานคุณภาพเยี่ยม
  • เมนูอาหารพร้อมทาน: ปูดำนึ่งเนื้อแน่น, ปลาสลิดแดดเดียว, ขนมเปี๊ยะฟักทอง และเมนูเด็ดจากท้องถิ่นทั่วไทย
  • งานฝีมือร่วมสมัย: ผ้ามัดย้อมธรรมชาติ, ผ้าทอไทลื้อ, และกระเป๋าจักสานผักตบชวาดีไซน์ทันสมัย

นอกจากการเดินเลือกซื้อของดีจากมหกรรมของดีชุมชน “จริงใจ มาหา…นคร” ครั้งที่ 13 แล้ว ภายในงานยังมีกิจกรรมดีๆ อีกเพียบ ตั้งแต่โซนนวดผ่อนคลายโดยผู้พิการทางสายตา ไปจนถึงมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินดังที่แวะเวียนกันมาสร้างความบันเทิงตลอด 6 วันเต็ม งานนี้ไม่เพียงแต่ได้ของอร่อยกลับบ้าน แต่ยังได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนความยั่งยืนด้วยนะ เพราะงานนี้จัดในรูปแบบ Carbon Neutral Event ที่เน้นการลดขยะและใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งรายได้ส่วนหนึ่งยังนำไปสมทบทุนปลูกป่าในโครงการ Plant Together อีกด้วย

สำหรับใครที่ช้อปครบ 1,000 บาท อย่าลืมนำใบเสร็จไปหมุนกาชาปองเพื่อลุ้นรับของที่ระลึกสุดน่ารักจาก “Mr.Tham” มาสคอตตัวแทนพลังแห่งการลงมือทำ ความดีดีแบบนี้ไม่ได้มีให้เห็นกันบ่อยๆ ใครสะดวกผ่านไปแถวเซ็นทรัลเวิลด์ ระหว่างวันที่ 14-19 กรกฎาคมนี้ ต้องแวะไปสัมผัสด้วยตัวเอง รับรองว่าได้ทั้งความประทับใจและของฝากติดไม้ติดมือกลับบ้านแน่นอนครับ

ที่มา – ของดีชุมชนกว่า 1,000 รายการ ยกทัพมาจัดแสดงและจำหน่าย ในงาน “จริงใจ มาหา…นคร” ครั้งที่ 13

ททท. จับมือ AirAsia MOVE ดันบิ๊กดาต้าพลิกโฉมท่องเที่ยวไทยไร้รอยต่อ 77 จังหวัด

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงตื่นเต้นไม่น้อยไปกับข่าวล่าสุด เมื่อการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ประกาศจับมือครั้งสำคัญกับแพลตฟอร์มท่องเที่ยวระดับโลกอย่าง AirAsia MOVE เพื่อร่วมกันดึงศักยภาพของเทคโนโลยีมาปรับใช้ โดยมีเป้าหมายหลักคือ ททท. จับมือ AirAsia MOVE ดันบิ๊กดาต้าพลิกโฉมท่องเที่ยวไทยไร้รอยต่อ 77 จังหวัด ให้เกิดขึ้นจริงอย่างเต็มรูปแบบครับ

ททท. จับมือ AirAsia MOVE ดันบิ๊กดาต้าพลิกโฉมท่องเที่ยวไทยไร้รอยต่อ 77 จังหวัด

ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการโปรโมทการท่องเที่ยวแบบเดิมๆ แต่เป็นการนำข้อมูลมหาศาลหรือ ‘Big Data’ มาวิเคราะห์เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง ผ่านแนวคิด “Amazing 5 Economy” โดยเฉพาะในมิติของ Platform Economy ที่จะเข้ามาเชื่อมต่อโลกออนไลน์และหน้างานจริงเข้าหากัน ทำให้การเดินทางท่องเที่ยวทั่วไทย 77 จังหวัดกลายเป็นเรื่องง่ายและราบรื่นยิ่งกว่าเดิม

ทำไมการใช้บิ๊กดาต้าถึงเป็นกุญแจสำคัญ?

การที่ ททท. จับมือ AirAsia MOVE ดันบิ๊กดาต้าพลิกโฉมท่องเที่ยวไทยไร้รอยต่อ 77 จังหวัด จะช่วยให้เกิดการทำงานที่แม่นยำขึ้นมากครับ เพราะ AirAsia MOVE มีฐานผู้ใช้งานกว่า 17 ล้านคนต่อเดือน ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ภาครัฐและผู้ประกอบการท้องถิ่นทราบว่า นักท่องเที่ยวมีไลฟ์สไตล์อย่างไร ชอบไปเที่ยวที่ไหน และต้องการอะไรในช่วงเวลาใดบ้าง ซึ่งประโยชน์ที่จะได้รับมีดังนี้:

  • การกระจายรายได้สู่เมืองน่าเที่ยว: ช่วยเปิดโอกาสให้เมืองรอง หรือเมืองรองที่ซ่อนตัวอยู่ได้เป็นที่รู้จักมากขึ้น
  • ท่องเที่ยวได้ 365 วัน: ปรับรูปแบบการตลาดให้รองรับการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี ไม่พึ่งพาแค่ฤดูกาลท่องเที่ยวหลัก
  • ประสบการณ์เดินทางที่สะดวกสบาย: การเชื่อมต่อข้อมูลเที่ยวบินและบริการท่องเที่ยวที่ไร้รอยต่อ (Seamless Travel)

นอกจากนี้ การผนึกกำลังครั้งนี้ยังมุ่งเน้นไปที่การขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก และแหล่งท่องเที่ยวสีเขียว เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว ไม่ใช่แค่การดึงคนมาเที่ยวเยอะๆ แล้วจบไป แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยว (Tourism Ecosystem) ที่แข็งแกร่งให้คนไทยมีรายได้หมุนเวียนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ผมมองว่านี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวระดับภูมิภาคด้วยเทคโนโลยีอย่างแท้จริง ถ้าเราสามารถใช้ข้อมูลที่ได้รับมาปรับแคมเปญให้เข้าถึงนักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่มได้อย่างเฉพาะเจาะจง การผลักดันเศรษฐกิจฐานรากไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป แล้วคุณล่ะครับ พร้อมที่จะออกไปสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวแบบใหม่ที่ไร้รอยต่อกันหรือยัง?

ที่มา – ททท. จับมือ AirAsia MOVE ดันบิ๊กดาต้าพลิกโฉมท่องเที่ยวไทยไร้รอยต่อ 77 จังหวัด

ไทย–เวียดนาม เปลี่ยนจากคู่แข่งเป็นหุ้นส่วน จับมือเชื่อมโยงระบบ PromptPay-VietQR

เชื่อว่าหลายคนน่าจะตื่นเต้นไม่น้อย เมื่อได้ยินข่าวการผนึกกำลังกันระหว่างสองยักษ์ใหญ่แห่งอาเซียนอย่างไทยและเวียดนาม ล่าสุดมีการเปิดเผยว่าทั้งสองประเทศพร้อมก้าวข้ามผ่านการเป็นแค่คู่แข่งทางการค้า มาสู่การเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่เน้นการเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน โดยประเด็นที่น่าสนใจที่สุดคงหนีไม่พ้นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินดิจิทัลที่มีการประกาศว่า ไทย–เวียดนาม เปลี่ยนจากคู่แข่งเป็นหุ้นส่วน จับมือเชื่อมโยงระบบ PromptPay-VietQR เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวและนักธุรกิจของทั้งสองประเทศ

ไทย–เวียดนาม เปลี่ยนจากคู่แข่งเป็นหุ้นส่วน จับมือเชื่อมโยงระบบ PromptPay-VietQR

การเชื่อมโยงระบบชำระเงินข้ามพรมแดนถือเป็นก้าวสำคัญที่จะปลดล็อกข้อจำกัดทางการเงิน ด้วยการเชื่อมระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ของไทยเข้ากับ VietQR ของเวียดนาม จะทำให้นักท่องเที่ยวไทยที่ไปเยือนเวียดนาม หรือนักท่องเที่ยวเวียดนามที่มาเที่ยวไทย สามารถสแกนจ่ายเงินได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชันธนาคารในมือถือ ไม่ต้องแลกเงินสดจำนวนมากให้ยุ่งยากอีกต่อไป นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมการใช้เงินสกุลท้องถิ่นอย่าง “บาท-ดอง” เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อีกด้วย

ยุทธศาสตร์ Three Connects พลิกโฉมเศรษฐกิจระดับภูมิภาค

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ได้นำเสนอยุทธศาสตร์ “Three Connects” ที่มุ่งเน้นการเชื่อมโยงใน 3 มิติหลัก เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น:

  • การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ให้แข็งแกร่งขึ้น
  • การเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่นและสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs)
  • การเชื่อมโยงยุทธศาสตร์การเติบโตสีเขียว (Green Growth) เพื่ออนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ด้วยยุทธศาสตร์นี้ จะเห็นได้ชัดว่า ไทย–เวียดนาม เปลี่ยนจากคู่แข่งเป็นหุ้นส่วน จับมือเชื่อมโยงระบบ PromptPay-VietQR ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยีการเงินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด และนวัตกรรมดิจิทัล ซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ภูมิภาคเรากลายเป็นฐานการผลิตระดับโลกได้ในอนาคต

ในมุมมองของผม นี่เป็นก้าวที่ฉลาดมากครับ เพราะในโลกยุคใหม่การร่วมมือกันย่อมสร้างโอกาสได้มากกว่าการโดดเดี่ยว การที่ไทยและเวียดนามจับมือกันจะทำให้เรามีแต้มต่อในตลาดโลกมากขึ้น เชื่อได้เลยว่านโยบายนี้จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจฐานรากและการท่องเที่ยวในระยะยาวอย่างแน่นอน ใครว่าคู่แข่งต้องเป็นศัตรูเสมอไป ในทางธุรกิจ นี่คือโอกาสทองของการสร้างความมั่งคั่งร่วมกันครับ

ที่มา – ไทย–เวียดนาม เปลี่ยนจากคู่แข่งเป็นหุ้นส่วน จับมือเชื่อมโยงระบบ PromptPay-VietQR

“ศิริกัญญา” ลุยหาเสียงพัทยา หนุน “อิทธิวัฒน์” นั่งนายกเมือง

“ศิริกัญญา” ลุยหาเสียงพัทยา หนุน “อิทธิวัฒน์” นั่งนายกเมือง

เมื่อเร็วๆ นี้ เกิดกระแสความคึกคักอย่างมากในพื้นที่ชลบุรี เมื่อ “ศิริกัญญา” ลุยหาเสียงพัทยา หนุน “อิทธิวัฒน์” นั่งนายกเมือง โดยชูประเด็นสำคัญว่าการมี สส. ในสภาฯ เพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ แต่จำเป็นต้องยกระดับการเปลี่ยนการเมืองท้องถิ่นเพื่อให้การแก้ไขปัญหาโครงสร้างพื้นฐานและการยกระดับคุณภาพชีวิตพี่น้องประชาชนเกิดขึ้นได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม

การลงพื้นที่ครั้งนี้ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ร่วมเดินรณรงค์พบปะพี่น้องประชาชนตั้งแต่บริเวณชายหาดพัทยา ไปจนถึงชุมชนประมงพื้นบ้าน โดยมีเป้าหมายหลักในการสนับสนุน “อิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร” ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา เบอร์ 1 ให้เข้ามาเป็นตัวแทนในการบริหารเมือง เพื่อขับเคลื่อนนโยบายที่เน้นประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง

ทำไมการเมืองท้องถิ่นจึงสำคัญ?

จากการรับฟังปัญหาตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรถติด น้ำท่วม หรือปัญหาการรีดไถ “ศิริกัญญา” ลุยหาเสียงพัทยา หนุน “อิทธิวัฒน์” นั่งนายกเมือง ย้ำชัดว่าปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ท้องถิ่นต้องจัดการเองได้ หากบริหารจัดการด้วยความโปร่งใส จะเป็นการลดต้นทุนให้กับประชาชนและเพิ่มโอกาสในการทำมาหากินอย่างยั่งยืน โดยพรรคประชาชนมีนโยบายหลักในการผลักดันประเด็นต่างๆ ดังนี้:

  • การกระจายรายได้: สนับสนุนให้ผู้ค้ารายย่อยได้รับโอกาสเข้าถึงพื้นที่การค้าอย่างเท่าเทียม
  • การแก้ไขปัญหาโครงสร้าง: จัดการเรื่องระบายน้ำและการจราจรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • การบริหารที่โปร่งใส: ปราบปรามส่วยและสินบนเพื่อให้งบประมาณเมืองพัทยาถูกใช้ไปเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

ด้านนายอิทธิวัฒน์เองก็ได้ระบุว่า หัวใจสำคัญของการทำงานคือการทำให้ทุกคนมีโอกาสเท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ ขยะ หรือเรื่องพื้นฐานต่างๆ ทีมพัทยาพรรคประชาชนพร้อมที่จะเข้ามาเปลี่ยนเมืองพัทยาให้เป็นเมืองที่น่าอยู่และเอื้อต่อการประกอบธุรกิจของทุกคน ไม่ใช่แค่กลุ่มทุนใหญ่เพียงอย่างเดียว

การที่ “ศิริกัญญา” ลุยหาเสียงพัทยา หนุน “อิทธิวัฒน์” นั่งนายกเมือง ในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นว่า พรรคประชาชนมุ่งมั่นที่จะไม่ทิ้งพื้นที่ท้องถิ่น เพราะเมื่อการเมืองท้องถิ่นเปลี่ยน การเมืองระดับชาติก็จะเข้มแข็งขึ้นตามไปด้วย เชื่อว่าพี่น้องชาวพัทยาจะได้รับทางเลือกใหม่ในการตัดสินใจเลือกผู้ที่จะเข้ามาพัฒนาเมืองของพวกเขาให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากเห็นพัทยาเปลี่ยนแปลง ร่วมติดตามและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงได้ในการเลือกตั้งครั้งนี้

ที่มา – “ศิริกัญญา” ลุยหาเสียงพัทยา หนุน “อิทธิวัฒน์” นั่งนายกเมือง ย้ำต้องเปลี่ยนการเมืองท้องถิ่นด้วย

เตรียมจัดงานแฟรนไชส์สร้างอาชีพที่ จ.ระยอง ผลักดันเศรษฐกิจภาคตะวันออก

เตรียมจัดงานแฟรนไชส์สร้างอาชีพที่ จ.ระยอง ผลักดันเศรษฐกิจภาคตะวันออก

ข่าวดีสำหรับชาวระยองและผู้ที่กำลังมองหาลู่ทางทำธุรกิจเตรียมตัวให้พร้อม เพราะงานใหญ่กำลังจะมาถึงแล้ว! กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้ประกาศแผนงานเตรียมจัดงานแฟรนไชส์สร้างอาชีพที่ จ.ระยอง ผลักดันเศรษฐกิจภาคตะวันออก อย่างเต็มกำลัง โดยงานนี้จะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 12 – 16 มิถุนายน 2569 ณ ลานกิจกรรม ชั้น 1 เซ็นทรัลระยอง งานนี้ถือเป็นโอกาสทองของคนรุ่นใหม่และผู้ที่อยากสร้างรายได้เสริมให้มั่นคงในระยะยาว

ไฮไลท์ที่คุณไม่ควรพลาดจากงานเตรียมจัดงานแฟรนไชส์สร้างอาชีพที่ จ.ระยอง ผลักดันเศรษฐกิจภาคตะวันออก

ภายในงานได้รวบรวมเหล่าบรรดาธุรกิจแฟรนไชส์ระดับแถวหน้าของเมืองไทยกว่า 40 แบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม บริการ ไปจนถึงธุรกิจความงาม โดยคัดสรรเฉพาะแฟรนไชส์ที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานและเป็นที่ต้องการของตลาดสูงมาให้คุณได้เลือกสรร ซึ่งมีไฮไลท์ที่น่าสนใจดังนี้:

  • โปรโมชั่นสุดพิเศษ: พบกับส่วนลดแพ็กเกจแฟรนไชส์ภายในงานสูงสุดกว่า 30% รวมมูลค่ากว่า 200,000 บาท ช่วยลดต้นทุนช่วงเริ่มต้นได้มหาศาล
  • คำปรึกษาจากธนาคาร: มีสถาบันการเงินชั้นนำร่วมออกบูธพร้อมให้คำแนะนำเรื่องแหล่งเงินทุนและสินเชื่อในเงื่อนไขสุดพิเศษ
  • Business Matching: เปิดเวทีให้เจรจาธุรกิจโดยตรงกับเจ้าของแฟรนไชส์ เพื่อสอบถามข้อมูลเชิงลึกและเปรียบเทียบธุรกิจที่คุณสนใจ

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เน้นไปที่การขายแฟรนไชส์เท่านั้น แต่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าตั้งใจให้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้และสร้างเครือข่ายธุรกิจที่แข็งแกร่งในพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญทางเศรษฐกิจ การมาเดินงานนี้จะช่วยให้คุณได้รับไอเดียธุรกิจใหม่ๆ และเห็นภาพความสำเร็จที่ชัดเจนขึ้น

สำหรับใครที่ยังลังเลว่าควรเริ่มธุรกิจอย่างไร งานนี้คือทางออกที่ดีที่สุด เพราะคุณจะได้เห็นของจริง ได้คุยกับคนทำจริง และได้ฟังคำแนะนำจากสถาบันการเงินโดยตรง หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากเป็นเจ้าของกิจการ อย่าลืมไปพบกันที่เซ็นทรัลระยอง ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่สายด่วน 1570 หรือส่งอีเมลไปได้ที่ [email protected] แล้วมาเปลี่ยนความฝันให้กลายเป็นความจริงด้วยกันนะครับ! การเริ่มต้นที่ดีย่อมมีชัยไปกว่าครึ่ง

ที่มา – เตรียมจัดงานแฟรนไชส์สร้างอาชีพที่ จ.ระยอง ผลักดันเศรษฐกิจภาคตะวันออก

“บิ๊กหยม” ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.หมายเลข 12 ควงลูกสาวลุยหนองจอก

“บิ๊กหยม” ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.หมายเลข 12 ควงลูกสาว “น้องยูมี” ลุยตลาดขนส่งพื้นที่ 4 หนองจอก

บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในช่วงโค้งสุดท้ายเริ่มทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุด “บิ๊กหยม” ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.หมายเลข 12 ควงลูกสาว “น้องยูมี” ลุยตลาดขนส่งพื้นที่ 4 หนองจอก เพื่อพบปะพี่น้องประชาชนและพ่อค้าแม่ค้าอย่างใกล้ชิด สร้างสีสันและได้รับความสนใจจากชาวหนองจอกเป็นอย่างมาก

วิสัยทัศน์และการขับเคลื่อน “บิ๊กหยม” ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.หมายเลข 12 ควงลูกสาว “น้องยูมี” ลุยตลาดขนส่งพื้นที่ 4 หนองจอก

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ พล.ต.ท.ชาญเทพ เสะเวช หรือบิ๊กหยม ได้นำเสนอวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจ โดยมองว่าหนองจอกมีศักยภาพสูงมาก ทั้งในด้านทรัพยากรธรรมชาติและพื้นที่ที่กว้างขวาง แต่ยังขาดการพัฒนาที่ทั่วถึง เป้าหมายของท่านคือการเปลี่ยนหนองจอกให้เป็น “เมืองแห่งอนาคต” ที่เพียบพร้อมด้วยสุขอนามัยที่ดีและความปลอดภัย เพื่อรองรับทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมถึงผู้เกษียณอายุที่ต้องการที่พักอาศัยท่ามกลางธรรมชาติ

ไฮไลท์สำคัญคือการประกาศนโยบายเศรษฐกิจ “บิ๊กหยม” ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.หมายเลข 12 ควงลูกสาว “น้องยูมี” ลุยตลาดขนส่งพื้นที่ 4 หนองจอก เพื่อแสดงจุดยืนว่าจะใช้อำนาจที่มีในการยกเว้นภาษี 10% ให้กับนักลงทุนที่สนใจเข้ามาลงทุนในพื้นที่นี้ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานและเม็ดเงินหมุนเวียนในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนทุกศาสนาอย่างเท่าเทียมกัน

ในด้านปัญหาเรื้อรังอย่างน้ำท่วมขังในกรุงเทพฯ บิ๊กหยมได้วิจารณ์การทำงานของผู้บริหารชุดเดิมอย่างตรงไปตรงมา พร้อมยืนยันว่าหากตนได้รับความไว้วางใจ ปัญหานี้ต้องแก้ไขให้จบสิ้นด้วยการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและเด็ดขาดกว่าเดิม โดยเน้นความร่วมมือกับตำรวจในการปราบปรามยาเสพติดและดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคนกรุงเป็นอันดับต้นๆ

การปรากฏตัวของ “น้องยูมี” ลูกสาวคนเล็กที่มาช่วยคุณพ่อหาเสียงเป็นครั้งแรก ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ครอบครัวที่อบอุ่นและมีความตั้งใจจริงในการเข้ามาทำงานรับใช้สังคม โดยน้องยูมีกล่าวว่าเชื่อมั่นในความมุ่งมั่นของคุณพ่อที่จะเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

  • นายวรชัย สมบัติเจริญกิจ ผู้สมัคร สก. เขตหนองจอก หมายเลข 2
  • นายกัณฑ์ชาติ มนต์กันภัย ผู้สมัคร สก. เขตบางกะปิ หมายเลข 2
  • นายวันชัย รัตนขจรไชย ผู้สมัคร สก. เขตลาดกระบัง หมายเลข 3
  • นายกิตติธัช อยู่ดี ผู้สมัคร สก. เขตประเวศ หมายเลข 2

ทีมงานพรรคเศรษฐกิจทั้งในส่วนผู้สมัครผู้ว่าฯ และ สก. ต่างลงพื้นที่เพื่อขอแรงสนับสนุนจากพี่น้องประชาชน เพื่อเตรียมก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านกรุงเทพฯ ให้เป็นมหานครที่น่าอยู่และเติบโตอย่างมั่นคง หากคุณต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงในเขตหนองจอกและพื้นที่อื่นๆ ของกรุงเทพฯ อย่าลืมศึกษาและทำความเข้าใจนโยบายของผู้สมัครแต่ละท่านเพื่อให้ได้ผู้ว่าฯ ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคุณอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – “บิ๊กหยม” ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.หมายเลข 12 ควงลูกสาว “น้องยูมี” ลุยตลาดขนส่งพื้นที่ 4 หนองจอก

งานดนตรี Soft power เสน่ห์แดนใต้ ยกระดับวัฒนธรรมไทย

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินเรื่องราวของพลัง Soft Power กันมาบ้างแล้วนะครับ แต่ล่าสุดทางภาคใต้ของเราจัดเต็มมากกับการจัดงานคอนเสิร์ตที่ชื่อว่า “งานดนตรี Soft power เสน่ห์แดนใต้” ซึ่งจัดขึ้น ณ บริเวณตลาดถนนคนเดิน ริมเขื่อนแม่น้ำตาปี จังหวัดสุราษฎร์ธานี งานนี้ไม่ได้มีดีแค่ดนตรีสนุกๆ เท่านั้น แต่เป็นการยกระดับศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นให้กลายเป็นที่รู้จักไปไกลถึงระดับสากลเลยทีเดียว

งานดนตรี Soft power เสน่ห์แดนใต้ กับพลังขับเคลื่อนวัฒนธรรม

การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นการผสมผสานระหว่างดนตรีสมัยใหม่กับกลิ่นอายความเป็นไทยได้อย่างลงตัวครับ ทางภาครัฐโดยสำนักงานประชาสัมพันธ์ที่ 5 ได้ตั้งใจผลักดันให้ ดนตรี เป็นเครื่องมือในการสื่อสารอัตลักษณ์ของภาคใต้ การนำศิลปินชื่อดังมากมายมารวมตัวกัน ช่วยดึงดูดผู้คนให้เข้ามาสัมผัสกับเสน่ห์ของพื้นที่ได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องความบันเทิง แต่ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในชุมชนอย่างมาก

ทำไม งานดนตรี Soft power เสน่ห์แดนใต้ ถึงมีความสำคัญ?

สำหรับจุดเด่นของงานนี้ที่ปฏิเสธไม่ได้เลย คือ:

  • การเปิดพื้นที่สร้างสรรค์: เป็นเวทีให้เหล่าศิลปิน นักดนตรี และเยาวชนได้แสดงฝีมือ
  • การสร้างมูลค่าเพิ่ม: การนำเอาภูมิปัญญาไทยมาผนวกกับกระแส Soft Power ช่วยสร้างรายได้ให้คนในท้องถิ่น
  • การประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว: ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากนอกพื้นที่ให้เข้ามาสัมผัสเสน่ห์ของจังหวัดสุราษฎร์ธานีและภาคใต้

ในงานนี้เราได้เห็นความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมจากการบูรณาการของหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และพี่น้องประชาชนที่มาร่วมชมคอนเสิร์ตอย่างคับคั่ง การที่ศิลปินคุณภาพมาถ่ายทอดเสน่ห์แดนใต้ผ่านเสียงดนตรี ทำให้ภาพจำของวัฒนธรรมไทยดูทันสมัยและเข้าถึงง่ายขึ้นมาก ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะผลักดัน Soft Power ไทยสู่เวทีโลกได้อย่างไม่อายใคร

หากถามถึงความเห็นว่างานแบบนี้จะช่วยได้จริงไหม ผมขอบอกเลยว่านี่แหละคือจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะดนตรีเป็นภาษาสากลที่ไม่มีพรมแดน หากเราสามารถนำอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของแต่ละท้องถิ่นมาแปรรูปเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ได้บ่อยครั้งขึ้น เศรษฐกิจฐานรากของเราจะแข็งแกร่งอย่างยั่งยืนแน่นอนครับ ชวนเชิญให้ทุกคนลองไปสัมผัสด้วยตัวเองในโอกาสหน้าดูสักครั้ง รับรองว่าคุณจะหลงรักเสน่ห์แดนใต้ไม่แพ้กัน

ที่มา – งานดนตรี “Soft power เสน่ห์แดนใต้” ยกระดับศิลปวัฒนธรรมไทย สู่ระดับสากล

เที่ยวหลาดย้อนยุค แลวิถีชุมชนคน 2 เล สงขลาจัดใหญ่ปี 69

สวัสดีครับเพื่อนๆ สายท่องเที่ยวทุกคน! วันนี้เรามีข่าวดีมาบอกสำหรับใครที่กำลังวางแผนเดินทางไปเยือนภาคใต้ โดยเฉพาะที่จังหวัดสงขลา เพราะล่าสุดทางจังหวัดได้เตรียมจัดงานใหญ่ที่น่าสนใจมาก นั่นก็คือ เที่ยวหลาดย้อนยุค แลวิถีชุมชนคน 2 เล ซึ่งจะจัดขึ้นเพื่อยกยกระดับการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในพื้นที่ครับ

สัมผัสเสน่ห์งานเที่ยวหลาดย้อนยุค แลวิถีชุมชนคน 2 เล

การจัดงาน เที่ยวหลาดย้อนยุค แลวิถีชุมชนคน 2 เล ในปี 2569 นี้ นับว่าเป็นโปรเจกต์ใหญ่ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมอัตลักษณ์ของชาวเกาะยอและพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา โดยมีเป้าหมายหลักคือการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาร่วมสัมผัสวิถีชีวิตคนสองทะเลอย่างใกล้ชิด งานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29-31 พฤษภาคม 2569 ณ วัดแหลมพ้อ ตำบลเกาะยอครับ

ไฮไลท์สำคัญในงานเที่ยวหลาดย้อนยุค แลวิถีชุมชนคน 2 เล

ภายในงานเพื่อนๆ จะได้พบกับกิจกรรมที่หลากหลายและน่าสนใจมากมาย ซึ่งออกแบบมาให้ครบทั้งความสนุกและความรู้ ดังนี้ครับ:

  • ขบวนแห่อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม: ชมความงดงามรอบทะเลสาบสงขลาที่ถ่ายทอดผ่านขบวนวัฒนธรรมสุดตระการตา
  • ชมการแสดงพื้นบ้าน: ทั้งหนังตะลุง และโนรา ศิลปะการแสดงอันทรงคุณค่าของภาคใต้
  • ตลาดของดีเกาะยอ: ช้อปปิ้งผลิตภัณฑ์ชุมชน งานหัตถศิลป์ และชิมอาหารพื้นบ้านรสเด็ด
  • การประกวดศิลปวัฒนธรรม: อาทิ การแกะหนังตะลุง แทงหยวก และแฟชั่นโชว์ผ้าไทย
  • ฟรีคอนเสิร์ต: พบกับศิลปินชื่อดัง “บุ๋ม ปาจรีย์” และวงดนตรีจากเยาวชนในพื้นที่

งานนี้ไม่เพียงแต่ได้รับความบันเทิงเท่านั้น แต่ยังเป็นการสนับสนุนให้เกาะยอเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนอีกด้วย สำหรับใครที่ชื่นชอบบรรยากาศย้อนยุค ของอร่อยพื้นถิ่น และอยากเรียนรู้วิถีชีวิตชาวเลขนานแท้ บอกเลยว่าห้ามพลาดเด็ดขาดครับ การที่ทางจังหวัดทุ่มเทจัดงานในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสดีที่จะทำให้เรารักและหวงแหนวัฒนธรรมท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น ใครที่สนใจก็เตรียมตัวให้พร้อม แล้วพบกันที่เกาะยอนะครับ รับรองว่าได้รูปสวยๆ และความประทับใจกลับไปแน่นอน!

ที่มา – สงขลาจัดใหญ่ งานเที่ยวหลาดย้อนยุค แลวิถีชุมชนคน 2 เล ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

Scroll to top