เสถียรภาพรัฐบาล

รมช.ดีอี มั่นใจเสถียรภาพรัฐบาล ยันตอบฝ่ายค้านได้หมด

ในสถานการณ์การเมืองที่กำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เมื่อใกล้ถึงเวลาเปิดสมัยประชุมสภาฯ น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมของรัฐบาล โดยเน้นย้ำถึงประเด็นสำคัญว่า รมช.ดีอี มั่นใจเสถียรภาพรัฐบาล ยันตอบฝ่ายค้านได้หมด หากยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าทางฝั่งรัฐบาลไม่ได้มีความกังวลใจแต่อย่างใด

รมช.ดีอี มั่นใจเสถียรภาพรัฐบาล ยันตอบฝ่ายค้านได้หมด

การเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดสมัยประชุมสามัญในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ ถือเป็นวาระสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งผลักดันกฎหมายหลายฉบับ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ซึ่ง น.ส.แนน ได้ระบุว่าพรรคร่วมรัฐบาลพร้อมทำงานเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่หลายคนจับตามองคือการเคลื่อนไหวของฝ่ายค้านที่อาจมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่ง รมช.ดีอี มั่นใจเสถียรภาพรัฐบาล ยันตอบฝ่ายค้านได้หมด หากยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นไหนก็ตาม

มุมมองต่อประเด็นการเมืองและเสถียรภาพรัฐบาล

เมื่อถูกถามถึงกรณีฝ่ายค้านอาจหยิบยกประเด็นเรื่องการฮั้ว สว. มาเป็นหัวข้ออภิปราย น.ส.แนนได้ตั้งข้อสังเกตว่าฝ่ายค้านควรพิจารณาถึงความเหมาะสมและหลักฐานที่มีอยู่ เพราะที่ผ่านมามักเป็นการกล่าวหาโดยปราศจากข้อมูลที่ชัดเจน เธอจึงย้ำว่า รมช.ดีอี มั่นใจเสถียรภาพรัฐบาล ยันตอบฝ่ายค้านได้หมด หากยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ และเชื่อมั่นว่ารัฐบาลสามารถชี้แจงทุกข้อสงสัยได้อย่างตรงไปตรงมาเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน

  • ความพร้อมของรัฐบาลในการเสนอกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัล
  • จุดยืนของโฆษกพรรคภูมิใจไทยต่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
  • ความสำคัญของการมีหลักฐานก่อนการตั้งคำถามในสภาฯ

ท้ายที่สุดแล้ว เสถียรภาพของรัฐบาลไม่ได้วัดกันเพียงแค่ตัวเลขเสียงในสภาฯ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสามารถในการสื่อสารและบริหารงานให้เห็นผลเป็นรูปธรรม การที่รัฐมนตรีออกมาแสดงความมั่นใจเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นว่าในมุมของฝ่ายบริหาร พวกเขาพร้อมแล้วที่จะพิสูจน์ผลงานผ่านการตอบข้อซักถามในสภาฯ อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งนับเป็นกลไกปกติของระบอบประชาธิปไตยที่เราควรจับตามองอย่างใกล้ชิดต่อไปว่าฝ่ายค้านจะนำข้อมูลชุดใดมาพิสูจน์ความจริงได้บ้าง

ที่มา – รมช.ดีอี มั่นใจเสถียรภาพรัฐบาล ยันตอบฝ่ายค้านได้หมด หากยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ

วราวุธ ลาออก สส.บัญชีรายชื่อ พิบูลย์ รัชกิจประการขึ้นแทน

ข่าวการเมืองร้อนแรงที่กำลังเป็นกระแสในขณะนี้คือ วราวุธ ลาออก สส.บัญชีรายชื่อ พิบูลย์ รัชกิจประการ น้องชายของรองนายกฯ พิพัฒน์ รัชกิจประการ ได้รับการเลื่อนชั้นขึ้นมาเป็น สส.แทนแล้ว! เรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ยื่นลาออกจากตำแหน่ง สส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรคภูมิใจไทย เพื่อให้สามารถทุ่มเททำงานในรัฐบาลได้อย่างเต็มที่

วราวุธ ลาออก สส.บัญชีรายชื่อ “พิบูลย์ รัชกิจประการ” น้องชาย “พิพัฒน์” ขยับเป็น สส.

เมื่อเวลา 14.10 น. วันที่ 16 เมษายน 2567 นายวราวุธ ศิลปอาชา ได้เปิดเผยที่ทำเนียบรัฐบาลว่า เมื่อเช้าที่ผ่านมา เขาได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็น สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) แล้ว สาเหตุหลักมาจากรัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้นแล้ว ทำให้สามารถโฟกัสกับบทบาทรัฐมนตรีได้เต็มที่ โดยไม่ต้องแบ่งเวลาไปกับหน้าที่ สส.

พิบูลย์ รัชกิจประการ
พิบูลย์ รัชกิจประการ

วราวุธ ลาออก สส.บัญชีรายชื่อ เพื่ออะไร?

การตัดสินใจของวราวุธครั้งนี้ ถือเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด เพราะในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เขาต้องรับผิดชอบนโยบายสำคัญหลายด้าน เช่น การส่งเสริมอุตสาหกรรม 4.0 การแก้ปัญหาโรงงานปิดตัว และการดึงดูดการลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจฟื้นตัวหลังโควิด การลาออกจาก สส.บัญชีรายชื่อ จะช่วยให้เขาไม่ต้องเสียเวลาไปกับการประชุมสภา และสามารถทำงานภาครัฐได้ 100% ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อนโยบายอุตสาหกรรมของรัฐบาลชุดปัจจุบัน

พิบูลย์ รัชกิจประการ คือใคร? ทำไมถึงได้เป็น สส.ลำดับ 22

หลังจากวราวุธลาออก สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 22 ของพรรคภูมิใจไทย คือ นายพิบูลย์ รัชกิจประการ จึงได้เลื่อนขึ้นมาเป็น สส.ทันที พิบูลย์เป็นน้องชายของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และยังเป็นบิดาของนายพีรพัฒน์ รัชกิจประการ สส.สตูล พรรคเดียวกัน ครอบครัวรัชกิจประการจึงมีบทบาทสำคัญในพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะด้านการเมืองท้องถิ่นและโครงสร้างพื้นฐาน

  • ประวัติครอบครัว: พิพัฒน์เป็นตัวขับเคลื่อนหลักในกระทรวงคมนาคม ผลักดันโครงการรถไฟฟ้าและสนามบิน
  • บทบาทพิบูลย์: แม้ยังไม่เคยลงสมัครเลือกตั้ง แต่มีประสบการณ์ในวงการธุรกิจและการเมืองท้องถิ่น
  • ผลกระทบต่อพรรค: การเลื่อน สส.ปาร์ตี้ลิสต์นี้ช่วยรักษาสมดุลที่นั่งในสภาของพรรคภูมิใจไทย
  • อนาคต: คาดว่าพิบูลย์จะสนับสนุนนโยบายพรรค โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม

การเปลี่ยนแปลงนี้ยังสะท้อนถึงความยืดหยุ่นของพรรคภูมิใจไทยในการจัดการบุคลากร เพื่อให้รัฐบาลทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐสภาอนุมัตินโยบายสำคัญๆ เรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ วราวุธ ลาออก สส.บัญชีรายชื่อ พิบูลย์ รัชกิจประการ ยังเป็นตัวอย่างของการปรับตัวในวงการการเมืองไทย ที่ สส.หลายคนเลือกโฟกัสตำแหน่งบริหารมากกว่าการเมืองในสภา ซึ่งอาจกลายเป็นเทรนด์ใหม่ในอนาคต

ในมุมมองของเรา การเคลื่อนไหวครั้งนี้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กระทรวงอุตสาหกรรม โดยวราวุธสามารถผลักดันนโยบาย EEC หรือ Eastern Economic Corridor ได้เต็มที่ ขณะที่ครอบครัวรัชกิจประการยังคงมีอิทธิพลในพรรคต่อไป หากคุณสนใจข่าวการเมืองอัปเดต รีบติดตามบล็อกของเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – “วราวุธ” ลาออก สส.บัญชีรายชื่อ “พิบูลย์ รัชกิจประการ” น้องชาย “พิพัฒน์” ขยับเป็น สส.

นักวิชาการชี้หั่นค่ากลั่น 2 บาท สัญญาณบวกกล้าแตะขาใหญ่พลังงาน

ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันผันผวนหนักจากวิกฤตพลังงานโลก รัฐบาลไทยเพิ่งออกมาตรการเด็ดขาดด้วยการสั่งลดค่ากลั่นน้ำมันลง 2 บาทต่อลิตร ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมจากนักวิชาการ โดยเฉพาะ ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มองว่านี่คือสัญญาณบวกสำคัญ แสดงถึงความกล้าของรัฐบาลในการแตะโครงสร้างผลประโยชน์ของกลุ่มทุนพลังงานยักษ์ใหญ่

นักวิชาการชี้หั่นค่ากลั่น 2 บาท สัญญาณบวกกล้าแตะขาใหญ่พลังงาน

วันที่ 10 เมษายน 2569 มติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบน.) ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 สั่งโรงกลั่นน้ำมันทุกแห่งลดค่ากลั่นลง 2 บาทต่อลิตรทันที แม้จำนวนเงินจะดูไม่มาก แต่ ดร.สติธร ชี้ว่าเป็นหมัดเด็ดทางการเมืองที่รัฐบาลชุดนี้กล้าทำ รัฐบาลก่อนหน้านี้แทบไม่มีใครกล้าแตะ ‘ขาใหญ่พลังงาน’ เพราะเกี่ยวข้องกับโครงสร้างทุนเก่าแก่ที่ฝังรากลึกในระบบเศรษฐกิจ

การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากประชาชนที่แบกรับค่าครองชีพแพง โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินที่พุ่งสูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและสงครามรัสเซีย-ยูเครน นักวิชาการชี้หั่นค่ากลั่น 2 บาท สัญญาณบวกกล้าแตะขาใหญ่พลังงาน นี้ช่วยสยบดราม่าบนโซเชียลที่ประชาชนโวยวายหนัก และเป็นการบริหารภาพลักษณ์เชิงรุกเพื่อกู้ความเชื่อมั่น

มุมมองเชิงลึกจาก ดร.สติธร ธนานิธิโชติ

ดร.สติธร วิเคราะห์ว่า มาตรการนี้พิสูจน์ว่ารัฐบาลมีจุดยืนชัดเจนในการช่วยผู้บริโภค แม้จะเผชิญเสียงวิจารณ์จากภาคเอกชน แต่เป็นเรื่องปกติในช่วงวิกฤต เธอเตือนว่ารัฐบาลต้องรักษาสมดุล ไม่ให้เอกชนเดือดร้อนจนกระทบการลงทุนระยะยาว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปิโตรเลียมที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทย

นอกจากนี้ ยังชี้ถึงความจำเป็นในการเร่งพัฒนาพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานหมุนเวียนจากแสงอาทิตย์ ลม และไฮโดรเจน เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า หากความขัดแย้งโลกยืดเยื้อ ไทยจะได้ไม่ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบนี้ซ้ำซาก

ผลกระทบและประโยชน์ของการลดค่ากลั่น

มาตรการนี้คาดว่าจะช่วยลดราคาน้ำมันปลีกหน้าสถานีบริการลงทันที 1-2 บาทต่อลิตร ส่งผลดีต่อผู้ใช้รถใช้ถนน นักขับแท็กซี่ และธุรกิจโลจิสติกส์ที่กำลังล้มละลายจากต้นทุนสูง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

  • ช่วยลดค่าครองชีพ: ประชาชนประหยัดได้เดือนละหลายร้อยบาท
  • กระตุ้นเศรษฐกิจ: ลดต้นทุนขนส่งสินค้า ช่วยผู้ประกอบการ SME
  • เพิ่มความเชื่อมั่น: แสดงว่ารัฐบาลฟังเสียงประชาชน
  • เปิดทางปฏิรูป: เป็นจุดเริ่มต้นแตะโครงสร้างพลังงานเก่า

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนกังวลว่า หากโรงกลั่นขาดทุนนาน อาจนำไปสู่การขึ้นราคาในอนาคตหรือลดกำลังการผลิต ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงพลังงาน ดร.สติธร จึงแนะนำให้รัฐบาลวางแผนชดเชยที่เป็นธรรมและเร่งเจรจากับผู้ประกอบการ

ในภาพรวม นักวิชาการชี้หั่นค่ากลั่น 2 บาท สัญญาณบวกกล้าแตะขาใหญ่พลังงาน ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงศักยภาพของรัฐบาลในการรับมือวิกฤต แม้จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่หากทำต่อเนื่อง จะช่วยสร้างความยั่งยืนให้เศรษฐกิจไทยได้

คุณคิดอย่างไรกับมาตรการนี้? มันจะช่วยบรรเทาค่าครองชีพได้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลดีๆ นะครับ

ที่มา – นักวิชาการชี้หั่นค่ากลั่น 2 บาท สัญญาณบวกกล้าแตะขาใหญ่พลังงาน

“เท้ง ณัฐพงษ์” แฉ 5 คลัสเตอร์การเมืองคุมได้หมด

“เท้ง ณัฐพงษ์” แฉ 5 คลัสเตอร์การเมือง คุมได้หมด แบ่งตามมุ้งการเมือง ทำประชาชนไร้ความหวัง เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในการอภิปรายแถลงนโยบายรัฐบาลล่าสุด ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ เท้ง สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาเปิดโปงโครงสร้างอำนาจที่ซับซ้อนของรัฐบาลชุดนี้ ทำให้ประชาชนหลายคนรู้สึกสิ้นหวังกับอนาคตของประเทศ

“เท้ง ณัฐพงษ์” แฉ 5 คลัสเตอร์การเมือง คุมได้หมด

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2567 ที่รัฐสภา หลังจากนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล แถลงนโยบายเสร็จ นายณัฐพงษ์ได้ลุกขึ้นอภิปรายทันที โดยชี้ว่ารัฐบาลชุดนี้มีเสถียรภาพสูงสุดแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน เพราะควบคุมอำนาจได้เบ็ดเสร็จทั้งสภาฯ องค์กรอิสระ และแบ่งเป็น 5 คลัสเตอร์อำนาจตามมุ้งการเมืองต่างๆ ไม่ใช่คลัสเตอร์บริหารแผ่นดิน แต่เป็นการแบ่งสรรผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มอำนาจที่รวมตัวจัดตั้งรัฐบาล

คลัสเตอร์ที่ 1: มุ้งการเมืองย้ายพรรคสวมเสื้อภูมิใจไทย

คลัสเตอร์แรกคือกลุ่ม สส. ที่ย้ายมาจากพรรคอื่นๆ สวมเสื้อพรรคภูมิใจไทย ทำให้พรรคนี้กลายเป็นอันดับหนึ่งเรื่อง สส.ย้ายพรรคแล้วชนะเลือกตั้ง เช่น จากบ้านสงขลา ชลบุรี สุพรรณบุรี สะท้อนถึงคณะรัฐมนตรีที่มาจากดีลมุ้งเหล่านี้

คลัสเตอร์ที่ 2: พรรคอันดับ 2 ยอมขายวิญญาณ

คลัสเตอร์ที่สองคือพรรคการเมืองอันดับสองที่ร่วมรัฐบาล โดย “เท้ง ณัฐพงษ์” ชี้ว่าพรรคนี้ยอมละทิ้งจุดยืนเดิม ไม่มีอำนาจต่อรองกับภูมิใจไทย แม้ขู่ถอนตัว รัฐบาลก็ยังมั่นคงเพราะมีเสียงเกิน 290 เสียง สามารถดึงพรรคฝ่ายค้านมาแทนได้ทันที

คลัสเตอร์ที่ 3: พรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ

คลัสเตอร์สามคือพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ กว่า 20 เสียง ที่ทำลายอำนาจต่อรองของพรรคอันดับสอง ทำให้ภูมิใจไทยสลับพรรคร่วมได้อิสระ

คลัสเตอร์ที่ 4: สว. และองค์กรอิสระ

คลัสเตอร์สี่คือ สว. และองค์กรอิสระที่ไม่ได้มาจากเลือกตั้ง เป็นไพ่โจ๊กเกอร์คุมเกม เช่น รับรองผลเลือกตั้งสุพรรณบุรีเขต 2 ไวๆ หรือคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ช่วยปกป้องพวกพ้อง

คลัสเตอร์ที่ 5: กลุ่มรักษาระเบียบเดิม

คลัสเตอร์สุดท้ายคือกลุ่มคนที่ต้องการรักษาสถานะเดิม ให้ความคุ้มครองรัฐบาล ส่งสัญญาณเชิญชวนมาร่วมค่าย

การแบ่ง 5 คลัสเตอร์นี้ทำให้ประชาชนไม่อยู่ในสมการ รัฐบาลเกิดจากดีลผลประโยชน์ ไม่มีเจตจำนงผลักดันนโยบายเพื่อชาติ นโยบาย 23 ข้อที่แถลงก็ไม่ให้ความหวัง ทิศทางไม่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องร่างรัฐธรรมนูญใหม่ สิทธิเสรีภาพประชาชน

นายณัฐพงษ์วิจารณ์ว่าปัญหาใหญ่คือวิกฤติภายใน รัฐบาลปกป้องพวกพ้องก่อนประชาชน เช่น วิกฤตน้ำมันไม่กำกับโรงกลั่น ฝุ่น PM2.5 ไม่ผลักดันกฎหมายอากาศสะอาด ทุนเทา สแกมเมอร์ ความขัดแย้งเพื่อนบ้าน

ด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จ รัฐบาลทำอะไรก็ได้ ถ้ามีความกล้าหาญ แต่กลับรักษาระเบียบเก่า พรรคประชาชนจะอภิปรายต่อไป 2 วัน เพื่อชี้ทางสร้างอนาคตใหม่

หลังอภิปราย หัวหน้าพรรคเพื่อไทยประท้วงคำว่า “ขายวิญญาณ” จนนายณัฐพงษ์เปลี่ยนเป็น “ละทิ้งจุดยืนเดิม” ภายใต้การไกล่เกลี่ยของประธานรัฐสภา

ประเด็น “เท้ง ณัฐพงษ์” แฉ 5 คลัสเตอร์การเมืองนี้ สะท้อนปัญหาการเมืองไทยที่อำนาจรวมศูนย์ ประชาชนไร้หวัง คุณคิดอย่างไรกับโครงสร้างอำนาจนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่แท้จริง

ที่มา – “เท้ง ณัฐพงษ์” แฉ 5 คลัสเตอร์การเมือง คุมได้หมด แบ่งตามมุ้งการเมือง ทำประชาชนไร้ความหวัง

ชมถ่ายทอดสด การประชุมรัฐสภา รัฐบาลอนุทิน

ชมถ่ายทอดสด การประชุมรัฐสภา รัฐบาลอนุทิน นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ แถลงนโยบายรัฐบาล เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วน 5 ด้านหลัก วันนี้ 9 เมษายน 2568 ตั้งแต่เวลา 08.30 น. เป็นต้นไป ประชาชนสามารถติดตามรับชมได้ทางสถานีโทรทัศน์และช่องทางออนไลน์ต่างๆ อย่าพลาดเหตุการณ์สำคัญที่กำหนดทิศทางประเทศในปีข้างหน้า

การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง ในวาระด่วนตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จัดขึ้นเป็นเวลา 2 วัน คือ 9-10 เมษายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเป็นประธานนำคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบาย โดยก่อนหน้านี้ได้เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2568 ตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องแถลงนโยบายก่อนปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ เว้นแต่กรณีจำเป็นเร่งด่วน

ชมถ่ายทอดสด การประชุมรัฐสภา รัฐบาลอนุทิน นำแถลงนโยบายแก้ปัญหา 5 ด้าน

เอกสารคำแถลงนโยบายรัฐบาลมีความยาว 19 หน้า ครอบคลุมนโยบายหลักที่มุ่งแก้ปัญหาเร่งด่วนของชาติ โดยแบ่งออกเป็น 5 ด้านสำคัญ ซึ่งรัฐบาลอนุทินตั้งใจจะเร่งดำเนินการทันที เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ สร้างความมั่นคง และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

นโยบายหลัก 5 ด้านของรัฐบาลอนุทิน

  • ด้านเศรษฐกิจ: มุ่งกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ลดค่าครองชีพ สนับสนุน SME และเกษตรกร ผ่านมาตรการลดภาษี จัดสรรงบประมาณช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมหลักให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น
  • ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง: เสริมสร้างความมั่นคงชายแดน เจรจาข้อพิพาทกับประเทศเพื่อนบ้าน ปรับปรุงนโยบายการค้าต่างประเทศให้ได้เปรียบ และเพิ่มขีดความสามารถกองทัพในการรับมือภัยคุกคามสมัยใหม่
  • ด้านสังคม: พัฒนาการศึกษา สุขภาพ และสวัสดิการสังคม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มงบประมาณโรงเรียนและโรงพยาบาลชุมชน รวมถึงโครงการช่วยเหลือผู้สูงอายุและเด็กกำพร้า
  • ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม: เตรียมรับมือภัยแล้ง น้ำท่วม และปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยเฉพาะภาคเหนือ สร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า พัฒนาเขื่อนและระบบชลประทาน รวมถึงส่งเสริมพลังงานสะอาด ลดการปล่อยคาร์บอน
  • ด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย: ลดความซับซ้อนของระบบราชการ ดิจิทัลทรานสฟอร์มการบริการสาธารณะ ปฏิรูปกฎหมายที่ล้าสมัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดการทุจริต

นโยบายเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ปัญหาเร่งด่วนที่ประชาชนเผชิญ โดยเฉพาะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากโควิดและสงครามการค้าโลก

ฝ่ายค้านเตรียมอภิปรายเข้มข้น

ฝ่ายค้านไม่ยอมแพ้ โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน เตรียมผู้อภิปรายกว่า 20 คน โฟกัสปัญหาวิกฤตน้ำมันแพงและฝุ่น PM2.5 ที่กระทบประชาชนภาคเหนือ นอกจากนี้ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม ระบุว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะช่วยสะท้อนปัญหาทุกภูมิภาค อาจขึ้นอภิปรายสรุปหากมีเวลา

กำหนดการอภิปรายรวม 32.30 ชั่วโมง แบ่งเป็น ประธานที่ประชุม 1.30 ชม., นายกฯ แถลง 1.30 ชม., ครม.ชี้แจง 6 ชม., สว. 4 ชม., ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล 5.30 ชม., ส.ส.ฝ่ายค้าน 14.30 ชม. คาดว่าจะเข้มข้นและอาจยืดเยื้อ

การแถลงนโยบายครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของรัฐบาลอนุทิน ที่มาจากพรรคภูมิใจไทยนำโคไลอิชั่น ชมถ่ายทอดสด การประชุมรัฐสภา รัฐบาลอนุทิน เพื่อติดตามว่ารัฐบาลจะนำนโยบายไปปฏิบัติจริงได้อย่างไร โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจผันผวน เรามีความเห็นว่านโยบายเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมน่าจะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน หากทำได้จริงจะช่วยพลิกฟื้นประเทศได้แน่นอน

เชิญชวนทุกท่านติดตามรับชมถ่ายทอดสดและแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง ว่าคุณคาดหวังอะไรจากรัฐบาลชุดนี้บ้าง!

ที่มา – ชมถ่ายทอดสด การประชุมรัฐสภา รัฐบาลอนุทิน นำ ครม.ชุดใหม่ แถลงนโยบายรัฐบาล แก้ปัญหาเร่งด่วน 5 ด้าน

“จุลพันธ์” ยัน ภูมิใจไทย-เพื่อไทย ยังไม่นัดแบ่งกระทรวง

หลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเร็วๆ นี้ สถานการณ์การเมืองไทยกำลังร้อนระอุด้วยกระแสข่าวการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยเฉพาะการเจรจาระหว่างพรรคใหญ่ๆ อย่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย ล่าสุด “จุลพันธ์” ยัน “ภูมิใจไทย-เพื่อไทย” ยังไม่นัดแบ่งกระทรวง มั่นใจเป็นรัฐบาลมีเสถียรภาพ ทำให้หลายคนโล่งใจที่การเมืองไม่รีบร้อนเกินไป แต่ยังคงต้องรอความชัดเจนจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการรับรองผล ส.ส. มาดูรายละเอียดกันว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

“จุลพันธ์” ยัน “ภูมิใจไทย-เพื่อไทย” ยังไม่นัดแบ่งกระทรวง มั่นใจเป็นรัฐบาลมีเสถียรภาพ

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ทำการพรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาชี้แจงถึงกระแสข่าวที่ว่า แกนนำพรรคภูมิใจไทยจะนัดพบแกนนำพรรคเพื่อไทยในวันพรุ่งนี้ (24 ก.พ.) เพื่อหารือเรื่องแบ่งกระทรวง โดยยืนยันชัดเจนว่า ยังไม่มีการนัดหมายใดๆ กันเลย ตนเองเคยป่วยจึงไม่ได้เข้าร่วมแถลงข่าวแสดงเจตจำนงค์ร่วมรัฐบาลครั้งก่อน และหลังจากนั้นทั้งสองพรรคก็ยังไม่มีการพูดคุยกันเพิ่มเติม ทุกอย่างต้องรอให้ กกต. รับรองรายชื่อ ส.ส. ให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยนัดพบปะกันใหม่

ยังไม่มีข้อตกลงเรื่องแบ่งกระทรวง รอการพูดคุยอย่างเป็นทางการ

นายจุลพันธ์ ยังย้ำว่าการพูดคุยครั้งก่อนหน้านี้ไม่ได้ลงรายละเอียดเรื่องการแบ่งกระทรวงเลย ข่าวที่ออกมาในสื่อเป็นเพียงกระแสข่าวลือเท่านั้น พรรคเพื่อไทยยึดหลักการเจรจาที่โปร่งใสและรอบคอบ ไม่รีบร้อนตกลงอะไรโดยไม่สมบูรณ์แบบ นี่เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพของพรรคการเมืองไทยในยุคนี้

สำหรับเสถียรภาพของรัฐบาลใหม่ นายจุลพันธ์มั่นใจว่ารัฐบาลที่จะเกิดขึ้นจะมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภาแน่นอน ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพียงพอต่อความมั่นคงในการบริหารประเทศ ส่วนจำนวนที่นพรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคแกนนำจะเห็นว่าดีที่สุดนั้น เป็นสิทธิ์ของเขาเอง พรรคเพื่อไทยไม่ก้าวก่าย แต่พร้อมสนับสนุนเต็มที่

สานต่อนโยบายเรือธงของพรรคเพื่อไทยในทุกกระทรวง

เมื่อถูกถามถึงเหตุผลที่พรรคเพื่อไทยเลือกเข้าร่วมรัฐบาลกับภูมิใจไทย นายจุลพันธ์ชี้ว่าเพื่อสานต่อนโยบายสำคัญๆ ที่เคยตั้งเป้าไว้ โดยพรรคเพื่อไทยมีนโยบายกระจายตัวไปในทุกหน่วยงานและกระทรวงอยู่แล้ว ซึ่งเป็นนโยบายเรือธงที่พร้อมขับเคลื่อนให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน แม้ยังไม่พูดถึงกระทรวงเฉพาะเจาะจง แต่เชื่อว่าจะมีการหารือเพื่อรวมพลังผลักดันนโยบายที่ตรงกัน

  • นโยบายดิจิทัลวอลเล็ท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
  • แก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือนและเกษตรกร
  • การปฏิรูประบบสาธารณสุขให้เข้าถึงทุกคน
  • พัฒนาการศึกษาและอาชีวะเพื่ออนาคตเยาวชน
  • นโยบายพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อมยั่งยืน

นโยบายเหล่านี้ไม่ใช่แค่นโยบายพรรคเพื่อไทยเท่านั้น แต่หากรวมกับนโยบายพรรคร่วม จะยิ่งแข็งแกร่งและตอบโจทย์ประชาชนได้ดียิ่งขึ้น

ประเด็นร้องเรียนการเลือกตั้งและคำถามถึง กกต.

ในส่วนของการประกาศผลรับรอง ส.ส. ของ กกต. นายจุลพันธ์คาดว่าจะใช้เวลาอีกสักพัก แต่พรรคเพื่อไทยไม่ได้อยู่นิ่ง หลังเลือกตั้งได้ตั้งคณะทำงานตรวจสอบการเลือกตั้ง ส่งเรื่องร้องเรียนกว่า 200 รายการ โดย 100 กว่ารายการผ่าน กกต. แล้ว เพื่อให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรมที่สุด และเรียกร้องให้ กกต. ตอบคำถามข้อสงสัยของประชาชน

โดยเฉพาะกรณีบัตรเลือกตั้งซ่อมบางหน่วยเมื่อวานนี้ที่ไม่มีเลขต้นขั้วและบาร์โค้ด ซึ่งต่างจากวันเลือกตั้งหลัก (8 ก.พ.) ต่างหาก นี่เป็นประเด็นที่สร้างความสงสัยให้สังคม การเปลี่ยนแปลงบัตรเลือกตั้งยิ่งทำให้เกิดคำถามถึงความชอบธรรมของการเลือกตั้งครั้งก่อน พรรคเพื่อไทยได้ส่งข้อสงสัยทั้งหมดไปให้ กกต. แล้ว เพราะประชาชนเสียสละเวลาไปโหวต ทุกฝ่ายต้องให้คำตอบที่ชัดเจนเพื่อความโปร่งใส

  • ตรวจสอบบัตรเลือกตั้งไม่มีเลขต้นขั้ว
  • ร้องเรียนการเลือกตั้งกว่า 200 เรื่อง
  • เรียกร้องความยุติธรรมจาก กกต.

การเคลื่อนไหวเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับหลักประชาธิปไตยและความเชื่อมั่นของประชาชน

สรุปแล้ว “จุลพันธ์” ยัน “ภูมิใจไทย-เพื่อไทย” ยังไม่นัดแบ่งกระทรวง มั่นใจเป็นรัฐบาลมีเสถียรภาพ เป็นข่าวดีที่ลดทอนความสับสน และเปิดทางให้การเจรจาเดินหน้าอย่างมีระบบ ในมุมมองของผู้เขียน รัฐบาลใหม่นี้มีโอกาสสูงที่จะมั่นคงและสานต่อนโยบายประชาชนเป็นศูนย์กลางได้ หากทุกพรรคร่วมมือกันจริงจัง

คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? รัฐบาลภูมิใจไทย-เพื่อไทยจะเสถียรแค่ไหน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง ชอบบทความนี้อย่าลืมแชร์และกดติดตามเพื่ออัปเดตข่าวการเมืองล่าสุด!

ที่มา – “จุลพันธ์” ยัน “ภูมิใจไทย-เพื่อไทย” ยังไม่นัดแบ่งกระทรวง มั่นใจเป็นรัฐบาลมีเสถียรภาพ

โพลชี้ “รัฐบาลอนุทิน” เสียงข้างน้อย เสถียรภาพสั่นคลอน?

ผลโพลชี้ “รัฐบาลอนุทิน” เสียงข้างน้อยจะไม่มีเสถียรภาพ

ผลสำรวจนิด้าโพล ชี้ “รัฐบาลอนุทิน” เสียงข้างน้อย จะไม่มีเสถียรภาพ ทำงานด้วยความยากลำบาก คาดว่าจะอยู่ครบ 4 เดือนตามข้อตกลง

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “รัฐบาลเสียงข้างน้อย” โดยทำการสำรวจความคิดเห็นจากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ จำนวน 1,310 ตัวอย่าง เมื่อวันที่ 8-9 กันยายน 2568 เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อรัฐบาลเสียงข้างน้อยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

ความคิดเห็นต่อรัฐบาลเสียงข้างน้อยของนายกฯ อนุทิน

เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อรัฐบาลเสียงข้างน้อยของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคประชาชน พบว่า:

  • 35.88% ระบุว่า รัฐบาลจะไม่มีเสถียรภาพ ทำงานด้วยความยากลำบาก เพราะต้องเจรจากับพรรคประชาชนตลอด
  • 30.31% ระบุว่า การตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในขณะนี้
  • 23.66% ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลเสียงข้างน้อย
  • 23.21% ระบุว่า เห็นด้วยกับรัฐบาลเสียงข้างน้อย
  • 23.05% ระบุว่า รัฐบาลจะมีเสถียรภาพ ทำงานได้ราบรื่น จากการสนับสนุนของพรรคประชาชน
  • 21.45% ระบุว่า ในท้ายที่สุด รัฐบาลจะขัดแย้งกับพรรคประชาชน
  • 10.61% ระบุว่า ในท้ายที่สุด ข้อตกลงระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชน จะถูกฉีก
  • 10.53% ระบุว่า รัฐบาลอยู่ไประยะหนึ่ง จะกลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากเอง
  • 8.17% ระบุว่า นายอนุทิน ควรรอเป็นนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลเสียงข้างมากหลังการเลือกตั้งครั้งหน้า
  • 5.34% ระบุว่า พรรคประชาชนควรเข้าร่วมรัฐบาลด้วย เพื่อเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก
  • 4.12% ระบุว่า ในท้ายที่สุด พรรคประชาชนจะจับมือกับพรรคเพื่อไทยล้มรัฐบาล
  • 0.99% ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ส่วนคำถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อระยะเวลาในการบริหารรัฐบาลอนุทิน เสียงข้างน้อย พบว่า

  • 56.26% ระบุว่า รัฐบาลจะอยู่ครบ 4 เดือนตามข้อตกลง
  • 27.79% ระบุว่า รัฐบาลจะอยู่ได้นานกว่า 4 เดือน
  • 14.58% ระบุว่า รัฐบาลจะอยู่ไม่ถึง 4 เดือน
  • 1.37% ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ขณะที่ความคิดเห็นของประชาชนต่อการที่พรรคประชาชนสนับสนุน นายอนุทิน ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พบว่า

  • 30.38% ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย
  • 23.36% ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย
  • 23.13% ระบุว่า เห็นด้วยมาก
  • 22.67% ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย
  • 0.46% ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ในช่วงท้ายเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อการที่พรรคประชาชนไม่เข้าร่วมรัฐบาล พบว่า

  • 32.98% ระบุว่า เห็นด้วยมาก
  • 23.35% ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย
  • 22.52% ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย
  • 19.39% ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย
  • 1.76% ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

จากผลสำรวจนี้ สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพของ “รัฐบาลอนุทิน” เสียงข้างน้อย และคาดการณ์ว่ารัฐบาลจะอยู่ได้ตามข้อตกลงเพียง 4 เดือนเท่านั้น อย่างไรก็ตาม มุมมองที่แตกต่างกันก็แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางความคิดเห็นของประชาชนต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน

ที่มา – ผลโพลชี้ “รัฐบาลอนุทิน” เสียงข้างน้อยจะไม่มีเสถียรภาพ มองอยู่ครบ 4 เดือนตามข้อตกลง

Scroll to top