เสถียรภาพเศรษฐกิจ

รัฐบาล แจงขยายระยะเวลาผ่อนผันให้แรงงานเมียนมา-ลาว-เวียดนาม ป้องกันปัญหาขาดแคลน

เชื่อว่าผู้ประกอบการหลายท่านคงมีความกังวลใจเรื่องกำลังคนกันอยู่ไม่น้อย โดยล่าสุดทางภาครัฐได้ออกมาเคลื่อนไหวสำคัญเกี่ยวกับประเด็น รัฐบาล แจงขยายระยะเวลาผ่อนผันให้แรงงานเมียนมา-ลาว-เวียดนาม ป้องกันปัญหาขาดแคลน เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับทุกภาคส่วนเศรษฐกิจให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร้รอยต่อในช่วงปี 2570 นี้

รัฐบาล แจงขยายระยะเวลาผ่อนผันให้แรงงานเมียนมา-ลาว-เวียดนาม ป้องกันปัญหาขาดแคลน

การตัดสินใจครั้งนี้มาจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเห็นชอบให้แรงงาน 3 สัญชาติ ได้แก่ เมียนมา ลาว และเวียดนาม สามารถอยู่ในไทยและทำงานต่อไปได้จนถึงวันที่ 11 ธันวาคม 2570 มาตรการ รัฐบาล แจงขยายระยะเวลาผ่อนผันให้แรงงานเมียนมา-ลาว-เวียดนาม ป้องกันปัญหาขาดแคลน นี้ไม่ได้ทำขึ้นเพื่อเปิดรับแรงงานใหม่ แต่เป็นการประคองกลุ่มแรงงานเดิมที่อยู่ในระบบให้สามารถทำงานต่อได้ ลดความเสี่ยงที่ธุรกิจจะขาดแคลนกำลังคนในภาคอุตสาหกรรม การก่อสร้าง และบริการที่ยังมีความต้องการสูงมากครับ

ทำไมต้องขยายเวลาทำงานให้แรงงานต่างด้าว?

สาเหตุหลักคือใบอนุญาตทำงานส่วนใหญ่กำลังจะหมดอายุลงในช่วงปลายปี 2569 หากไม่มีการดำเนินการใดๆ อาจเกิดผลกระทบต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจ ภาครัฐจึงเล็งเห็นว่าการ รัฐบาล แจงขยายระยะเวลาผ่อนผันให้แรงงานเมียนมา-ลาว-เวียดนาม ป้องกันปัญหาขาดแคลน จะช่วยให้ผู้ประกอบการไม่ต้องหยุดชะงักสายการผลิต ซึ่งถือเป็นมาตรการเชิงรุกที่น่าชื่นชมครับ

  • ป้องกันการขาดแคลนแรงงานในภาคธุรกิจสำคัญ
  • รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ
  • ช่วยให้ธุรกิจวางแผนบริหารจัดการกำลังคนได้ต่อเนื่อง
  • ปรับปรุงฐานข้อมูลแรงงานต่างด้าวให้เป็นระบบดิจิทัล
  • ลดปัญหาแรงงานเถื่อนและการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย

สำหรับขั้นตอนต่อไป กระทรวงแรงงานจะมีการประกาศรายละเอียดและแนวปฏิบัติที่สะดวกและรวดเร็วขึ้น เพื่อลดความยุ่งยากด้านเอกสาร นายจ้างและสถานประกอบการควรติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดผ่านเว็บไซต์ของกรมการจัดหางานหรือสายด่วน 1506 กด 2 เพื่อป้องกันการโดนหลอกลวงจากมิจฉาชีพครับ

ในมุมมองของผู้เขียน มาตรการนี้เปรียบเสมือนการเติมลมหายใจให้ภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะในจังหวัดท่องเที่ยวและเขตอุตสาหกรรม หากภาครัฐสามารถควบคุมและดูแลให้แรงงานเหล่านี้เข้าสู่ระบบได้อย่างถูกต้อง 100% จะส่งผลดีต่อความมั่นคงของประเทศในระยะยาวแน่นอน อย่าลืมเตรียมเอกสารให้พร้อมและทำตามประกาศอย่างเป็นทางการอย่างเคร่งครัดนะครับ

ที่มา – รัฐบาล แจงขยายระยะเวลาผ่อนผันให้แรงงานเมียนมา-ลาว-เวียดนาม ป้องกันปัญหาขาดแคลน

เอกนิติ เผยเศรษฐกิจไทยรับสัญญาณบวก จ่อถก กรอ. นัดแรก 22 มิ.ย. นี้

เอกนิติ เผยเศรษฐกิจไทยรับสัญญาณบวก จ่อถก กรอ. นัดแรก 22 มิ.ย. นี้

ข่าวดีสำหรับชาวไทยเมื่อนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาเปิดเผยถึงทิศทางภาพรวมที่น่าจับตามอง โดยระบุว่า เอกนิติ เผยเศรษฐกิจไทยรับสัญญาณบวก จ่อถก กรอ. นัดแรก 22 มิ.ย. นี้ หลังจากสถาบันระดับโลกอย่าง S&P Global Ratings ได้คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยไว้ในระดับที่มั่นคง ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าพื้นฐานเศรษฐกิจของเรายังคงแข็งแกร่งและมีอนาคตที่สดใส

ในวันที่ 22 มิ.ย. 2569 นี้ จะถือเป็นก้าวสำคัญผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ. โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นั่งแท่นประธาน ซึ่งการประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจแบบยั่งยืน โดยหยิบยกบทเรียนความสำเร็จในอดีตมาปรับใช้ภายใต้บริบทโลกยุคใหม่

ลุยแผน Thailand Fast Pass ปรับโครงสร้าง 4 ด้านหลัก

สำหรับการขับเคลื่อนผ่านกลไก กรอ. ในครั้งนี้ เอกนิติ เผยเศรษฐกิจไทยรับสัญญาณบวก จ่อถก กรอ. นัดแรก 22 มิ.ย. นี้ โดยตั้งเป้าหมายการทำงานเชิงรุกผ่านการปฏิรูป 4 ด้านสำคัญ ได้แก่:

  • ด้านพลังงาน: ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าเพื่อสร้างความมั่นคงระยะยาว
  • ด้านเทคโนโลยี: เร่งนำระบบดิจิทัลมาปรับใช้ในภาคส่วนต่างๆ
  • ด้านกำลังคน: พัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก
  • ด้านกฎระเบียบ: ปลดล็อกข้อจำกัดทางธุรกิจเพื่อกระตุ้นการลงทุน

นอกจากนี้ เตรียมเปิดตัว “Thailand Fast Pass” ในวันที่ 23 มิ.ย. นี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าการปรับกฎระเบียบเพียงเล็กน้อยก็สามารถปลดล็อกเงินลงทุนมหาศาลได้โดยไม่ต้องใช้งบประมาณรัฐจำนวนมาก เป็นการสร้างความเชื่อมั่นอย่างเป็นรูปธรรมให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

ในมุมมองของภาครัฐ การที่ไทยได้รับอันดับความสามารถในการแข่งขันดีขึ้นจาก IMD สะท้อนว่าเรามาถูกทางแล้ว แต่เรายังต้องปรับปรุงด้านการศึกษาและสิ่งแวดล้อมให้ดียิ่งขึ้นไปอีก โดยยึดหลักความร่วมมือแบบรัฐสนับสนุนและเอกชนเป็นผู้นำ เฉกเช่นโมเดลในยุคพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งถือเป็นยุคทองของการสร้างสมดุลทางเศรษฐกิจ

ในส่วนของความกังวลเรื่องประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม งานนี้ภาครัฐมองว่าจะเป็นพันธมิตรที่เอื้อประโยชน์ต่อกันมากกว่าการเป็นคู่แข่ง โดยเราสามารถแบ่งกันสร้างมูลค่าเพิ่มทั้งในด้านอุตสาหกรรมการผลิตและเกษตรแปรรูปเพื่อเติบโตไปด้วยกันในระดับภูมิภาค

โดยสรุปแล้ว การขับเคลื่อนครั้งนี้ไม่เพียงแต่เน้นแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการวางรากฐานระยะยาวที่น่าตื่นเต้น หากการประชุม กรอ. ครั้งนี้สามารถปลดล็อกกฎเกณฑ์ที่ซับซ้อนได้จริง เราคงได้เห็นเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ หลั่งไหลเข้าสู่ตลาดไทยภายใน 3-4 ปีข้างหน้าอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – “เอกนิติ” เผยเศรษฐกิจไทยรับสัญญาณบวก จ่อถก กรอ. นัดแรก 22 มิ.ย. นี้

ธนกรแนะวงเงินกู้ 2 แสนล้านสำหรับลงทุนด้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน

ในสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนสูง นายธนกร วังบุญคงชนะ ได้ออกมาให้ความเห็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับมติการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งประเด็นหลักที่หลายฝ่ายจับตามองคือ ธนกรแนะวงเงินกู้ 2 แสนล้านสำหรับลงทุนด้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยเน้นย้ำว่าเม็ดเงินจำนวนมหาศาลนี้จะต้องถูกนำไปใช้ภายใต้หลักการที่โปร่งใสและคุ้มค่าที่สุด เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ

ธนกรแนะวงเงินกู้ 2 แสนล้านสำหรับลงทุนด้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน ต้องโปร่งใส

การลงทุนในพลังงานสะอาดไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ นายธนกรระบุว่า ปัจจุบันไทยต้องนำเข้าพลังงานมากกว่า 1.4 ล้านล้านบาทต่อปี ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพของประชาชน ดังนั้นการตัดสินใจลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคตจึงเป็นสิ่งเร่งด่วน

เหตุผลที่ต้องผลักดันโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

ทำไมเราถึงต้องรีบลงทุนในเรื่องนี้? นายธนกรให้มุมมองว่าการ ธนกรแนะวงเงินกู้ 2 แสนล้านสำหรับลงทุนด้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อไม่ให้ไทยเสียเปรียบในการแข่งขันกับกลุ่มประเทศคู่แข่งที่กำลังเร่งลงทุนในอุตสาหกรรมสีเขียว เช่น:

  • การกระตุ้นการลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV)
  • การพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่และพลังงานสะอาด
  • การเตรียมความพร้อมรับมือมาตรการภาษีคาร์บอนจากคู่ค้าต่างชาติ

หากเราล่าช้าเกินไป ต้นทุนที่ประเทศต้องแบกรับในอนาคตอาจสูงกว่าการลงทุนในวันนี้หลายเท่าตัว การดำเนินงานที่โปร่งใสภายใต้กรอบวินัยการคลังจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและภาคประชาชน

ท้ายที่สุดนี้ การบริหารจัดการเงินกู้ก้อนนี้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญของรัฐบาล การลงทุนที่คุ้มค่าจะช่วยดันให้ GDP ของไทยขยายตัวได้ดีขึ้นในระยะยาว ซึ่งเราทุกคนในฐานะประชาชนคงต้องร่วมกันเฝ้าติดตามและตรวจสอบให้การใช้จ่ายงบประมาณนี้เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่มุ่งหวังให้เกิดความยั่งยืนต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง

ที่มา – “ธนกร” แนะวงเงินกู้ 2 แสนล้านสำหรับลงทุนด้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน ต้องโปร่งใส คุ้มค่า

“ศุภจี” สั่ง พาณิชย์ กำหนด 6 มาตรการเชิงรุก รับมือค่าขนส่งพุ่งช่วยผู้ส่งออก

“ศุภจี” สั่ง พาณิชย์ กำหนด 6 มาตรการเชิงรุก รับมือค่าขนส่งพุ่งช่วยผู้ส่งออก ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและโลจิสติกส์โลก นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยอมรับว่าราคาพลังงานผันผวนกระทบผู้ส่งออกรายใหญ่ของไทย โดยสั่งการให้กระทรวงพาณิชย์เร่งรัดมาตรการช่วยเหลือด่วน

“ศุภจี” สั่ง พาณิชย์ กำหนด 6 มาตรการเชิงรุก รับมือค่าขนส่งพุ่งช่วยผู้ส่งออก

จากผลการประชุมประเมินสถานการณ์เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธาน พบว่าผลกระทบทางตรงต่อไทยยังจำกัด สัดส่วนการค้าตะวันออกกลางเพียง 3.67% ของการส่งออกรวมปี 2568 มูลค่า 12,475.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ผลกระทบทางอ้อมรุนแรงกว่าคือค่าขนส่งทางเรือพุ่งสูงจากเส้นทางเดินเรือที่เปลี่ยนแปลง ความแออัดตู้คอนเทนเนอร์ และราคาประกันภัยที่ปรับขึ้น

สถานการณ์นี้ทำให้ผู้ส่งออกไทยเผชิญต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่พึ่งพาการขนส่งทางทะเล เช่น ผลไม้แปรรูป ยางพารา และอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ ราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนยังอาจส่งผ่านสู่ต้นทุนการผลิต สร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและเสถียรภาพราคาในประเทศ

รายละเอียด 6 มาตรการเชิงรุกที่กระทรวงพาณิชย์เตรียมใช้

  • 1. บริหารจัดการราคาสินค้า: กำกับดูแลราคาอุปโภคบริโภค ป้องกันการกักตุนหรือขึ้นราคาเกินควร ติดตามการส่งผ่านต้นทุนพลังงาน
  • 2. จัดหาวัตถุดิบสำรอง: ประสานผู้นำเข้าสำรวจสต็อก กระจายความเสี่ยงแหล่งนำเข้า สนับสนุนใช้วัตถุดิบในประเทศ
  • 3. สนับสนุนผู้ส่งออก: ร่วมเอกชนประเมินค่าขนส่ง-ประกันภัย ให้คำปรึกษาบริหารต้นทุน ปรับเงื่อนไขส่งมอบ และกระจายตลาด
  • 4. ประสานสายเรือ: ติดตามเส้นทางเดินเรือ ท่าเรือแออัด ห่วงโซ่อุปทาน เพื่อประเมินต้นทุนส่งออก
  • 5. ขับเคลื่อนทูตพาณิชย์: รายงานสถานการณ์การค้า ความเชื่อมั่นผู้นำเข้า แนะนำผู้ประกอบการบริหารความเสี่ยง
  • 6. วิเคราะห์ผลกระทบเงินเฟ้อ: ประเมินต้นทุนพลังงาน-ขนส่งต่อการส่งออก จัดข้อเสนอนโยบายทันท่วงที

มาตรการเหล่านี้เป็นเชิงรุกเพื่อรักษาตลาดส่งออกไทยให้แข่งขันได้ โดยรัฐบาลจะบูรณาการกับหน่วยงานและเอกชน รองรับความผันผวนภูมิรัฐศาสตร์ ผู้ส่งออกควรเตรียมตัวปรับกลยุทธ์ เช่น หาตลาดใหม่ ลดการพึ่งพาเส้นทางเสี่ยง หรือใช้เทคโนโลยีติดตามโลจิสติกส์แบบเรียลไทม์

ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญ มาตรการ “ศุภจี” สั่ง พาณิชย์ กำหนด 6 มาตรการเชิงรุก รับมือค่าขนส่งพุ่งช่วยผู้ส่งออก จะช่วยลดผลกระทบระยะสั้นได้ดี แต่ต้องติดตามราคาพลังงานโลกต่อเนื่อง หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม

สำหรับผู้ประกอบการ สนับสนุนให้ติดตามประกาศจากกระทรวงพาณิชย์และเข้าร่วมโครงการช่วยเหลือ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ท่านคิดอย่างไรกับมาตรการนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย

ที่มา – “ศุภจี” สั่ง พาณิชย์ กำหนด 6 มาตรการเชิงรุก รับมือค่าขนส่งพุ่งช่วยผู้ส่งออก

ส.อ.ท. จับมือ ธปท. รับมือบาทแข็ง-ภาษีสหรัฐฯ

ส.อ.ท. ผนึกกำลัง ธปท. สู้ศึกเศรษฐกิจ รับมือบาทแข็ง-ภาษีสหรัฐฯ ชู 4GO ยกระดับ SME

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จับมือกันเพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทย ท่ามกลางความท้าทายจากปัญหา บาทแข็ง ภาษีจากสหรัฐฯ และสภาพคล่องของธุรกิจ

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. ได้หารือร่วมกับ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. ณ ห้อง Passion ส.อ.ท. เพื่อหาแนวทางสร้างความมั่นคงทางการเงินของประเทศ

นายเกรียงไกร กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายหลายด้าน ทั้งผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ การหาตลาดใหม่ การกระตุ้นเศรษฐกิจ การแก้ไขหนี้สินและสภาพคล่อง การลดต้นทุนพลังงาน มาตรการเยียวยาจากการปิดด่านชายแดน รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับ บาทแข็ง การหารือครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ

นายวิทัย กล่าวว่า ธปท. ทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานเพื่อเชื่อมโยงนโยบายการเงินและการคลัง และจะทำงานร่วมกับภาคธุรกิจมากขึ้น เพื่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่ประชุมได้หารือถึงนโยบายการขับเคลื่อน ส.อ.ท. โดยมุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมดั้งเดิม (First Industries) ไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (Next-Gen Industries) ผ่านการเปลี่ยนรูปแบบการผลิตจาก OEM ไปเป็น ODM หรือ OBM และใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม เช่น ดิจิทัล AI และระบบอัตโนมัติ รวมถึงการผลิตเพื่อความยั่งยืน และพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะสูง

นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังดำเนินงานภายใต้แนวคิด 4GO เพื่อยกระดับ SMEs ได้แก่

  • Go Digital & AI: ยกระดับอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์
  • Go Innovation: สร้างผู้ประกอบการด้วยนวัตกรรม
  • Go Global: ยกระดับมาตรฐานสินค้าให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลก
  • Go Green: ขับเคลื่อนองค์กรสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

นายวิทัย กล่าวว่า ภารกิจหลักของ ธปท. คือ การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว โดยมี 3 ส่วนคือ การสร้างเสถียรภาพทางการเงิน การสร้างเสถียรภาพทางระบบสถาบันทางการเงิน และการสร้างเสถียรภาพทางระบบการชำระเงิน

“วันนี้ เราอยู่ในจุดที่เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจต่างๆ เหมือนกัน และเราจะหารือร่วมกันเพื่อหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตได้ในระดับที่เหมาะสม และเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินของประเทศดำรงอยู่ได้ ”

นายนาวา จันทนสุรคน รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวถึงมาตรการรับมือผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ และสงครามการค้า โดยระบุว่า อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบแล้ว ได้แก่ เหล็ก อลูมิเนียม ยานยนต์และชิ้นส่วน ไม้อัด ไม้บาง และวัสดุแผ่น เฟอร์นิเจอร์ และอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาการนำเข้า ได้แก่ เหล็ก อลูมิเนียม หล่อโลหะ เครื่องจักรกลและระบบอัตโนมัติ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

TDRI ประเมินว่า หากไทยแข่งขันไม่ได้ GDP อาจอยู่ที่ -0.77% และการส่งออกไปสหรัฐฯ -15.4% แต่หากแข่งขันได้ GDP จะอยู่ที่ -0.01% และสามารถชดเชยได้จากการขยายตลาดส่งออกในภูมิภาคอื่น

นายนาวา เสนอแนะให้ภาครัฐสนับสนุนข้อมูลแก่ผู้ประกอบการ และผลักดันมาตรการทางการเงิน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวและปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน พร้อมทั้งหาตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยงทางการค้า

นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีมาตรการบรรเทาผลกระทบในช่วงปรับตัว เช่น การชะลอการจัดชั้นหนี้ การปรับโครงสร้างสินเชื่อ และการออกมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงิน

อีกทั้งยังมีแนวทางในการรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาท และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

ในส่วนของข้อเสนอแนวทางการส่งเสริมสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ (Made in Thailand : MiT) นายนาวาเสนอให้ผลักดันการใช้สินค้า MiT อย่างจริงจัง โดยส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้ใช้สินค้า MiT และขยายตลาดสินค้า MiT สู่ภาคเอกชนภายใต้โครงการ “ซื้อของไทยเพื่อคนไทย”

นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวถึงมาตรการส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการแก้ปัญหาหนี้ของ SMEs โดยเสนอให้มีมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแบบมีเป้าหมาย สร้าง “ระบบเครดิตทางเลือก” และสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ “ธุรกิจสีเขียวและดิจิทัล”

อีกทั้งยังเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนการขยายพอร์ตการค้าประกันสินเชื่อของ บสย. และจัดตั้ง “กองทุน SME” เพื่อใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย

นายเกรียงไกร กล่าวว่า บาทแข็ง ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออก โดยเฉพาะในภาวะที่ประเทศคู่แข่งเผชิญมาตรการ Reciprocal Tariff จึงต้องหาจุดสมดุลปรับค่าเงินบาทอย่าให้แข็งเกินไป

นายวิทัย กล่าวทิ้งท้ายว่า ธปท. มุ่งรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาท และพร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อบรรเทาผลกระทบ

การร่วมมือของ ส.อ.ท. และ ธปท. ในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ การแก้ไขปัญหา บาทแข็ง ภาษีจากสหรัฐฯ และการสนับสนุน SMEs อย่างจริงจัง จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ข้อเสนอและแนวทางแก้ไขปัญหา บาทแข็ง และมาตรการภาษีสหรัฐฯ

แนวคิด 4GO เพื่อยกระดับ SME คืออะไร?

ส.อ.ท. จับมือ ธปท. รับมือบาทแข็ง-ภาษีสหรัฐฯ

ที่มา – ส.อ.ท. ผนึก ธปท. สู้ศึกเศรษฐกิจ เร่งหาทางรับมือ “บาทแข็ง-ภาษีสหรัฐฯ” ชูแนวคิด 4GO ยกระดับ SME

Scroll to top