เสียงข้างมาก

“เท้ง ณัฐพงษ์” ลั่นลงโทษ “งูเห่า”หนักสุด

“เท้ง ณัฐพงษ์” ลั่นจะลงโทษให้หนักที่สุดเท่าที่ “งูเห่า”ควรได้รับ เป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ เมื่อพรรคประชาชนเตรียมเคลียร์ใจกันหลังเกิดเหตุการณ์ ส.ส.สุริยา วงศ์อารีย์ ส.ส.อุดรธานี โหวตสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นการทรยศพรรคชัดๆ แฟนข่าวการเมืองอย่างเราคงอดสงสัยไม่ได้ว่าพรรคจะรับมือยังไง

“เท้ง ณัฐพงษ์” ลั่นจะลงโทษให้หนักที่สุดเท่าที่ “งูเห่า”ควรได้รับ

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เท้ง ณัฐพงษ์” หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาแถลงเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2569 ที่ทำการพรรค เวลา 13.00 น. โดยยืนยันว่าพรรคจะลงโทษ ส.ส.งูเห่านี้อย่างเด็ดขาดและหนักที่สุดเท่าที่กฎหมายและระเบียบพรรคอนุญาต “การซื้อเสียงเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และเราจะไม่ปล่อยให้เกิดขึ้น” เท้ง ณัฐพงษ์ กล่าวอย่างมั่นใจ

ทีมบริหารพรรคกำลังสื่อสารกับ ส.ส. และสมาชิกทุกคน เพื่อให้ทุกฝ่ายมีข้อมูลชุดเดียวกันเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ พรรคยืนยันว่าจะมีการประชุม ส.ส. เพื่อตัดสินรูปแบบบทลงโทษที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการไล่ออกจากพรรคหรือมาตรการอื่นๆ ที่รุนแรงที่สุด

ตรวจสอบย้อนหลัง ส.ส.งูเห่าไม่ผ่านกระบวนการ?

เท้ง ณัฐพงษ์ ชี้แจงว่าพรรคมีระบบรับฟังความเห็นผ่านคณะกรรมการสรรหา และกำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงตั้งแต่ต้นจนจบ กรณี ส.ส.สุริยา ไม่มีร้องเรียนเข้ามาในช่วงเปิดรับฟังความเห็นจากประชาชน แม้จะมีข่าวลือว่าพรรครับรู้เรื่องการซื้อเสียง แต่เท้งยืนยันว่าเป็นความเข้าใจผิด และจะเคลียร์ให้ชัดเจนเพื่อลงโทษให้หนักที่สุด

ก่อนวันโหวต เท้งเคยยืนยันว่าจะไม่มีงูเห่า เพราะรัฐบาลมีเสถียรภาพ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำลายความเชื่อมั่น เขาตั้งคำถามว่าทำไมต้องทำแบบนี้ ในฐานะหัวหน้าพรรค เขาต้องเชื่อมั่น ส.ส. เพื่อไม่ให้เสียความสัมพันธ์ภายในพรรค

แก้ปัญหางูเห่าต้องแก้ที่รัฐธรรมนูญ

นอกจากลงโทษบุคคล เท้ง ณัฐพงษ์ ยังชี้ว่าปัญหางูเห่ามาจากระบบการเมืองที่บิดเบี้ยว รัฐธรรมนูญปัจจุบันเปิดช่องให้ ส.ส. ขายตัวได้ง่าย พรรคต้องเข้มงวดการตรวจสอบภายในมากขึ้น แต่ที่สำคัญคือต้องแก้ รธน. และกติกาการเมืองให้โปร่งใส หวังว่ารัฐบาลใหม่จะผลักดันตามเจตจำนงประชาชน ไม่ครอบงำองค์กรอิสระ

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่ปัญหาพรรคประชาชน แต่เป็นบาดแผลของการเมืองไทยทั้งระบบ งูเห่าคือ ส.ส.ที่ทรยศประชาชนและพรรคหลังได้รับเลือกตั้ง มักเกิดจากการซื้อตัวด้วยเงินหรือผลประโยชน์อื่นๆ ในอดีตเคยมีกรณีดังๆ มากมายที่ทำให้นักการเมืองเสียชื่อเสียง

พรรคประชาชนกำลังแสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดในการรับมือ ซึ่งอาจเป็นตัวอย่างที่ดีให้พรรคอื่นๆ นอกจากนี้ ยังมีกระแสเรียกร้องจากประชาชนให้มีกฎหมายปราบงูเห่าให้ชัดเจน เช่น ห้ามเปลี่ยนพรรคหลังเลือกตั้ง หรือลงโทษทางอาญา

  • บทลงโทษที่เป็นไปได้: ไล่ออกจากพรรค, สูญเสียสิทธิสมัครเลือกตั้ง, ฟ้องร้องคดีซื้อเสียง
  • มาตรการป้องกัน: ระบบสรรหาเข้มงวด, อบรมจริยธรรม ส.ส.
  • การแก้ระบบ: แก้ รธน.มาตราเลือกตั้ง, เสริมอำนาจพรรคควบคุม ส.ส.

ในมุมมองของผม เหตุการณ์ “เท้ง ณัฐพงษ์” ลั่นจะลงโทษให้หนักที่สุดเท่าที่ “งูเห่า”ควรได้รับ นี้เป็นสัญญาณบวกว่าการเมืองไทยกำลังเปลี่ยนแปลง ประชาชนควรติดตามใกล้ชิด เพราะอาจนำไปสู่การปฏิรูประบบใหญ่ หากคุณเป็นคนรักการเมือง ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ว่าคิดว่าควรลงโทษยังไง หรือติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาด!

สุดท้ายแล้ว การเมืองที่ดีต้องไร้การทรยศ หวังว่าพรรคประชาชนจะเป็นผู้นำในการกำจัดงูเห่าออกจากระบบไทย

ที่มา – “เท้ง ณัฐพงษ์” ลั่นจะลงโทษให้หนักที่สุดเท่าที่ “งูเห่า”ควรได้รับ

“ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ

สถานการณ์การเมืองไทยหลังการเลือกตั้งกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ โดยเฉพาะในพรรคขนาดกลางอย่างไทยสร้างไทย (ทสท.) ที่กำลังเผชิญความท้าทายภายใน ล่าสุด “ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ กลายเป็นประเด็นร้อนที่สื่อการเมืองให้ความสนใจอย่างมาก นายต่อพงษ์ ไชยสาสน์ รองหัวหน้าพรรค ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนท่ามกลางความไม่แน่นอนของการจัดตั้งรัฐบาล

“ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ

จากข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 นายต่อพงษ์ ไชยสาสน์ ได้แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ภายในพรรคไทยสร้างไทย โดยระบุว่าพรรคยังมีข้อเห็นต่างเรื่องการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี แม้ว่าการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) จะมอบหมายให้รักษาการหัวหน้าพรรครับผิดชอบเจรจาเพื่อสนับสนุนเสียงข้างมากในการจัดตั้งรัฐบาลแล้วก็ตาม ความเห็นต่างนี้เกิดจากหลายปัจจัย เช่น ผลการเลือกตั้งที่พรรคได้ที่นั่งไม่มากนัก รวมถึงเหตุการณ์การเมืองล่าสุดที่ทำให้สมาชิกบางคนมีความห่วงใยต่ออนาคตของประเทศ

“ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขาเข้าใจมุมมองของทุกคนที่ต้องการรัฐบาลที่มีศักยภาพโดยเร็วที่สุด แต่หากยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ตนเองจะขอไม่รับตำแหน่งบริหารใดๆ ในพรรคอีกต่อไปในการประชุมสามัญที่จะมาถึง และจะส่งกำลังใจให้ชุดบริหารใหม่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

บริบทการเมืองและพรรคไทยสร้างไทย

พรรคไทยสร้างไทยก่อตั้งโดยนางสาวอุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวนายทักษิณ ชินวัตร ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง 2566 พรรคมีจุดยืนชัดเจนเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และประชาธิปไตย หลังเลือกตั้งได้ ส.ส. จำนวนหนึ่ง แต่ไม่เพียงพอที่จะเป็นแกนนำหลักในการจัดตั้งรัฐบาล ทำให้ต้องเจรจากับพรรคอื่น สถานการณ์ปัจจุบันที่ “ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ สะท้อนถึงความแตกแยกภายในที่อาจกระทบต่อความเป็นเอกภาพของพรรค

  • ผลกระทบจากการเลือกตั้ง: พรรคได้ที่นั่งน้อยกว่าที่คาด ส่งผลให้เกิดคำถามเรื่องทิศทาง
  • การเจรจาจัดตั้งรัฐบาล: ต้องประสานเสียงกับพรรคเพื่อไทยและพรรคอื่น
  • จุดยืนส่วนตัวของ ส.ส.: แต่ละคนมีมุมมองต่างต่อผู้สมัครนายกฯ

จุดยืนของนายต่อพงษ์และผลกระทบที่อาจเกิด

นายต่อพงษ์ ถือเป็นนักการเมืองรุ่นเก๋าที่มีประสบการณ์ยาวนาน เคยสังกัดพรรคประชาธิปัตย์มาก่อน จุดยืนที่ชัดเจนของเขาครั้งนี้ไม่ใช่แค่การแสดงความกังวล แต่เป็นการเตือนใจให้พรรคหาข้อสรุปโดยเร็ว หาก “ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ ต่อไป อาจนำไปสู่การปรับโครงสร้างบริหารพรรคครั้งใหญ่ ส่งผลให้พรรคเสียความน่าเชื่อถือในสายตานักการเมืองอื่น

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น การตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครนายกฯ จากกกต. และการตีความรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ทำให้เกิดความล่าช้าในการโหวต สมาชิกพรรคไทยสร้างไทยต้องเร่งหาทางออกเพื่อไม่ให้พลาดโอกาสสำคัญ

การแสดงจุดยืนของนายต่อพงษ์นี้ สะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อพรรคและประเทศ เขาเชื่อว่ารัฐบาลที่เข้มแข็งจะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ อาชญากรรม และความเหลื่อมล้ำได้ดียิ่งขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้เป็นบททดสอบสำคัญสำหรับพรรคไทยสร้างไทย หากสามารถรวมใจกันได้ จะกลายเป็นพรรคที่แข็งแกร่งในอนาคต ติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว

ที่มา – “ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ ลั่นหากไร้ข้อสรุป ขอไม่รับตำแหน่งบริหารพรรคต่อ

“แก้วตา” ฉะ ส่ง “เท้ง” ชิงโหวตนายกฯ ละครการเมือง

ในวงการการเมืองไทยที่ร้อนระอุ พรรคการเมืองต่างๆ กำลังแย่งชิงอำนาจเพื่อจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ล่าสุดเกิดดราม่าร้อนแรงเมื่อ “แก้วตา” ฉะ ส่ง “เท้ง” ชิงโหวตนายกฯ ละครการเมือง เหน็บ รู้อยู่เต็มอกไม่มีทางชนะ ทำให้ชาวโซเชียลมีเดียแตกตื่นและวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกเบื้องหลังเหตุการณ์นี้ เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมการเมืองไทยถึงถูกมองว่าเป็นเพียง “ละคร” ที่ไม่สร้างประโยชน์ให้ประชาชน

“แก้วตา” ฉะ ส่ง “เท้ง” ชิงโหวตนายกฯ ละครการเมือง เหน็บ รู้อยู่เต็มอกไม่มีทางชนะ

เมื่อเวลา 14.02 น. วันที่ 14 มีนาคม 2569 น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ หรือที่รู้จักกันในนาม “แก้วตา” อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาชน (ปชน.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว วิจารณ์การตัดสินใจของพรรคประชาชนที่ส่งนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน ลงชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในสภา แม้จะรู้ดีว่ามีโอกาสชนะแทบเป็นศูนย์ แก้วตา มองว่านี่ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง แต่เป็นเพียงเกมการเมืองเพื่อสร้างภาพลักษณ์ สร้างมีม และเก็บกระแสโซเชียลเพื่อโยนความผิดไปยังพรรคเพื่อไทย (พท.)

ที่มาของดราม่า “แก้วตา” ฉะ ส่ง “เท้ง” ชิงโหวตนายกฯ

ปัจจุบัน พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กลายเป็นแกนนำหลักในการจัดตั้งรัฐบาล พร้อมประกาศโครงสร้างพรรคร่วมรัฐบาลไปแล้ว ขณะที่พรรคประชาชนเพิ่งมีมติส่ง “เท้ง” ลงชิงโหวตอย่างเป็นทางการ แก้วตา ชี้ว่าการกระทำเช่นนี้ไม่เคารพหลักการประชาธิปไตยที่ยึดเสียงข้างมาก หากรู้อยู่แล้วว่าตัวเลขไม่ถึง ก็ไม่ควรเล่นละครเพื่อปั่นกระแสอารมณ์มวลชน แล้วนำความผิดหวังมาโจมตีฝ่ายอื่น

แก้วตายังเหน็บว่าพรรคประชาชนชอบสร้างความคาดหวังเกินจริง แล้วเมื่อแพ้ก็หันไปขายวาทกรรม “ตระบัดสัตย์” ทั้งที่รู้เกม รู้ตัวเลข และรู้ผลลัพธ์ตั้งแต่ต้น การทำซ้ำๆ แบบนี้ทำให้ประชาชนชินกับการโกหกทางการเมือง ชินกับการอ้างหลักการเฉพาะเมื่อได้ประโยชน์ และกลายเป็นฝ่ายค้านเชิงแสดงมากกว่าสร้างผลงานจริง

ทำไมถึงถูกมองว่าเป็นละครการเมือง?

  • รู้ผลลัพธ์ล่วงหน้า: พรรคประชาชนทราบดีว่าพรรคร่วมรัฐบาลมีเสียงข้างมาก ไม่มีทางชนะโหวต
  • สร้างภาพลักษณ์: เพื่อแสดงว่า “เราสู้แล้ว” เก็บคอนเทนต์ มีม และดราม่าในโซเชียล
  • หมกมุ่นวาทกรรม: เอาชนะทางคำพูดมากกว่าสร้างนโยบายแก้ปัญหาประชาชน
  • ไม่สร้างประโยชน์: ไม่ช่วยลดค่าครองชีพ แก้เศรษฐกิจ หรือเพิ่มอำนาจประชาชน

การเมืองแบบนี้ใช้ประชาชนเป็นเพียงฉากหลังของเกมพรรคการเมือง สุดท้ายผู้ที่เสียหายคือประชาชนที่หวังพึ่งพาการเมืองเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น แทนที่จะได้นโยบายจริงจัง กลับได้แค่สงครามแฟนคลับในโลกออนไลน์

ผลกระทบต่อการเมืองไทยและประชาชน

เหตุการณ์ “แก้วตา” ฉะ ส่ง “เท้ง” ชิงโหวตนายกฯ ละครการเมือง เหน็บ รู้อยู่เต็มอกไม่มีทางชนะ สะท้อนปัญหาใหญ่ของการเมืองไทยที่หมกมุ่นกับภาพลักษณ์มากกว่าผลงาน หากพรรคการเมืองหันมาโฟกัสที่ปัญหาเร่งด่วน เช่น เศรษฐกิจถดถอย ค่าครองชีพแพง การศึกษา และสาธารณสุข ประชาชนจะได้รับประโยชน์มากกว่า การชิงโหวตนายกฯ แบบนี้ยิ่งทำให้สภาฯ กลายเป็นเวทีละคร ลดความน่าเชื่อถือของระบบการเมือง

นอกจากนี้ ยังมีเสียงวิจารณ์จากนักการเมืองและนักวิชาการที่เห็นด้วยกับแก้วตา ว่าพรรคฝ่ายค้านควรเสนอนโยบายทางเลือก แทนการเล่นเกมที่รู้ผลแน่นอน เพื่อสร้างทางเลือกให้ประชาชนจริงๆ

ท้ายที่สุด การเมืองต้องเปลี่ยนจาก “เอาชนะวาทกรรม” สู่ “สร้างผลลัพธ์ให้ประชาชน” หากไม่เปลี่ยน ประชาชนจะเหนื่อยใจกับละครการเมืองนี้ต่อไป คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้การเมืองไทยดีขึ้น!

ที่มา – “แก้วตา” ฉะ ส่ง “เท้ง” ชิงโหวตนายกฯ ละครการเมือง เหน็บ รู้อยู่เต็มอกไม่มีทางชนะ

กกต.เนปาลเผย พรรค RSP ของบาลานดรา ชาห์ ชนะเลือกตั้งถล่มทลาย

กกต.เนปาลเผย พรรค RSP ของบาลานดรา ชาห์ ชนะเลือกตั้งถล่มทลาย สร้างความฮือฮาให้กับวงการการเมืองเนปาล หลังจากพรรคนี้กวาดเก้าอี้สมาชิกรัฐสภาได้ถึง 182 ที่นั่ง จากทั้งหมด 275 ที่นั่ง ใกล้เคียงกับการครองเสียงข้างมากเด็ดขาดแบบ 2 ใน 3

การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองเนปาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเหตุการณ์ประท้วงต่อต้านคอร์รัปชันจากกลุ่มเยาวชนเจนซีเมื่อปีที่แล้ว ที่นำไปสู่การล้มรัฐบาลชุดเก่า พรรค RSP ซึ่งเป็นพรรคสายกลางก่อตั้งใหม่ โดยนำโดยบาลานดรา ชาห์ อดีตแรปเปอร์ชื่อดังที่ผันตัวสู่การเมือง สามารถดึงดูดคะแนนจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่ได้อย่างมหาศาล

กกต.เนปาลเผย พรรค RSP ของบาลานดรา ชาห์ ชนะเลือกตั้งถล่มทลาย

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ของเนปาล ได้แถลงผลการนับคะแนนอย่างเป็นทางการ จากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สภาล่าง) เมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา นายนารายัน ปราสาท ภัตตาไร โฆษกกกต. กล่าวว่า “การนับคะแนนเสร็จสิ้นแล้ว” โดยพรรค RSP คว้าที่นั่งจากการเลือกตั้งโดยตรง 125 จาก 165 ที่นั่ง และเพิ่มอีก 57 ที่นั่งจากระบบสัดส่วน ทำให้รวมทั้งสิ้น 182 ที่นั่ง ขาดเพียง 2 ที่นั่งจากโควตาเสียงข้างมากเด็ดขาด

ผลการเลือกตั้งพรรคต่างๆ แบบละเอียด

นี่คือผลการเลือกตั้งที่กกต.เนปาลเผย พรรค RSP ของบาลานดรา ชาห์ ชนะเลือกตั้งถล่มทลาย โดยพรรคเก่าแก่หลายพรรคต้องพ่ายแพ้อย่างน่าตกใจ:

  • พรรค RSP: 125 ที่นั่ง (โดยตรง) + 57 (สัดส่วน) = 182 ที่นั่ง
  • พรรคเนปาลี คองเกรส (Nepali Congress): 38 ที่นั่ง (เคยเป็นพรรคใหญ่สุดชุดก่อน)
  • พรรค CPN-UML: 25 ที่นั่ง (ของเคพี ชาร์มา โอลี อดีตนายกฯ)
  • พรรคคอมมิวนิสต์เนปาล (ลัทธิเหมา): 7 ที่นั่ง
  • พรรคอื่นๆ ได้ที่นั่งเหลือน้อยนิด

กกต.ยังแจ้งให้พรรคการเมืองส่งรายชื่อผู้สมัครภายใน 3 วัน เพื่อเตรียมการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

บาลานดรา ชาห์ คือใคร?

บาลานดรา ชาห์ หรือที่รู้จักในชื่อ Balen Shah เป็นบุคคลที่โดดเด่นในเนปาล เขาเริ่มต้นอาชีพเป็นแรปเปอร์และนักดนตรีฮิปฮอป ก่อนจะหันมาลงสมัครนายกเทศมนตรีกรุงกาฐมัณฑลในปี 2565 และชนะแบบถล่มทลายด้วยคะแนนกว่า 50% โดยสัญญาว่าจะต่อสู้กับคอร์รัปชันและพัฒนาเมือง ต่อมาจึงก่อตั้งพรรค RSP เพื่อขยายอิทธิพลสู่ระดับชาติ พรรคนี้เน้นนโยบายโปร่งใส ต่อต้านเผด็จการ และให้โอกาสคนรุ่นใหม่ ซึ่งตอบโจทย์สังคมเนปาลที่เบื่อหน่ายนักการเมืองเก่า

พื้นหลังการเลือกตั้งและกระแส Gen Z

การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การประท้วงใหญ่ของกลุ่มเยาวชน Gen Z ในเดือนกันยายน 2568 ที่เริ่มจากต่อต้านคอร์รัปชัน แต่บานปลายเป็นความรุนแรง จนโค่นล้มรัฐบาลผสมชุดก่อน กว่า 20 ปีที่ผ่านมา การเมืองเนปาลวนเวียนอยู่กับรัฐบาลผสมที่นำโดย 3 พรรคใหญ่ โดย 2 พรรคเป็นแนวคอมมิวนิสต์ ทำให้ประชาชนผิดหวังกับปัญหาคอร์รัปชัน เศรษฐกิจล้มเหลว และความเหลื่อมล้ำ

กระแสคนรุ่นใหม่ที่ RSP ดึงดูดได้สำเร็จ แสดงให้เห็นว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องการผู้นำที่สดใหม่ ไม่ยึดติดระบบเก่า การชนะถล่มทลายของพรรคนี้จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากนโยบายที่ตรงใจประชาชน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่และพื้นที่ชนบทที่เคยถูกทอดทิ้ง

ผลกระทบต่อการเมืองเนปาลในอนาคต

ชัยชนะของ RSP จะนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลที่มั่นคงครั้งแรกในรอบหลายปี โดยบาลานดรา ชาห์มีโอกาสสูงที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่เนปาลหลุดพ้นจากวงจรการเมืองเก่าแก่ อย่างไรก็ตาม ยังมีอุปสรรค เช่น การรวมเสียงจากพรรคเล็ก และแรงกดดันจากพรรคคอมมิวนิสต์ที่ยังมีฐานเสียงแข็งแกร่ง

ในมุมมองของผู้เขียน ชัยชนะนี้เป็นสัญญาณบวกว่าประชาธิปไตยในเนปาลกำลังฟื้นตัว คนรุ่นใหม่มีพลังเปลี่ยนแปลงได้จริง หากคุณสนใจการเมืองต่างประเทศ ลองติดตามพัฒนาการต่อไป และแสดงความเห็นในคอมเมนต์ว่าคุณคิดอย่างไรกับปรากฏการณ์นี้!

ที่มา – กกต.เนปาลเผย พรรค RSP ของ “บาลานดรา ชาห์” ชนะเลือกตั้งถล่มทลาย

“อนุทิน” ปัดจบดีลรัฐบาล ย้ำยังไม่เริ่ม ลั่น“ผมเป็นคนดีล”

สวัสดีครับทุกท่าน! วันนี้เรามาคุยกันเรื่องการเมืองร้อนๆ ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในขณะนี้ นั่นคือ “อนุทิน” ปัดจบดีลรัฐบาล ย้ำยังไม่เริ่ม ลั่น“ผมเป็นคนดีล” ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตา หลังจากมีข่าวลือหนาหูเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ มาดูกันว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายกรัฐมนตรีปัจจุบัน ได้ออกมาพูดอะไรบ้าง

“อนุทิน” ปัดจบดีลรัฐบาล ย้ำยังไม่เริ่ม ลั่น“ผมเป็นคนดีล”

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 11.50 น. นายอนุทิน ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน หลังจากที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย ออกมาแฉว่าดีลตั้งรัฐบาลจบแล้ว 300 เสียง นายอนุทินตอบแบบชัดเจน ร้อง ‘ฮึ’ แล้วถามสื่อว่า ‘มาตู้ผมป่าว’ พร้อมชี้ตัวเองและย้ำว่า ‘คนดีลคือคนนี้’ แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจและบทบาทหลักในการเจรจาของตัวเอง

สถานการณ์คะแนนเสียงยังไม่นิ่ง กกต. กำลังนับใหม่

นายอนุทิน ชี้แจงว่าตอนนี้ยังไม่มีการเริ่มดีลอะไรทั้งสิ้น เพราะกำลังมีการนับคะแนนใหม่ ส.ส. บัญชีรายชื่อหลายเขต และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็เพิ่งออกข่าวมา ดังนั้นจึงยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องดีลตั้งรัฐบาล ส่วนหลักการเดิมที่ต้องโหวตนายกฯ ก่อนแล้วค่อยคุยตำแหน่งนั้น ตอนนี้ยังรอให้ทุกอย่างนิ่งก่อน ‘ทุกวันนี้ได้แต่ประมาณเอาว่ามี ส.ส. อยู่เท่าไหร่ ถ้าทุกอย่างไม่นิ่งก็ไปคุยกับใครไม่ได้’

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการประกาศผลจาก กกต. นายอนุทิน บอกว่า กกต. ไม่ได้ขึ้นกับรัฐบาล จึงรายงานไม่ได้ และเรื่องประเด็นเลือกตั้งโมฆะจากบาร์โค้ด ก็ตอบว่า ‘ไม่ทราบครับ’ แสดงถึงความระมัดระวังในการให้ข้อมูล

เมินกระแสข่าวรัฐบาลไฟจราจรและเซอร์ไพรส์จาก ร.อ.ธรรมนัส

ที่น่าสนใจคือ เมื่อสื่อถามถึงกระแสตั้งรัฐบาลสีไฟจราจร ที่พรรคเพื่อไทย กล้าธรรม และประชาชน ร่วมมือกันเพื่อผลักพรรคภูมิใจไทยไปเป็นฝ่ายค้าน นายอนุทิน ไม่ตอบตรงๆ เพียงหัวเราะในลำคอ และเมื่อถามเรื่องตั้งรัฐบาลแข่งเพื่อล้มรัฐบาลปัจจุบัน ก็หัวเราะแล้วบอก ‘เหรอ’

  • กระแสเซอร์ไพรส์ใหญ่หลัง 25 ก.พ. จาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่จะกลับจากต่างประเทศ
  • นายอนุทิน ตอบ ‘ไม่ได้ยิน’
  • เมื่อถามกลัวจะโดนแฉหรือมีไม้เด็ด ก็ย้อน ‘กลัวหมายความว่ากลัวยังไง’

พฤติกรรมเหล่านี้แสดงให้เห็นว่านายอนุทินยังคงนิ่งและไม่หวั่นไหวกับข่าวลือ สถานการณ์การเมืองไทยกำลังเข้มข้น ทุกฝ่ายกำลังรอผลนับคะแนนใหม่จาก กกต. ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางต่อไป

จากมุมมองของผม สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย ที่ดีลต่างๆ ต้องรอให้คะแนนชัดเจนก่อน นายอนุทินที่ลั่น ‘ผมเป็นคนดีล’ น่าจะมีแผนการในใจแล้ว แต่ยังไม่เปิดไพ่ ทุกคนควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจมีเซอร์ไพรส์รออยู่!

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? คอมเมนต์มาบอกกันได้เลยนะครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากชอบ เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อัพเดทข่าวการเมืองล่าสุด

ที่มา – “อนุทิน” ปัดจบดีลรัฐบาล ย้ำยังไม่เริ่ม ลั่น“ผมเป็นคนดีล”

ไทยสร้างไทย-ทางเลือกใหม่หนุนอนุทินนายกฯ 281 เสียง

วันนี้เรามีข่าวการเมืองร้อนๆ มาอัปเดตกันครับ พรรคภูมิใจไทยกำลังเร่งรวบรวมพันธมิตรเพื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยล่าสุดมีการ เปิดตัว ไทยสร้างไทย-ทางเลือกใหม่ ประกาศหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ รวมเสียงทะลุ 281 เสียง ซึ่งเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ชัดเจนขึ้นมาก หลังจากผลเลือกตั้งออกมา พรรคใหญ่ๆ เริ่มจับมือกันเพื่อแก้ปัญหาประเทศ

เปิดตัว ไทยสร้างไทย-ทางเลือกใหม่ ประกาศหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ รวมเสียงทะลุ 281 เสียง

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.30 น. ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย คึกคักไปด้วยแกนนำพรรคเล็กๆ ที่เดินทางมาร่วมหารือ นำโดยนายราเชน ตระกูลเวียง หัวหน้าพรรคทางเลือกใหม่ นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย และนายอุดมเดช รัตนเสถียร ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคไทยสร้างไทย พวกเขามาพบปะกับนายทรงศักดิ์ ทองศรี แกนนำพรรคภูมิใจไทย และนายสิรภพ ดวงสอดศรี ผู้อำนวยการพรรค เพื่อคุยเรื่องร่วมรัฐบาลและสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี

หลังจากนั้น นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย พร้อมนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรค ได้แถลงข่าวความคืบหน้า บอกว่านายทรงศักดิ์ได้ประสานงานกับพรรคไทยสร้างไทยและทางเลือกใหม่แล้ว ให้มาร่วมเดินหน้าเลือกนายกฯ ไปด้วยกัน นี่คือการยืนยันชัดเจนของ เปิดตัว ไทยสร้างไทย-ทางเลือกใหม่ ประกาศหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ รวมเสียงทะลุ 281 เสียง

เหตุผลที่พรรคเล็กๆ เลือกหนุนอนุทิน

นายอุดมเดช จากไทยสร้างไทย กล่าวว่าตนคุ้นเคยกับนายทรงศักดิ์จากกลุ่ม 16 พรรค และเห็นด้วยว่าประเทศไทยต้องการรัฐบาลเข้มแข็งเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจและความมั่นคงชายแดน ปัญหาเหล่านี้รุมเร้าเราอยู่ หากไม่มีรัฐบาลที่มั่นคงจะยิ่งแย่ ดังนั้นหลังนับคะแนนเสร็จ พวกเขาพร้อมสนับสนุนพรรคเสียงข้างมาก ซึ่งตอนนี้คือพรรคภูมิใจไทย

ส่วนนายราเชน หัวหน้าพรรคทางเลือกใหม่ ย้ำว่าเคารพกติกาเสียงข้างมาก แม้พรรคตัวเองมีแค่ 1 เสียง แต่ยินดีโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ ตามหลักสากล นี่แสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพในวงการเมืองไทยยุคนี้

รายชื่อพรรคและจำนวนเสียงสนับสนุน

ตอนนี้รวมเสียงได้ 281 เสียงแล้ว ซึ่งเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร นี่คือรายละเอียด:

  • พรรคภูมิใจไทย 193 เสียง
  • พรรคเพื่อไทย 74 เสียง
  • พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง
  • พรรคใหม่ 1 เสียง
  • พรรครวมใจไทย 1 เสียง
  • พรรคไทยทรัพย์ทวี 1 เสียง
  • พรรครวมพลังประชาชน 1 เสียง
  • พรรคมิติใหม่ 1 เสียง
  • พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 เสียง
  • พรรคเพื่อชาติไทย 2 เสียง
  • พรรคทางเลือกใหม่ 1 เสียง
  • พรรคไทยสร้างไทย 2 เสียง

ส่วนพรรคกล้าธรรมที่มี 58 เสียง ยังไม่ชัดเจน นายไชยชนกบอกว่ามีการคุยกับนายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคแล้ว และนายอนุทินคุยกับนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคเบื้องต้น แต่รอสรุปอย่างเป็นทางการ พรรคกล้าธรรมจะประชุมบ่ายวันนี้ด้วย ทุกอย่างยังมีโอกาส และไม่มีเงื่อนไขอะไรชัดเจนจากพรรคเล็กๆ

โฆษกพรรคภูมิใจไทยยังบอกว่าจะมีแถลงข่าวต่อเนื่อง วันพรุ่งนี้ก็มีอีก การ เปิดตัว ไทยสร้างไทย-ทางเลือกใหม่ ประกาศหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ รวมเสียงทะลุ 281 เสียง ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้รัฐบาลใหม่ใกล้เกิดขึ้น

ในมุมมองของผม การรวมตัวแบบนี้แสดงให้เห็นว่าพรรคการเมืองไทยเริ่มจริงจังกับการแก้ปัญหาประเทศมากขึ้น ไม่ใช่แค่แย่งชิงอำนาจ รัฐบาลที่เข้มแข็งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและความมั่นคงได้จริง หากคุณสนใจข่าวการเมือง ลองติดตามต่อและแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดว่ารัฐบาลชุดนี้จะทำอะไรได้บ้างนะครับ!

ที่มา – เปิดตัว ไทยสร้างไทย-ทางเลือกใหม่ ประกาศหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ รวมเสียงทะลุ 281 เสียง

เอ็กซิตโพลชี้ พรรคนายกฯญี่ปุ่นจ่อชนะถล่มทลาย

เอ็กซิตโพลชี้ พรรคนายกฯ ญี่ปุ่นจ่อชนะเลือกตั้ง คว้าเสียงข้างมากถล่มทลาย เป็นข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในแวดวงการเมืองโลก โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่กำลังเข้าสู่ยุคใหม่ภายใต้นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก ซานาเอะ ทาคาอิจิ ผลสำรวจเบื้องต้นจากสถานี NHK ชี้ว่าพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ของเธอมีโอกาสสูงมากที่จะกวาดที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรได้อย่างเด็ดขาด

เอ็กซิตโพลชี้ พรรคนายกฯ ญี่ปุ่นจ่อชนะเลือกตั้ง คว้าเสียงข้างมากถล่มทลาย

การเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นครั้งนี้จัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งล่วงหน้าโดยนายกฯ ทาคาอิจิประกาศยุบสภาเพื่อหวังใช้โมเมนตัมจากคะแนนนิยมที่พุ่งปรี๊ดตั้งแต่เธอขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค LDP เมื่อปลายปีก่อน ตามผลเอ็กซิตโพลของ NHK พรรค LDP คาดว่าจะได้ที่นั่งระหว่าง 274 ถึง 328 ที่นั่ง จากทั้งหมด 465 ที่นั่ง ซึ่งเกินกว่า 233 ที่นั่งที่ต้องการสำหรับเสียงข้างมากแบบเดี่ยวแล้ว หากรวมกับพันธมิตรอย่างพรรคอิชิน (Japan Innovation Party) อาจทะลุ 366 ที่นั่งไปเลยทีเดียว

เอ็กซิตโพลชี้ พรรคนายกฯ ญี่ปุ่นจ่อชนะเลือกตั้ง คว้าเสียงข้างมากถล่มทลาย: ปัจจัยหลัก

อะไรทำให้พรรคของทาคาอิจิรุดหน้าขนาดนี้? ภาพลักษณ์ของเธอที่ตรงไปตรงมา ขยันขันแข็ง และมีแนวคิดชาตินิยมแข็งกร้าว คือจุดขายหลัก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่ อายุต่ำกว่า 30 ปี ที่สนับสนุนเธอเกือบ 90% ตามโพลล่าสุด แฟนคลับเรียกกระแสนี้ว่า “ซานะคัตสึ” หรือความคลั่งไคล้ซานาเอะ สินค้าที่เธอใช้อย่างกระเป๋าถือหรือปากกาสีชมพูกลายเป็นไอเท็มฮอต ขายเกลี้ยงในทันที

นโยบายเด่นที่เธอผลักดันคือการลดภาษี โดยเฉพาะระงับภาษีมูลค่าเพิ่ม 8% สำหรับอาหาร เพื่อบรรเทาค่าครองชีพที่พุ่งสูงจากเงินเฟ้อ แต่ก็สร้างความกังวลให้ตลาดการเงินและผู้สูงอายุที่กลัวภาระหนี้สินของญี่ปุ่นซึ่งสูงสุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วจะยิ่งบานปลาย นอกจากนี้ แนวทางด้านความมั่นคงที่แข็งกร้าวทำให้ความสัมพันธ์กับจีนตึงเครียด แต่กลับได้รับการหนุนจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ที่ประกาศสปอร์ตเต็มที่

  • ที่นั่งที่คาดการณ์: LDP 274-328 ที่นั่ง
  • รวมพันธมิตร: สูงสุด 366 ที่นั่ง
  • กลุ่มสนับสนุนหลัก: เยาวชนและชาตินิยม
  • นโยบายหลัก: ลดภาษีอาหาร, เสริมความมั่นคง

การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 3 ในฤดูหนาวยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แสดงถึงกลยุทธ์เสี่ยงสูงของทาคาอิจิ วัย 64 ปี ที่พิสูจน์ว่าความนิยมส่วนตัวของเธอสามารถพลิกเกมได้ แม้จะมีเสียงวิจารณ์เรื่องนโยบายเศรษฐกิจ แต่ฐานเสียงเยาวชนที่เหนียวแน่นน่าจะช่วยให้เธอครองอำนาจต่อไป

ผลกระทบที่อาจตามมาคือ การผลักดันนโยบายชาตินิยมมากขึ้น ส่งผลต่อภูมิรัฐศาสตร์ในเอเชีย โดยเฉพาะความสัมพันธ์ญี่ปุ่น-จีน และการค้าโลก นักวิเคราะห์มองว่าชัยชนะถล่มทลายนี้อาจนำไปสู่รัฐบาลที่มั่นคง ช่วยให้ญี่ปุ่นรับมือวิกฤตเศรษฐกิจได้ดีขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน เอ็กซิตโพลชี้ พรรคนายกฯ ญี่ปุ่นจ่อชนะเลือกตั้ง คว้าเสียงข้างมากถล่มทลาย นี้ไม่ใช่แค่ชัยชนะของ LDP แต่เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านสู่ผู้นำหญิงที่ท้าทายขนบเก่า คุณคิดว่าทาคาอิจิจะนำพาญี่ปุ่นไปทางไหน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากคุณสนใจข่าวการเมืองนานาชาติ ติดตามอัปเดตผลเลือกตั้งจริงได้ที่นี่!

ที่มา – เอ็กซิตโพลชี้ พรรคนายกฯ ญี่ปุ่นจ่อชนะเลือกตั้ง คว้าเสียงข้างมากถล่มทลาย

“อนุทิน” ย้ำพรรคอันดับ 1 จัดตั้งรัฐบาลก่อน ไม่ปิดประตูจับมือแดง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวนักอ่านข่าวการเมือง! วันนี้เรามีเรื่องร้อนๆ มาอัปเดตกันก่อนวันเลือกตั้งใหญ่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 เลยทีเดียว นั่นคือข่าวที่ “อนุทิน” ย้ำพรรคอันดับ 1 จัดตั้งรัฐบาลก่อน ไม่ปิดประตูจับมือแดง มองแก้แค้นไม่มีประโยชน์ จากปากของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และแคนดิเดตนายกฯ เอง สัมภาษณ์สดๆ ใหม่ๆ ที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อ 3 ก.พ. นี้เอง ใครที่กำลังลุ้นผลเลือกตั้ง ห้ามพลาดเลยนะ!

“อนุทิน” ย้ำพรรคอันดับ 1 จัดตั้งรัฐบาลก่อน ไม่ปิดประตูจับมือแดง

นายอนุทิน เปิดใจแบบตรงไปตรงมา เรื่องการจัดตั้งรัฐบาลหลังปิดหีบเลือกตั้ง ย้ำชัดๆ ว่าตามกติกาการเมืองไทยแบบดั้งเดิม พรรคที่ได้ ส.ส. อันดับ 1 มีสิทธิ์จัดตั้งรัฐบาลก่อนเลย ถ้าทำได้ก็จบ ถ้าไม่ได้ก็ค่อยวนไปอันดับ 2 3 ตามลำดับ ไม่มีใครแซงคิวได้ง่ายๆ เหมือนที่ผ่านมาในปี 2562 พรรคพลังประชารัฐนำ และปี 2566 พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ

เขายังบอกอีกว่า ต้องรอผลนับคะแนนให้ชัดเจนก่อน คาดว่าตัวเลขนิ่งจริงๆ ราว 21.00-22.00 น. ของวันเลือกตั้ง ไม่รีบร้อนจับขั้วทันที รอให้ประชาชนตัดสินใจก่อน ฟังดูมีสปิริตดีใช่มั้ยล่ะ?

ไม่ปิดประตูจับมือ ‘แดง-น้ำเงิน’ ถ้าถูกเชิญต้องดูเงื่อนไข

ที่น่าสนใจคือ “อนุทิน” ย้ำพรรคอันดับ 1 จัดตั้งรัฐบาลก่อน ไม่ปิดประตูจับมือแดง ชัดเจน ไม่ปฏิเสธโอกาสร่วมกับพรรคสีแดง (เพื่อไทย) หรือสีน้ำเงิน ถ้าถูกชวนมาคุย แต่ต้องดูเงื่อนไขว่านโยบายของภท. รับได้มั้ย? อยากมี MOA หรือ MOU กำกับ เหมือนคู่มือเดินทาง ไม่ใช่แค่ Gentlemen’s agreement ที่อาจล้มได้ง่ายๆ

ยกตัวอย่าง ถ้าพรรคประชาชน (ปชน.) ได้อันดับ 1 แล้วเชิญภท. ร่วม ก็ต้องนั่งโต๊ะคุยเงื่อนไขกัน ไม่ใช่ตกลงแล้วปีหน้าถอนสัญญาแบบเก่าๆ ที่เคยเจอตอนรัฐบาลเสียงข้างน้อย

  • รอผลเลือกตั้งนิ่งก่อน ไม่พูดชี้นำ
  • ให้เวลาพรรคอันดับ 1 จัดตั้งตามประเพณี
  • พร้อมทำ MOA กับพรรคร่วม เพื่อความมั่นคง
  • ไม่ลอยแพ้ใคร ถ้าจัดได้เกินกึ่งหนึ่งก็จบ

มองแก้แค้นไม่มีประโยชน์ ‘ศัตรูถาวรมี แต่ไม่ทำ’

ส่วนเรื่องอดีตที่เคยโดน ‘เช็กบิล’ หรือลอยแพ้ นายอนุทิน บอกชัด แก้แค้นไม่มีประโยชน์ ถึงมีศัตรูถาวร แต่แสดงออกทำไม? มีอำนาจแล้วแต่เลือกคิดดีๆ ต่อกันดีกว่า ลืมเรื่องไม่ดีไป ยิ้มไหว้เจอหน้าได้ การเมืองไม่มีมิตรแท้ศัตรูถาวรจริงๆ แต่ทำดีต่อกันนี่แหละยั่งยืน

ยกตัวอย่างเรื่องเขากระโดง การรถไฟฟ้องเอง ไม่แทรกแซง รอคำสั่งศาลชัดเจน กรมที่ดินทำตามกฎหมายเป๊ะๆ ไม่กังวลอะไรทั้งนั้น

วันเลือกตั้งนี้ อนุทินวางแผนไปบุรีรัมย์ ใช้สิทธิ์แล้วตระเวนดูพื้นที่บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ เกาะติดสถานการณ์แบบเรียลไทม์ อาจนอนบุรีรัมย์ให้โล่งใจ ไม่ลุ้นที่กรุงเทพฯ 555 แต่ถ้าจับขั้ว คงต้องรอฟังข่าว!

ประเมิน ส.ส. ภท. ลุ้นตัวเลข ‘เล็งผลเลิศไว้ก่อน’

เรื่องคะแนน ส.ส. แบ่งเขต 200 + บัญชี 20? อนุทินบอกไม่เคยปราศรัยตัวเลขแบบนั้น แต่ทีมงานติดตามทุกเขต ลุ้นเต็มที่ ‘เล็งผลเลิศไว้ก่อน’ ถ้าภท. ได้อันดับ 1 ทุกอย่างง่าย? เขาหัวเราะไม่ตอบ แต่ย้ำให้ทุกพรรคโฟกัสหาเสียงให้ได้ใจประชาชนก่อน

ไม่ว่าจะพรรคกล้าธรรม หรือเพื่อไทยกลับมาจับมือ อนุทินบอกเป็นคนลืมง่าย ถ้าทำไม่ดีก็ปล่อยวาง อยากยิ้มให้ทุกคน หลังลงพื้นที่ประชาชนตบมือ ‘ผ่านโปร’ ทำงาน 4 เดือนเสียงแหบเลยทีเดียว

สรุปแล้ว การสัมภาษณ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าอนุทินเล่นการเมืองแบบมีหลักการ เคารพกติกา รอประชาชนตัดสิน ไม่รีบ ไม่แก้แค้น การเมืองไทยรอบนี้ น่าจะเข้มข้น ลุ้นกันยาวๆ ครับ

ความเห็นส่วนตัว: การเมืองดีๆ ต้องมีกติกาชัด ไม่ใช่แค่ชิงเก้าอี้ คุณคิดว่าภท. จะได้เป็นแกนนำมั้ย? หรือพรรคอื่นจะพลิกเกม? คอมเมนต์ความเห็นของคุณด้านล่างนี้เลยนะครับ แล้วอย่าลืมไปใช้สิทธิ์ 8 ก.พ. ด้วย!

ที่มา – “อนุทิน” ย้ำพรรคอันดับ 1 จัดตั้งรัฐบาลก่อน ไม่ปิดประตูจับมือแดง มองแก้แค้นไม่มีประโยชน์

กมธ. ขอถอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังสภาตีตก


การประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2566 เป็นที่น่าจับตา เมื่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้ในการลงมติ ทำให้ต้องตัดสินใจ กมธ. ขอถอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ออกจากการพิจารณาของสภา

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากสมาชิกรัฐสภามีการนับคะแนนรายคนในมาตรา 256/28 ซึ่งเป็นมาตราที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผลปรากฏว่า กมธ.เสียงข้างน้อยเป็นฝ่ายชนะในการลงมติครั้งแรก แม้จะมีการนับคะแนนรอบสอง ผลลัพธ์ก็ยังคงเดิม คือ กมธ.เสียงข้างน้อยยังคงได้รับเสียงสนับสนุนมากกว่า

จากผลการลงมติที่ไม่เป็นไปตามความคาดหมาย ในเวลา 22.07 น. นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ประธานกรรมาธิการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ได้แถลงต่อประธานสภาว่า เนื่องจากผลคะแนนเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับมาตราดังกล่าว กมธ. ขอถอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ได้เสนอมา เพื่อนำกลับไปพิจารณาและปรับปรุงแก้ไขต่อไป

หลังจากนั้น นายจุติ ไกรฤกษ์ ส.ส.พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ประธานกรรมาธิการฯ ได้ปรึกษาหารือกับพรรคการเมืองอื่น ๆ ที่ร่วมกันเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วหรือไม่ ซึ่งนายจาตุรนต์ ฉายแสง ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้ยืนยันว่า ได้มีการปรึกษาหารือกันในเรื่องนี้แล้วก่อนที่จะตัดสินใจ กมธ. ขอถอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

กมธ. ขอถอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ออกจากการพิจารณาของสภา

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและหลากหลายของความคิดเห็นในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การที่ กมธ. ตัดสินใจถอนร่างออกไป ถือเป็นการเปิดโอกาสให้มีการทบทวนและปรับปรุงเนื้อหา เพื่อให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมีความสมบูรณ์และได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายมากยิ่งขึ้น

เบื้องหลังการตัดสินใจถอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

การตัดสินใจถอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของ กมธ. ไม่ได้เกิดขึ้นโดยปราศจากเหตุผล การพ่ายแพ้ในการลงมติถึงสองครั้ง แสดงให้เห็นว่าร่างที่เสนอไปยังมีข้อบกพร่องหรือประเด็นที่ยังไม่ได้รับการเห็นพ้องจากสมาชิกรัฐสภาจำนวนมาก การถอนร่างจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น และเพื่อให้ กมธ. ได้มีเวลาในการปรับปรุงแก้ไขเนื้อหาให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของทุกฝ่ายมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การปรึกษาหารือกับพรรคการเมืองอื่น ๆ ที่ร่วมกันเสนอร่าง ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างรอบคอบและเป็นที่ยอมรับ การที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง ยืนยันว่าได้มีการปรึกษาหารือกันแล้ว แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างความเข้าใจและหาข้อสรุปที่ทุกฝ่ายสามารถยอมรับได้

อย่างไรก็ตาม การถอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญออกไป ก็อาจก่อให้เกิดความผิดหวังในหมู่ประชาชนบางส่วนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ การชะลอหรือเลื่อนการพิจารณาออกไป อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบการเมืองได้

ดังนั้น การที่ กมธ. จะนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญกลับมาพิจารณาอีกครั้ง จึงต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ เพื่อให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ออกมามีความสมบูรณ์ เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน

  • การรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน
  • การพิจารณาข้อดีข้อเสียของร่างแก้ไขอย่างรอบด้าน
  • การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การที่ กมธ. ตัดสินใจถอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญออกจากการพิจารณาของสภา สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตทางการเมืองที่ซับซ้อน การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

แน่นอนว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีความสำคัญต่อการพัฒนาประชาธิปไตยของไทย การที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกถอนออกไป ไม่ได้หมายความว่าความพยายามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะสิ้นสุดลง กมธ. จะต้องนำบทเรียนที่ได้รับมาปรับปรุงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และนำกลับมาเสนอต่อสภาอีกครั้งในอนาคต

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความอดทน แต่หากทุกฝ่ายร่วมมือกันด้วยความจริงใจ เชื่อว่าประเทศไทยจะสามารถมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริงได้

ที่มา – กมธ. ขอถอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญออกจากการพิจารณาของสภา หลังคะแนนเสียงแพ้

Scroll to top