เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

อนุทิน-เอกนิติ ลั่น GDP โต 2.2% ยังไม่พอใจ ต้องโตกว่านี้

เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามองเมื่อ “นายกฯ อนุทิน” ควงคู่ “เอกนิติ” ออกมาให้สัมภาษณ์จากแดนไกลถึงเรื่องสถานการณ์เศรษฐกิจไทย โดยทั้งสองท่านได้ระบุตรงกันว่า อนุทิน-เอกนิติ ลั่นตัวเลข GDP ที่ขยับเป้าโตเป็น 2.2% ยังไม่น่าพอใจ ชี้ ศก.ไทย ต้องโตกว่านี้ ซึ่งถือเป็นทัศนคติที่สะท้อนว่ารัฐบาลต้องการผลักดันประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างเต็มกำลัง

อนุทิน-เอกนิติ ลั่นตัวเลข GDP ที่ขยับเป้าโตเป็น 2.2% ยังไม่น่าพอใจ ชี้ ศก.ไทย ต้องโตกว่านี้

ในการแถลงข่าวล่าสุด นายกรัฐมนตรีได้ย้ำชัดว่า ตัวเลขการเติบโตที่ระดับ 2.2% นั้นยังไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด เราไม่สามารถหยุดอยู่แค่นี้ได้ เพราะในโลกเศรษฐกิจที่มีการแข่งขันสูง การที่เศรษฐกิจจะโตเพียงเล็กน้อยนั้นยังไม่เพียงพอต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในระยะยาว ท่านนายกฯ ได้ตั้งคำถามเชิงสะท้อนความคิดว่า ทำไมเราไม่มองไปถึงการเติบโตระดับ 3-6% เพื่อให้ประเทศก้าวผ่านวิกฤตไปได้อย่างมั่นคง

วิเคราะห์แนวทางเศรษฐกิจจากมุมมองของ อนุทิน-เอกนิติ ลั่นตัวเลข GDP ที่ขยับเป้าโตเป็น 2.2% ยังไม่น่าพอใจ ชี้ ศก.ไทย ต้องโตกว่านี้

ทางด้านนายเอกนิติ ได้เสริมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่ารัฐบาลมาถูกทางแล้ว โดยได้นำมาประคองเศรษฐกิจและลดภาระค่าครองชีพประชาชนผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60:40” อย่างไรก็ตาม เรายังเผชิญกับปัจจัยเสี่ยง 3 ด้าน ได้แก่:

  • วิกฤตพลังงาน: ที่ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลอย่างหนักจากการนำเข้าน้ำมัน
  • วิกฤตค่าครองชีพ: จากอัตราเงินเฟ้อและต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น
  • วิกฤตกำลังซื้อ: ซึ่งส่งผลต่อการบริโภคภายในประเทศ

แม้ตัวเลขจะดูท้าทาย แต่เราเห็นสัญญาณบวกจากการลงทุนภาคเอกชนที่เติบโตถึง 13% ในไตรมาสที่ 2 ซึ่งถือเป็นตัวเลขสูงสุดในรอบ 13 ปี โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลและ AI ที่มีการเข้ามาลงทุนจริงในไทย ช่วยสร้างงานและถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้กับแรงงานในประเทศ นี่คือจุดเริ่มต้นของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่น่าจับตามอง

ในฐานะประชาชน เราคงต้องรอดูว่านโยบายเหล่านี้จะสามารถนำพาประเทศไทยไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืนได้หรือไม่ แต่การที่ผู้นำระดับสูงกล้าที่จะตั้งเป้าหมายที่สูงขึ้นและยอมรับว่าเราต้องปรับปรุงงานให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ครับ

ที่มา – “อนุทิน-เอกนิติ” ลั่นตัวเลข GDP ที่ขยับเป้าโตเป็น 2.2% ยังไม่น่าพอใจ ชี้ ศก.ไทย ต้องโตกว่านี้

เอกนิติ เร่งผลักดันนโยบายลงทุนให้เกิดเม็ดเงินจริง

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวคราวความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจที่น่าจับตามองในช่วงนี้ โดยเฉพาะเมื่อเอกนิติ เร่งผลักดันนโยบายลงทุนให้เกิดเม็ดเงินจริง ซึ่งถือเป็นก้าวย่างสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง วันนี้เราจะมาสรุปกันว่านโยบายนี้มีความสำคัญอย่างไร และทำไมถึงเป็นข่าวดีสำหรับคนทำงานและผู้ประกอบการไทยครับ

เอกนิติ เร่งผลักดันนโยบายลงทุนให้เกิดเม็ดเงินจริง ในระบบเศรษฐกิจ

แนวคิดหลักของท่านรัฐมนตรีเอกนิติ คือการเปลี่ยนจากการเพียงแค่ “อนุมัติโครงการ” ให้กลายมาเป็น “การลงทุนที่จับต้องได้จริง” ผ่านการประสานงานกับ BOI อย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามความคืบหน้าของโครงการที่ได้รับอนุมัติให้สามารถตั้งโรงงานและเริ่มผลิตได้ทันที เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนในระบบเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

ทำไมการที่ เอกนิติ เร่งผลักดันนโยบายลงทุนให้เกิดเม็ดเงินจริง จึงสำคัญ?

การติดตามผลรายไตรมาสช่วยแก้ปัญหาคอขวดที่เคยเกิดขึ้น ทำให้เม็ดเงินลงทุนในไตรมาส 2 ของปี 2569 พุ่งสูงถึง 255,000 ล้านบาท โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่น่าสนใจดังนี้:

  • อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง: เน้นหนักไปที่ AI, อุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
  • การจ้างงาน: คาดว่าจะสร้างงานให้คนไทยได้กว่า 630,000 ตำแหน่ง
  • กลไก Thailand FastPass: ตัวช่วยสำคัญที่ทำให้การลงทุนเดินหน้าแบบไร้รอยต่อ

กลุ่มอุตสาหกรรมที่มาแรงที่สุดในขณะนี้คือกลุ่มดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีสัดส่วนเงินลงทุนกว่าครึ่งหนึ่งของทั้งหมด นอกจากนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ พลังงานสะอาด และเกษตรแปรรูปยังคงเป็นฐานที่มั่นสำคัญที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติและในประเทศได้อย่างต่อเนื่อง

ในมุมมองของผม การที่ภาครัฐหันมาเน้นที่ “การลงมือทำจริง” มากกว่าแค่การดึงดูดตัวเลขโครงการ ถือเป็นสัญญาณบวกที่ชัดเจนมาก หากเราสามารถขับเคลื่อนโครงการเหล่านี้ให้เกิดขึ้นได้ตามเป้าหมาย ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มเม็ดเงินในระบบ แต่ยังเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีและสร้างทักษะใหม่ให้กับแรงงานไทย ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญสู่ความยั่งยืนของเศรษฐกิจในอนาคตครับ หากใครเป็นผู้ประกอบการที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานนี้ เตรียมตัวให้พร้อมรับโอกาสทองครั้งนี้ได้เลยครับ

ที่มา – “เอกนิติ” เร่งผลักดันนโยบายลงทุนให้เกิด “เม็ดเงินจริง” ในระบบเศรษฐกิจ

เอกนิติ สั่งสรรพสามิต รื้อภาษีรถ ดูแลค่ายรถตั้งโรงงานในไทย

เชื่อว่าเพื่อนๆ ที่ติดตามข่าววงการยานยนต์คงตื่นเต้นไม่น้อย กับความเคลื่อนไหวล่าสุดจากฝั่งกระทรวงการคลัง เมื่อนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ออกมาประกาศชัดเจนว่ากำลังเร่งเครื่องสั่งกรมสรรพสามิตให้ทำเรื่อง เอกนิติ สั่งสรรพสามิต รื้อภาษีรถ ดูแลค่ายรถตั้งโรงงานในไทย ลดความเหลื่อมล้ำรถนำเข้า FTA เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศของเราครับ

เอกนิติ สั่งสรรพสามิต รื้อภาษีรถ ดูแลค่ายรถตั้งโรงงานในไทย ลดความเหลื่อมล้ำรถนำเข้า FTA อย่างจริงจัง

ปัญหาที่ผ่านมาคือ ผู้ผลิตรถยนต์ที่มาตั้งโรงงานในไทย ทั้งรถยนต์สันดาป รถไฮบริด ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มักจะเจอกับความเสียเปรียบเมื่อเทียบกับรถยนต์นำเข้าจากประเทศที่มีข้อตกลง FTA ซึ่งทำให้เสียภาษีนำเข้าในอัตราที่ต่ำมาก การที่ เอกนิติ สั่งสรรพสามิต รื้อภาษีรถ ดูแลค่ายรถตั้งโรงงานในไทย ลดความเหลื่อมล้ำรถนำเข้า FTA จึงเป็นเหมือนการเปิดโอกาสให้คนที่ตั้งใจมาลงทุน สร้างงาน และใช้ชิ้นส่วนในประเทศได้รับสิทธิประโยชน์ที่คุ้มค่ากว่า

หลักการใหม่: ยิ่งใช้ชิ้นส่วนในไทย ยิ่งได้ภาษีที่ถูกลง

แนวทางของกระทรวงการคลังในครั้งนี้มีความน่าสนใจมาก โดยมีหลักการเบื้องต้นดังนี้ครับ:

  • เน้นผู้ประกอบการที่ลงทุนสร้างโรงงานและจ้างแรงงานคนไทย
  • สนับสนุนทั้งรถ ICE, Hybrid และ EV ไม่จำกัดแค่เทคโนโลยีเดียว
  • ใช้ภาษีสรรพสามิตเป็นตัวปรับสมดุลแทนการพึ่งพาภาษีศุลกากรเพียงอย่างเดียว
  • ผู้ที่ไม่ได้ตั้งฐานผลิตในไทย อาจต้องเจอกับโครงสร้างภาษีที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น

การที่ เอกนิติ สั่งสรรพสามิต รื้อภาษีรถ ดูแลค่ายรถตั้งโรงงานในไทย ลดความเหลื่อมล้ำรถนำเข้า FTA ในครั้งนี้ ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่การทำลายข้อตกลงระหว่างประเทศ แต่เป็นการสร้างกติกาที่ทำให้คนทำธุรกิจในบ้านเราสามารถแข่งกับรถนำเข้าได้อย่างสมน้ำสมเนื้อมากขึ้น ซึ่งในระยะยาวจะช่วยให้ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของไทยแข็งแกร่งขึ้นอย่างแน่นอน

หากถามความเห็นส่วนตัว ผมมองว่านี่คือทิศทางที่ถูกต้องครับ การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้าประเทศ ไม่ใช่แค่เรื่องของการขายรถได้เยอะ แต่คือการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ที่ยั่งยืน การที่รัฐบาลยื่นมือเข้ามาปรับจูนให้เกิดความเป็นธรรม จะช่วยให้ไทยยังคงเป็นฐานการผลิตยานยนต์อันดับต้นๆ ของภูมิภาคต่อไปได้

เราคงต้องรอดูกันต่อไปว่ารายละเอียดของภาษีใหม่จะออกมาในทิศทางไหน แต่เชื่อว่าข่าวนี้จะสร้างความมั่นใจให้กับค่ายรถที่ตัดสินใจลงทุนในไทยได้อย่างมหาศาลครับ

ที่มา – เอกนิติ สั่งสรรพสามิต รื้อภาษีรถ ดูแลค่ายรถตั้งโรงงานในไทย ลดความเหลื่อมล้ำรถนำเข้า FTA

เอกนิติ สั่งทำ Risk Map รับมือน้ำท่วม-ภัยแล้งภาคกลาง

สถานการณ์ภัยพิบัติในประเทศไทยถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ โดยล่าสุด “เอกนิติ” สั่งทำ Risk Map สแกนพื้นที่เสี่ยง รับมือน้ำท่วม-ภัยแล้งภาคกลาง เพื่อให้การป้องกันและแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกมิติ โดยเฉพาะการรับมือกับภาวะซูเปอร์เอลนีโญที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง

เอกนิติ สั่งทำ Risk Map รับมือน้ำท่วม-ภัยแล้งภาคกลาง อย่างเร่งด่วน

การประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง ครั้งที่ 1/2569 ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ได้ตอกย้ำให้เห็นถึงความจริงจังในการบริหารจัดการน้ำ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงการใช้เทคโนโลยีจาก GISTDA และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำแผนที่ความเสี่ยงหรือ Risk Map ให้เห็นภาพชัดเจนว่าจุดไหนควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการลดความสูญเสีย

ทำไมต้องทำ Risk Map สแกนพื้นที่เสี่ยง?

การที่ “เอกนิติ” สั่งทำ Risk Map สแกนพื้นที่เสี่ยง รับมือน้ำท่วม-ภัยแล้งภาคกลาง นั้นไม่ใช่แค่การวางแผนบนกระดาษ แต่เป็นการใช้ข้อมูลจริงมาวิเคราะห์เพื่อเตรียมความพร้อมเชิงรุก โดยมีประเด็นสำคัญที่ภาครัฐกำลังเร่งดำเนินการ ดังนี้:

  • การบริหารจัดการน้ำเชิงรุก: ใช้ข้อมูลดาวเทียมและสถิติน้ำในการประเมินพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่รับน้ำหลาก
  • การสื่อสารสองทาง: พัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยให้ประชาชนได้รับข่าวสารที่ถูกต้อง รวดเร็ว และแม่นยำ
  • Checklist ปฏิบัติงาน: ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมของประตูระบายน้ำ เครื่องสูบน้ำ และกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำทันที
  • ศูนย์บัญชาการแบบบูรณาการ: รวมพลังทหาร ตำรวจ และท้องถิ่น เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางได้ทันท่วงที

นอกจากนี้ ในด้านของการฟื้นฟูเยียวยา รัฐบาลยังเตรียมนำเทคโนโลยีมาช่วยให้การจ่ายเงินช่วยเหลือเป็นไปอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนยาวนานเกินไป โดยแบ่งความรับผิดชอบใน 17 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร ให้คณะรัฐมนตรีดูแลรายลุ่มน้ำเพื่อให้การสั่งการไม่มีความซ้ำซ้อน

ท้ายที่สุดนี้ สิ่งที่รัฐบาลต้องการเน้นย้ำคือ “ความมั่นใจ” ของประชาชน การที่ภาครัฐลงมาจัดการด้วยตัวเองและมีแผนการรองรับที่ชัดเจน จะช่วยลดความกังวลในช่วงฤดูกาลที่คาดเดาได้ยากแบบนี้ ประชาชนควรติดตามข่าวสารจากทางราชการอย่างสม่ำเสมอ และเตรียมพร้อมรับมือตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของทุกคนในครอบครัว

ที่มา – “เอกนิติ” สั่งทำ Risk Map สแกนพื้นที่เสี่ยง รับมือน้ำท่วม-ภัยแล้งภาคกลาง ขอประชาชนมั่นใจ

ถกรับมือแก้ไขปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้งภาคกลาง “วราวุธ” ห่วงเอลนีโญ

สถานการณ์น้ำในประเทศไทยช่วงนี้กลายเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสำคัญอย่างมาก ล่าสุดได้มีการถกรับมือแก้ไขปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้งภาคกลาง “วราวุธ” ห่วงเอลนีโญทำขาดแคลนน้ำ โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานในการประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสภาวะอากาศที่แปรปรวน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจในอนาคตอันใกล้นี้

ถกรับมือแก้ไขปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้งภาคกลาง “วราวุธ” ห่วงเอลนีโญทำขาดแคลนน้ำ

จากการคาดการณ์สภาพอากาศพบว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงขึ้นในปีหน้า ส่งผลให้เกิดความกังวลเรื่องการบริหารจัดการน้ำ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม จึงได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการกักเก็บน้ำไว้ใช้ก่อนที่ฤดูฝนจะสิ้นสุดลง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสภาวะขาดแคลนน้ำที่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม

มาตรการสำคัญและการปรับตัวสู่เกษตรสมัยใหม่

นอกจากเรื่องการกักเก็บน้ำแล้ว ในที่ประชุมยังได้มีการพูดถึงแนวทางการจัดการน้ำในภาคการเกษตรอย่างจริงจัง เพื่อให้การถกรับมือแก้ไขปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้งภาคกลาง “วราวุธ” ห่วงเอลนีโญทำขาดแคลนน้ำ เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยมีข้อเสนอแนะที่น่าสนใจดังนี้:

  • การทำฝนหลวง: ใช้เพื่อบรรเทาสถานการณ์ในพื้นที่ที่น้ำในเขื่อนยังไม่เพียงพอ
  • การปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง: เทคนิคที่ช่วยประหยัดน้ำได้ถึง 50% และลดการใช้พลังงานในการสูบน้ำเข้านา
  • การจัดการนาแปลงใหญ่: เพื่อให้การประสานงานระหว่างหน่วยงานและเกษตรกรมีประสิทธิภาพสูงสุด

การปรับเปลี่ยนวิถีการเกษตรไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่เกษตรกรไทยต้องเริ่มปรับตัว เพราะหากเราไม่เริ่มตั้งแต่วันนี้ ผลกระทบจากซูเปอร์เอลนีโญในอนาคตอาจรุนแรงจนยากจะแก้ไข ทั้งนี้ การปลูกข้าวรูปแบบใหม่ไม่เพียงแต่จะช่วยในเรื่องของการประหยัดทรัพยากรน้ำเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสดีที่ชาวนาจะได้รับประโยชน์จากการขายคาร์บอนเครดิตและเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตข้าวของตนเองได้อีกด้วย

บทเรียนจากการประชุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและประชาชนในการวางแผนรับมือล่วงหน้า คือหัวใจสำคัญของการป้องกันภัยพิบัติ เราควรสนับสนุนให้เกษตรกรหันมาใช้นวัตกรรมจัดการน้ำเพื่อความมั่นคงในระยะยาวของประเทศ ทุกฝ่ายต้องตระหนักและร่วมมือกันเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่สถานการณ์น้ำจะกลายเป็นวิกฤตที่ยากเกินเยียวยา

ที่มา – ถกรับมือแก้ไขปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้งภาคกลาง “วราวุธ” ห่วงเอลนีโญทำขาดแคลนน้ำ

เล็งใช้งบฯ พ.ร.ก.กู้เงิน ทำไทยเที่ยวไทยพลัส “ภราดร” ชี้ ไม่ผิดหลักฉุกเฉิน

เล็งใช้งบฯ พ.ร.ก.กู้เงิน ทำไทยเที่ยวไทยพลัส “ภราดร” ชี้ ไม่ผิดหลักฉุกเฉิน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล เมื่อล่าสุดนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความเป็นไปได้ในการนำงบประมาณจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท มาใช้ขับเคลื่อนโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวอย่าง “ไทยเที่ยวไทยพลัส” เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยที่กำลังเผชิญกับวิกฤตความผันผวนจากสถานการณ์สงครามในต่างประเทศ

ในมุมมองของรัฐบาล การดำเนินการดังกล่าวไม่ใช่เรื่องที่ผิดวัตถุประสงค์แต่อย่างใด หากมีการวางเงื่อนไขที่ชัดเจนและรัดกุม เล็งใช้งบฯ พ.ร.ก.กู้เงิน ทำไทยเที่ยวไทยพลัส “ภราดร” ชี้ ไม่ผิดหลักฉุกเฉิน เพราะเป้าหมายหลักคือการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อต้นทุนพลังงานและภาคการท่องเที่ยวอย่างหนัก

เจาะลึกสถานะโครงการไทยเที่ยวไทยพลัสและอนาคตไทยช่วยไทยพลัส

ความน่าสนใจของแนวคิดการ เล็งใช้งบฯ พ.ร.ก.กู้เงิน ทำไทยเที่ยวไทยพลัส “ภราดร” ชี้ ไม่ผิดหลักฉุกเฉิน ในครั้งนี้ คือการเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการประคองธุรกิจรายเล็ก ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย โดยรัฐมนตรีภราดรมองว่า เงื่อนไขของโครงการนี้สอดคล้องกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่รัฐบาลจำเป็นต้องเข้ามาดูแลประชาชนและผู้ประกอบการอย่างเร่งด่วนที่สุด

สำหรับความคืบหน้าของโครงการที่เกี่ยวข้องอื่นๆ มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • การพิจารณาเกณฑ์ผู้มีสิทธิ: ต้องมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อให้เงินกู้ถึงมือผู้ประกอบการที่เดือดร้อนจริง
  • สถานการณ์พลังงาน: โครงการนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านพลังงานและแก้ปัญหาผลกระทบจากราคาพลังงานผันผวน
  • โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2”: ขณะนี้ยังคงต้องรอการตัดสินใจจากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้ตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้าย

อย่างไรก็ตาม ทางรัฐบาลขอให้ประชาชนรอความชัดเจนหลังจากจบเฟสแรกของโครงการเดิมก่อน เพื่อประเมินสถานการณ์สงครามและเศรษฐกิจโลกควบคู่กันไป สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ รัฐบาลจะสามารถจัดการบริหารงบกู้เงินจำนวนนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนได้อย่างไรในช่วงเวลาที่ท้าทายเช่นนี้

ในความเห็นของเรา การนำงบประมาณกู้เงินมาหมุนเวียนในประเทศผ่านการท่องเที่ยวถือเป็นเครื่องมือที่รวดเร็วและเห็นผลชัดเจน แต่หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวเงินเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “ความทั่วถึง” ของมาตรการที่จะต้องเข้าถึงผู้ประกอบการรายเล็กได้จริง เพื่อให้เราผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้พร้อมกันทั้งประเทศ

ที่มา – เล็งใช้งบฯ พ.ร.ก.กู้เงิน ทำไทยเที่ยวไทยพลัส “ภราดร” ชี้ ไม่ผิดหลักฉุกเฉิน

Solar Credit นวัตกรรมสินเชื่อโซลาร์เซลล์ ลดภาระค่าไฟ

เจาะลึก Solar Credit นวัตกรรมสินเชื่อแนวใหม่ ดันติดตั้งโซลาร์เซลล์ ลดภาระค่าไฟ

ในยุคที่ค่าครองชีพสูงขึ้น การจัดการภาระค่าไฟฟ้ากลายเป็นโจทย์ใหญ่ของทุกครัวเรือน ล่าสุดรัฐบาลได้เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายพลังงานสะอาดผ่าน Solar Credit นวัตกรรมสินเชื่อแนวใหม่ ดันติดตั้งโซลาร์เซลล์ ลดภาระค่าไฟ เพื่อช่วยให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องแบกรับภาระเงินก้อนโตในครั้งเดียว

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เปิดเผยถึงโมเดลนี้ว่าเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยรัฐจะพิจารณาสินเชื่อผ่าน Alternative Credit Score หรือการใช้พฤติกรรมการใช้ไฟฟ้ามาเป็นเกณฑ์ตัดสิน แทนที่จะดูเพียงเอกสารรายได้แบบดั้งเดิม ทำให้ผู้ที่สนใจติดตั้งระบบสามารถเข้าถึงโอกาสนี้ได้อย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น

ทำความรู้จัก Solar Credit นวัตกรรมสินเชื่อแนวใหม่ ดันติดตั้งโซลาร์เซลล์ ลดภาระค่าไฟ ที่น่าจับตามอง

ความโดดเด่นของโครงการนี้คือการร่วมมือกับแบงก์รัฐ เช่น ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารออมสิน ในการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ โดยมีกลไกสำคัญดังนี้:

  • ไม่ต้องจ่ายเงินก้อน: ธนาคารรัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการติดตั้งทั้งหมดในช่วงเริ่มต้น
  • พิจารณาจากพฤติกรรม: ใช้ข้อมูลการใช้ไฟฟ้าจริงมาประกอบการพิจารณาสินเชื่อ
  • คุ้มค่าในระยะยาว: ในปีที่ 3 ภาระค่าใช้จ่ายแทบไม่เพิ่มขึ้นจากปกติ และปีที่ 5 เป็นต้นไปจะเริ่มเห็นกำไรจากการประหยัดค่าไฟได้อย่างชัดเจน
  • ขายไฟคืนรัฐได้: เมื่อติดตั้งผ่านการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ประชาชนสามารถเชื่อมต่อระบบและขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนให้แก่ภาครัฐได้อีกด้วย

ด้วยเป้าหมายผู้เข้าร่วมโครงการกว่า 500,000 ราย Solar Credit นวัตกรรมสินเชื่อแนวใหม่ ดันติดตั้งโซลาร์เซลล์ ลดภาระค่าไฟ จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยลดต้นทุนการใช้พลังงานในระดับครัวเรือนและภาคธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม การที่รัฐบาลเข้ามาสนับสนุนและมีกลไกการอนุมัติสินเชื่อที่ยืดหยุ่นเช่นนี้ ถือเป็นการปลดล็อกข้อจำกัดทางการเงินที่เคยเป็นอุปสรรคต่อการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในอดีตไปอย่างสิ้นเชิง

ในมุมมองของผู้เขียน โครงการนี้ถือเป็นการวางรากฐานพลังงานสะอาดที่ยั่งยืน เพราะนอกจากจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายส่วนบุคคลแล้ว ยังเป็นการลดการพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศ ซึ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจมหภาคของไทยในระยะยาว สำหรับใครที่กำลังมองหาทางเลือกเพื่อลดค่าไฟ การติดตามเงื่อนไขและเตรียมความพร้อมในการสมัครเข้าร่วมโครงการนี้ถือเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าและน่าสนใจอย่างยิ่งครับ

ที่มา – “เอกนิติ” เปิดโมเดล “Solar Credit” นวัตกรรมสินเชื่อแนวใหม่ ดันติดตั้งโซลาร์เซลล์ ลดภาระค่าไฟ

“สุรศักดิ์” เฮ! คลังไฟเขียวงบกู้ 2 พันล้าน ลุย “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ผ่านเป๋าตัง

“สุรศักดิ์” เฮ! คลังไฟเขียวงบกู้ 2 พันล้าน ลุย “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ผ่านเป๋าตัง

ข่าวดีสำหรับคอท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ เมื่อล่าสุด นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ออกมาเผยข่าวดีว่า กระทรวงการคลังได้ไฟเขียวอนุมัติงบประมาณจาก พ.ร.ก. กู้เงิน เพื่อเดินหน้าโครงการ “สุรศักดิ์” เฮ! คลังไฟเขียวงบกู้ 2 พันล้าน ลุย “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ผ่านเป๋าตัง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไทยให้คึกคักอีกครั้งในช่วงปลายปีนี้

รายละเอียดและเป้าหมายของโครงการไทยเที่ยวไทยพลัส

สำหรับการดำเนินงานในโครงการนี้ จะมีการใช้วงเงินประมาณ 1,750-2,000 ล้านบาท โดยดึงมาจากงบเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤติพลังงาน ซึ่งถือเป็นข่าวดีที่ทำให้การขับเคลื่อน “สุรศักดิ์” เฮ! คลังไฟเขียวงบกู้ 2 พันล้าน ลุย “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ผ่านเป๋าตัง เกิดขึ้นได้จริงตามเป้าหมาย โดยรูปแบบหลักจะเน้นการใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิได้ง่ายและตรวจสอบความโปร่งใสได้ชัดเจน โดยมีรายละเอียดเบื้องต้น ดังนี้:

  • รูปแบบการสนับสนุนเป็นแบบรัฐร่วมจ่าย (Co-payment) สูงสุด 3,000 บาทต่อการจอง
  • ตั้งเป้าสนับสนุนจำนวน 5 แสนสิทธิเพื่อกระตุ้นเม็ดเงินหมุนเวียน
  • ความร่วมมือระหว่างกระทรวงท่องเที่ยวฯ และกระทรวงการคลังเพื่อวางระบบให้พร้อมใช้งาน

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของรายละเอียดเชิงลึกและเงื่อนไขการใช้จ่ายนั้น ทางกระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะเร่งหารือกับทางภาคเอกชนและผู้ประกอบการอีกครั้งภายในสัปดาห์หน้า เพื่อให้มาตรการ “สุรศักดิ์” เฮ! คลังไฟเขียวงบกู้ 2 พันล้าน ลุย “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ผ่านเป๋าตัง ตอบโจทย์การใช้งานจริงและช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงโลว์ซีซันให้เติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้กว่า 56,000 ล้านบาท

สิ่งที่น่าจับตาสำหรับมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวอื่นๆ

แม้โครงการหลักอย่างไทยเที่ยวไทยพลัสจะได้รับไฟเขียวแล้ว แต่ในส่วนของมาตรการอื่นๆ เช่น โครงการ Fly Thai All the Feelings หรือ Thailand Air Connect ที่เน้นเรื่องตั๋วเครื่องบินนั้น อาจจะต้องรอใช้งบประมาณในปี 2570 ต่อไป เนื่องจากติดข้อจำกัดด้านแหล่งงบประมาณ ซึ่งในประเด็นนี้ถือเป็นความท้าทายที่รัฐบาลต้องวางแผนให้รอบคอบ เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้ประโยชน์สูงสุดอย่างทั่วถึง

โดยสรุปแล้ว การผลักดันโครงการนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยเติมเต็มความหวังให้กับผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยได้เป็นอย่างดี แนะนำให้ประชาชนคอยติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดผ่านช่องทางทางการ เพื่อเตรียมความพร้อมในการกดรับสิทธิและออกไปท่องเที่ยวทั่วไทยกันครับ

ที่มา – “สุรศักดิ์” เฮ! คลังไฟเขียวงบกู้ 2 พันล้าน ลุย “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ผ่านเป๋าตัง

เจาะลึก บัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 69 หนุนฐานเสียงรัฐบาลพุ่ง

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับผลสำรวจล่าสุดจากนิด้าโพลที่ทำให้บรรดาทีมงานรัฐบาลยิ้มออกกันไปตามๆ กันครับ โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง บัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 69 หนุนฐานเสียงรัฐบาลพุ่ง ซึ่งถือเป็นประเด็นร้อนที่น่าสนใจมากในแวดวงการเมืองไทยวันนี้

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 69 หนุนฐานเสียงรัฐบาลพุ่ง จริงหรือไม่?

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาเปิดเผยความรู้สึกยินดีหลังจากเห็นผลสำรวจพบว่าประชาชนจำนวนไม่น้อยรู้สึกชื่นชมการทำงานของรัฐบาลมากขึ้นหลังจากได้รับสิทธิ์ โดยตัวเลขที่น่าสนใจคือผู้ที่ได้รับสิทธิส่วนใหญ่ถึง 32.49% ระบุว่านโยบายนี้ช่วยให้พวกเขารู้สึกสนับสนุนรัฐบาลเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

เสียงสะท้อนจากประชาชนต่อ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 69 หนุนฐานเสียงรัฐบาลพุ่ง

นอกจากกลุ่มที่ได้รับสิทธิ์แล้ว สิ่งที่น่าจับตามองไม่แพ้กันคือกลุ่มที่ไม่ได้รับสิทธิ์ หรือกลุ่มที่ไม่ได้ลงทะเบียนเลย ซึ่งผลโพลระบุว่าเกินครึ่งของกลุ่มนี้ไม่มีความรู้สึกโกรธเคืองแต่อย่างใด เนื่องจากพวกเขามีความเข้าใจเงื่อนไขการคัดกรองเป็นอย่างดี นี่ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความเข้าใจกันระหว่างภาครัฐและประชาชน

  • ผู้ได้รับสิทธิ์จำนวน 23.62% ของกลุ่มตัวอย่าง
  • กลุ่มคนที่ไม่ได้รับสิทธิ์แม้จะลงทะเบียน มีความเข้าใจในเกณฑ์การคัดกรองสูงถึง 43.26%
  • ความเชื่อมั่นในเสถียรภาพเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นจากนโยบายสวัสดิการ

อย่างไรก็ตาม การทำงานของกระทรวงการคลังต่อจากนี้จะไม่หยุดอยู่แค่ความพึงพอใจ แต่จะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาระบบสวัสดิการให้มีความแม่นยำและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจริงๆ เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินสร้างความคุ้มค่าและลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้อย่างยั่งยืน

ในมุมมองของผม นโยบายนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขฐานเสียง แต่มันคือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยโอบอุ้มพี่น้องประชาชนในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจยังต้องการแรงสนับสนุน การที่ประชาชนเข้าใจกติกาการคัดกรองถือเป็นพัฒนาการที่ดีของการเมืองไทย หากรัฐบาลสามารถรักษามาตรฐานนี้ไว้ได้ เชื่อว่าผลตอบรับเชิงบวกแบบนี้จะส่งผลดีต่อภาพรวมของประเทศอย่างแน่นอน แล้วเพื่อนๆ ล่ะครับ คิดอย่างไรกับเรื่องนี้? มองว่าสวัสดิการรูปแบบนี้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในปัจจุบันมากน้อยแค่ไหน ลองมาแชร์ความคิดเห็นกันได้นะครับ

ที่มา – “เอกนิติ” ปลื้ม ผลโพลชี้ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 69” หนุนฐานเสียงรัฐบาลพุ่งหลังได้สิทธิ

Scroll to top