เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Lazada ปลดพนักงาน 5% ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Lazada ปลดพนักงาน 5% ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงธุรกิจเทคโนโลยี เมื่อล่าสุดมีรายงานข่าวว่าบริษัท E-commerce ยักษ์ใหญ่อย่าง Lazada ได้ประกาศปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ผ่านการเลิกจ้างพนักงาน ส่งผลให้ประเด็น Lazada ปลดพนักงาน 5% ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในขณะนี้

ทางบริษัทได้ออกมาชี้แจงว่า การตัดสินใจที่ยากลำบากครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการทางธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อให้องค์กรสามารถมุ่งเน้นไปที่เป้าหมายหลักและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานให้ดียิ่งขึ้นในยุคปัจจุบัน

รายละเอียดการปรับโครงสร้างและผลกระทบที่เกิดขึ้น

สำหรับประเด็นการที่ Lazada ปลดพนักงาน 5% ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นั้น ครอบคลุมการดำเนินงานใน 6 ประเทศหลัก ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม แม้จะยังไม่มีการระบุเจาะจงว่าตำแหน่งใดบ้างที่ได้รับผลกระทบสูงสุด แต่ทางบริษัทได้ยืนยันว่าพนักงานที่ได้รับผลกระทบจะได้รับการดูแลภายใต้อย่างเหมาะสมตามกฎหมายแรงงานของแต่ละประเทศ

ในส่วนของประเทศสิงคโปร์ ทางบริษัทได้ร่วมมือกับสหภาพแรงงานอาหารและเครื่องดื่ม (FDAWU) อย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการเปลี่ยนผ่านนี้จะเป็นไปอย่างมีความรับผิดชอบ โดยทางสหภาพแรงงานเองก็ได้เตรียมมาตรการรองรับเพื่อช่วยสนับสนุนบุคลากรที่ต้องออกไป ไม่ว่าจะเป็น:

  • การให้คำปรึกษาด้านการหางานใหม่
  • การฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับตลาดงานยุคใหม่
  • การเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือกับสถาบันการจ้างงานต่างๆ เพื่อลดช่องว่างในการว่างงาน

เป็นที่น่าสังเกตว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดกระแสการปรับลดคนในองค์กรแห่งนี้ ย้อนหลังไปเมื่อช่วงต้นปี 2567 ที่ผ่านมาก็เคยเกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกัน ซึ่งในตอนนั้นทางสหภาพแรงงานได้แสดงความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับการสื่อสารที่อาจจะยังไม่ทั่วถึง แต่ในครั้งนี้ดูเหมือนว่าทั้งสองฝ่ายมีความพยายามที่จะทำงานร่วมกันได้ดีขึ้นกว่าที่เคย

ท้ายที่สุด การที่ Lazada ปลดพนักงาน 5% ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือเป็นภาพสะท้อนของธุรกิจยุค Digital Economy ที่มีการแข่งขันสูงและปรับตัวตลอดเวลา สำหรับเพื่อนพนักงานที่ได้รับผลกระทบ ถือเป็นช่วงเวลาที่ท้าทาย แต่ในวิกฤตก็มักมีโอกาสใหม่ๆ รออยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการ Upskill ตัวเองเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมอื่น หรือการนำประสบการณ์จากบริษัทระดับโลกไปต่อยอดสร้างสรรค์ธุรกิจของตนเองครับ

ที่มา – Lazada ปลดพนักงาน 5% ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

YouTube ล่ม กลับมาใช้งานได้แล้ว เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สหรัฐ

สวัสดีครับเพื่อนๆ สายดู YouTube ทุกท่าน! เมื่อเช้าวันที่ 18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง YouTube ล่ม ส่งผลกระทบหนักหน่วงต่อผู้ใช้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และข้ามมหาสมุทรไปถึงสหรัฐอเมริกา แต่ข่าวดีคือตอนนี้ YouTube กลับมาใช้งานได้แล้ว ตามปกติเกือบทุกพื้นที่แล้วนะครับ เรามาดูกันว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

YouTube ล่ม

จากข้อมูลบนเว็บไซต์ Downdetector ซึ่งเป็นเครื่องมือติดตามปัญหาการล่มของบริการออนไลน์ต่างๆ พบว่ามีผู้ใช้รายงานปัญหา YouTube ล่ม เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในสิงคโปร์ที่จำนวนรายงานพุ่งสูงสุดเกือบ 3,000 รายงานในเวลา 09.27 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) เริ่มจากก่อน 09.00 น. เล็กน้อย แล้วค่อยๆ ลดลงเหลือประมาณ 200 รายงานในเวลา 10.12 น. แสดงให้เห็นว่าระบบเริ่มฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

ในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ก็มีผู้ใช้หลายพันรายที่ไม่สามารถเข้าชมวิดีโอ สตรีมสด หรือใช้งานแอปได้ตามปกติ สาเหตุหลักๆ ที่รายงานคือวิดีโอไม่โหลด หน้าจอค้าง หรือเชื่อมต่อไม่ได้เลย ทำให้คนที่กำลังดูคลิปเรียนออนไลน์ ไลฟ์สตรีม หรือเพลินกับคอนเทนต์บันเทิงต้องหยุดชะงักไปชั่วคราว

สถานการณ์ YouTube ล่ม ในสหรัฐอเมริกา

ข้ามไปยังสหรัฐฯ ยิ่งหนักกว่า มีผู้ใช้มากกว่า 320,000 รายรายงานปัญหา YouTube ล่ม นอกจากนี้บริการ YouTube TV ซึ่งเป็นบริการทีวีออนไลน์ มีรายงานปัญหาถึง 8,923 กรณี และบริการอื่นๆ ของ Google อีก 2,694 กรณี สะท้อนว่าปัญหานี้อาจเชื่อมโยงกับโครงสร้างพื้นฐานของ Google Infrastructure ทำให้หลายบริการได้รับผลกระทบพร้อมกัน

ปัญหาที่ผู้ใช้ส่วนใหญ่พบเมื่อ YouTube ล่ม

  • ไม่สามารถเล่นวิดีโอได้ แม้เน็ตจะแรง
  • แอป YouTube ค้างหรือโหลดช้า
  • ไม่สามารถล็อกอินบัญชี Google
  • คอมเมนต์ไม่ได้หรืออัปโหลดวิดีโอไม่ได้
  • ปัญหาเฉพาะบนมือถือหรือเดสก์ท็อป

ปัญหาเหล่านี้ทำให้ผู้ใช้หลายคนหันไปค้นหา “YouTube ล่มวันนี้” หรือ “YouTube ไม่ทำงาน” ใน Google เป็นจำนวนมาก สถิติจาก Downdetector ยืนยันว่าปัญหาครอบคลุมทั้งแอป เว็บ และบริการเสริม

สาเหตุของ YouTube ล่ม ครั้งนี้

จนถึงตอนนี้ Google ยังไม่ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับสาเหตุที่แท้จริงของการ YouTube ล่ม ครั้งนี้ แต่จากประสบการณ์ในอดีต ปัญหามักเกิดจากเซิร์ฟเวอร์โอเวอร์โหลด การอัปเดตซอฟต์แวร์ผิดพลาด หรือปัญหาเครือข่าย DNS ครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกันหลายภูมิภาค แสดงถึงปัญหาในระดับ global infrastructure ของ Google

ย้อนดูประวัติ YouTube ล่ม ในปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์คล้ายๆ กันหลายครั้ง เช่น ในเดือนมีนาคม 2023 ที่ YouTube ล่มทั่วโลกนานกว่า 1 ชั่วโมง ส่งผลให้ผู้ใช้ 10 ล้านรายได้รับผลกระทบ หรือกรณี YouTube TV ล่มในสหรัฐช่วงซูเปอร์โบวล์ ทำให้แฟนบอลดูไม่ได้ สถิติจาก Downdetector มักเป็นตัวบ่งชี้แรกๆ ที่บอกปัญหา

วิธีตรวจสอบว่า YouTube ล่ม หรือปัญหาที่เครื่องเรา

  • เข้าเว็บ Downdetector YouTube ดูกราฟรายงานปัญหา
  • เช็ค Twitter @TeamYouTube หรือ Google Workspace Status
  • ลองถามเพื่อนหรือดูในกลุ่ม Facebook ชุมชน YouTube
  • ใช้เว็บ IsItDownRightNow หรือ DownForEveryoneOrJustMe

วิธีแก้ปัญหาเมื่อ YouTube ล่ม ชั่วคราว

  • เคลียร์แคชและคุกกี้: ในเบราว์เซอร์หรือแอป ลบข้อมูลชั่วคราว
  • เปลี่ยน DNS: ใช้ Google DNS 8.8.8.8 หรือ Cloudflare 1.1.1.1
  • ใช้ VPN: ลองเชื่อมต่อเซิร์ฟเวอร์อื่นเพื่อ bypass ปัญหาเครือข่าย
  • อัปเดตแอป: เช็ค Play Store หรือ App Store
  • รอสักครู่: ส่วนใหญ่แก้เองใน 30-60 นาที

เคล็ดลับเหล่านี้ช่วยได้มากในกรณีที่ YouTube ล่ม ไม่ใช่ปัญหาที่เครื่องคุณคนเดียว แนะนำให้มีแพลตฟอร์มสำรองอย่าง TikTok Vimeo หรือ Bilibili เผื่อกรณีฉุกเฉิน

สรุปแล้ว เหตุการณ์ YouTube ล่ม ครั้งนี้แม้จะน่าหงุดหงิด แต่ก็ฟื้นตัวเร็ว แสดงให้เห็นว่า Google มีทีมงานที่เก่งในการแก้ปัญหาแบบ real-time แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจว่าแม้แพลตฟอร์มใหญ่แค่ไหน ก็ยังมี downtime ได้ ถ้าคุณกำลังพึ่งพา YouTube ในการทำคอนเทนต์หรือธุรกิจ ควรมีแผนสำรองไว้ด้วยนะครับ

คุณเจอ YouTube ล่ม ครั้งนี้มั้ย? มาแชร์ประสบการณ์และวิธีแก้ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างเลย! อย่าลืมกดไลค์ แชร์โพสต์นี้ และกดติดตามเพื่อรับข่าวอัปเดตปัญหาเทคโนโลยีล่าสุดครับ 😊

ที่มา – YouTube กลับมาใช้งานได้แล้ว หลังล่มในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสหรัฐฯ

ผลวิจัยชี้ เหมืองปล่อยสารพิษลงแม่น้ำโขง

คณะวิจัยในสหรัฐฯ ชี้ว่า การทำเหมืองที่ไม่มีการควบคุมกำลังปล่อยสารพิษลงสู่แม่น้ำสายหลักในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงแม่น้ำโขง ส่งผลกระทบต่อผู้คนนับล้าน รายงานนี้เน้นย้ำถึงปัญหา เหมืองปล่อยสารพิษลงแม่น้ำโขง ที่กำลังเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

รายงานการวิจัยของศูนย์วิจัย Stimson Center ในสหรัฐฯ ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันจันทร์ที่ 24 พ.ย. 2568 ระบุว่า ทั่วแผ่นดินใหญ่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีเหมืองมากกว่า 2,400 แห่ง ที่อาจกำลังปล่อยสารเคมีอันตรายถึงชีวิต เช่น ไซยาไนด์ และปรอท ลงสู่แม่น้ำ โดยหลายแห่งเป็นเหมืองผิดกฎหมายและไม่มีการควบคุม

“สำหรับผม ขอบเขตของปัญหานั้นน่าตกใจมาก” นายไบรอัน ไอย์เลอร์ นักวิจัยอาวุโสของ Stimson กล่าว โดยชี้ไปที่ลำน้ำสาขาจำนวนมากของแม่น้ำสายหลักอย่าง แม่น้ำโขง แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำอิรวดี ที่น่าจะมีการปนเปื้อนในระดับสูง

รายงานของ Stimson ถือเป็นครั้งแรกที่มีการศึกษาอย่างครอบคลุมเกี่ยวกับเหมืองที่อาจก่อให้เกิดมลพิษในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยนักวิจัยได้วิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อตรวจหากิจกรรมการทำเหมืองแบบต่างๆ โดยพบแหล่งทำเหมืองแบบตะกอนลุ่มน้ำ (alluvial mining) 366 แห่ง, เหมืองแบบกองชะละลาย (heap leach) 359 แห่ง และเหมืองแร่หายาก 77 แห่ง ที่มีการระบายน้ำลงสู่ลุ่มน้ำโขง

เหมืองแบบตะกอนลุ่มน้ำส่วนใหญ่เป็นเหมืองทองคำ แม้ว่าบางแห่งจะมีการสกัดดีบุกและเงินด้วยก็ตาม ส่วนแหล่งเหมืองแบบกองชะละลาย เป็นเหมืองสำหรับการสกัดทองคำ นิกเกิล ทองแดง และแมงกานีส

อนึ่ง แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของเอเชีย และเป็นแหล่งหล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คนมากกว่า 70 ล้านคน ตลอดจนการส่งออกผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและประมงสู่ตลาดโลก ก่อนหน้านี้ นายไอย์เลอร์กล่าวว่า ระบบแม่น้ำโขงถูกมองว่าเป็นระบบแม่น้ำที่สะอาด

“เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของลุ่มน้ำโขงโดยพื้นฐานแล้วไม่ได้ถูกกำกับดูแลด้วยกฎหมายระดับชาติและกฎระเบียบที่สมเหตุสมผล จึงน่าเสียดายที่ลุ่มน้ำแห่งนี้ตกอยู่ในสภาพที่เอื้อให้เกิดกิจกรรมที่ไม่มีการควบคุมแบบนี้ในระดับสูงและในขนาดที่ใหญ่โตตามที่ข้อมูลของเราเปิดเผย” นายไอย์เลอร์กล่าว

นักวิจัยของ Stimson ระบุว่า สารเคมีเป็นพิษที่ปล่อยออกมาจากการทำเหมืองแร่หายากที่ไม่มีการควบคุม ได้แก่ แอมโมเนียมซัลเฟต และโซเดียมไซยาไนด์ กับ ปรอท

สถานการณ์นี้ไม่เพียงทำให้ผู้คนหลายล้านที่อาศัยอยู่ตามแนวแม่น้ำโขงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านสุขภาพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้บริโภคในที่อื่น ๆ ด้วย “ไม่มีซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่ในสหรัฐอเมริการายใด ที่ไม่ได้รับผลิตภัณฑ์จากลุ่มน้ำโขงเลย ทั้งกุ้ง ข้าว และปลา” นายไอย์เลอร์กล่าว

การเปิดเหมืองแร่หายากแห่งใหม่ในภาคตะวันออกของเมียนมาโดยได้รับการสนับสนุนจากจีน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากชายแดนติดภูเขากับประเทศไทย ทำให้นักวิจัยกังวลเรื่องอันตรายของมลพิษในพื้นที่ปลายน้ำตามแนวแม่น้ำกก รวมถึง ตำบลท่าตอน จังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากเป็นจุดแรกที่แม่น้ำกกไหลจากเมียนมาเข้ามายังประเทศไทย

นายธนพนธ์ เพ็ญรัตน์ จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยของรัฐบาลไทย กล่าวว่า รูปแบบการปนเปื้อนในตัวอย่างจากแม่น้ำกกแสดงให้เห็นถึงการมีอยู่ของสารหนู ซึ่งเชื่อมโยงกับการทำเหมืองแร่หายากและทองคำ ควบคู่ไปกับแร่หายากชนิดหนัก เช่น ดิสโพรเซียม (dysprosium) และ เทอร์เบียม (terbium)

นายธนพนธ์ ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในการศึกษาของ Stimson เตือนด้วยว่า สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียง 2 ปีหลังการทำเหมืองแร่หายากในเมียนมาเพิ่มขึ้น และระดับการปนเปื้อนอาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหากไม่มีการหยุดยั้งการทำเหมือง

นายไอย์เลอร์ระบุว่า เหมืองทั่วเมียนมาและลาวใช้วิธีการชะละลายในแหล่งแร่ (In-situ leach) ในการสกัดแร่หายาก ซึ่งเป็นวิธีที่พัฒนาขึ้นครั้งแรกในประเทศจีน

ทั้งนี้ การทำเหมืองแบบชะละลายในแหล่งแร่ผลิตของเสียและน้ำเสียปริมาณมากต่อแร่หายากหนึ่งตัน ขณะที่เหมืองแบบกองชะละลายมีความเสี่ยงจากการรั่วไหลของ ไซยาไนด์ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน ส่วนเหมืองแบบตะกอนลุ่มน้ำมักใช้ ปรอท ซึ่งเป็นสารพิษในการแยกแร่

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของจีนระบุว่า พวกเขาไม่ทราบถึงสถานการณ์ดังกล่าว “ฝ่ายจีนเรียกร้องให้องค์กรของจีนในต่างประเทศดำเนินการผลิตและประกอบธุรกิจให้เป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับท้องถิ่นอย่างสม่ำเสมอ และให้ใช้มาตรการที่เข้มงวดเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม”

ก่อนหน้านี้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีไทย กล่าวว่า รัฐบาลไทยได้จัดตั้งคณะทำงานใหม่ 3 ชุด เพื่อประสานงานความร่วมมือระหว่างประเทศ ติดตามผลกระทบด้านสุขภาพจากเหมือง และหาแหล่งน้ำสำรองสำหรับชุมชนตามแนวแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำโขง และแม่น้ำสาละวินแล้ว

ผลวิจัยชี้ เหมืองปล่อยสารพิษลงแม่น้ำโขง

สถานการณ์ เหมืองปล่อยสารพิษลงแม่น้ำโขง เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง และต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหา

ผลกระทบจากเหมืองปล่อยสารพิษลงแม่น้ำโขง

ผลกระทบจาก เหมืองปล่อยสารพิษลงแม่น้ำโขง ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ยังส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคทั่วโลก เนื่องจากผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและประมงจากลุ่มน้ำโขงมีการส่งออกไปยังหลายประเทศ

การแก้ไขปัญหานี้จำเป็นต้องมีการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด การตรวจสอบและควบคุมการทำเหมืองอย่างสม่ำเสมอ และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับอันตรายของสารพิษ

เราทุกคนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหานี้ได้ โดยการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเรียกร้องให้รัฐบาลและภาคเอกชนดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อปกป้องแม่น้ำโขงและสุขภาพของประชาชน

ที่มา – ผลวิจัยชี้ เหมืองไร้การกำกับดูแล กำลังปล่อยสารพิษลงแม่น้ำโขง

Scroll to top