เอ็มมานูเอล มาครง

ฝรั่งเศสเผย จะร่วมคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ หลังสถานการณ์สงบกว่านี้

ฝรั่งเศสเผย จะร่วมคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ หลังสถานการณ์สงบกว่านี้ เป็นข่าวสำคัญที่กำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลก โดยเฉพาะในบริบทของความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ได้ประกาศท่าทีของฝรั่งเศสอย่างชัดเจนในการประชุมคณะรัฐมนตรีด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงแห่งชาติ เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569

ฝรั่งเศสเผย จะร่วมคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ หลังสถานการณ์สงบกว่านี้

ในที่ประชุมดังกล่าว มาครงย้ำว่าฝรั่งเศสพร้อมเข้าร่วมภารกิจคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่จะทำเมื่อสถานการณ์ “สงบลง” กว่าปัจจุบันเท่านั้น เขาเน้นชัดว่าฝรั่งเศสจะไม่เข้าร่วมการโจมตีหรือปฏิบัติการปลดปล่อยช่องแคบเด็ดขาด “ฝรั่งเศสจะไม่มีวันเข้าร่วมในปฏิบัติการเพื่อเปิดหรือปลดปล่อยช่องแคบฮอร์มุซภายใต้บริบทปัจจุบันเป็นอันขาด” มาครงกล่าว

อย่างไรก็ตาม เมื่อการทิ้งระเบิดหลักๆ ยุติลง ฝรั่งเศสจะร่วมกับประเทศพันธมิตรในการรับผิดชอบคุ้มกันเรือ โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย รวมถึงบริษัทขนส่งทางเรือและประกันภัย ฝรั่งเศสได้เริ่มหารือกับอินเดีย พันธมิตรยุโรป และชาติในภูมิภาคแล้ว โดยภารกิจนี้จะแยกจากปฏิบัติการสงครามอย่างสิ้นเชิง

ช่องแคบฮอร์มุซมีความสำคัญอย่างไร

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยผ่านน้ำมันกว่า 20% ของการค้าทั่วโลก หากเกิดความขัดแย้ง ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง สถานการณ์ปัจจุบันที่ตึงเครียดจากความขัดแย้งอิหร่าน-ตะวันออกกลาง ทำให้เรือบรรทุกน้ำมันเสี่ยงถูกโจมตี

ท่าทีของฝรั่งเศสในภูมิภาคนี้

มาครงย้ำหน้าที่ของฝรั่งเศสคือปกป้องพลเมืองและผลประโยชน์ เป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือ และลดความตึงเครียดเพื่อสร้างเสถียรภาพ การตัดสินใจนี้แสดงถึงแนวทางที่สมดุล ไม่ยั่วยุแต่พร้อมรับผิดชอบ

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทย

หากฝรั่งเศสเข้าร่วมคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ จะช่วยฟื้นฟูการขนส่งน้ำมัน ลดความเสี่ยงราคาน้ำมันพุ่ง สำหรับไทยที่นำเข้าน้ำมันส่วนใหญ่จากตะวันออกกลาง จะได้รับประโยชน์โดยตรง ลดภาระค่าครองชีพ

  • ลดความเสี่ยงเรือถูกโจมตี
  • รักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันโลก
  • เสริมสร้างความมั่นใจให้บริษัทขนส่ง
  • เปิดโอกาสเจรจาสันติภาพในภูมิภาค

นอกจากนี้ ฝรั่งเศสยังเน้นการดำเนินการครอบคลุมทั้งการเมือง เทคนิค และปฏิบัติการ เพื่อให้ภารกิจประสบความสำเร็จ

การประกาศของมาครงสะท้อนยุทธศาสตร์ของยุโรปที่ต้องการหลีกเลี่ยงสงครามใหญ่ แต่ยังคงบทบาทผู้นำด้านความมั่นคง ในมุมมองของผู้เขียน ฝรั่งเศสเผย จะร่วมคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ หลังสถานการณ์สงบกว่านี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่อาจนำไปสู่การคลี่คลายวิกฤต หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน

คุณคิดอย่างไรกับท่านี้ของฝรั่งเศส? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวสารล่าสุดด้านต่างประเทศ!

ที่มา – ฝรั่งเศสเผย จะร่วมคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ หลังสถานการณ์สงบกว่านี้

ฝรั่งเศสเตรียมส่งเรือรบ-เรือบรรทุกเครื่องบิน ไปเมดิเตอร์เรเนียน-ทะเลแดง

ฝรั่งเศสเตรียมส่งเรือรบ-เรือบรรทุกเครื่องบิน ไปเมดิเตอร์เรเนียน-ทะเลแดง เพื่อเสริมการป้องกันในภูมิภาคที่ตึงเครียด หลังจากประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ประกาศแผนการนี้อย่างเป็นทางการ

ฝรั่งเศสเตรียมส่งเรือรบ-เรือบรรทุกเครื่องบิน ไปเมดิเตอร์เรเนียน-ทะเลแดง

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอ็มมานูเอล มาครง ได้เผยแผนการส่งกำลังทางเรือจำนวนมากไปยังพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญสองแห่ง ได้แก่ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกและทะเลแดง โดยจะประกอบด้วยเรือฟริเกต 8 ลำ เรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์สะเทินน้ำสะเทินบก 2 ลำ และเรือบรรทุกเครื่องบินชาร์ล เดอ โกล ซึ่งเป็นเรือธงของกองทัพเรือฝรั่งเศส

การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่รุนแรงในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลและพันธมิตร มาครงย้ำชัดเจนว่าการส่งกองเรือนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการป้องกันเท่านั้น ไม่ใช่การเข้าร่วมโจมตีอิหร่านหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง “เป้าหมายของเราคือการรักษาจุดยืนในการป้องกันอย่างเคร่งครัด โดยยืนหยัดเคียงข้างทุกประเทศที่ถูกอิหร่านโจมตีตอบโต้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและมีส่วนร่วมในการลดระดับความรุนแรงในภูมิภาค” มาครงกล่าวระหว่างเยือนประเทศไซปรัส

รายละเอียดกองเรือที่ฝรั่งเศสเตรียมส่งไปเมดิเตอร์เรเนียน-ทะเลแดง

  • เรือฟริเกต 8 ลำ: เรือรบขนาดกลางที่ติดตั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศและขีปนาวุธขั้นสูง เหมาะสำหรับการลาดตระเวนและป้องกันพื้นที่กว้างใหญ่
  • เรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์สะเทินน้ำสะเทินบก 2 ลำ: เพิ่มขีดความสามารถในการขนส่งทหารและสนับสนุนปฏิบัติการทางบก
  • เรือบรรทุกเครื่องบินชาร์ล เดอ โกล: เรือบรรทุกเครื่องบินนิวเคลียร์ขนาดยักษ์ สามารถบรรทุกเครื่องบินรบราฟาลได้กว่า 40 ลำ ถือเป็นสัญลักษณ์ของพลังทางทหารฝรั่งเศส

ขณะกล่าวสุนทรพจน์ต่อทหารบนเรือชาร์ล เดอ โกล มาครงยังระบุว่าฝรั่งเศสจะทำงานเพื่อรักษาเสรีภาพในการเดินเรือ ซึ่งอาจรวมถึงการฟื้นฟูเส้นทางสัญจรในช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกขัดขวางจากความขัดแย้ง “เราไม่ได้เข้าร่วมในความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ และเราปฏิบัติการภายใต้กรอบการทำงานนี้ การปรากฏตัวของพวกคุณที่นี่แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของฝรั่งเศส ในฐานะมหาอำนาจแห่งความสมดุลและสันติภาพร่วมกับมิตรประเทศ” เขากล่าว

บริบทและความสำคัญของการเคลื่อนไหวครั้งนี้

ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกและทะเลแดงเป็นเส้นทางค้าขายสำคัญที่เชื่อมต่อยุโรป เอเชีย และแอฟริกา การส่งเรือรบฝรั่งเศสไปยังพื้นที่เหล่านี้ไม่เพียงช่วยปกป้องผลประโยชน์ของชาติตัวเอง แต่ยังสนับสนุนพันธมิตรอย่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลในการรักษาความมั่นคงทางทะเล ท่ามกลางภัยคุกคามจากกลุ่มติดอาวุธและการโจมตีของอิหร่าน

นอกจากนี้ การตัดสินใจของฝรั่งเศสยังสะท้อนถึงบทบาทของยุโรปในการรักษาสมดุลอำนาจโลก โดยเฉพาะในยุคที่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีคูณ ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่ากองเรือชาร์ล เดอ โกลจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการตอบโต้ภัยคุกคามทางอากาศและทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความมั่นใจให้กับเส้นทางการค้าโลก

ฝรั่งเศสเตรียมส่งเรือรบ-เรือบรรทุกเครื่องบิน ไปเมดิเตอร์เรเนียน-ทะเลแดง ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของปารีสในการส่งเสริมสันติภาพ โดยไม่ละเลยการป้องกันตัวเอง ในสถานการณ์ที่โลกกำลังจับตาการพัฒนาเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ยังอาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลก เนื่องจากทะเลแดงเป็นจุดผ่านเรือบรรทุกน้ำมันจำนวนมาก หากสถานการณ์คลี่คลายได้จากความร่วมมือระหว่างชาติ จะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโลกทั้งหมด

ติดตามข่าวสารต่างประเทศเพิ่มเติม เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญในภูมิภาคตะวันออกกลาง คุณคิดอย่างไรกับแผนการของฝรั่งเศสครั้งนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย

ที่มา – ฝรั่งเศสเตรียมส่งเรือรบ-เรือบรรทุกเครื่องบิน ไปเมดิเตอร์เรเนียน-ทะเลแดง

ผอ.พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ลาออก เซ่นปมโจรขโมยเครื่องราชกกุธภัณฑ์

ผอ.พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ลาออก เซ่นปมโจรขโมยเครื่องราชกกุธภัณฑ์ สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก เมื่อผู้อำนวยการคนเก่งของพิพิธภัณฑ์ชื่อดังที่สุดแห่งหนึ่งของโลกตัดสินใจวางมือ หลังจากเกิดเหตุการณ์โจรกรรมครั้งใหญ่ที่ทำให้ทรัพย์สินล้ำค่าหายไปแบบไม่เหลือซาก

ผอ.พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ลาออก เซ่นปมโจรขโมยเครื่องราชกกุธภัณฑ์

นางลอเรนซ์ เดส์ การ์ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ได้ยื่นหนังสือลาออกต่อประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง เมื่อวันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 หรือไม่กี่เดือนหลังจากเหตุโจรกรรมเครื่องราชกกุธภัณฑ์เชื้อพระวงศ์ฝรั่งเศส ซึ่งสร้างข้อครหาเรื่องระบบรักษาความปลอดภัยของพิพิธภัณฑ์ระดับโลกแห่งนี้อย่างหนัก

เหตุการณ์โจรกรรมเกิดขึ้นเมื่อเช้าวันที่ 19 ตุลาคม 2568 กลุ่มโจรฉลาดแกมโกงใช้รถบรรทุกติดลิฟต์กลไกที่ขโมยมาปีนขึ้นระเบียงฝั่งแม่น้ำแซน ก่อนบุกทะลวงเข้าไปในหอศิลป์อะพอลโล (Galerie d’Apollon) และฉกเครื่องราชกกุธภัณฑ์มูลค่ารวมกว่า 88 ล้านยูโร หรือประมาณ 3.2 พันล้านบาทไปอย่างลอยนวล

เครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่หายไปและความเสียหายที่เกิดขึ้น

ทรัพย์สินที่ถูกขโมยรวมถึงสร้อยคอเพชรและมรกตที่จักรพรรดินโปเลียนมอบให้พระมเหสี รวมทั้งเครื่องประดับอีก 8 ชิ้นล้ำค่า ปัจจุบันผู้ต้องสงสัยหลัก 4 รายถูกจับกุมแล้ว แต่ของกลางยังคงหายตัวไป ผู้เชี่ยวชาญกังวลว่าอาจไม่สามารถคืนกลับมาได้ นอกจากนี้ระหว่างหลบหนี โจรยังทำมงกุฎประดับเพชรสมัยศตวรรษที่ 19 ของจักรพรรดินีอูเชนีตกจนเสียหาย

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์เพิ่งเปิดเผยภาพความเสียหายของมงกุฎเป็นครั้งแรก โดยระบุว่ายังอยู่ในสภาพ “เกือบสมบูรณ์” และสามารถบูรณะได้ทั้งหมด แต่ก็ยังสะท้อนถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้น

จุดอ่อนระบบรักษาความปลอดภัยของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์

พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ซึ่งเก็บรักษาผลงานศิลปะ priceless อย่างภาพโมนาลิซาของเลโอนาร์โด ดา วินชี มีผู้เข้าชมกว่า 8.7 ล้านคนต่อปี แต่ระบบกล้องวงจรปิดกลับล้าสมัย นางเดส์ การ์เคยยอมรับหลังเหตุการณ์ว่า กล้องเพียงตัวเดียวที่เฝ้าจุดบุกรุกหันไปทางอื่น และเธอเคยเรียกร้องงบเพิ่มกล้องสองเท่าตั้งแต่ปี 2564 แต่ยังไม่เกิดขึ้น

การลงทุนด้านความปลอดภัยล่าช้าเพราะข้อจำกัดงบประมาณของสถาบันขนาดใหญ่ ทางการฝรั่งเศสจึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนรัฐสภา คาดสรุปผลเดือนพฤษภาคมนี้ รายงานเบื้องต้นชี้ “ความล้มเหลวเชิงระบบ” เป็นสาเหตุหลัก

  • รถบรรทุกติดลิฟต์ขโมยมาใช้บุก
  • กล้อง CCTV ล้าสมัยและจุดบอด
  • เครื่องราช 8 ชิ้นหาย มูลค่า 3.2 พันล้านบาท
  • มงกุฎจักรพรรดินีเสียหายแต่ซ่อมได้

เหตุการณ์ ผอ.พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ลาออก เซ่นปมโจรขโมยเครื่องราชกกุธภัณฑ์ นี้ไม่เพียงสะเทือนวงการศิลปะ แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของเทคโนโลยีรักษาความปลอดภัยสมัยใหม่ในสถานที่ท่องเที่ยวชั้นนำ การสูญเสียครั้งนี้อาจนำไปสู่การปฏิรูประบบใหม่ทั้งหมด

ในมุมมองของผม เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนราคาแพงที่พิพิธภัณฑ์ทั่วโลกต้องเรียนรู้ ควรลงทุนด้าน AI และเซ็นเซอร์ขั้นสูงเพื่อป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ถูกขโมยไปอีก คุณคิดอย่างไร ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมกดไลค์ แชร์ เพื่อติดตามข่าวสารที่น่าสนใจแบบนี้ต่อไป!

ที่มา – ผอ.พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ลาออก เซ่นปมโจรขโมยเครื่องราชกกุธภัณฑ์

รูบิโอชี้ สหรัฐฯ กับยุโรปเป็นของคู่กัน ลั่นไม่ต้องการตัดสัมพันธ์

รูบิโอชี้ สหรัฐฯ กับยุโรปเป็นของคู่กัน ลั่นไม่ต้องการตัดสัมพันธ์ คำกล่าวนี้จากมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ สร้างความหวังให้กับพันธมิตรยุโรปท่ามกลางความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ในยุคที่ความสัมพันธ์ข้ามแอตแลนติกลดลง สุนทรพจน์ของเขาที่การประชุมความมั่นคงมิวนิกกลายเป็นสัญญาณบวกที่ทุกคนรอคอย

รูบิโอชี้ สหรัฐฯ กับยุโรปเป็นของคู่กัน ลั่นไม่ต้องการตัดสัมพันธ์

เมื่อวันเสาร์ที่ 14 ก.พ. 2569 มาร์โก รูบิโอ ได้กล่าวสุนทรพจน์เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้นำยุโรป โดยย้ำว่าสหรัฐฯ ไม่ต้องการแยกทาง แต่ต้องการฟื้นฟูความเป็นพันธมิตรเก่าแก่ รูบิโอบอกว่า “เราไม่ได้ต้องการแยกทางกัน แต่ต้องการฟื้นฟูมิตรภาพเก่าแก่และต่ออายุอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ” สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการร่วมมือกันเพื่ออนาคตที่แข็งแกร่ง

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรปสั่นคลอนจากหลายปัจจัย เช่น การที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศอยากยึดครีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนของเดนมาร์ก และคำวิจารณ์ต่อพันธมิตรหลายครั้ง แต่รูบิโอยืนยันว่า สหรัฐฯ ต้องการยุโรปที่แข็งแกร่งเพื่อช่วยในภารกิจฟื้นฟูโลก “เราต้องการให้ยุโรปแข็งแกร่ง เราเชื่อว่ายุโรปต้องอยู่รอด” เขากล่าว พร้อมเสริมว่าทั้งสองฝ่าย “เป็นของคู่กัน”

รูบิโอชี้ สหรัฐฯ กับยุโรปเป็นของคู่กัน ลั่นไม่ต้องการตัดสัมพันธ์ ในบริบท NATO

สุนทรพจน์นี้แตกต่างจากของเจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีที่เคยโจมตีเรื่องย้ายถิ่นฐานและเสรีภาพการแสดงออก รูบิโอยังพูดถึงปัญหาย้ายถิ่นฐานที่ “ทำลายเสถียรภาพสังคม” แต่หลีกเลี่ยงประเด็นขัดแย้งอื่นๆ เช่น สงครามวัฒนธรรมที่นายกฯ เยอรมนี ฟริดริช เมิร์ซ เตือนว่าเป็นรอยร้าวใหญ่

ผู้นำยุโรปตอบสนองเชิงบวก โดยให้คำมั่นแบกรับภาระ NATO มากขึ้น มาร์ก รุทเทอ เลขาฯ NATO กล่าวว่า “ยุโรปที่แข็งแกร่งใน NATO ที่แข็งแกร่ง หมายความว่าความสัมพันธ์ข้ามแอตแลนติกจะแข็งแกร่งกว่าที่เคย” ขณะที่เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เรียกร้องยุโรปที่แข็งแกร่งเพื่อสนับสนุนยูเครนและสร้างโครงสร้างความมั่นคงของตัวเอง “ยุโรปแห่งนี้จะเป็นพันธมิตรและหุ้นส่วนที่ดีสำหรับสหรัฐอเมริกา” เขายืนยัน

ความสำคัญของความสัมพันธ์สหรัฐฯ-ยุโรปในยุคปัจจุบัน

ในโลกที่เผชิญภัยคุกคามจากรัสเซียและจีน ความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรปจึงสำคัญยิ่ง การประชุมมิวนิกครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญที่แสดงถึงความพยายามเยียวยาความสัมพันธ์ รูบิโอเน้นว่าสหรัฐฯ พร้อมทำคนเดียวหากจำเป็น แต่หวังร่วมมือกับยุโรปเพื่อขับเคลื่อนด้วยวิสัยทัศน์อนาคตที่มีภาคภูมิใจและอธิปไตย

  • ฟื้นฟูพันธมิตรเก่าแก่เพื่อต่ออายุอารยธรรม
  • สนับสนุนยุโรปให้แข็งแกร่งใน NATO
  • รับมือภัยคุกคามร่วมกันจากรัสเซียและอื่นๆ
  • หลีกเลี่ยงการตัดสัมพันธ์ที่อาจนำไปสู่ความอ่อนแอ

นอกจากนี้ รูบิโอยังพูดถึงความภาคภูมิใจในอดีตและอนาคต โดยเชื่อว่าทั้งสองทวีปเป็นคู่กันอย่างแยกไม่ออก สิ่งนี้ช่วยลดความกังวลจากคำพูดของทรัมป์ก่อนหน้า

ผลกระทบต่อนโยบายต่างประเทศ

การเปลี่ยนท่าทีนี้จากสุนทรพจน์โจมตีในปีก่อน สะท้อนกลยุทธ์ของรัฐบาลทรัมป์ในการรักษาฐานที่มั่นคงกับยุโรป แม้จะมีประเด็นขัดแย้งเรื่องการค้าหรือย้ายถิ่นฐาน แต่รูบิโอชี้ให้เห็นโอกาสในการร่วมมือ โดยเฉพาะในการป้องกันและเศรษฐกิจ

ยุโรปเองก็ปรับตัว โดยผู้นำหลายคนผลักดันให้เพิ่มงบป้องกันเพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ แต่ยังคงมองสหรัฐฯ เป็นพันธมิตรหลัก สิ่งนี้จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงให้ทั้งสองฝ่ายในระยะยาว

ในมุมมองของผู้เขียน รูบิโอชี้ สหรัฐฯ กับยุโรปเป็นของคู่กัน ลั่นไม่ต้องการตัดสัมพันธ์ เป็นก้าวสำคัญที่อาจนำไปสู่ยุคใหม่ของความร่วมมือ ท่ามกลางความท้าทายโลก ผู้สนใจควรติดตามพัฒนาการต่อไป เพราะอาจเปลี่ยนโฉมหน้า geopolitics ได้

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – รูบิโอชี้ สหรัฐฯ กับยุโรปเป็นของคู่กัน ลั่นไม่ต้องการตัดสัมพันธ์

ศาลปารีสลงโทษ! ไซเบอร์บูลลี่ “บริจิตต์ มาครง”



จำเลย 8 ชาย 2 หญิง ถูกศาลฝรั่งเศสชี้ว่ามีความผิดฐานกลั่นแกล้งทางออนไลน์ จากการเผยแพร่ข้อมูลเท็จและถ้อยคำดูหมิ่นต่อบริจิตต์ มาครง สตรีหมายเลขหนึ่งของฝรั่งเศส หลายรายได้รับโทษจำคุกรอลงอาญา บางรายถูกสั่งพักใช้โซเชียลมีเดีย ขณะที่ฝ่ายกฎหมายย้ำเป็นหมุดหมายสำคัญในการรับมือความเกลียดชังออนไลน์

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (5 ม.ค.) ศาลในกรุงปารีสมีคำพิพากษาตัดสินให้จำเลย 10 ราย เป็นชาย 8 คน หญิง 2 คน มีความผิดจริงในข้อหากลั่นแกล้งทางออนไลน์ ต่อนางบริจิตต์ มาครง ภริยาของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง โดยกลุ่มจำเลยได้แพร่กระจายข่าวลืออันเป็นเท็จเกี่ยวกับเพศสภาพและรสนิยมทางเพศของเธอ รวมถึงการใช้ถ้อยคำดูหมิ่นเหยียดหยามเกี่ยวกับช่องว่างระหว่างวัยของคู่รักมาครงที่ห่างกันถึง 24 ปี

บทลงโทษและคำตัดสินของศาลผู้พิพากษาระบุว่า จำเลยทั้งหมดกระทำการด้วยเจตนาที่ชัดเจนในการสร้างความอับอายและด้อยค่าสตรีหมายเลขหนึ่ง โดยส่วนใหญ่ได้รับโทษจำคุกสูงสุด 8 เดือน แต่ให้รอลงอาญา มีจำเลย 1 รายถูกสั่งจำคุกทันทีเนื่องจากไม่มาปรากฏตัวต่อศาล และมีการสั่งระงับบัญชีโซเชียลมีเดียของจำเลยบางราย และสั่งให้เข้ารับการอบรมเพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำ

คดีนี้ยืดเยื้อมาจากการที่จำเลยบางส่วน เช่น นาตาชา เรย์ (นักข่าวอิสระ) และ อาม็องดีน รัว (หมอดูออนไลน์) เคยถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานหมิ่นประมาทในปี 2024 หลังกุเรื่องว่า “บริจิตต์ มาครง ไม่มีอยู่จริง” แต่เป็นพี่ชายของเธอที่ผ่าตัดแปลงเพศมาสวมรอยแทน แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์จะยกฟ้องโดยให้เหตุผลว่าการกล่าวหาเรื่องแปลงเพศ “ไม่ถือเป็นการทำลายเกียรติยศ” แต่ปัจจุบันทางครอบครัวมาครงได้ยื่นเรื่องสู้คดีต่อในศาลฎีกาแล้ว

ทิฟเฟน ออซิแยร์ บุตรสาวของบริจิตต์จากการแต่งงานครั้งก่อน ได้ขึ้นแถลงต่อศาลว่า การบูลลี่เหล่านี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพและการใช้ชีวิตของแม่เธอ ทำให้ต้องระมัดระวังแม้กระทั่งการเลือกเสื้อผ้าหรือท่วงท่าการเดิน เพราะกังวลว่าจะถูกนำภาพไปบิดเบือน นอกจากนี้ หลานๆ ของเธอยังถูกล้อเลียนที่โรงเรียน ซึ่งสิ่งนี้สร้างความเจ็บปวดให้กับครอบครัวเป็นอย่างมาก

ชัยชนะในคดีนี้ถูกมองว่าเป็นการ “โหมโรง” ก่อนการฟ้องร้องครั้งใหญ่ในสหรัฐอเมริกา โดยสามีภรรยามาครงได้ยื่นฟ้อง แคนเดซ โอเวนส์ อินฟลูเอนเซอร์ฝ่ายขวาชื่อดัง ในข้อหาหมิ่นประมาท หลังจากที่โอเวนส์ยืนยันผ่านพอดแคสต์และโซเชียลมีเดียว่าเธอ “ยอมเอาชื่อเสียงเป็นประกัน” ว่าสตรีหมายเลขหนึ่งของฝรั่งเศสแท้จริงแล้วเป็นผู้ชาย

เดิมทีประธานาธิบดีมาครงได้รับคำแนะนำให้เพิกเฉยต่อข่าวลือเหล่านี้เพื่อไม่ให้เป็นการขยายความ แต่เมื่อปีที่ผ่านมาพวกเขาตัดสินใจเปลี่ยนกลยุทธ์และเดินหน้าฟ้องร้องอย่างเต็มตัว เนื่องจากขนาดของการโจมตีนั้นรุนแรงและกว้างขวางเกินกว่าจะยอมรับได้อีกต่อไป

ทั้งนี้ บริจิตต์ มาครง พบกับ เอ็มมานูเอล มาครง ครั้งแรกขณะที่เธอเป็นครูในโรงเรียนมัธยมของเขา ทั้งคู่แต่งงานกันในปี 2007 โดยขณะนั้นมาครงมีอายุ 29 ปี และบริจิตต์มีอายุในวัย 50 กลางๆ ซึ่งทฤษฎีสมคบคิดเรื่องเพศสภาพของเธอเริ่มแพร่ระบาดอย่างหนักนับตั้งแต่มาครงชนะการเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2017 เป็นต้นมา.

ศาลปารีสตัดสินลงโทษ 10 ราย ฐานไซเบอร์บูลลี่ “บริจิตต์ มาครง” ภริยาประธานาธิบดีฝรั่งเศส

คดีศาลปารีสตัดสินลงโทษ 10 ราย ฐานไซเบอร์บูลลี่ “บริจิตต์ มาครง” ภริยาประธานาธิบดีฝรั่งเศส สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และส่งผลกระทบอย่างมากต่อผู้ถูกกระทำ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม

ผลกระทบของไซเบอร์บูลลี่ที่มีต่อ บริจิตต์ มาครง

จากคำแถลงของบุตรสาวของบริจิตต์ มาครง แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการถูกไซเบอร์บูลลี่นั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ตัวเธอเองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงครอบครัวและคนรอบข้างอีกด้วย การที่ต้องระมัดระวังในการใช้ชีวิตประจำวัน การถูกล้อเลียนที่โรงเรียน ล้วนเป็นบาดแผลทางใจที่ยากจะเยียวยา

คดีนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับสังคมในการตระหนักถึงพิษภัยของการกลั่นแกล้งออนไลน์ และความจำเป็นในการร่วมมือกันเพื่อต่อต้านพฤติกรรมเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้ การสร้างความเข้าใจ หรือการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อสร้างสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์สำหรับทุกคน

ที่มา – ศาลปารีสตัดสินลงโทษ 10 ราย ฐานไซเบอร์บูลลี่ “บริจิตต์ มาครง” ภริยาประธานาธิบดีฝรั่งเศส

ฝรั่งเศสสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินใหม่ แทน “ชาร์ล เดอ โกล”

ประธานาธิบดีฝรั่งเศสยืนยัน เตรียมสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินใหม่ แทนที่ ชาร์ล เดอ โกล ที่ใช้มานานกว่า 20 ปี คาดใช้งบประมาณราว 1 หมื่นล้านยูโร

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม 2568 นายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ประกาศว่า ประเทศของเขาจะสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นและทันสมัยกว่าเดิม เพื่อทดแทนเรือชาร์ล เดอ โกล (Charles de Gaulle) ที่เก่าลง ถือเป็นการยืนยันแผนงานที่วางไว้มาอย่างยาวนานเพื่อเสริมสร้างอำนาจทางทะเลของประเทศ

โครงการนี้มีชื่อว่า Porte-Avions Nouvelle Génération (PANG) หรือเรือบรรทุกเครื่องบินรุ่นใหม่ คาดว่าจะใช้งบประมาณ 1.025 หมื่นล้านยูโร (ราว 3.77 แสนล้านบาท) โดยรัฐบาลฝรั่งเศสระบุว่าเรือลำดังกล่าวจะเข้าประจำการในปี 2038 (พ.ศ. 2581) ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เรือชาร์ล เดอ โกล มีกำหนดจะปลดประจำการ

เจ้าหน้าที่ของฝรั่งเศสนายหนึ่งเปิดเผยว่า งานด้านส่วนประกอบระบบขับเคลื่อนด้วยนิวเคลียร์ได้เริ่มดำเนินการไปแล้วตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ในขณะที่คำสั่งซื้อสำหรับการก่อสร้างขั้นสุดท้ายจะต้องได้รับการบรรจุลงในงบประมาณปี 2568 และเมื่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ เรือลำนี้จะกลายเป็นเรือรบที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปเท่าที่เคยมีการสร้างมา

มาครงยืนยันการตัดสินใจดังกล่าวในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ต่อกองทัพฝรั่งเศสที่ประจำการ ณ ฐานทัพทหารในกรุงอาบูดาบี เมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ อันเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันทั่วโลก

“การตัดสินใจเริ่มโครงการอันยิ่งใหญ่นี้มีขึ้นในสัปดาห์นี้” มาครงกล่าว พร้อมเสริมว่าโครงการนี้จะช่วยส่งเสริมฐานอุตสาหกรรมของฝรั่งเศส โดยเฉพาะบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตด้านการป้องกันประเทศ

ด้านนาง แคเทอรีน โวแตร็ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกองทัพ ได้โพสต์ข้อความผ่านแอปพลิเคชัน X ว่าเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่นี้จะมาแทนที่เรือชาร์ล เดอ โกล ซึ่งเข้าประจำการมาตั้งแต่ปี 2544 หลังจากผ่านกระบวนการวางแผนและก่อสร้างยาวนานกว่าหนึ่งทศวรรษ

ทั้งนี้ โครงการ PANG ถือเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์การป้องปรามทางนิวเคลียร์ของฝรั่งเศส และการผลักดันของยุโรปเพื่อให้มีอิสระในการป้องกันประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางบริบทของสงครามรัสเซียกับยูเครน และความกังวลว่าสหรัฐฯ อาจลดความมุ่งมั่นที่มีต่อความมั่นคงของยุโรปลง

ฝรั่งเศสในฐานะรัฐเดียวในสหภาพยุโรปที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง เป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศยุโรปเพียงไม่กี่ประเทศที่มีเรือบรรทุกเครื่องบินประจำการ ร่วมกับอังกฤษ อิตาลี และสเปน ถึงกระนั้น ขีดความสามารถด้านเรือบรรทุกเครื่องบินของยุโรปยังคงจำกัดเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ ซึ่งมีเรือบรรทุกเครื่องบินถึง 11 ลำ และจีนที่มี 3 ลำ

พลเอก ฟาเบียน มางดง (Fabien Mandon) เสนาธิการทหารกล่าวต่อสมาชิกรัฐสภาก่อนหน้านี้ว่า ฝรั่งเศสจะจัดซื้อระบบดีดตัวเครื่องบินแบบแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Catapult) จากสหรัฐฯ สำหรับใช้ในเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่นี้ โดยอ้างถึงข้อจำกัดด้านงบประมาณและระยะเวลาที่ทำให้ไม่สามารถผลิตเองภายในประเทศได้

แม้สมาชิกรัฐสภาบางส่วนจากฝ่ายสายกลางและฝ่ายกลางซ้ายจะรบเร้าให้รัฐบาลพิจารณาชะลอโครงการนี้ออกไปก่อน เนื่องจากแรงกดดันด้านการคลังสาธารณะ แต่ถ้อยแถลงของมาครงเป็นการส่งสัญญาณถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่จะเดินหน้าโครงการนี้ต่อไป

การตัดสินใจของฝรั่งเศสในการสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินใหม่ แทนที่ “ชาร์ล เดอ โกล” ถือเป็นการลงทุนครั้งสำคัญในศักยภาพทางทหารของประเทศ และเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นในการรักษาบทบาทนำในเวทีโลก ท่ามกลางความท้าทายด้านความมั่นคงที่เพิ่มขึ้น

ฝรั่งเศสคอนเฟิร์ม แผนสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินใหม่ แทนที่ “ชาร์ล เดอ โกล”

การสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่นี้ไม่ใช่แค่การทดแทนเรือเก่า แต่เป็นการยกระดับขีดความสามารถทางทหารของฝรั่งเศสให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อ:

  • การป้องปรามนิวเคลียร์: โครงการ PANG เป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์การป้องปรามนิวเคลียร์ของฝรั่งเศส
  • ความเป็นอิสระด้านการป้องกันประเทศ: เป็นการผลักดันให้ยุโรปมีความเป็นอิสระในการป้องกันประเทศมากขึ้น ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ
  • การส่งเสริมอุตสาหกรรม: สนับสนุนอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศของฝรั่งเศส โดยเฉพาะบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม

ทำไมฝรั่งเศสถึงตัดสินใจสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินใหม่ แทนที่ “ชาร์ล เดอ โกล”?

เหตุผลหลักๆ ที่ฝรั่งเศสตัดสินใจลงทุนในโครงการนี้ ได้แก่ ความจำเป็นในการรักษาอำนาจทางทะเล, การตอบสนองต่อความท้าทายด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงไป และการส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในประเทศ เรือ “ชาร์ล เดอ โกล” ใช้งานมานานและถึงเวลาที่ต้องมีเรือที่ทันสมัยกว่ามาทดแทน การสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินใหม่ แทนที่ “ชาร์ล เดอ โกล” จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

นอกจากนี้ การมีเรือบรรทุกเครื่องบินที่ทันสมัยยังช่วยให้ฝรั่งเศสสามารถ:

  • รักษาผลประโยชน์ของชาติ: ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก
  • ตอบโต้ภัยคุกคาม: ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
  • เสริมสร้างความร่วมมือ: กับพันธมิตรในด้านความมั่นคง

การสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินใหม่ แทนที่ “ชาร์ล เดอ โกล” ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนเรือลำใหม่ แต่เป็นการลงทุนในอนาคตและความมั่นคงของฝรั่งเศสและยุโรป

ในภาพรวม การตัดสินใจของฝรั่งเศสในการเดินหน้าโครงการนี้ แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นในการรักษาสถานะความเป็นผู้นำในด้านการทหารและเทคโนโลยี การมีเรือบรรทุกเครื่องบินที่ทันสมัยจะช่วยให้ฝรั่งเศสสามารถเผชิญกับความท้าทายในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างมั่นคง

ที่มา – ฝรั่งเศสคอนเฟิร์ม แผนสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินใหม่ แทนที่ “ชาร์ล เดอ โกล”

ทหารประกาศยึดอำนาจในมาดากัสการ์ ปธน.หนี!

ทหารหน่วยพิเศษในมาดากัสการ์ ประกาศยึดอำนาจในมาดากัสการ์อย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากประธานาธิบดีหลบหนีออกจากประเทศ ตามหลังการประท้วงของกลุ่มคนเจนซี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หน่วยทหารพิเศษในประเทศมาดากัสการ์ประกาศในวันอังคารที่ 14 ต.ค. 2568 ว่า พวกเขาได้ยึดอำนาจในมาดากัสการ์จากประธานาธิบดี อันดรี ราโจเอลินา แล้ว หลังจากผู้นำรายนี้หลบหนีออกจากประเทศ เนื่องจากการประท้วงใหญ่ของกลุ่มคนเจนซี (Gen Z) ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

พันเอก ไมเคิล รันดรีอานิรินา ผู้บัญชาการหน่วย CAPSAT กล่าวขณะยืนอยู่ด้านนอกทำเนียบประธานาธิบดีเมื่อวันอังคารว่า กองทัพจะจัดตั้งรัฐบาลและจะจัดการเลือกตั้งภายในสองปี นอกจากนี้ เขายังได้สั่งระงับการทำงานของสถาบันประชาธิปไตยที่สำคัญหลายแห่ง เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง ด้วย

พันเอกรันดรีอานิรินากล่าวอีกว่า ผู้ประท้วงที่เป็นคนรุ่น Gen Z จะมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลง เนื่องจาก “ขบวนการนี้ถูกสร้างขึ้นบนท้องถนน ดังนั้นเราจึงต้องเคารพข้อเรียกร้องของพวกเขา”

ขณะนี้ทั้งทหารและผู้ประท้วงต่างเฉลิมฉลองกับการขับไล่ประธานาธิบดี อันดรี ราโจเอลินา ที่ดูเหมือนว่าจะประสบความสำเร็จ โดยมีประชาชนหลายพันคนโบกธงอยู่ในกรุงอันตานานาริโว ซึ่งเป็นเมืองหลวงของมาดากัสการ์

CAPSAT ย่อมาจาก Personnel Administration and Technical and Administrative Services Corps (กองบริหารงานบุคคลและบริการด้านเทคนิคและการบริหาร) ซึ่งเป็นหน่วยทหารที่ทรงอิทธิพลที่สุดในมาดากัสการ์ โดยพวกเขาเคยสนับสนุนนายราโจเอลินาขึ้นสู่อำนาจมาแล้วในปี 2552 แต่ตัดสินใจเข้าร่วมกับกลุ่มผู้ประท้วงเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

ศาลรัฐธรรมนูญของมาดากัสการ์ได้แต่งตั้ง พันเอก รันดรีอานิรินา เป็นผู้นำคนใหม่ของประเทศ แม้ว่าจะมีแถลงการณ์จากสำนักงานประธานาธิบดีที่ระบุว่า นายราโจเอลินายังคงเป็นผู้นำประเทศอยู่ และประณามสิ่งที่พวกเขาเรียกว่าเป็น “ความพยายามก่อรัฐประหาร”

ตอนนี้ยังไม่มีการยืนยันว่า นายราโจเอลินาอยู่ที่ใด แต่เขาระบุในแถลงการณ์ผ่านวิดีโอว่า อยู่ใน “สถานที่ปลอดภัย” พร้อมกล่าวอ้างว่ามีความพยายามลอบสังหารตัวเขาโดย “บุคลากรทางทหารและนักการเมือง” แต่หน่วย CAPSAT ได้ปฏิเสธการมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำดังกล่าว

นอกจากนี้ ยังมีรายงานที่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่า ประธานาธิบดีถูกนำตัวออกนอกประเทศโดยเครื่องบินทหารของฝรั่งเศสเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วย

ทั้งนี้ ความไม่สงบในมาดากัสการ์เริ่มขึ้นเมื่อราว 2 สัปดาห์ก่อน หลังจากกลุ่มชุมนุมซึ่งนำโดยเหล่าเยาวชนได้เริ่มประท้วงต่อต้านปัญหาการขาดแคลนน้ำและไฟฟ้าที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ

การประท้วงบานปลายอย่างรวดเร็ว สะท้อนความไม่พอใจเป็นวงกว้างต่อรัฐบาลของราโจเอลินาในเรื่องอัตราการว่างงานที่สูง การทุจริตที่แพร่หลาย และวิกฤตค่าครองชีพ

ผู้ประท้วงได้ปะทะกับกองกำลังความมั่นคง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 22 ศพ และบาดเจ็บมากกว่า 100 คน อ้างอิงจากรายงานขององค์การสหประชาชาติ แม้ว่ารัฐบาลมาดากัสการ์จะปฏิเสธตัวเลขเหล่านี้ โดยระบุว่าอ้างอิงจาก “ข่าวลือและข้อมูลที่ผิด” ก็ตาม ก่อนที่หน่วย CAPSAT จะประกาศเข้าร่วมกับผู้ประท้วง

ประธานาธิบดี ราโจเอลินา เคยถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นใหม่สำหรับมาดากัสการ์ เขาก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีเมื่ออายุเพียง 34 ปี ทำให้ได้รับตำแหน่งผู้นำที่อายุน้อยที่สุดในแอฟริกา และปกครองประเทศอยู่ 4 ปี ก่อนจะกลับคืนสู่อำนาจอีกครั้งหลังการเลือกตั้งในปี 2561

แต่นายราโจเอลินาสูญเสียความนิยม หลังจากเผชิญข้อกล่าวหาเรื่องการเล่นพรรคเล่นพวกและการทุจริต ซึ่งเขาปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านั้น

แม้ว่าอำนาจดูเหมือนจะหลุดมือไปจากเขาแล้ว แต่เขาก็ยังคงพยายามที่จะมีอิทธิพลต่อสถานการณ์ต่าง ๆ โดยนายราโจเอลินาพยายามที่จะยุบสภาแห่งชาติ ก่อนที่ฝ่ายค้านจะสามารถลงมติถอดถอนเขาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีฐาน “ละทิ้งหน้าที่” แต่ความพยายามนั้นไม่เป็นผลสำเร็จ

เมื่อวันอังคาร (14 ต.ค. 2568) สมาชิกรัฐสภาลงมติถอดถอนราโจเอลินาด้วยคะแนนเสียง 130 เสียง ต่อบัตรเปล่า 1 เสียง แม้แต่สมาชิกพรรค “อีร์มาร์” (Irmar) ของเขาเองก็ยังลงคะแนนอย่างท่วมท้นเพื่อถอดถอนเขาเช่นกัน

นายราโจเอลินาปฏิเสธผลการลงมติดังกล่าว โดยกล่าวว่ามัน “เป็นโมฆะและไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย”

หลายประเทศออกมาแสดงท่าทีต่อการยึดอำนาจในมาดากัสการ์ โดยสหภาพแอฟริกา (AU) เตือนทหารเรื่อง “การเข้าแทรกแซง” ในกิจการทางการเมืองของมาดากัสการ์ และปฏิเสธ “ความพยายามใด ๆ ในการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ”

ส่วนนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส กล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้น “น่ากังวลอย่างยิ่ง”

การยึดอำนาจในมาดากัสการ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจของประชาชนต่อรัฐบาลที่สะสมมานาน และความสำคัญของคนรุ่นใหม่ในการเรียกร้องการเปลี่ยนแปลง

ทหารประกาศยึดอำนาจในมาดากัสการ์

สถานการณ์ล่าสุดการยึดอำนาจ

ที่มา – ทหารประกาศยึดอำนาจในมาดากัสการ์ หลัง ปธน.หนีออกจากประเทศ

ปธน.มาดากัสการ์เผ่นออกนอกประเทศแล้ว จริงหรือ?

ปธน.มาดากัสการ์เผ่นออกนอกประเทศแล้ว หลังกลุ่ม Gen Z ประท้วง

สถานการณ์ในมาดากัสการ์ยังคงตึงเครียด เมื่อมีรายงานว่า ปธน.มาดากัสการ์เผ่นออกนอกประเทศแล้ว หลังเผชิญกับการประท้วงอย่างต่อเนื่องจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือ Gen Z ท่ามกลางข่าวลือเรื่องการรัฐประหารที่ยังไม่มีการยืนยัน

ตามรายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศ ประธานาธิบดีอันดรี ราโจเอลินา ถูกกล่าวหาว่าได้หลบหนีออกจากประเทศเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 โดยผู้นำฝ่ายค้านอ้างว่า หน่วยทหารบางส่วนได้แปรพักตร์และเข้าร่วมกับผู้ประท้วง ทำให้สถานการณ์ของประธานาธิบดีไม่มั่นคง

ปธน.มาดากัสการ์เผ่นออกนอกประเทศแล้ว จริงหรือไม่?

แม้ว่าสำนักงานประธานาธิบดียังไม่ได้ออกมายืนยันหรือปฏิเสธข่าวนี้ แต่แหล่งข่าวในกองทัพมาดากัสการ์ได้ให้ข้อมูลว่า นายราโจเอลินาเดินทางออกจากประเทศด้วยเครื่องบินทหารของฝรั่งเศส โดยได้รับการสนับสนุนจากประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ซึ่งรายละเอียดเกี่ยวกับข้อตกลงระหว่างผู้นำทั้งสองยังคงเป็นความลับ

การประท้วงในมาดากัสการ์เริ่มต้นขึ้นจากความไม่พอใจในปัญหาการขาดแคลนน้ำและไฟฟ้า แต่ได้ขยายตัวไปสู่ประเด็นที่ใหญ่กว่า เช่น การคอร์รัปชัน ธรรมาภิบาลที่ล้มเหลว และการขาดแคลนบริการพื้นฐาน ซึ่งเป็นปัญหาที่สะสมมานานและทำให้ประชาชนไม่พอใจรัฐบาล

สิ่งที่น่าสนใจคือ การสูญเสียการสนับสนุนจากหน่วย CAPSAT ซึ่งเป็นหน่วยทหารชั้นยอดที่เคยช่วยให้ราโจเอลินาขึ้นสู่อำนาจเมื่อปี 2552 หน่วย CAPSAT ได้เข้าร่วมกับผู้ประท้วงและปฏิเสธที่จะใช้ความรุนแรงต่อพวกเขา ทำให้สถานการณ์ของราโจเอลินายิ่งยากลำบากมากขึ้น

นอกจากนี้ วุฒิสภามาดากัสการ์ได้ปลดประธานวุฒิสภาออกจากตำแหน่ง และแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งแทนชั่วคราว ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศ

สิ่งที่เกิดขึ้นในมาดากัสการ์ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงพลังของคนรุ่นใหม่ในการเรียกร้องความเปลี่ยนแปลง และความสำคัญของธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการบริหารประเทศ ปธน.มาดากัสการ์เผ่นออกนอกประเทศแล้ว เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หรือเป็นการสิ้นสุดอำนาจของผู้นำคนนี้ คงต้องติดตามสถานการณ์ต่อไปอย่างใกล้ชิด

สถานการณ์ในมาดากัสการ์ยังคงไม่แน่นอน และอนาคตทางการเมืองของประเทศยังคงอยู่ในความไม่แน่นอน การ ปธน.มาดากัสการ์เผ่นออกนอกประเทศแล้ว ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตของมาดากัสการ์และทิศทางที่ประเทศจะเดินหน้าต่อไป การประท้วงของกลุ่ม Gen Z ได้แสดงให้เห็นถึงความต้องการในการเปลี่ยนแปลงและความไม่พอใจต่อปัญหาที่สะสมมานาน

การที่หน่วย CAPSAT เข้าร่วมกับผู้ประท้วงแสดงให้เห็นถึงความแตกแยกภายในกองทัพและความไม่พอใจต่อการบริหารงานของรัฐบาล การปลดประธานวุฒิสภาออกจากตำแหน่งยิ่งเน้นย้ำถึงความไม่มั่นคงทางการเมืองและการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นภายในโครงสร้างอำนาจของประเทศ

อนาคตของมาดากัสการ์จะขึ้นอยู่กับการตอบสนองต่อความต้องการในการเปลี่ยนแปลงและการแก้ไขปัญหาที่ผู้ประท้วงได้ชี้ให้เห็น การสร้างธรรมาภิบาลที่ดี การต่อต้านการคอร์รัปชัน และการให้บริการพื้นฐานที่มีคุณภาพแก่ประชาชนเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความมั่นคงและสร้างความไว้วางใจให้กับประชาชน

การที่ ปธน.มาดากัสการ์เผ่นออกนอกประเทศแล้ว อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในมาดากัสการ์ แต่ความสำเร็จในการสร้างอนาคตที่ดีขึ้นจะขึ้นอยู่กับการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนในสังคมและความมุ่งมั่นในการสร้างประเทศที่เป็นธรรมและเจริญรุ่งเรืองสำหรับทุกคน

ที่มา – ปธน.มาดากัสการ์เผ่นออกนอกประเทศแล้ว หลังกลุ่ม Gen Z ประท้วง

มาครงแนะทรัมป์ ยุติสงครามกาซา ได้โนเบลสันติภาพ

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ออกมากล่าวอย่างชัดเจนว่า หากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ต้องการได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพอย่างแท้จริง สิ่งที่เขาต้องทำคือการยุติสงครามในฉนวนกาซา เพราะมีเพียงสหรัฐฯ เท่านั้นที่มีอำนาจในการกดดันอิสราเอลให้ยุติความขัดแย้งนี้ได้

ระหว่างการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ BFM TV ของฝรั่งเศส ณ นครนิวยอร์ก ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง กล่าวถึงการกล่าวสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่การประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UN) โดยระบุว่า ทรัมป์เป็นเพียงคนเดียวที่สามารถทำบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับสงครามในฉนวนกาซาได้

มาครงกล่าวว่า “เหตุผลที่เขาสามารถทำได้มากกว่าพวกเรา ก็เพราะพวกเราไม่ได้จัดหาอาวุธที่อนุญาตให้มีการทำสงครามในกาซา เราไม่ได้จัดหาอุปกรณ์ที่ทำให้การทำสงครามในกาซาเกิดขึ้น แต่สหรัฐอเมริกาทำ”

ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวสุนทรพจน์ที่เวทีสหประชาชาติ โดยปฏิเสธการเคลื่อนไหวของพันธมิตรตะวันตกที่สนับสนุนการก่อตั้งรัฐปาเลสไตน์ และอ้างว่าการกระทำดังกล่าวจะเป็นการให้รางวัลกับกลุ่มติดอาวุธฮามาส

แม้ว่าทรัมป์จะเคยกล่าวว่า “เราต้องยุติสงครามในกาซาทันที เราต้องเจรจาสันติภาพทันที” แต่มาครงก็สวนกลับทันควันว่า “ผมเห็นประธานาธิบดีอเมริกันที่มีส่วนร่วม ซึ่งกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากเวทีนี้เมื่อเช้านี้ว่า ‘ผมต้องการสันติภาพ ผมได้ยุติความขัดแย้งมาแล้ว 7 ครั้ง’ ผู้ที่ต้องการรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อคุณยุติความขัดแย้งนี้”

ทั้งนี้ ทรัมป์เคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจากหลายประเทศ เช่น กัมพูชา อิสราเอล และปากีสถาน สำหรับการเป็นตัวกลางในการเจรจาสันติภาพหรือการหยุดยิง ขณะที่ทำเนียบขาวได้ยืนยันว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ทำเพื่อสันติภาพมากกว่าผู้นำทั้งหมดที่เข้าร่วมประชุมสหประชาชาติรวมกันเสียอีก.

การออกมาแสดงความคิดเห็นของประธานาธิบดีมาครงในครั้งนี้ จุดประกายให้เกิดการถกเถียงในวงกว้างเกี่ยวกับบทบาทของสหรัฐอเมริกาในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคตะวันออกกลาง และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแสวงหาแนวทางแก้ไขโดยสันติวิธี

สถานการณ์ในฉนวนกาซายังคงมีความซับซ้อนและเปราะบาง การแทรกแซงของนานาชาติและการเจรจาอย่างจริงจังจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อบรรเทาความทุกข์ทรมานของประชาชนผู้บริสุทธิ์ และสร้างรากฐานที่มั่นคงสำหรับสันติภาพที่ยั่งยืนในระยะยาว

มาครงแนะทรัมป์ หากอยากได้โนเบลสันติภาพ ต้องยุติสงครามกาซาให้ได้

การที่ประธานาธิบดีมาครงออกมากล่าวเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของนานาชาติเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในฉนวนกาซา และความต้องการที่จะเห็นผู้นำโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำของประเทศมหาอำนาจ เช่น สหรัฐอเมริกา เข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

ความหวังที่จะเห็นสันติภาพเกิดขึ้นในภูมิภาคนี้ยังคงมีอยู่ แม้ว่าหนทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยความท้าทายก็ตาม

ทรัมป์กับโอกาสโนเบลสันติภาพ หากยุติสงครามกาซา

ประธานาธิบดีทรัมป์เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่เคยได้รับรางวัลนี้ การที่ประธานาธิบดีมาครงออกมากล่าวในครั้งนี้ อาจเป็นการกระตุ้นให้ทรัมป์พิจารณาถึงบทบาทของตนเองในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในฉนวนกาซาอย่างจริงจังมากขึ้น

หากทรัมป์สามารถผลักดันให้เกิดการหยุดยิงและนำไปสู่การเจรจาสันติภาพระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ได้สำเร็จ ก็อาจเป็นไปได้ที่เขาจะได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในที่สุด

ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

การที่ประธานาธิบดีมาครงออกมาวิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีทรัมป์อย่างเปิดเผยเช่นนี้ อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกาได้ อย่างไรก็ตาม ทั้งสองประเทศก็มีความสัมพันธ์ที่ยาวนานและซับซ้อน ซึ่งน่าจะสามารถแก้ไขความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้

นอกจากนี้ การออกมาแสดงความคิดเห็นของประธานาธิบดีมาครง อาจเป็นการส่งสัญญาณไปยังประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ให้ตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศโดยสันติวิธี

บทบาทของสหรัฐอเมริกา

ดังที่ประธานาธิบดีมาครงกล่าวไว้ สหรัฐอเมริกามีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในฉนวนกาซา เนื่องจากเป็นผู้ให้การสนับสนุนทางทหารแก่อิสราเอลอย่างต่อเนื่อง สหรัฐอเมริกาสามารถใช้ความสัมพันธ์นี้ในการกดดันให้อิสราเอลยุติการใช้ความรุนแรงและหันมาเจรจาสันติภาพกับปาเลสไตน์

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจว่าจะทำเช่นนั้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับประธานาธิบดีทรัมป์และรัฐบาลสหรัฐฯ

การที่มาครงออกมาเสนอแนะว่าทรัมป์ควรยุติสงครามกาซาหากต้องการได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพนั้น เป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการกระทำที่ส่งผลต่อสันติภาพอย่างแท้จริง มากกว่าเพียงแค่คำพูดสวยหรู การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ซับซ้อนนี้ต้องการความมุ่งมั่นและการทำงานอย่างหนัก แต่ผลตอบแทนที่ได้คือสันติภาพที่ยั่งยืนและรางวัลอันทรงเกียรติที่อาจตามมา

ที่มา – มาครงแนะทรัมป์ หากอยากได้โนเบลสันติภาพ ต้องยุติสงครามกาซาให้ได้

Scroll to top